Category UNIDO

แผนฟื้นฟูอุตสาหกรรมในช่วงวิกฤตโควิด-19 (COVID-19 Industrial Recovery Plan)

องค์การ UNIDO ได้พัฒนาแผนฟื้นฟูอุตสาหกรรมในช่วงวิกฤตโควิด-19 หรือเรียกว่า “CIRP (COVID-19 Industrial Recovery Plan)” เพื่อสนับสนุนภาครัฐในการปรับโครงสร้างภาคอุตสาหกรรมเพื่อให้สอดคล้องกับบริบทจริงที่เปลี่ยนแปลงไป โดยจะเป็นเครื่องมือเพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูอุตสาหกรรมให้อยู่บนพื้นฐานของการพัฒนาอย่างยั่งยืนและครอบคลุม และลดผลกระทบที่เกิดจากการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ผ่านการเพิ่มนวัตกรรม โดยมุ่งเน้นการสนับสนุนไปที่ประเทศที่มีการพัฒนาน้อยที่สุด รายได้ต่ำและประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับต่ำ เนื่องจากแผนพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งชาติที่มีอยู่นั้น อาจไม่สามารถตอบสนองต่อความท้าทายใหม่ที่เกิดขึ้น ดังนั้นจึงมีความสำคัญในการสร้างแผน CIRP (COVID-19 Industrial Recovery Plan) เพื่อเข้ามาเป็นส่วนช่วย ซึ่งแผนดังกล่าวแบ่งเป็นขั้นตอน ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1) การประเมินและการวิเคราะห์ผลกระทบของโควิด–19 ต่อภาคอุตสาหกรรม = การทำรายงานการประเมินอย่างละเอียดเกี่ยวกับภาคอุตสาหกรรมของประเทศในแต่ะละระดับเพื่อให้นำไปใช้สำหรับการระดมความคิดเห็นเพิ่มเติมในขั้นตอนถัดไป 2) การระดมความคิดและสร้างฉันทามติในภาคส่วนหลักที่มีส่วนเกี่ยวข้อง = การจัดอภิปรายระดับชาติในวงกว้างเพื่อทำความเข้าใจกับบริบทที่เปลี่ยนไปหลังการระบาดใหญ่เพื่อให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเห็นพ้องกันเป็นฉันทามติในการกำหนดอนาคตของภาคอุตสาหกรรม 3) การพัฒนาแผนฟื้นฟูอุตสาหกรรมแห่งชาติ = การระบุถึงสิ่งที่ต้องพิจารณาในแผนพัฒนาฟื้นฟู ดังนี้ ระบุถึงห่วงโซ่คุณค่าที่สำคัญที่ต้องพัฒนา การทบทวนระเบียบข้อบังคับต่างๆ เพื่อสนับสนุนการเติบโตของห่วงโซ่คุณค่าที่สำคัญนั้นๆ พร้อมทั้งแหล่งเงินทุนสำหรับแผนฟื้นฟู และการพัฒนาโปรแกรมเพื่อนำไปปรับใช้ในระดับบริษัทโดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้าไปมีส่วนร่วม 4) การดำเนินการนำร่องในภาคอุตสาหกรรม ตามขั้นตอนดังปรากฏในภาพ 5) การเลียนแบบความสำเร็จที่เกิดขึ้นเพื่อฟื้นฟูภาคอุตสาหกรรมของประเทศ = การเผยแพร่ถึงวิธีการที่องค์กรที่ประสบความสำเร็จใช้ในการปรับตัว […]

รายงานการประเมินผลกระทบจากโควิด – 19 ต่อภาคอุตสาหกรรมไทย โดยองค์การ UNIDO

รายงานการประเมินผลกระทบจากโควิด – 19 ต่อภาคอุตสาหกรรมไทย จัดทำโดยองค์การ UNIDO ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชุดรายงานการประเมินผลกระทบจากโควิด – 19 ต่อเศรษฐกิจและสังคมในประเทศไทยของทีมงานสหประชาชาติประจำประเทศไทย (UN Thailand) ประเด็นที่น่าสนใจจากรายงาน กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากวิกฤตโควิด-19 และมาตรการป้องกันการแพร่ระบาด คือ กลุ่มบริษัทขนาดเล็ก (small-size firms) และบริษัทเทคโนโลยีขั้นต่ำ (low-tech firms) นอกจากนี้บริษัทขนาดเล็กยังเป็นกลุ่มที่เข้าถึงการช่วยเหลือจากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐน้อยที่สุดอีกด้วยโดยผลกระทบที่ส่งผลกระทบต่อบริษัทมากที่สุด คือ ปริมาณยอดสั่งซื้อที่ลดลง ทำให้บริษัทส่วนใหญ่ร้อยละ 90 หรือมากกว่านั้นคาดการณ์ว่าจะสูญเสียรายได้เป็นจำนวนมาก โดยประเภทของบริษัทที่คาดการณ์ว่าจะสูญเสียรายได้มากที่สุด คือ บริษัท GVC และบริษัทขนาดเล็ก โดยการลดลงของคำสั่งซื้อนำมาซึ่งการขาดแคลนกระแสเงินสดและยิ่งถ้าหากมาตรการปิดเมืองยังคงขยายเวลาออกไปอีก ร้อยละ 52 ของบริษัทขนาดเล็ก และร้อยละ 44 ของบริษัทปลายน้ำในประเทศ คาดว่าจะต้องปิดตัวลงภายในสามเดือน มาตรการช่วยเหลือจากรัฐบาลที่บริษัทต้องการมากที่สุด คือ การลดอัตราภาษีหรือการเลื่อนจ่ายภาษี การลดการบริจาคเพื่อสังคมและมาตรการเพื่อช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน อย่างลดค่าเช่าและค่าสาธารณูปโภคและเงื่อนไขเงินกู้ที่ดีขึ้น ตามลำดับ เป็นที่น่าสนใจที่บริษัทในไทยไม่มองว่าการเลิกจ้างพนักงานเป็นมาตรการรับมือเบื้องต้นและใช้วิธีในการลดต้นทุนการดำเนินงาน การเข้าถึงสินเชื่อ และการใช้เทคโนโลยีเป็นตัวเลือกเพื่อจัดการกับผลกระทบอย่างทันถ่วงทีเพื่อตอบสนองกับการระบาดใหญ่ที่เกิดขึ้น นอกจากนี้วิกฤตโควิด–19 อาจทำให้เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ 9 การพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างครอบคลุมและยั่งยืน (ISID) […]

Global Manufacturing and Industrialisation Summit (GMIS) 2020 : Virtual Edition

งาน The Global Manufacturing and Industrialisation Summit (GMIS) 2020 ในปีนี้ได้มีการปรับรูปแบบการประชุมไปสู่รูปแบบออนไลน์ (Virtual Edition) โดยเนื้อหาจะมุ่งเน้นที่ “Glocalization towards sustainable and inclusive global value chains” งาน GMIS มีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นเวทีในการแบ่งปันแนวคิดเกี่ยวกับการผลิตในอนาคตและการส่งเสริมการผลิตขั้นสูงและนวัตกรรมผ่านการเจรจาระหว่างผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง (multi-holder dialogue) การดำเนินการต่างๆ และการสร้างพันธมิตร  งาน GMIS 2020 จะแบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือ 1) สัมมนาออนไลน์ในเรื่องที่เกี่ยวข้อง (Digital Series) เริ่มตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน – 25 สิงหาคม 2563 ทั้งหมด 7 หัวข้อ (สัปดาห์ละ 1 หัวข้อ) เช่น สัปดาห์ที่ 1 […]

แนวทางเพื่อลดผลกระทบของการหดตัวของการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (FDI)

ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังวิกฤตโควิด-19 ทั่วทั้งโลกย่อมต้องการให้มีการไหลเข้าของทรัพยากร โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับประเทศกำลังพัฒนายิ่งต้องการให้มีการไหลเข้าของทรัพยากรจำนวนมากเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ ซึ่งหนึ่งในปัจจัยที่นำทรัพยากรเหล่านั้นมา คือ “การลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (FDI)” ซึ่งในจุดนี้ภาครัฐต้องมีส่วนช่วยในการบริหารจัดการทั้งในด้านของการดึงดูดการลงทุนและรักษาการลงทุนนั้นไว้ให้ได้ แต่ที่สำคัญกว่านั้น คือ การใช้ประโยชน์สูงสุดจากการลงทุนและพัฒนานั้น โดยนอกจากนี้วิกฤตครั้งนี้อาจเป็นโอกาสสำหรับรัฐบาลในการตรวจสอบแนวทางในการดึงดูดการลงทุนและการรักษาการลงทุนโดยการเชื่อมโยงการลงทุน  จากต่างชาติไว้กับระบบเศรษฐกิจในประเทศให้มากขึ้น โดยสามารถสรุปขอบเขตสำคัญในการสร้างกรอบแนวทางนโยบายหรือควรให้ความสำคัญ 3 ขอบเขต ดังนี้ ขอบเขตแรก คือ ต้องมีมาตรการและกลไกในสนับสนุนเพื่อช่วยให้บริษัทในประเทศสามารถเอาชนะข้อจำกัด รวมถึงเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านอุปทาน โดยมาตรการ 2 ประเภทที่สามารถทำให้เห็นผลได้ในระยะยาว คือ1) การพัฒนาความเชื่อมโยงระหว่างบริษัทในประเทศและบริษัทต่างประเทศ โดยปรับปรุงความสามารถในการแข่งขันของโครงสร้างอุตสาหกรรมในประเทศ เช่น การพัฒนาระบบการรับรองคุณภาพเพื่อสามารถรองรับการเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของบริษัทต่างประเทศ และ 2) การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่สามารถตอบสนองให้บริษัทสามารถดำเนินการจากระยะไกล ทั้งในแง่ของห่วงโซ่คุณค่าระดับโลกและในการเข้าถึงตลาดต่างประเทศ ขอบเขตที่สอง คือ เขตอุตสาหกรรมส่งออก (Export processing zones, EPZs) ซึ่งในหลายประเทศ กำลังพัฒนาใช้เครื่องมือนี้เป็นเครื่องมือสำคัญในการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ควรที่จะออกแบบเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจภายในประเทศ ต้องมีการปรับกฎระเบียบเพื่อสนับสนุนให้เกิดความสัมพันธ์ร่วมกับซัพพลายเออร์ภายในประเทศ โดยการออกแบบหรือพัฒนาโครงการที่จะเข้ามามีส่วนสนับสนุนการหา คู่ค้าระหว่างบริษัทต่างประเทศและซัพพลายเออร์ภายในประเทศ ขอบเขตที่สาม คือ การดำเนินการระดับนานาชาติเพื่อช่วยเหลือประเทศในระหว่างและหลังวิกฤตโควิด-19 ควรให้ความใส่ใจกับประเทศที่พัฒนาน้อยที่สุดเป็นพิเศษ เนื่องจากประเทศเหล่านี้ต้องเผชิญกับข้อจำกัดทางด้านงบประมาณและมีข้อจำกัดในด้านการดำเนินนโยบายเอื้ออำนวยต่อการลงทุนเพราะไม่มีทรัพยากรที่จะให้การสนับสนุนที่สำคัญแก่บริษัทภาคเอกชนได้  นี่คือเหตุผลว่าทำไมองค์กรระหว่างประเทศและกลุ่มประเทศ อย่างสหประชาชาติและกลุ่ม G20 ต้องตอบสนองต่อการร้องขอของกลุ่มประเทศดังกล่าวใน […]

คู่มือแนวทางการฟื้นฟูธุรกิจสำหรับธุรกิจกลุ่มไมโคร วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (MSME) ในวิกฤตโควิด-19

องค์การ UNIDO ได้จัดทำ “แนวทางการฟื้นฟูธุรกิจสำหรับกลุ่มไมโคร วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (MSME) ในวิกฤตโควิด-19” เพื่อช่วยให้ธุรกิจกลุ่มไมโคร วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (MSME) สามารถระบุปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากวิกฤตโควิด-19 และสามารถลงมือแก้ไขได้โดยเร็วที่สุด แนวทางของคู่มือนี้จะใช้คำถามเพื่อชี้นำแนวทางว่าธุรกิจควรตัดสินใจแบบใด เพื่อหาจุดเริ่มต้นและรูปแบบการฟื้นฟู โดยคำถามในแต่ละส่วนจะมุ่งเน้นไปที่กุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ ดังนั้นเจ้าของธุรกิจต้องเข้าใจสถานการณ์ก่อนที่จะดำเนินการใดๆ และต้องไม่ลืมการกำหนดตัวบุคคลเพื่อให้รับผิดชอบและรายงานสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว โดยในบางขอบเขตอาจต้องมีผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกเพื่อมาช่วยในการสื่อสารกับลูกค้าและซัพพลายเออร์อย่างเหมาะสม ขั้นตอนในการฟื้นฟูธุรกิจมี 7 ขั้นตอนดังนี้ 1. การดำเนินการทันที เป็นการพิจารณาเกี่ยวกับปัจจัยที่เกี่ยวเนื่องกับระบบธุรกิจว่าได้รับผลกระทบอย่างไร เช่น แรงงานได้รับผลกระทบจากฌโควิด-19 อย่างไร สามารถกลับมาทำงานได้หรือไม่ การติดตามสถานการณ์ของคู่ค้า ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าหรือซัพพลายเออร์ การจัดการในสถานการณ์วิกฤตของธุรกิจเพียงพอหรือไม่ 2. การเตรียมพร้อมเพื่อการฟื้นฟู ไม่เพียงแต่การติดตามสถานการณ์เท่านั้น ต้องมีการสื่อสารกับลูกค้าของธุรกิจเพื่อสร้างความมั่นใจ ตั้งแต่เขายังไม่ตั้งคำถาม 3. การวิเคราะห์สถานการณ์ของธุรกิจในช่วงวิกฤต โดยวิเคราะห์ 3 หัวข้อหลัก ดังนี้ 1) สถานการณ์การเงินของธุรกิจ คือ กระแสเงินสด ต้องพิจารณาถึงการจ่ายเงินของลูกค้า การจ่ายเงินให้ซัพพลายเออร์และต้นทุนคงที่ต่างๆ 2) สภาพของตลาดที่ธุรกิจอยู่ หมายถึง ศักยภาพของการซื้อของสินค้ายังเพียงพออยู่หรือไม่  เส้นทางของวัตถุดิบไปจนถึงการส่งมอบแก่ลูกค้ามีปัญหาติดขัดบริเวณใดบ้าง หรือการแสวงหาโอกาสเพื่อเติมเต็มความต้องการซื้อใหม่ที่เกิดขึ้นในตลาดหรือแม้แต่อาจสร้างความร่วมมือกับคู่แข่งเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่หรือเรียกว่า coopetition […]

กรอบการดำเนินการเพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์โควิด-19 ขององค์การ UNIDO ภายใต้แนวคิด “สร้างอนาคตที่ดีกว่า”

องค์การ UNIDO ได้มีการออกกรอบการดำเนินการเพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์โควิด-19 ขององค์การ UNIDO ภายใต้แนวคิด “สร้างอนาคตที่ดีกว่า” ซึ่งจะเป็นกรอบแนวทางการดำเนินการขององค์การในช่วง 12 ถึง 18 เดือนต่อจากนี้ ผ่าน 3 เสาหลัก ดังนี้ 1. เตรียมตัวและปกป้อง > สนับสนุนการเตรียมการสำหรับวิกฤตสุขภาพและที่มีผลทางเศรษฐกิจ โดยการปกป้องห่วงโซ่อุปทาน ภาคการผลิตและภาคแรงงาน 2. ตอบสนองและปรับตัว > ช่วยเหลือภาคการผลิตในการปรับตัวเพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ โดยใช้วิธีการที่ครอบคลุมและยั่งยืน และสร้างความยืดหยุ่น 3. ฟื้นฟูและปฏิรูป > สนับสนุนการฟื้นฟูและเปลี่ยนแปลงสู่เศรษฐกิจที่ครอบคลุม ยืดหยุ่นและยั่งยืนผ่านการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืนและครอบคลุม โดยทั้ง 3 เสาหลักมีจุดมุ่งเน้นไปที่ 1) ความร่วมมือเพื่อเร่งการตอบสนองระดับโลก 2) แพ็กเกจบริการแบบครบวงจรที่ปรับให้เหมาะกับสถานการณ์และความต้องการเฉพาะของแต่ละประเทศสมาชิก 3) การเสริมสร้างศักยภาพและการแลกเปลี่ยนความรู้ตามบทเรียนที่ได้รับ 4) แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดและเทคโนโลยีที่ดีที่สุด ทั้งนี้เพื่อมุ่งหมายที่จะสนับสนุนประเทศผ่านวิธีการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมอย่างครอบคลุมและมุ่งสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืนและครอบคลุม (ISID) ในระดับใหญ่ หากต้องการเข้าไปศึกษาเพิ่มเติม : กรอบการดำเนินการเพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์โควิด-19 ขององค์การ UNIDO ภายใต้แนวคิด “สร้างอนาคตที่ดีกว่า” ฉบับเต็ม […]

คู่มือคำแนะนำการดำเนินการเพื่อตอบสนองต่อโควิด-19 เพื่อความปลอดภัยของแรงงานในสถานประกอบการ

คู่มือนี้ถูกพัฒนาโดยองค์การ UNIDO ตามคำขอของกระทรวงอุตสาหกรรม ประเทศเลบานอนเพื่อช่วยภาคอุตสาหกรรมในการตอบสนองต่อสถานการณ์โควิด-19 และมาตรการทางสาธารณสุขเพื่อให้เกิดความปลอดภัยของแรงงานในสถานประกอบการ โดยได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลอิตาลีและญี่ปุ่น วัตถุประสงค์ของคู่มือ 1) เป็นแนวทางปฏิบัติเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการป้องกันที่แนะนำ 2) ชี้ให้เห็นถึงมาตรการเพิ่มเติมที่จำเป็นเพื่อให้สามารถจัดหาอุปกรณ์ในการรองรับอย่างเพียงพอ 3) เป็นแนวทางในการแก้ไขนโยบายด้านความปลอดภัยให้เหมาะสมกับความเสี่ยงของบริษัท 4) ป้องกันแรงงานจากเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 5) ลดการสูญเสียวันทำงานที่มาจากการเจ็บป่วย คู่มือนี้ประกอบด้วยมาตรการป้องกัน 12 ข้อ ซึ่งครอบคลุมในทุกภาคส่วนของอุตสาหกรรมตั้งแต่การรับวัตถุดิบ การเก็บรักษา การผลิตและการกระจายสินค้า ดังนี้ 1) การตรวจคัดกรองแรงงานและผู้เยี่ยมเยียน > แบ่งออกเป็น 3 วิธี          คือ 1) การตรวจสอบอาการด้วยตนเอง 2) แบบเชิงรับ คือ ป้ายข้อมูลและวิธีปฏิบัติ 3) เชิงรุก คือ สอบถามหรือตั้งจุดตรวจบริเวณทางเข้า 2) การจัดสภาพแวดล้อมเพื่อให้เกิดการรักษาระยะห่างทางกายภาพ > แบ่งออกเป็น 7 ข้อ          คือ 1) ทางเข้า/ทางออกที่ใช้ร่วมกัน 2) วิธีการลงชื่อเข้างาน/จุดลงชื่อเข้างาน […]

สายเกินแก้ ! หากเข้าช่วยเหลืออุตสาหกรรมและบริษัทช้าเกินไป

โควิด-19 เป็นวิกฤตด้านสุขภาพที่แพร่กระจายไปทั่วทุกมุมโลก ทุกประเทศต่างต้องรับมือกับวิกฤตนี้แบบเรียนรู้ไปพร้อมกับการปฏิบัติเพื่อหาจุดเหมาะสมที่สุดสำหรับบริบทของประเทศตนเองในการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส การป้องกันสุขภาพของประชาชน แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องคำนึงถึงด้านเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นความเป็นอยู่ของประชาชนและผลกระทบทางเศรษฐกิจในอนาคต ทำไมการลดความเสียหายที่จะเกิดต่ออุตสาหกรรมและบริษัทถึงมีความสำคัญ วัตถุประสงค์แรกของการตอบสนองทางนโยบายคือการช่วยเหลือบริษัทที่ยังคงอยู่และระบบนิเวศของอุตสาหกรรมให้ยังคงอยู่ได้ เนื่องจากเป็นองค์ประกอบดังกล่าวเป็นส่วนหลักของเศรษฐกิจในการสร้างมูลค่าให้กับเศรษฐกิจและการจ้างงาน รวมถึงรายได้แก่ครัวเรือน ถ้าหากไม่ช่วยเหลือบริษัทที่มีศักยภาพในตอนนี้จะไม่ให้พวกเขาไม่สามารถกลับมาฟื้นฟูได้และสุดท้ายหลังวิกฤตจำนวนจ้างงานและรายได้ที่เกิดจากบริษัทนั้นก็จะหายไปตลอดกาล นอกจากนั้นแล้วจะเกิดผลกระทบต่อเนื่องไปถึงบริษัทคู่ค้าไม่ว่าจะเป็นบริษัทจัดหาวัตถุดิบหรือบริษัทสั่งซื้อสินค้าก็จะได้รับผลกระทบลูกโซ่เช่นกัน (ตามแผนภาพ 1) ซึ่งจะทำให้เกิดการสะสมของการล้มละลายของบริษัทขนาดเล็กหลายๆแห่ง และสุดท้ายจะนำไปสู่ปัญหาด้านสภาพคล่องของตลาดการเงิน ซึ่งการสั่นคลอนของตลาดการเงินจะนำมาซึ่งทำให้ความกดดันต่อบริษัทต่างๆ แล้วอาจนำไปสู่สถานการณ์แย่ลงขึ้นอย่างทวีคูณและอย่างรวดเร็วจนเกิดการล้มละลายและการว่างงานเป็นจำนวนมากตามมา แผนภาพ 1 แสดงถึงความเชื่อมโยงของบริษัทในห่วงโซ่อุปทานและผลกระทบที่เกิดขึ้นหากบริษัทนั้นเกิดปัญหา เพื่อไม่ให้เกิดเหตุข้างต้น ภาครัฐต้องทำหน้าที่เสมือนผู้ค้ำประกันและต้องดำเนินการจัดการปัญหาให้ผลลัพธ์อย่างชัดเจนเพื่อรักษาบริษัทและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนของตน รวมถึงการป้องกันความเสียหายระยะยาวที่จะเกิดขึ้นกับระบบเศรษฐกิจ จากแผนภาพ 2 เป็นการแสดงสถิติของกรณีศึกษาของการบริหารจัดการเพื่อลดความเสียหายต่อบริษัทให้น้อยที่สุดหรือป้องกันไม่ให้บริษัทออกไปจากภาคอุตสาหกรรมในช่วงวิกฤตปี 2008 ของประเทศเยอรมนีที่มีมาตราการเพื่อช่วยเหลือบริษัทอย่างจริงจัง ทำให้สามารถฟื้นฟูจากวิกฤตได้รวดเร็ว โดยระดับการจ้างงาน (สามารถกลับมาอยู่ในระดับปกติภายในปี 2011) รวมทั้งระดับค่าจ้างและเงินเดือน (กลับมาเป็นปกติภายในปี 2010) ต่างกับอีกสองประเทศคือฝรั่งเศสกับอิตาลีที่อาจไม่ได้มีมาตราการช่วยเหลืออย่างจริงจังในการช่วยเหลือบริษัท ทำให้บริษัทหายไปจากอุตสาหกรรมเป็นจำนวนมากและก่อให้เกิดผลกระทบทางลบระยะยาวอย่างการว่างงานจำนวนมากและความยากในการฟื้นฟูอุตสาหกรรมดังกล่าวให้กลับมาเหมือนเดิม  แผนภาพ 2 แสดงจำนวนสถานประกอบการและดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมของอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศฝรั่งเศส อิตาลีและเยอรมนี นโยบายที่ใช้เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์นี้ในด้านของการช่วยเหลือภาคอุตสาหกรรมและบริษัท แนวทางนโยบายสำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจสามารถกลับมาฟื้นฟูได้อย่างรวดเร็ว คือ การรักษาการจ้างงานไว้และยังคงความสัมพันธ์อุตสาหกรรมในขอบเขตที่เป็นไปได้ ซึ่งการให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ผู้คนและครัวเรือนผ่านความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างและลูกจ้างเป็นการช่วยผยุงทั้งสองเสาหลักของระบบเศรษฐกิจคือทั้งอุปสงค์หรืออำนาจในการซื้อและอุปทานหรือกำลังการผลิต โดยการสนับสนุนเงินโดยการให้เงินสดแก่บริษัท โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากเพื่อให้พวกเขาไม่ต้องเลิกจ้างแรงงานและสามารถจ่ายเงินเดือนต่อไป เนื่องจากหากพิจารณาถึงต้นทุนในการปล่อยให้บริษัทเหล่านั้นล้มลงแล้ว มีทั้งต้นทุนดชดเชยการว่างงาน ผลกระทบลูกโซ่ต่อบริษัทอื่นในห่วงโซ่อุปทาน ต่อเนื่องไปจนถึงสภาพคล่องของระบบเศรษฐกิจที่จะหายไป ซึ่งแม้ว่าอาจจะประเมินเป็นมูลค่าต้นทุนที่ชัดเจนไม่ได้ แต่จะเป็นที่ประจักษ์ชัดว่าการฟื้นฟูเศรษฐกิจกลับมาอีกครั้งจะเป็นเรื่องที่ยากกว่าเดิมแน่นอน […]

UNIDO ดำเนินการอะไรที่สนใจบ้างในเดือนเมษายน

1. สนับสนุนประเทศสมาชิกในการให้คำแนะนำทางด้านเทคนิคในการแก้ปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์โควิค-19 ที่มีต่อด้านความปลอดภัยของอาหารและการดำเนินธุรกิจอาหาร เมื่อวันที่ 9 เมษายน ผู้เชี่ยวชาญจากเครือข่ายอาหรับด้านการวิเคราะห์ความเสี่ยงทางด้านอาหาร (AFRANet) ได้ทำรายงานการทางเทคนิคเกี่ยวกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ล่าสุดเกี่ยวกับโควิค-19 และไวรัสที่เกี่ยวข้อง SARS-CoV-2 ที่ส่งผลกระทบต่อด้านความปลอดภัยของอาหารและการดำเนินธุรกิจอาหารในกลุ่มประเทศอาหรับ โดยรวมถึงชุดมาตรการเพื่อส่งเสริมวิธีการจัดการความเสี่ยงและสุขอนามัยทางด้านอาหาร โดยมุ่งเน้นลดความเสี่ยงของการแพร่กระจายของไวรัสในกลุ่มของผู้ประกอบการอาหารและรักษาให้ภาคการผลิตอาหารเป็นภาคส่วนที่สำคัญในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจโลก โดยผู้เชี่ยวชาญที่ร่วมในรายงานดังกล่าวเป็นผู้ที่ผ่านโครงการอบรมที่องค์การ UNIDO มีส่วนสนับสนุนในการให้ความรู้ทางด้านเทคนิคเพื่อการดำเนินงานของธุรกิจผลิตอาหารในประเทศและทั่วโลกในบริบทของสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิค-19 นอกจากนี้ฝ่ายโภชนาการและระบบอาหารในแผนกธุรกิจการเกษตรของ UNIDO มีความพร้อมที่จะช่วยเหลือประเทศสมาชิกในการให้คำแนะนำทางเทคนิคแก่ผู้ประกอบการธุรกิจอาหารและหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องกับการริเริ่มพัฒนาศักยภาพต่างๆ อีกด้วย 2. สร้างทักษะให้แก่เจ้าหน้าที่ภาคการเกษตรและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ผ่านระบบการเรียนรู้ทางอินเตอร์เน็ต (e-learning) ในประเทศมองโกเลีย เมื่อวันที่ 20 เมษายน องค์การ UNIDO ยังคงทำพันธกิจในการช่วยประเทศสมาชิกให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างบูรณาการและยั่งยืน และเนื่องจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิค-19 จึงทำให้การจัดการฝึกอบรมต้องทำผ่านอุปกรณ์การเรียนการสอนออนไลน์และการสัมมนาผ่านเว็บการฝึกอบรมออนไลน์ รายละเอียดโครงการ – โครงการสนับสนุนให้เกิดการจ้างงานในประเทศมองโกเลีย ภายใต้การสนับสนุนเงินทุนจากสหภาพยุโรปและดำเนินร่วมกับกระทรวงอาหาร เกษตรกรรมและอุตสาหกรรมเบาของประเทศมองโกเลีย องค์การ UNIDO ได้ดำเนินการจัดสัมมนาผ่านเว็บ โดยมีผู้เข้าร่วมหลายกว่า 350 คนจากจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ 21 จังหวัด โดยสัมมนาจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-30 เมษายน 2563 โดยมีผู้เข้าร่วม คือ […]

สารจากผู้อำนวยการใหญ่องค์การ UNIDO ต่อประเทศสมาชิกในเรื่อง “การดำเนินการขององค์การเพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า”

จากสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า-19 ก่อให้เกิดวิกฤตอย่างที่ไม่เคยเกิดมาก่อนทั้งในประวัติศาสตร์ขององค์การ UNIDO เองและตลอดเวลา 75 ปีขององค์การสหประชาชาติ และในขณะนี้แต่ละฝ่ายต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างที่ไม่เคยประสบมาก่อน รวมทั้งทุกประเทศต่างเผชิญกับผลกระทบทางด้านระบบสาธารณสุข รวมถึงทั้งภาพรวมในด้านเศรษฐกิจและสังคมอีกด้วย วิกฤตครั้งนี้ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อการความมีส่วนร่วมของผู้ชายและผู้หญิงในภาคการผลิตและภาคการส่งออกจะแตกต่างกันออกไปทั้งในระหว่างช่วงวิกฤตและช่วงการฟื้นฟู ดังนั้นต้องทำงานร่วมกันเพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังและยังคงการมีส่วนร่วมของผู้หญิงและเยาวชนในตลาดแรงงาน องค์การ UNIDO ได้วางโครงสร้างแผนการดำเนินการต่อสถานการณ์แพร่ระบาดนี้ ออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่1) ในระยะสั้น คือ การช่วยเหลือประเทศสมาชิกทันทีในการตอบสนองต่อภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข 2) ในระยะกลาง คือ การให้คำแนะนำเกี่ยวกับการบรรเทาผลกระทบจากการหยุดชะงักของกิจกรรมในภาคการผลิตและการทำให้ระบบการผลิตและห่วงโซ่อุปทานกลับมาดำเนินการอีกครั้ง 3) ในระยะหลังวิกฤตและระยะยาว คือ การสนับสนุนด้านการพัฒนาแก่ประเทศสมาชิกในระยะการฟื้นฟู จากสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า-19 ก่อให้เกิดวิกฤตอย่างที่ไม่เคยเกิดมาก่อนทั้งในประวัติศาสตร์ขององค์การ UNIDO เองและตลอดเวลา 75 ปีขององค์การสหประชาชาติ ซึ่งแต่ละฝ่ายต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างที่ไม่เคยประสบมาก่อน รวมทั้งทุกประเทศต่างเผชิญกับผลกระทบทางด้านระบบสาธารณสุข รวมถึงทั้งภาพรวมในด้านเศรษฐกิจและสังคมอีกด้วย องค์การ UNIDO ร่วมกันกับองค์การต่างๆ ภายใต้องค์การสหประชาชาติในการช่วยเหลือประเทศสมาชิกให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปด้วยกัน โดยองค์การพร้อมที่จะเสนอความช่วยเหลือทั้งในระยะกลางและระยะยาวเพื่อฟื้นฟูสถานการณ์หลังแพร่ระบาดนี้ โดยจากภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขนี้ทำให้เกิดค่าใช้จ่ายมากมายในการช่วยชีวิตจึงส่งผลต่อเนื่องไปเป็นวิกฤตทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างรวดเร็ว การพัฒนาอุตสาหกรรมแบบบูรณาการและยั่งยืนนั้นถือว่ามีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อทุกระยะของวิกฤตนี้ เช่น การปรับให้ภาคการผลิตหันไปผลิตสินค้าที่มีความต้องการเร่งด่วนก่อน การลดกำลังการผลิตอย่างฉับพลันที่ส่งผลกระทบต่อระบบห่วงโซ่คุณค่าของโลกและปริมาณวัตถุดิบเพื่อใช้ในการผลิตสินค้า และเนื่องจากภาคอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบจากวิกฤตนี้อย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงการต้องมีบทบาทในการเป็นส่วนหนึ่งเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาการว่างงานและภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่รุนแรง จากผลกระทบที่เกิดขึ้นทางเศรษฐกิจที่แผ่กระจายไปยังภูมิภาคและประเทศต่างๆ ดังนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะระบุถึงความต้องการเฉพาะของเจ้าของธุรกิจ ผู้ประกอบการและแรงงานที่เป็นผู้หญิง องค์การ UNIDO […]