หลายสิบปีที่ผ่านมา นอกจากจีนจะเป็นตลาดแรงงานราคาย่อมเยาของโลกแล้ว จีนยังเป็นจุดหมายปลายทางหลักของขยะหมุนเวียนหรือ recycle waste จากประเทศต่าง ๆ อีกด้วย แต่หลังจากรัฐบาลจีนประกาศนโยบายห้ามนำเข้าขยะ 24 ชนิดในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งครอบคลุมทั้งพลาสติกและกระดาษ รัฐบาลและบริษัทต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องต่างต้องปรับท่าทีเพื่อรับกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ การระงับการนำเข้าขยะดังกล่าว แสดงท่าทีเอาจริงเอาจังของจีนในการควบคุมปัญหามลภาวะภายในประเทศ เพราะจีนเองก็มีปริมาณขยะที่เพิ่มขึ้นผ่านการบริโภคภายในประเทศที่สูงขึ้น ผลกระทบจากนโยบายดังกล่าวจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออุตสาหกรรมขยะโลก  นาย Arnaud Brunet ประธาน Bureau of International Recycling คาดว่านโยบายดังกล่าวจะทำให้การส่งออกขยะทั่วโลกลดปริมาณขยะที่ถูกส่งออกน่าจะกว่าร้อยละ 40 ปริมาณขยะที่ลดลงมาจากรัฐบาลจีนได้ทำการกำหนดอัตราความปนเปื้อนของขยะที่รับได้ให้สูงขึ้น มาตรฐานที่สูงขึ้นนี้น่าจะทำให้หลายประเทศ ไม่สามารถทำตามข้อกำหนดได้ และอาจจะต้องหาตลาดใหม่ที่พร้อมจะรับซื้อเอาขยะของตนเช่น อินเดีย ปากีสถาน หรือประเทศในตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งหากต้องเปลี่ยนแหล่งตลาดไปสู่ประเทศเหล่านี้ น่าจะมีการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายการขนส่งขยะเมื่อเทียบกับราคาของจีนแต่เดิม ซึ่งที่ผ่านมาค่าขนส่งขยะไปจีนมีราคาที่ต่ำ เพราะบริษัทขนส่งยอมลดราคาเป็นพิเศษเพื่อขนขยะเป็นเที่ยวกลับหลังจากส่งสินค้าบริโภคจากจีนไปสู่ยุโรปหรืออเมริกา แทนที่จะขนคอนเทนเนอร์เปล่ากลับจีน อย่างไรก็ตาม การจะหาประเทศใหม่มาเป็นตัวตายตัวแทนของจีนเป็นความท้าทายที่สูง เพราะศักยภาพการจัดการขยะของจีนนั้นสูงกว่าประเทศอื่น ๆ มาก และการพัฒนาศักยภาพดังกล่าวใช้เวลาและต้นทุน ดังนั้นในระยะสั้นนี้ ประเทศต่าง ๆ ที่เคยส่งขยะไปจีนน่าจะพบกับปัญหามลภาวะสิ่งแวดล้อมที่สูงขึ้น การระงับนำเข้าขยะดังกล่าวของจีน ส่งผลให้ประเทศต่าง ๆ ที่เคยส่งออกขยะไปสู่จีน […]

การประชุมประจำปีของ World Economic Forum (WEF) จะเริ่มขึ้นในวันอังคารที่ 23 มกราคมที่เมืองเดวอสประเทศสวิสเซอร์แลนด์นี้ การประชุมดังกล่าวจัดโดยองค์กรเพื่อการกุศลสัญชาติสวิสเซอร์แลนด์ WEF ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2546 เป็นต้นมา การจัดการประชุมเศรษฐกิจโลกประจำปีดังกล่าว ดึงดูดผู้เข้าร่วมระดับสูงจากภาคส่วนต่าง ๆ กว่า 2.500 คนทั้งจากภาคธุรกิจ นักการเมืองระดับนานาชาติ นักเศรษฐศาสตร์ และสื่อมาร่วมประชุม ณ เมืองเดวอส การประชุมที่จะเริ่มขึ้นในปลายเดือนมกราที่จะถึงนี้ ใช้หัวข้อว่า Creating a Shared Future in a Fractured World หรือร่วมสร้างอนาคตร่วมกันบนโลกที่แตกแยก หัวข้อดังกล่าวคาดว่าจะเป็นการรายงานสถานการณ์เศรษฐกิจภายหลังจากปีที่ผันพวนที่ผ่านมา เป็นที่น่าสังเกตว่าหัวข้อสำหรับงานประชุมดังกล่าว มักจะสรุปสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของโลกในช่วงปีที่ผ่านมา ผ่านสายตาของผู้นำระดับสูงด้านเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี เช่นในปีค.ศ. 2009 และ 2010 การประชุมใช้หัวข้อว่า  Shape the Post-Crisis World และ Rethink, Redesign, Rebuild ตามลำดับ หลังจากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลกในช่วงปีนั้น และในปีที่ค.ศ. […]

ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทางเลือกมีแนวโน้มที่จะลดลงทั่วโลกเป็นประวัติการณ์ ตามการประมาณการของสมาคมพลังงานทดแทนระหว่างประเทศ (International Renewable Energy Association – IRENA) ผ่านรายงานที่เผยแพร่เมื่อวันเสาร์ที่ 13 มกราคม ที่ผ่านมา แต่สัดส่วนหลักของการเติบโตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมน่าจะเกิดขึ้นภายนอกยุโรป เนื่องจากนโยบายการผลัดดันด้านดังกล่าวที่ล้าหลัง จากการรายงานและการวิเคราะห์ล่าสุดโดย สมาคม IRENA พบว่าต้นทุนการผลิตกระแสไฟฟ้าจากลมบก (Onshore wind) ลดลงราวหนึ่งในสี่เมื่อเทียบกับปีพ. ศ. 2553 ส่วนต้นทุนด้านพลังงานแสงอาทิตย์ลดลงร้อยละ 73 ในช่วงเวลาเดียวกัน และคาดว่าภายในปีพ. ศ. 2562 นี้ โครงการผลิตพลังงานลมบนบกและพลังงานแสงอาทิตย์ที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุด จะสามารถผลิตไฟฟ้าได้ที่ราคาประมาณ 3 เหรียญสหรัฐต่อกิโลวัตต์หรือต่ำกว่านั้น ในปัจจุบันค่าเฉลี่ยดังกล่าวอยู่ที่ 6-10 เหรียญสหรัฐ ซึ่งหากเทียบกับการผลิตพลังงานผ่านการใช้เชื้อเพลิงจากน้ำมันฟอสซิล ที่ต้นทุนในปัจจุบันอยู่ที่ 5-17 เหรียญต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง จะเห็นว่าพลังงานทดแทนมีตันทุนที่สูสีมากกว่าที่ผ่านมา นาย Adnan Z. Amin ผู้อำนวยการสมาคม IRENA กล่าวว่า “ในปัจจุบันการหันมาใช้พลังงานทดแทนในการผลิตพลังงานใหม่ไม่ใช่แค่การตัดสินใจที่ใส่ใจต่อสภาพแวดล้อมเท่านั้น แต่เป็นการตัดสินใจที่ดีในเชิงเศรษฐกิจด้วย” “ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการผลิตพลังงานทดแทนลดลงสำหรับทุก ๆ เทคโนโลยีที่ใช้ในการผลิตเป็นประวัติการณ์ และเป็นตัวบ่งบอกได้ถึงระดับการเปลี่ยนแปลงที่พลังงานหมุนเวียนกำลังก่อกวนต่อระบบการสร้างพลังงานในปัจจุบัน” […]

คณะกรรมการสหภาพยุโรปได้เสนอร่างกฏหมายใหม่ และดำเนินการให้บริษัทและกิจการในสหภาพยุโรป สามารถทำการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ระหว่างประเทศสมาชิกได้ง่ายขึ้น เพื่อประโยชน์ของกิจการและผู้บริโภค ในทางทฤษฎีนั้น หลักการเคลื่อนย้ายสินค้าอย่างเป็นอิสรภาพหรือ freedom of good and movement ใน Single Market อย่างสหภาพยุโรปช่วยให้บริษัทต่าง ๆ สามารถขายผลิตภัณฑ์ของตนในประเทศที่เป็นสมาชิกของสหภาพยุโรปได้ โดยไม่มีอุปสรรคใด ส่งผลให้ทั้งบริษัทและผู้บริโภคได้รับผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัตินั้นบริษัทและกิจการต่าง ๆ มักเผชิญกับอุปสรรคความล่าช้าและค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ล่าสุด ได้มีการศึกษาในเรื่อง The Costs of Non-Europe in the Single Market ที่แสดงให้เห็นว่าการลดอุปสรรคทางการค้า อาจทำให้การค้าภายในสหภาพยุโรปเพิ่มขึ้นได้มากกว่า 100 พันล้านยูโรต่อปี ในปัจจุบันแม้จะมีข้อบังคับที่เข้มงวด ผลิตภัณฑ์ที่เป็นอันตรายหรือต่ำกว่ามาตรฐานยังสามารถหาทางเข้าสู่ตลาดได้ ของเล่นจำนวนมากถึงร้อยละ 32 อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ร้อยละ 58 ผลิตภัณฑ์ก่อสร้างร้อยละ 47 และอุปกรณ์ป้องกันความปลอดภัยส่วนบุคคลร้อยละ 40 ที่ได้รับการตรวจสอบไม่มีมาตรฐานตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัยหรือกฎหมายของสหภาพยุโรป สิ่งนี้เป็นอันตรายต่อผู้บริโภคและทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ด้วยเหตุนี้คณะกรรมาธิการได้ตั้งข้อเสนอสองข้อเสนอทางกฎหมายเพื่อช่วยให้บริษัท ต่าง ๆ โดยเฉพาะ SMEs สามารถขายผลิตภัณฑ์ของตนทั่วยุโรปได้ในราคาที่ต่ำลง […]

ที่ประชุมยุโรป (European Council) ซึ่งประกอบด้วยนักการทูตตัวแทนของประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปทั้ง 28 ประเทศ ได้รับรองข้อเสนอการอนุมัติให้ข้อมูลที่ไม่ใช่ข้อมูลส่วนบุคคล (non-personal data) สามารถถูกส่งเข้าออกภายในข้อเขตของสหภาพยุโรปได้อย่างเสรี เมื่อวันพุธที่ 20 ธันวาคมพ.ศ. 2560 ที่ผ่านมา นาย Urve Palo รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งทำหน้าที่ในตำแหน่งประธานาธิบดีของสหภาพยุโรป​ (ตำแหน่งดังกล่าว มีการเวียนวาระ ๆ หกเดือน) ในฐานะตัวแทนของเอสโตเนียจนถึงสิ้นเดือนธันวาคม กล่าวว่า “การเคลื่อนย้ายข้อมูลที่ไร้พรมแดนจะช่วยลดค่าใช้จ่าย ในการทำธุรการโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้เริ่มต้นธุรกิจหน้าใหม่ กิจการขนาดกลางและเล็ก (SMEs) และยังจะเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการให้บริการดิจิทัลในยุคต่อไป การรับร่างข้อเสนอกฎหมายดังกล่าวโดยที่ประชุมยุโรป จะช่วยให้ประเทศบัลแกเรีย ที่จะมารับตำแหน่งประธานาธิบดีของสหภาพยุโรปในหกเดือนต่อจากเอสโตเนีย สามารถเริ่มต้นการเจรจาร่างข้อบังคับในวาระดังกล่าวกับรัฐสภายุโรปได้ แม้จะมีการคาดการว่าร่างข้อเสนอดังกล่าวจะถูกปรับในรายละเอียด ในรัฐสภาฯ​ โดยสมาชิกรัฐสภาของสหภาพยุโรป (MEPs) แต่หลักการของข้อเสนอดังกล่าวก็ผ่านการรับรองแล้ว ซึ่งประเด็นหลักของข้อเสนอดังกล่าวคือ ข้อมูลที่ไม่ใช่ข้อมูลส่วนบุคคล ควรได้รับอนุญาตให้สามารถถูกส่งข้ามพรมแดนภายในสหภาพยุโรปได้ โดยไม่มีข้อจำกัด ยกเว้นในกรณีที่ข้อมูลดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการรักษาความปลอดภัยของสาธารณะ การผ่านวาระด้านพรมแดนของข้อมูลนี้หมายความว่าประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปที่มีกฎหมายที่บังคับหรือจำกัดบริษัทและองค์กรภายในประเทศของตน ในการด้านการจัดเก็บข้อมูลต่างประเทศจะต้องทำการเปลี่ยนแปลงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ประเทศสมาชิกจะไม่ได้รับอนุญาตให้บังคับใช้กฎหมายใหม่ใด ๆ ที่จะจำกัดการไหลเวียนข้อมูล ยกเว้นหากเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของรัฐ ทั้งนี้รัฐบาลของประเทศสมาชิกจะต้องแจ้งและให้เหตุผลต่อคณะกรรมาธิการ คณะกรรมาธิการได้เสนอว่าประเทศสมาชิก ควรจะทำการยกเลิกกฎหมายและกฎข้อบังคับทั้งหมด […]

หากกล่าวถึงแนวคิดการขับเคลื่อนนวัตกรรมของสหภาพยุโรปแล้ว แนวคิด Open Innovation และ Living Lab น่าจะเป็นสองคอนเซปที่ได้ยินบ่อยครั้ง Open innovation เป็นแนวคิดที่ถูกสร้างขึ้นโดย โปรเฟสเซอร์ Henry Chesbrough ในช่วงปี 2000 เพื่ออธิบายปรากฏการณ์การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างบริษัทและองค์กรต่าง ๆ อย่างอิสระ ปราศจากอุปสรรคหรือกำแพง ในรูปแบบใด ๆ ที่กั้นระหว่างองค์ความรู้ภายใน (ที่เกิดขึ้นภายในบริษัท) และองค์ความรู้ภายนอก (ที่เกิดขึ้นจากบริษัทอื่น ๆ หรือองค์กรอื่น) กล่าวคือองค์ความรู้และนวัตกรรมสามารถหมุนเวียนเข้าออกแต่ละภาคส่วนได้อย่างอิสระ แก่นของแนวคิด Open innovation คือในโลกที่มีการกระจายตัวขององค์ความรู้และนวัตกรรม บริษัทต่าง ๆ ไม่สามารถที่จะพึ่งพาเพียงองค์ความรู้ที่ตนเองสร้างขึ้น แต่ต้องพร้อมที่จะใช้องค์ความรู้ที่เกิดขึ้นจากภาคส่วนอื่น ๆ ซึ่งอาจจะได้มาโดยการซื้อสิทธิหรือใบอนุญาต นอกจากนี้องค์ความรู้ที่บริษัทผลิตขึ้นแต่ไม่มีการใช้ประโยชน์ ควรจะถูกนำออกไปจากบริษัท ผ่านการขายสิทธิ Spin-offs หรือร่วมลงทุน การนำเอาแนวคิด Open Innovation มาใช้นั้นมีประโยชน์ต่อหลายภาพส่วน ในภาพรวมนั้น จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการทำวิจัยและพัฒนานวัตกรรมลง เพิ่มศักยภาพในการพัฒนาให้สูงขึ้น สร้างการมีส่วนรวมของผู้ใช้ต่อการพัฒนานวัตกรรม (co-creation) เพิ่มความแม่นยำในการเจาะตลาดและผู้ใช้นวัตกรรม และเพิ่มศักยภาพในการสร้างความร่วมมือระหว่างภาพส่วนต่าง […]

กระทรวงเศรษฐกิจ หอการค้าและ องค์กร IMS (องค์กรความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน) ของประเทศลักเซมเบิร์ก ได้ร่วมกันเปิดตัวการศึกษาเชิงกลยุทธ์ ยุทธศาสตร์การปฏิวัติอุตสาหกรรมที่สามของประเทศ หรือ The Third Industrial Revolution Strategy (TIR) โดยมีเป้าหมายหลักในการสร้างกลยุทธ์ทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนสำหรับลักเซมเบิร์ก การศึกษาดังกล่าวดำเนินการร่วมกับ Jeremy Rifkin ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ และทีมผู้เชี่ยวชาญจากนานาประเทศ แนวคิดของลักเซมเบิร์กดูจะสวนทางกับเทรนของประเทศอื่น ๆ รวมทั้งไทย ที่มุ่งไปสู่การเป็น 4.0 ข้อแตกต่างระหว่างแนวคิด 4.0 และ TIR โดยหลักต่างกันตรงการจัดแบ่งช่วงการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ผ่านมา แนวคิด TIR มองว่าการปฎิวิตอุตสาหกรรมครั้งที่ 1 นั้นเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 19 ผลักดันโดยเครื่องจักรพลังไอน้ำ อุปกรณ์การพิมพ์ โทรเลข และถ่านหิน การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สองเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 20 โดยมีพลังงานไฟฟ้าแบบรวมศูนย์ (centralised electricity) โทรศัพท์ วิทยุ ทีวี นำ้มันราคาถูก และเครื่องจักรสันดาบ เป็นเทคโนโลยีที่ทำการผลักดันการปฏิวัติดังกล่าว และในปัจจุบันสหภาพยุโรปกำลังทำการวางรากฐานสำหรับการปฎิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 3 โดยมี […]

กรุงเวียนนา, 8 ธันวาคม พ.ศ. 2560 องค์กร UNIDO ได้ทำการเปิดฐานข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างออนไลน์ผ่านทาง Open Data Platform เพื่อแสดงรายละเอียดการให้บริการ การซื้อขาย การจัดจำหน่าย และการจ้างงานผ่านการให้บริการขององค์กรต่อประเทศสมาชิก มาตรการดังกล่าวเป็นหนึ่งในแนวทางการเพิ่มความโปร่งใสและการตรวจสอบได้ขององค์กร Open Data Platform เป็นนวัตกรรมล่าสุดที่องค์การเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO) ได้เปิดตัวไปในระหว่างการประชุมใหญ่สามัญครั้งที่ 17 โครงการดังกล่าวจะทำให้ข้อมูลการจัดซื้อและข้อมูลเกี่ยวกับโครงการจัดซื้อจัดจ้างผ่านองค์กรและขององค์กร สามารถเข้าถึงโดยประเทศสมาชิกและประชาชนทั่วไปได้ง่ายขึ้น ฐานข้อมูลดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการให้บริการของ UNIDO โดยจะแสดงข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนซัพพลายเออร์ การให้บริการและสินค้า ความร่วมมือในเชิงทั่วไปและเชิงเทคนิครวมทั้งรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างที่กำลังดำเนินการอยู่ Open Data Platform ได้ทำการเปิดตัวครั้งแรกในปีค.ศ. 2015 โดยในช่วงแรกให้เพียงตัวแทนของประเทศสมาชิกเข้าใช้  โครงการนี้เป็นความพยายามที่จะเพิ่มความโปร่งใสเพื่อให้กับองค์กร UNIDO และเปิดโอกาสให้ประเทศสมาชิกสามารถติดตามความคืบหน้าของโครงการ รวมทั้งผลการดำเนินการในประเทศของตนได้ดีขึ้น รวมทั้งเปิดช่องทางการแจ้งข้อมูลเหล่านี้ให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องและประชาชนทั่วไปได้ทราบ องค์กรมีแผนที่จะเพิ่มข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้างบน Open Data Platform และทำการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เพื่อสะท้อนการรายงานกิจกรรมการจัดซื้ออย่างละเอียด เป้าหมายที่ UNIDO ต้องการคือสามารถให้ผู้ใช้ดูรายการสินค้าที่จัดหมวดหมู่ตามประเภทวัสดุ และซัพพลายเออร์ ในแต่ละโครงการได้อย่างละเอียดในที่สุด https://open.unido.org/   ที่มา […]

กรุงปารีส, 12 ธันวาคม – ในวันครบรอบปีที่สองของการลงมติข้อตกลงสนธิสัญญาปารีสเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นายมานูเอล มานรอนประธานาธิบดีฝรั่งเศส นายอันโตนิโอ กูเทอร์ส เลขาธิการสหประชาชาติ และนายจิมยอง คิง ประธานธนาคารโลก ได้เชิญนายกรัฐมนตรีจาก 50 ประเทศและรัฐบาล และผู้เข้าร่วมประชุมระดับสูงจำนวน 4,000 คน ที่เป็นตัวแทนจากภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และสถาบันการศึกษา เพื่อหารือเกี่ยวกับการดำเนินการเรื่องสภาพภูมิอากาศและประกาศพันธกรณีในการดำเนินการ การประชุมสุดยอด One Planet Summit มีวัตถุประสงค์หลักสามประการคือ 1) การดำเนินการที่เป็นรูปธรรมและร่วมกัน 2) นวัตกรรมและการสร้างสรรค์ และ 3) การสนับสนุนซึ่งกันและกัน ที่ประชุมได้กล่าวถึงประเด็นต่าง ๆ โดยสามหัวข้อตัวอย่างที่ได้รับการกล่าวถึง ได้แก่ การยกระดับเงินทุน (scaling up) สำหรับการดำเนินการด้านสภาพอากาศ การเงินสีเขียว(greening finance) เพื่อธุรกิจที่ยั่งยืน การเร่งดำเนินการเรื่องสภาพอากาศในระดับท้องถิ่นและระดับภูมิภาค และการเสริมสร้างความเข้มแข็งของนโยบายทางนิเวศวิทยาและการเปลี่ยนแปลงไปสู่การมีส่วนร่วม นาย Christophe Yvetot ซึ่งเป็นตัวแทนขององค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO) ในการประชุมสุดยอดครั้งนี้ได้กล่าวถึงการประชุมดังกล่าว “การประชุมสุดยอด […]

องค์การเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO) ได้เปิดตัวรายงานการพัฒนาอุตสาหกรรมหรือ  Industrial Development Report (IDR) ฉบับประจำปีพ. ศ. 2561 โดยมีหัวข้ออุปสงค์ของภาคการผลิต: การขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างมีส่วนร่วมและยั่งยืน รายงานดังกล่าวเปิดตัวในระหว่างการประชุมสามัญครั้งที่ 17 ของ UNIDO และมีการนำเสนอประเด็นหลักที่สำคัญของรายงาน รวมทั้งการหารือระหว่างคณะทำงานและผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาอุตสาหกรรม โดยทั่วไปการพัฒนาอุตสาหกรรมจะได้รับการศึกษาจากมุมมองด้านอุปทาน แต่รายงาน IDR ประจำปีนี้ทำการศึกษาจากมุมมองที่ต่างออกไป โดยใช้มุมมองจากด้านอุปสงค์เป็นหลัก รายงานดังกล่าวเข้าใจถึงบทบาทของอุตสาหกรรมการผลิตในฐานะผู้ให้บริการรายใหญ่ หรือ major provider ของสินค้ารูปแบบใหม่ ๆ และสินค้าที่ได้รับการพัฒนาแล้ว การศึกษาได้ทำการพิจารณาความสำคัญของอุปสงค์ในการเป็นแรงผลักดันที่สำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรม และการกำหนดนโยบายที่จะถูกดำเนินการเพื่อนำไปสู่ความสำเร็จในการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืนและยั่งยืน การศึกษาที่มาจากมุมมองของอุปสงค์แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรม (industrialization) อย่างชัดเจน ร้อยละ 60 ของสินค้าที่บริโภคโดยครัวเรือนทั่วโลกเป็นสินค้าที่ผลิตจากภาคอุตสาหกรรม นอกจากนี้สินค้าที่ผลิตโดยภาคอุตสาหกรรมมีแนวโน้มที่จะราคาถูกลงเมื่อเวลาผ่านไป และสามารถเข้าถึงผู้บริโภคที่เพิ่มมากขึ้น รายงานIDRประจำปีค.ศ. 2018 ชี้ให้เห็นถึงข้อเท็จจริงที่ว่าการบริโภคสินค้าเป็นปัจจัยเร่งหรือ catalyst ที่สำคัญในการบรรลุเป้าหมาย SDG 9 เพราะหากปราศจากกลุ่มผู้บริโภคที่มีจำนวนมากพอ (critical mass) การพัฒนาอุตสาหกรรมก็จะไม่สามารถเริ่มขึ้นและดำเนินไปอย่างยั่งยืนได้ รายงานฉบับนี้นำเสนอหลักฐานใหม่ ๆ จากกรณีศึกษาจากทั่วโลก ที่แสดงให้เห็นถึงบทบาทที่สัมพันธ์กันของอุปสงค์ระดับภายในประเทศและระดับนานาชาติที่จะนำไปสู่การขับเคลื่อนอุตสาหกรรม […]