หากเรานึกถึงเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน สิ่งที่หลายคนนึกควบคู่มาทันที คือ 17 เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs)  ที่กำหนดขึ้นโดยหน่วยงานสหประชาชาติ (UN) ซึ่งเปรียบเสมือนในพิมพ์เขียวสำหรับการพัฒนาไปสู่ความยั่งยืนสำหรับทุกคน โดยในแต่ละปีสหภาพยุโรปจะมีการจัดลำดับรวมถึงให้คะแนนว่าประเทศใดสามารถเข้าถึงเป้าหมายได้มากที่สุด (คะแนนเชิงเปรียบเทียบกับเป้าหมายสมบูรณ์ คือ 100 คะแนน) ซึ่งประเทศที่ถูกขนานนามให้เป็นผู้นำทั้งด้านพลังงาน การพัฒนาอย่างยั่งยืนและมีการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ นั่นคือ “เดนมาร์ก” นั่นเอง โดยได้รับคะแนนประเมินอยู่ที่ 79.81 ตามมาด้วยประเทศสวีเดน (79.44) ฟินแลนด์ (79.06) ออสเตรีย (76.74) และเยอรมนี (75.35) ตามลำดับ ในขณะที่ กรีก บัลแกเรีย โรมาเนียและไซปรัสอยู่ลำดับท้ายของตาราง ความน่าสนใจของเดนมาร์กในด้านการเป็นผู้นำในการต่อสู่กับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง คือ การตั้งเป้าหมายให้เมืองหลวงอย่างกรุงโคเปนเฮเกนเป็นเมืองหลวงแรกที่จะเป็นคาร์บอนเป็นกลางหรือศูนย์ (carbon-neutral) และรวมถึงริเริ่มโครงการ ProjectZero ในเมืองซันเดอร์เบิร์กให้กลายเป็นเมืองแรกของยุโรปที่สามารถทำให้คาร์บอนเป็นศูนย์ได้ (ก่อนปี 2029) เพื่อแสดงให้เห็นว่าหากทุกคนในเมืองมีส่วนร่วมอย่างแข็งขัน เป้าหมายความพยายามที่จะไม่ปล่อยมลพิษออกสู่บรรยากาศเลยภายในปี 2030 เป็นไปได้ ตัวอย่างความก้าวหน้าของโครงการ ดังนี้ ลดการปล่อยคาร์บอนได้ร้อยละ 38.3 เมื่อเทียบกับปี 2007 โดยในอนาคตจะรับพลังงานจากฟาร์มกังหัน ซึ่งคาดว่าจะลดปริมาณคาร์บอนได้อีก […]

งานวิจัย “บรรจุภัณฑ์ในอนาคต” เผยถึงช่องว่าง “สีเขียว” ของการทำให้บรรจุภัณฑ์มีความยั่งยืน โดยหากพิจารณาตามความเป็นจริงแล้วหลายครั้งที่โลกความจริงกับสิ่งที่ต้องการให้เป็นมีความห่างกัน เนื่องจากในทางปฏิบัติแล้วมีหลายปัจจัยที่ต้องนำมาพิจารณาร่วมด้วย ทำให้ไม่ง่ายนักที่จะเปลี่ยนแปลง งานวิจัยชิ้นนี้จึงมาเปิดมุมมองความเป็นจริงของโลกธุรกิจและหลักการแนวทางในการแก้ไข จากงานวิจัยพบว่าการตื่นตัวเพื่อมุ่งสู่ความยั่งยืนไม่ได้ทำให้ธุรกิจตระหนักเสมอไปถึงความมุ่งมั่นเชิงบวกหรือ“สีเขียว” จะเห็นความย้อนแย้งจากผู้ตอบแบบสอบถามกว่าร้อยละ 53 เชื่อว่าการลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจะมาเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการกำหนดรูปแบบของบรรจุภัณฑ์ในอีก 10 ปีข้างหน้า แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อถามว่าปัจจัยใดที่ส่งผลต่อการออกแบบและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ในอีก 10 ปีข้างหน้า ราวร้อยละ 59 ตอบว่า “ต้นทุน” ซึ่งต้นทุนเป็นหนึ่งในสามปัจจัยที่ส่งผล 3 ลำดับแรกในการออกแบบบรรจุภัณฑ์ อีกสองปัจจัย คือ “แบรนด์หรือประสบการณ์ของผู้บริโภค” และ “แนวทางการจัดการเมื่อสิ้นอายุ” ทั้งนี้การให้ความสำคัญในเรื่อง “ต้นทุน” ทำให้เกิดช่องว่างระหว่าง “ความยั่งยืน” และ “ข้อจำกัดด้านรายจ่าย” ซึ่งนั่นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เกิด ช่องว่าง “สีเขียว” นั่นเอง ทั้งนี้การเกิดช่องว่าง “สีเขียว” นั้นเกิดขึ้นจากองค์กรมีความมุ่งมั่นที่จะให้ความยั่งยืนเป็นใจหลักสำคัญ แต่ไม่มีแนวทางมารองรับในการนำไปปฏิบัติ โดยส่วนมากสิ่งที่เกิดขึ้น คือ ธุรกิจมีความกระตือรือร้นที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่พวกเขาเห็นว่ามีความยั่งยืน เช่น วัตถุดิบในการผลิต โดยไม่มีการพิจารณาอย่างเหมาะสมถึงผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ในขณะที่ผลการวิจัยก็เผยว่า “นโยบายของภาครัฐ” นั้นก็มีอิทธิผลต่อการปรับรูปแบบของบรรจุภัณฑ์เช่นกัน จากสถิติพบว่าในอีก […]

โครงการนำของเสียจากอาหารมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตพลาสติกชีวภาพคุณภาพสูงเพื่อผลิตพลาสติกในรูปแบบ  3 มิติ (3D printed bioplastics) อยู่ภายใต้การสนับสนุนของการดำเนินการร่วมกันของอุตสาหกรรมชีวภาพสหภาพยุโรป (EU’s Bio-Based Industries Joint Undertaking) ภายใต้ชื่อโครงการ “BARBARA” โดยวัตถุประสงค์ของโครงการดังกล่าว คือ ต้องการลดการพึ่งพาฟอสซิล ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน ลดปัญหาการฝังกลบของเสียและส่งเสริมให้เกิดอุตสาหกรรมแบบเศรษฐกิจหมุนเวียนแบบครบวงจร  โครงการดังกล่าวต้องการพัฒนาพลาสติกชีวภาพให้มีคุณสมบัติเชิงกลและการทนความร้อนให้สูงมากกว่าพลาสติกชีวภาพที่ใช้ในเชิงพาณิชย์ในปัจจุบัน โดยกระบวนการจะแปลงของเสียจากอาหาร (ซึ่งในที่นี้หมายถึง เปลือกเลมอน เปลือกอัลมอนด์และผลพลอยได้จากข้าวโพด) ให้ไปอยู่ในรูปแบบเส้นใยผสม (fused-filament fabrication) หรือเรียกอีกอย่างว่า hybrid nano-biocomposite materials ซึ่งสิ่งดังกล่าวจะถูกนำไปเป็นวัตถุดิบในการพิมพ์ 3 มิติ เพื่อไปผลิตต่อยอดไปเป็นชิ้นส่วนยานยนต์ (พัฒนาร่วมกับ Centro Ricerche Fiat) และวัสดุก่อสร้าง (พัฒนาร่วมกับ ACCIONA Infrastructure) และในอนาคตอันใกล้ก็จะร่วมกับเหล่าพันธมิตรเพื่อพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ได้พอลิเมอร์ชีวภาพในรูปแบบต่างๆ ออกไปอีก (พลาสติก เรซินและอื่นๆ)  โดยจะพัฒนาให้สามารถแข่งขันกับพลาสติกที่ทำจากฟอสซิลได้ทั้งในแง่ของคุณสมบัติและแง่ของเศรษฐกิจ สำหรับโครงการนี้ซึ่งจะสิ้นสุดโครงการเดือนเมษายนนี้ ถูกคาดว่าจะสามารถสร้างสารประกอบพอลิเมอร์ชีวภาพที่จะเหมาะสำหรับการผลิตเส้นใย  FFF จำนวน 4 ชนิดด้วยกัน ในขณะที่เมื่อไปพิจารณาในการนำไปผลิตเชิงพาณิชย์ซึ่งหมายถึงตั้งแต่วิธีการในการสกัดและทำให้สารประกอบจากของเสียจากอาหารให้บริสุทธิ์ […]

ในปัจจุบันหลายคนคงเริ่มได้ยินเทคโนโลยีที่ชื่อว่า “blockchain” เริ่มเข้ามามีบทบาทในยกระดับภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาคการผลิต ภาคอาหารและเครื่องดื่มให้เข้าสู่โลกดิจิตัล โดยการผลักดันให้ข้อมูลหรือสิ่งที่เกิดขึ้นในกระบวนการต่างๆ ให้บันทึกในระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ตเพื่อให้สามารถติดตามได้ โดยในตอนนี้นอกจากภาคอุตสาหกรรมที่ได้กล่าวแล้วนั้น ได้เริ่มมีการศึกษาเพื่อทดลองประยุกต์ใช้ในการจัดการในห่วงโซ่คุณค่าเกษตรกรรมอีกด้วย เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา Global Quality and Standards Project (GQSP) ขององค์กร UNIDO ในประเทศกาน่า ดำเนินการร่วมกับ Supply Chain Information Management (SIM) ได้ร่วมกันเข้าไปศึกษาและทดลองวิธีการประเมินความพร้อมของระบบห่วงโซ่คุณค่าในด้านการพร้อมรับเทคโนโลยี blockchain เพื่อใช้ในการติดตามขั้นตอนการซื้อขายเพื่อให้เกิดความโปร่งใส และรวมถึงจะให้คำแนะนำในการรับเทคโนโลยี Blockchain ไปใช้ในอนาคต โดยโครงการนี้ได้รับเงินทุนสนับสนุนจาก Swiss State Secretariat of Economic Affairs (SECO) โครงการนี้มุ่งประเมินไปที่อุตสาหกรรมโกโก้ในประเทศกาน่า โดยมุ่งหวังว่าเทคโนโลยี blockchain จะเข้ามาส่งเสริมให้เกิดความโปร่งใสในทุกขั้นตอนของการซื้อขาย ผ่านวิธีการเก็บและแบ่งปันข้อมูลไปสู่เครือข่ายผู้ใช้งาน และรวมถึงสร้างให้เกิดการบูรณาการตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า ในการติดตามด้านคุณภาพ ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมและด้านสังคมให้เป็นไปตามมาตรฐาน โดยหนึ่งในประโยชน์ที่สำคัญที่สุดของเทคโนโลยีนี้คือทุกขั้นตอนจะได้รับการตรวจสอบ ณ ช่วงเวลาที่เกิดขึ้นและยังสามารถติดตามได้ตลอดเวลาที่ต้องการ และเมื่อมาพิจารณาในแง่ของผู้บริโภค เทคโนโลยีนี้จะทำให้สามารถตรวจสอบข้อมูลไม่ว่าจะเป็นแหล่งที่มา คุณภาพ ความปลอดภัย การขนส่ง […]

แผนดำเนินการเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy Action Plan) เป็นส่วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมของสหภาพยุโรป (EU Industrial Strategy) ซึ่งในตอนนี้ผู้นำภาคธุรกิจ ผู้บริโภคและองค์กรสาธารณะต่างยึดหลักโมเดลเกี่ยวกับความยั่งยืนทั้งสิ้น ทำให้คณะกรรมาธิการยุโรปต้องสร้างความเชื่อมั่นว่าการเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบบหมุนเวียนนี้จะนำมาซึ่งโอกาสแก่ทุกฝ่ายและจะไม่มีใครถูกปล่อยให้ล้าหลัง โดยแผนดำเนินการเศรษฐกิจหมุนเวียนดังกล่าวจะประกอบด้วย 4 ส่วนหลัก ดังนี้ 1) การทำให้สินค้าที่มีความยั่งยืนเป็นบรรทัดฐานของสหภาพยุโรป โดยคณะกรรมาธิการยุโรปจะเสนอกฎหมายเกี่ยวกับนโยบายสินค้ายั่งยืน (sustainable products policy) เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าที่วางจำหน่ายในสหภาพยุโรปนั้นถูกออกแบบเพื่อให้มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน ง่ายต่อการใช้ซ้ำ ซ่อมแซมและรีไซเคิลรวมทั้งใช้วัตถุดิบที่มาจากการรีไซเคิล (recycled material) ในสัดส่วนที่มากที่สุดที่เป็นไปแทนการใช้วัตถุดิบที่มาจากขั้นปฐมภูมิ (primary raw material) พร้อมทั้งการจำกัดการใช้สินค้าประเภทใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง รวมถึงการห้ามอย่างสิ้นเชิงสำหรับสินค้าที่ถูกกำนหดให้ล้าสมัยก่อนสมควรและการทำลายสินค้าไม่ได้ถูกขาย 2) การให้อำนาจแก่ผู้บริโภค ซึ่งหมายถึงให้ผู้บริโภคมีสิทธิเข้าถึงข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือเกี่ยวกับสินค้า เช่น การซ่อมแซมและความคงทนหรือทนทานของสินค้าเพื่อช่วยให้มีตัวเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงผู้บริโภคจะได้รับประโยชน์จาก “สิทธิในการซ่อมแซม (Right to Repair)” 3) การให้ความสำคัญไปที่ภาคอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลง ซึ่งหมายถึงอุตสาหกรรมที่ใช้ทรัพยากรเป็นจำนวนมากและมีศักยภาพในการปรับเข้าสู่ระบบหมุนเวียนได้สูง ซึ่ง ณ ปัจจุบันประกอบด้วย 7 ภาคอุตสาหกรรม ดังนี้           3.1) ภาคอิเล็กทรอนิกส์และไอซีที – […]

การจัดทำกลยุทธ์ด้านอุตสาหกรรมของสหภาพยุโรปขึ้นมาใหม่มุ่งหวังเพื่อรักษาความเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรม ดังนั้นกลยุทธ์อุตสาหกรรมครั้งนี้จะให้ความสำคัญต่อ 3 ประเด็นหลัก ดังนี้ 1) การรักษาความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยุโรปในระดับโลก (global competitiveness) และการสร้างความเท่าเทียมในการแข่งขัน (level playing field) ทั้งในยุโรปและในระดับโลก 2) การดำเนินการเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศเพื่อทำให้ยุโรปเป็นกลางทางด้านสภาพภูมิอากาศ (climate-neutral) ภายในปี 2050 (พ.ศ. 2593) 3) การปรับยุโรปสู่ความเป็นดิจิทัล โดยในกลยุทธ์ดังกล่าวจะมีการระบุถึงตัวขับเคลื่อนหลักในการเปลี่ยนแปลงทางภาคอุตสาหกรรมของสหยุโรปและนำเสนอชุดแนวทางปฏิบัติสำหรับการดำเนินการในอนาคต ซึ่งสรุปภาพรวมประกอบด้วย ดังนี้ แผนปฏิบัติการด้านทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property Action Plan) เพื่อรักษาสิทธิทางเทคโนโลยี (technological sovereignty) ส่งเสริมความเท่าเทียมในการแข่งขันในระดับโลก (global level playing field) ต่อสู้กับการโจรกรรมทรัพย์สินทางปัญญา (intellectual property theft) และปรับแก้กรอบกฎหมายให้เหมาะกับการเปลี่ยนแปลงที่มุ่งสู่ “สีเขียว” และ “ดิจิทัล” ทบทวนกฎระเบียบในการแข่งขันภายในสหภาพยุโรป (EU competition rules) รวมถึงการประเมินเพื่อควบคุมการควบรวมกิจการ (merger control) และความเหมาะสมของแนวทางการช่วยเหลือจากภาครัฐ […]

ข้อตกลงการจัดของเสียในห่วงโซ่อุตสาหกรรมอาหารเกิดมาจากความเข้าใจที่ไม่ตรงกันของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุตสาหกรรมในเรื่องของข้อมูลวันที่ที่ปรากฎบนฉลาก ทำให้มีการจัดทำ “ข้อตกลงเกี่ยวกับวันที่ของการบริโภค” (Consumption dates agreement) นี้ขึ้นมาเพื่อสร้างความเข้าใจที่ตรงกัน พร้อมทั้งการกำหนดแนวทางปฎิบัติเพื่อลดของเสียจากอาหารร่วมด้วย ข้อตกลงดังกล่าวประกอบด้วย 10 ข้อมุ่งมั่น โดยสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ส่วน ดังนี้ ส่วนที่ 1 การสร้างความตระหนักและให้ความรู้ ประกอบด้วย 3 ข้อมุ่งมั่น ดังนี้ ข้อมุ่งมั่นที่ 1 การสร้างความเข้าใจที่ตรงกันเกี่ยวกับวันที่การบริโภค (consumption date) ซึ่งมีวันหมดอายุ 2 ประเภท คือ “วันหมดอายุ” และ “ควรบริโภคก่อน” เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดและทิ้ง  ผลิตภัณฑ์ในขณะที่ยังสามารถรับประทานได้ ข้อมุ่งมั่นที่ 2 การกำหนดวิสัยทัศน์และเป้าหมายให้กับทุกส่วนของบริษัทเพื่อช่วยกันลดของเสียจากอาหาร ข้อมุ่งมั่นลำดับที่ 3 การทดสอบในการจัดตั้งชั้นหรือบริเวณโชว์สินค้าแยกต่างหากสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ใกล้จะหมดอายุ ส่วนที่ 2 การสร้างความชัดเจนระหว่าง “วันหมดอายุ” และ “ควรบริโภคก่อน” แก่ลูกค้า ประกอบด้วย 2 ข้อมุ่งมั่น ดังนี้ ข้อมุ่งมั่นที่ 4 […]

หากนึกถึงปัญหาที่เกิดจากขยะแบบใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง หนึ่งในแหล่งที่มาที่มีปริมาณมหาศาลนั่นมาจาก “กล่องอาหารแบบห่อกลับบ้าน” ซึ่งในปัจจุบันแม้ว่าจะมีการออกผลิตภัณฑ์ทางเลือกมาทดแทนแต่ส่วนมากมักมีปัญหาเกี่ยวกับสภาวะที่ต้องเอื้ออำนวยในการย่อยสลาย เนื่องจากหลายครั้งที่มีการรับรองว่าสามารถย่อยสลายภายในไม่กี่สัปดาห์แต่มักจะหมายถึงต้องอยู่ในเงื่อนไขภายใต้ระบบการย่อยสลายเชิงอุตสาหกรรมที่ต้องมีความเหมาะสมทั้งอุณหภูมิ ความชื้นและตัวกระตุ้น รวมถึงหลายครั้งที่มักจะจบด้วยการนำไปฝังกลบซึ่งไม่เอื้อต่อการย่อยสลายเช่นกัน เมื่อไม่นานมานี้ได้มีการทดลองใช้กล่องอาหารแบบห่อกลับบ้านชนิดใหม่ที่เรียกว่า “seaweed-lined takeaway box” ซึ่งทำมาจากต้นไม้และเยื่อหญ้า (tree and grass pulp) โดยปราศจากสารสังเคราะห์ แต่สามารถกันน้ำและน้ำมันได้ ดังนั้นผู้บริโภคก็ยังสามารถดื่มด่ำกับอาหารได้เหมือนบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ใช้ในปัจจุบัน แต่ความพิเศษของบรรจุภัณฑ์ชนิดนี้ซึ่งบริษัทผู้พัฒนาอย่างบริษัท Notpla ได้รับรองว่าบรรจุภัณฑ์ดังกล่าวสามารถย่อยสลายได้ภายใน 4 สัปดาห์ในระบบการย่อยสลายในบ้านหรือครัวเรือน (home compostable) โดยหากบรรจุภัณฑ์นี้มีคุณลักษณะตามที่ระบุจะทำให้เป็นหนึ่งในทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจที่จะมาทดแทนกล่องอาหารแบบห่อกลับบ้านในปัจจุบันที่สร้างปัญหาขยะแก่โลก การทดลองนำไปใช้ดังกล่าวเกิดขึ้นที่กรุงลอนดอน โดยร่วมกับ 3 พันธมิตรร้านอาหารจากแพลตฟอร์ม Just Eat (ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการสั่งอาหารออนไลน์ในสหราชอาณาจักร โดยมีจำนวนการสั่งกว่า 1.4 ล้านครั้งต่อเดือน) ได้นำบรรจุภัณฑ์จำนวน 3,600 กล่องดังกล่าวไปทดลองใช้เพื่อทดสอบตลาดและวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในมิติต่างๆ เพื่อใช้ในการขยายการใช้ในพันธมิตรร้านอาหารในแพลตฟอร์มต่อไป ทั้งนี้การทดลองข้างต้นต่อเนื่องมาจากการประสบความสำเร็จในการทดลองใช้ซองซอสแบบ seaweed-based ที่จนถึงปัจจุบันสามารถลดขยะพลาสติกได้มากกว่า 46,000 ซอง นอกจากนี้ได้มีการต่อยอดความสำเร็จดังกล่าวโดยร่วมกับบริษัทผลิตซอส Hellman ในการเพิ่มกำลังในการผลิตซอสให้อยู่ในบรรจุภัณฑ์ชนิด seaweed-based เพื่อนำไปใช้ในร้านอาหารพันธมิตรของแพลตฟอร์ม Just Eat ต่อไป แหล่งอ้างอิง […]

เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2563 ณ งาน FITUR (INTERNATIONAL TOURISM TRADE FAIR) ที่กรุงมาดริด ประเทศสเปน ได้มีการเปิดตัว Global Tourism Plastics initiative ซึ่งเป็นกรอบแนวคิดริเริ่มเพื่อส่งเสริมให้เกิดการใช้พลาสติกในภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวให้มุ่งสู่ระบบหมุนเวียนมากขึ้น โดยแนวคิดริเริ่มดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของ Sustainable Tourism Programme of the One Planet network ซึ่งเป็นความร่วมมือในรูปแบบพหุภาคีเพื่อร่วมดำเนินการในเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ 12 (การผลิตและความร่วมมืออย่างมีความรับผิดชอบ) จุดมุ่งหมายของกรอบแนวคิดนี้ คือ เป็นแพลตฟอร์มกลางในการประสานคำมั่นและความร่วมมือระดับโลกในการจัดการพลาสติก (New Plastics Economy Global Commitment) ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเพื่อให้เกิดการดำเนินธุรกิจภายใต้วิสัยทัศน์ที่ว่า “พลาสติกจะไม่เป็นขยะหรือมลภาวะอีกต่อไป” ภายใต้ 3 แนวคิดหลัก คือ 1) การยกเลิกการใช้ (Eliminate) คือ การกำจัดพลาสติกที่ไม่จำเป็นหรือเป็นปัญหาในปัจจุบัน 2) นวัตกรรม (Innovate) คือ การพัฒนาให้พลาสติกสามารถใช้ซ้ำ […]

ศูนย์เครือข่ายเทคโนโลยีสภาพภูมิอากาศ (Climate Technology Centre and Network , CTCN) ซึ่งเป็นหนึ่งในหน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลขององค์กร UN Environment Programme (UNEP) และ UN Industrial Development Organization (UNIDO) ได้เผยแพร่รายงานหัวข้อ  ‘Climate Change Strategies 2020′ โดยกล่าวถึงบทบาทสำคัญของการถ่ายโอนเทคโนโลยี (technology transfer) เพื่อต่อสู้กับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง โดยขอบเขตเนื้อหาระบุถึงโครงสร้างและรูปแบบการดำเนินการของศูนย์เครือข่าย CTCN ในการเชื่อมโยงกับประเทศต่างๆ ผ่านวิธีการ (know-how)  เทคโนโลยีและมาตรการทางการเงินให้กับประเทศสมาชิกของ UNFCCC (financing mandate for Parties to the UNFCCC) เพื่อสร้างศักยภาพให้แก่ประเทศต่างๆ ให้พร้อมรับและปรับใช้เทคโนโลยีที่เข้ามาเพื่อลดผลกระทบทางด้านสภาพภูมิอากาศ (climate technology) และบรรลุเป้าหมายทางสภาพภูมิอากาศ (climate goal)   เนื้อหาภายในรายงานอยู่ในรูปแบบการรวมบทความจากผู้เชี่ยวชาญในการให้ความเห็นและความรู้ในประเด็นเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศ พร้อมทั้งมีการนำเสนอแนวทางปฏิบัติที่ดี (best practices) และกรณีศึกษาจากการดำเนินงานในประเทศต่างๆ […]