ในปัจจุบันที่ผลกระทบจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงเห็นได้ชัดเจนมากขึ้น ยิ่งทำให้เกิดแรงผลักดันให้ภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมต้องหันมาให้ความสำคัญกับการคิดค้นและการปรับตัวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยในปัจจุบันผู้บริโภคเริ่มมาให้ความสนใจกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมากขึ้น และสนใจถึงที่มาของสินค้า และกว่าร้อยละ 60 ของผู้บริโภคจำนวนดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะซื้อสินค้าที่มีนโยบายด้านความยั่งยืนที่ชัดเจน ดังที่ปรากฏถึงความสำเร็จในภาคอุตสาหกรรมแฟชั่น อย่างแบรนด์ Allbirds และ Veja ดังนั้นวิธีการที่บริษัทใช้ในการบริหารจัดการสินค้า (การกำจัดหรือนำกลับมาใช้ใหม่) ถือว่ามีความสำคัญมากในปัจจุบัน โดยบริษัทควรปรับตัวและสร้างสรรค์รูปแบบธุรกิจแบบ disruptive และเทคโนโลยีที่จะมาสนับสนุนการปรับตัวในครั้งนี้ เทคโนโลยีที่จะมาตอบโจทย์ข้างต้น คือ Blockchain ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่เก็บข้อมูลการทำธุรกรรมต่างๆ แบบอัพเดตตามเวลาจริง มีการเชื่อมโยงแบบเข้ารหัสเพื่อทำให้เกิดความน่าเชื่อถือของการบันทึกกิจกรรม (immutable record of activities) ทำให้เกิดศักยภาพในการบริหารจัดการและแก้ไขปัญหาทำให้ภาคธุรกิจสามารถเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเป็นระบบ โดยเทคโนโลยีดังกล่าวจะสนับสนุนระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนใน 2 ด้านหลัก คือ 1) การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกันเอื้อให้เกิดห่วงโซ่คุณค่าอย่างสมบูรณ์ เช่น การตรวจสอบหรือติดตามแหล่งที่มาของสินค้า รวมทั้งยังป้องกันการปลอมแปลงและการติดตามผลกระทบด้านลบที่มีต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมได้อีกด้วย ทั้งในแง่ของวัตถุดิบที่ใช้ สิทธิมนุษยชนรวมถึงการจ้างงานอย่างเป็นธรรม 2) การให้ผลประโยชน์หรือเอื้ออำนวยความสะดวกเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรม ช่วยทำให้ผู้บริโภคมีแรงจูงใจจากสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับหากเข้าร่วมและได้รับข้อมูลอย่างเพียงพอในการตัดสินใจซื้อ และทำให้พวกเขาได้ใช้สินค้าและบริการที่หมุนเวียนยั่งยืนอย่างแท้จริง ตัวอย่างการใช้เทคโนโลยี blockchain ในรูปแบบต่างๆ บริษัท Monochain มีแผนที่จะใช้เทคโนโลยี blockchain ในการรักษามูลค่าของเสื้อผ้ากว่า 460 ล้านล้านดอลล่าร์ USD […]

ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจปี ค.ศ.2020 ตั้งกรอบไว้ว่าต้องเป็นเศรษฐกิจเพื่อผู้คนและโลก โดยให้ความสำคัญไปที่การเปลี่ยนแปลงสหภาพยุโรปไปสู่เศรษฐกิจยั่งยืนและช่วยให้ทั้งสหภาพยุโรปบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) ยุทธศาสตร์การเติบโตอย่างยั่งยืนปี ค.ศ. 2020 (Annual Sustainable Growth Strategy 2020) เป็น “Green Deal” ลำดับที่สองของคณะกรรมาธิการ (Commission’s European Green Deal) โดยให้ความสำคัญไปที่ “work for people and a Europe fit for the Digital age” ด้วยรูปแบบการเติบโตแบบใหม่และยั่งยืน ที่ต้องตระหนักถึงความท้าทายจากทั้งการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ การเสื่อมลงของทรัพยากรธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงด้านประชากรและความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ทำให้ต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างและการเติบโตรูปแบบใหม่ให้สามารถตอบโจทย์การมีทรัพยากรที่จำกัด การสร้างงานและการความมั่งคั่งในอนาคต ยุทธศาสตร์ดังกล่าวจะขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง 2 ด้านด้วยกัน คือ ด้านสภาพภูมิอากาศและด้านดิจิทัล โดยการนำ 4 มิติมาร่วมกัน ได้แก่ สิ่งแวดล้อม ผลิตภาพ ความมั่นคง และความเท่าเทียม ในแง่ของสิ่งแวดล้อม สหภาพยุโรปต้องการเป็นผู้นำในการเปลี่ยนผ่านไปสู่ nature-friendly […]

เลขาธิการสหประชาชาติ นาย Antonio Guterres ได้แถลงเกี่ยวกับ 10 ประเด็นที่ควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษในปี ค.ศ. 2020 เพื่อรักษาอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกที่เพิ่มขึ้นให้น้อยกว่า 1.5 องศาเซลเซียสในปลายศตวรรษนี้ ซึ่งมีการตีพิมพ์ในรายงาน “Report of the Secretary-General on the 2019 Climate Action Summit and the Way Forward in 2020” โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับ multi-stakeholder initiatives ร่างข้อเสนอจากประเทศกําลังพัฒนาที่เป็นเกาะขนาดเล็ก (Small Island Developing States: SIDS) ประเทศพัฒนาน้อยที่สุด (Least Developed Countries – LDCs) และคำมั่นและข้อผูกพันจากรัฐบาลประเทศต่างๆ รวมถึงผู้เล่นในระดับท้องถิ่น ภาคเอกชนและองค์กรระหว่างประเทศ  โดย 10 ประเด็นดังกล่าว มีดังนี้ 1. การรักษาความมุ่งมั่นในการดำเนินการของกลุ่มประเทศผู้ปล่อยมลภาวะรายใหญ่ ที่จะลดการปล่อยมลภาวะอย่างน้อยร้อยละ 45 […]

Stora Enso บริษัทสัญชาติฟินแลนด์ – สวีเดน ผู้พัฒนาสินค้าและเทคโนโลยี จากวัตถุดิบทดแทน (renewable materials) เป็นหนึ่งในผู้ผลิตกระดาษและวัสดุบรรจุภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยในปีนี้ได้ทำการลงทุนจำนวน 9 ล้านยูโรเพื่อสร้างโรงงานนำร่องสำหรับผลิตพลาสติกชีวภาพ โดยการแปลงน้ำตาลจากพืชไปเป็น renewable building block[1]  เพื่อใช้ผลิตพอลิเมอร์ประเภท Polyethylene Furanoate (PEF)[2] ซึ่งคือพลาสติกชีวภาพนั่นเอง โดยมุ่งเป้าหมายหลักไปที่อุตสาหกรรมอาหารและอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม โรงงานนำร่องดังกล่าวมุ่งเน้นการพัฒนากระบวนการในการผลิต building block ซึ่งหมายถึง FDCA (furandicarboxylic acid) จากน้ำตาลให้มีความสามารถในการแข่งขันในเชิงของต้นทุนการผลิตซึ่งกรดดังกล่าวเป็นองค์ประกอบหลักของ bio-based barrier material PEF (polyethylene furanoate) นอกจากความสามารถในการนำกลับมาใช้ใหม่ได้แล้ว คุณสมบัติเชิงกลและเชิงความร้อนของ PEF ยังเปิดโอกาสใหม่ๆ ให้กับอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ เช่น บรรจุภัณฑ์ของเหลวขนาดเล็กสำหรับน้ำอัดลม น้ำผลไม้และเครื่องดื่มอื่น ๆ นาย Markus Mannström รองประธานบริหารแผนกวัสดุชีวภาพของบริษัท Stora Enso กล่าวว่า “วัตถุดิบชีวภาพมีการเติบโตรวดเร็วอย่างน่าสนใจในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ เนื่องจากบริษัทต่างๆ […]

เมื่อวันที่ 4 – 8 พฤศจิกายน 2562 ที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี ได้มีการจัดการประชุมรัฐภาคีสมาชิกของพิธีสารมอนทรีออล สมัยที่ 31 (The 31st Session of Meeting of the Parties to the Montreal Protocol) ที่สำนักงานใหญ่ขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) โดยมีวาระเร่งด่วนที่น่าสนใจ ดังนี้ 1) ToR ของกองทุนร่วมพหุภาคี (Multilateral Fund, MLF) สำหรับปี ค.ศ. 2021 – 2023 2) การปล่อยก๊าซ trichlorofluoromethane หรือที่รู้จักกันในชื่อย่อ CFC-11 และ 3) การกำหนดร่าง ToR สำหรับรายงาน  2022 Quadrennial Assessment โดยประเด็นที่น่าสนใจมีดังนี้ ประเด็น ToR เกี่ยวกับกองทุนร่วมพหุภาคี […]

รัฐบาลอินโดนีเซียได้ยื่นฟ้องต่อองค์การการค้าโลก (WTO) ในกรณีที่สหภาพยุโรปมีแผนที่จะเลิกใช้เชื้อเพลิงชีวภาพจากน้ำมันปาล์ม ซึ่งอินโดนีเซียเป็นผู้ผลิตน้ำมันปาล์มรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยสหภาพยุโรปได้ให้เหตุผลเกี่ยวกับผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการตัดไม้ทำลายป่าเพื่อทำการเพาะปลูกปาล์ม คณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปได้สรุปเมื่อต้นปีที่ผ่านมาว่าการปลูกปาล์มน้ำมันนำไปสู่การทำลายป่าไม้ที่มากเกินไปและการนำน้ำมันปาล์มไปใช้ในเชื้อเพลิงชีวภาพควรถูกเลิกใช้ภายในปี 2030 จึงเป็นเหตุให้อินโดนีเซียขู่จะฟ้อง WTO ที่สหภาพยุโรปไปออกกฎระเบียบด้านพลังงานหมุนเวียนฉบับแก้ไขปรับปรุง หรือ the revised Renewable Energy Directive (RED II) โดยมองว่ากฎระเบียบนี้เป็นการ “การเลือกปฏิบัติ” นาย Agus Suparmanto รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าของอินโดนีเซีย ระบุว่า เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2562 อินโดนีเซียได้ส่งคำร้องเพื่อขอให้พิจารณาอย่างเป็นทางการไปยังสหภาพยุโรปเพื่อเป็นขั้นตอนเริ่มต้นของการฟ้องร้อง ซึ่งการตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากการประเมินผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์และการหารือร่วมกับภาคธุรกิจและสมาคมต่างๆที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มแล้ว โดยหวังว่า คดีนี้จะทำให้ EU แก้ไขกฎระเบียบดังกล่าวรวมถึงข้อกำหนดอื่นๆที่เกี่ยวข้องด้วย นาย Indrasari Wisnu Wardhana อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศของอินโดนีเซีย กล่าวว่านโยบายดังกล่าวของ EU จะทำให้ภาพลักษณ์ของน้ำมันปาล์มเสื่อมเสียไปทั่วโลก ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของอินโดนีเซีย สำหรับมาเลเซียซึ่งเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันปาล์มรายใหญ่อันดับสองของโลก นาง Teresa Kok สมาชิกรัฐสภาของมาเลเซียซึ่งเป็นผู้กำกับดูแลอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มของประเทศ ระบุกับสำนักข่าวฝรั่งเศส (AFP) ว่าในการเยือน EU ในเดือนมีนาคมนี้ ตนจะหารือกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องก่อนพิจารณาว่าจะสามารถหลีกเลี่ยงการยื่นฟ้อง […]

Global Environment Facility (GEF) เปิดตัวโปรแกรม Global E-Mobility ที่การประชุม Conference of the Parties ครั้งที่ 25 (หรือ COP#25) ในกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change, UNFCCC) โปรแกรมดังกล่าวจะส่งเสริมและเร่งให้เกิดการนำยานยนต์ไฟฟ้า (electric vehicles) ไปใช้ในวงกว้าง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงจากฟอสซิลและการปรับปรุงคุณภาพอากาศ โปรแกรม Global E-Mobility เป็นโปรแกรมเพื่อการช่วยรัฐบาลสร้างนโยบายเพื่อให้สามารถเกิดการถ่ายโอนเทคโนโลยี (technology transfer) การเข้าถึงแหล่งเงินทุน (access commercial finance) และการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในหันมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้า โปรแกรมนี้เป็นการร่วมดำเนินการของ UN Environment Programme (UNEP) และ International Energy Agency (IEA) โดย GEF ได้ให้เงินลงทุนแรกเริ่มที่ 33 […]

การจัดงานสัมมนาในครั้งนี้เป็นกิจกรรมคู่ขนานในการประชุม Climate Change Conference ซึ่งจัดขึ้นในช่วงวันที่ 2 – 13 ธันวาคม 2019 ที่ผ่านมา ณ เมืองมาดริด ประเทศสเปน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหารือร่วมกันเกี่ยวกับการใช้เงินทุนสำหรับการพัฒนาจากกลไกทางการเงินเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศ (climate finance mechanisms) ในการขับเคลื่อนเงินทุนส่วนเพิ่มจากภาคเอกชนเพื่อก่อให้เกิดการลงทุน “สีเขียว” (green investments) และการสร้างตลาดใหม่สำหรับ climate finance โดยผู้ร่วมอภิปรายได้หารือเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมระหว่างสถาบันการเงินเพื่อการพัฒนา (development finance institutions, DFIs) และ climate finance institutions เพื่อขยายการลงทุนและการพัฒนาแผนเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายร่วมกัน ในงานดังกล่าวได้แสดงถึงนวัตกรรมด้านเงินทุนประเภทต่างๆ (innovation equity, grant, guarantee และเครื่องมือด้านการกู้ยืม) ของ GCF และ GEF ที่เคยถูกใช้เพื่อลดความเสี่ยงของโครงการแบบ scalable project รวมทั้งการสนับสนุนเพื่อการบรรลุเป้าหมายของ Paris Agreement ในประเทศกำลังพัฒนา การอภิปรายดังกล่าวแบ่งออก 2 ช่วง […]

ภาคเกษตรกรรมถูกมองว่าเป็นตัวขับเคลื่อนหลักในการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ เนื่องจากมีบทบาทเป็นตัวสนับสนุนในการเพิ่มมูลค่าให้กับภาคการผลิตในประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะประเทศพัฒนาน้อยที่สุด  ซึ่งจากสถิติพบว่าสินค้าเกษตรนับเป็นร้อยละ 50 ของสินค้าส่งออกของประเทศกำลังพัฒนา ในขณะเดียวกันก็เป็นภาคส่วนที่มีการจ้างงานมากที่สุดในประเทศพัฒนาน้อยที่สุด (LDCs) ถึงร้อยละ 60 โดยในปัจจุบันหลายประเทศต่างเจอความท้าทายที่หลากหลายในการพยายามที่จะมุ่งสู่ Agro – industrialization Agro – industrial parks (AIPs) เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่จะมาช่วยในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างครอบคลุมและยั่งยืน (Inclusive and Sustainable Industrial Development: ISID) โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนแปลงในสินค้าของภาคการเกษตรและปศุสัตว์ ในการนี้ UNIDO ได้นำเสนอแนวคิดในรูปแบบการบูรณาการระหว่าง farmer – centric และ investor – friendly approach โดยสอดคล้องกับหลักการของ ISID ร่วมด้วย ซึ่งหมายถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ทั้งต้นน้ำ (ชุมชนเกษตรกรชนบท) และปลายน้ำ (ภาคอุตสาหกรรม) โดยมี 2 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) การผลิตขั้นต้นและศูนย์รวบรวม (primary production and collection […]

โครงการนำร่องไฮโดรเจน “สีเขียว” ถูกจัดตั้งขึ้นในพื้นที่ของบริษัทผู้ผลิตเหล็ก voestalpine ที่เมือง Linz ประเทศออสเตรีย โดยมีศักยภาพในการผลิตพลังงานมากถึง 6 ล้านเมกะวัตต์และสามารถสร้างไฮโดรเจน “สีเขียว” ได้ถึง 1,200 ลูกบาศก์เมตรซึ่งถือว่าเป็นโครงการที่มีประสิทธิภาพและเป็นที่สุดของเทคโนโลยีนี้ในปัจจุบัน (CO2 neutral production of hydrogen หรือการผลิตไฮโดรเจน โดยไม่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ในกระบวนการ) โดยวัตถุประสงค์ของโครงการนี้คือต้องการศึกษาว่าการใช้เทคโนโลยี (Proton exchange membrane, PEM) เพื่อการผลิตไฮโดรเจน “สีเขียว” มีความเป็นไปได้เชิงอุตสาหกรรมหรือไม่    โครงการนี้ได้รับเงินทุนสนับสนุนจำนวน 18 ล้านยูโร (หรือ 20 ล้าน USD) โดยเป็นส่วนหนึ่งของโครงการสนับสนุนเงินทุนของสหภาพยุโรปที่ชื่อว่า “H2FUTURE” โดยร่วมกับ บริษัท voestalpine (ผู้ผลิตเหล็ก) VERBUND (ผู้ให้บริการด้านพลังงาน) Siemens (ผู้ผลิตอิเล็กโทรไลเซอร์ประเภท Proton exchange membrane, PEM) Austrian Power Grid (ผู้สนับสนุนด้านพลังงานเพื่อเอื้ออำนวยต่อโครงการ […]