คลังเก็บหมวดหมู่: EU

โรงงานนำร่องเทคโนโลยีการผลิตเชื้อเพลิงจากของเสียแห่งแรกของโลก

ที่มา : https://www.sms-group.com/
  • โรงงานนำร่องเปลี่ยนของเสียสู่ตัวนำพาพลังงาน (hydrogen-rich gas) แห่งแรกของโลก ที่ประเทศออสเตรีย
  • เริ่มจากของเสียหมุนเวียนก่อน คือ กากตะกอนน้ำเสีย (sewage sludge) ของเหลือจากอุตสาหกรรมเยื่อกระดาษและกระดาษ และไม้ผุ (damaged timber)
  • จุดมุ่งหมายของการนำไปใช้ของเชื้อเพลิงดังกล่าว เช่น ภาคการขนส่งที่ยากต่อการใช้แบตเตอรี่ (การขนส่งระยะทางไกล การบิน) ก๊าซสีเขียวนำส่งสู่ระบบท่อก๊าซธรรมชาติ (natural gas grid) ไฮโดรเจนสีเขียวสำหรับภาคการขนส่งในอนาคตและภาคอุตสาหกรรม

บริษัท SMS International Group ผู้เชี่ยวชาญระดับสากลด้านการก่อสร้างโรงงานและวิศวกรรมเครื่องกลสำหรับอุตสาหกรรมเหล็กและโลหะที่ไม่ใช่เหล็ก ร่วมกับ BEST (Bioenergy and Sustainable Technologies) ศูนย์พัฒนาความสามารถผ่านการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการวิจัยประยุกต์ และการพัฒนาพลังงานชีวภาพเศรษฐกิจชีวภาพอย่างยั่งยืนและระบบพลังงานอย่างยั่งยืน ได้ดำเนินโครงการนำร่องในการใช้เทคโนโลยีการผลิตเชื้อเพลิงจากของเสีย โดยโครงการดังกล่าวตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ของโรงงาน เผาขยะพิเศษ  (special waste incineration plant) ที่ดำเนินการโดยบริษัท Wien Energie คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในกลางปี 2564 

ในโครงการดังกล่าวจะทำการสร้างเครื่องผลิตก๊าซสังเคราะห์ (syn-gas generator) โดยบริษัท SMS Group โดยใช้กระบวนการเปลี่ยนของเสียด้วยความร้อน (thermal transformation) ซึ่งจะทำให้ได้มาซึ่งก๊าซสังเคราะห์ที่มีปริมาณไฮโดรเจนสูง (hydrogen-rich gas) และก๊าซดังกล่าวจะถูกนำไปเปลี่ยนเป็นตัวนำพาพลังงานต่างๆ (เช่น เชื้อเพลิงสีเขียว ก๊าซสีเขียว ไฮโดรเจนสีเขียว) เพื่อนำไปใช้ในอุตสาหกรรมต่อไป จากกระบวนการข้างต้นจะทำให้ได้มาซึ่งผลิตภัณฑ์ผลพลอยได้ที่สามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมเคมีอีกด้วย

ในช่วงแรกวัตถุดิบจะมาจากของเสียหมุนเวียนเท่านั้น (renewable materials) คือ กากตะกอนน้ำเสีย (sewage sludge) ของเหลือจากอุตสาหกรรมเยื่อกระดาษและกระดาษ และไม้ผุ (damaged timber) โดยในอนาคตโครงการยังมีแนวคิดต่อยอดไปสู่การใช้ของเสียที่ไม่หมุนเวียนเป็นวัตถุดิบอีกด้วย เช่น พลาสติกที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้ (non-recyclable plastics)

จุดมุ่งหมายของการนำไปใช้ของเชื้อเพลิงดังกล่าว เช่น ภาคการขนส่งที่ยากต่อการใช้แบตเตอรี่ (การขนส่งระยะทางไกล การบิน) ก๊าซสีเขียวนำส่งสู่ระบบท่อก๊าซธรรมชาติ (natural gas grid) ไฮโดรเจนสีเขียวสำหรับภาคการขนส่งในอนาคตและภาคอุตสาหกรรม

ทั้งนี้โครงการนำร่องดังกล่าวเป็นการศึกษาความเป็นไปได้ของเทคโนโลยีนี้เพื่อใช้เป็นพื้นฐานในการประเมินความคุ้มค่าและความเป็นไปได้เชิงเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของกระบวนการทั้งหมด รวมถึงการขยายไปสู่การใช้ในภาคอุตสาหกรรมที่จะดำเนินการโดยบริษัท Wien energie ในลำดับต่อไป

ในโครงการนี้มีพันธมิตรอื่นๆ ร่วมด้วย ดังนี้ Wien energie โรงงานกระดาษ Heinzel Wiener linien Wiener Netze และ Austrian Forest Authority ในด้านของพันธมิตรด้านวิชาการ คือ มหาวิทยาลัย Vienna University of Technology และ Lulea University of Technology โดยได้การสนับสนุนจาก Austrian Association for the promotion of Research

แหล่งที่มา : https://www.sms-group.com/br/press-media/press-releases/press-detail/sms-group-to-build-pilot-plant-for-generation-of-syn-gas-from-sewage-sludge-for-fuel-production-1531/

ยุทธศาสตร์สารเคมีของสหภาพยุโรป

เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2563 คณะกรรมาธิการยุโรปได้รับรองยุทธศาสตร์ EU Chemicals for Sustainability เป็นส่วนหนึ่งของก้าวแรกสู่มลพิษเป็นศูนย์ของสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นความมุ่งมั่นหลักที่ประกาศไว้ใน European Green Deal โดยมีวัตถุประสงค์หลัก 2 เรื่อง คือ 1) ปกป้องสุขภาพของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมจากสารเคมีอันตราย 2) ส่งเสริมนวัตกรรมสำหรับสารเคมีที่ปลอดภัยและยั่งยืน

ยุทธศาสตร์สารเคมี จะเป็นการผสมผสานของการตระหนักถึงบทบาทพื้นฐานของสารเคมีเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของมนุษย์และการมุ่งสู่เศรษฐกิจและสังคมที่เป็น “สีเขียวและดิจิทัล” ของสหภาพยุโรป พร้อมทั้งทราบถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการจัดการกับความท้าทายด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากสารเคมี จึงได้กำหนดแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมเพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่อย่างปลอดภัยและยั่งยืนมากขึ้นด้วย รวมถึงหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายในการใช้งานที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภคและในกลุ่มที่เปราะบางที่สุด โดยยุทธศาสตร์นี้ทำให้ประเทศสมาชิกให้ความสนใจถึงการลงทุนในอุตสาหกรรมสีเขียวและดิจิทัลในสหภาพยุโรปรวมถึงในภาคส่วนเคมีใน Recovery and Resilience Facility

จากวัตถุประสงค์ 2 ข้อนำไปสู่แนวทางปฎฺบัติที่เป็นรูปธรรม ดังนี้

1) ปกป้องสุขภาพของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมจากสารเคมีอันตราย

ยุทธศาสตร์นี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเพิ่มการปกป้องสุขภาพของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมจากสารเคมีที่เป็นอันตรายอย่างมีนัยสำคัญ โดยให้ความสนใจเป็นพิเศษกับกลุ่มประชากรที่เปราะบาง โดยมีโครงการริเริ่มเรือธงที่น่าสนใจ ดังนี้

  • เลิกใช้ผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภค เช่น ของเล่น ผลิตภัณฑ์ดูแลเด็ก เครื่องสำอาง ผงซักฟอก วัสดุที่สัมผัสกับอาหารและสิ่งทอ ที่มีสารรบกวนการทำงานของต่อมไร้ท่อ (endocrine disruptors)  สารเคมีที่มีผลต่อระบบภูมิคุ้มกันและระบบทางเดินหายใจ และสารตกค้าง เช่น สาร per- and polyfluoroalkyl substances (PFAS)[1] เว้นแต่ได้รับการพิสูจน์ว่ามีความจำเป็นต่อสังคม
  • ลดและทดแทนการใช้สารที่เป็นอันตรายในผลิตภัณฑ์ทั้งหมดให้น้อยที่สุด โดยให้ความสำคัญกับหมวดหมู่ผลิตภัณฑ์ที่ส่งผลกระทบต่อประชากรที่เปราะบางและกลุ่มที่มีศักยภาพสูงสุดสำหรับเศรษฐกิจหมุนเวียน
  • การประเมินผลกระทบของสารเคมีในแบบ cocktail effect คือ การประเมินแบบผสมสารเคมีหลากหลายชนิดเข้าด้วยกัน ซึ่งโดยมากแล้วจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมมากกว่าการประเมินผลกระทบแบบแต่ละสารนำมาบวกกัน
  • มั่นใจว่าผู้ผลิตและผู้บริโภคสามารถเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับสารประกอบทางเคมีและการใช้งานอย่างปลอดภัย โดยการกำหนดในนโยบายผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน (Sustainable Product Policy Initiative)

2) ส่งเสริมนวัตกรรมและความสามารถในการแข่งขันของสหภาพยุโรปสำหรับสารเคมีที่ปลอดภัยและยั่งยืน

การทำให้สารเคมีปลอดภัยและยั่งยืนมากขึ้นเป็นความจำเป็นและถือว่าเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่ดี โดยยุทธศาสตร์มีจุดมุ่งหมายในการเปลี่ยนภาคเคมีภัณฑ์และห่วงโซ่คุณค่าสู่ “สีเขียว” ผ่านการออกแบบตั้งแต่  การผลิตจนถึงการสิ้นอายุการใช้งาน รวมทั้งจะทำให้อุตสาหกรรมของสหภาพยุโรปเป็นผู้แข่งขันระดับโลกในการผลิตและการใช้สารเคมีที่ปลอดภัยและยั่งยืน พร้อมทั้งสร้างบรรทัดฐานในตลาดสหภาพยุโรปและมาตรฐานทั่วโลก การดำเนินการส่วนใหญ่ มีดังนี้

  • พัฒนาเกณฑ์การออกแบบให้มีความปลอดภัยและยั่งยืน และการสนับสนุนทางการเงิน การค้าและการนำไปใช้ของสารเคมีที่ปลอดภัยและยั่งยืน
  • พัฒนาและการใช้สารวัสดุและผลิตภัณฑ์จากการออกแบบที่ปลอดภัยและยั่งยืนผ่านการระดมทุนของสหภาพยุโรปและเครื่องมือการลงทุนและความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน
  • เพิ่มการบังคับใช้กฎของสหภาพยุโรปทั้งที่พรมแดนและใน single market
  • กำหนดประเด็นการวิจัยและนวัตกรรมของสหภาพยุโรปในด้านสารเคมี เพื่อเติมเต็มความรู้เกี่ยวกับผลกระทบของสารเคมี และการส่งเสริมนวัตกรรมและหลีกเลี่ยงการทดสอบในสัตว์
  • ลดความซับซ้อนและรวมกรอบกฎหมายของสหภาพยุโรป เช่น แนะนำกระบวนการ “หนึ่งสาร หนึ่งการประเมิน” การเสริมสร้างหลักการของ “ไม่มีข้อมูล ไม่มีตลาด” รวมทั้งแก้ไขการกำหนดเป้าหมายสำหรับ REACH และกฎหมายภาคส่วน

นอกจากนี้คณะกรรมาธิการจะส่งเสริมมาตรฐานด้านความปลอดภัยและความยั่งยืนไปทั่วโลก โดยเฉพาะเป็นการเป็นผู้นำในการปฏิบัติ รวมถึงการส่งเสริมแนวทางให้มีความสอดคล้องกัน คือ สารอันตรายที่ถูกห้ามในสหภาพยุโรปจะต้องไม่ถูกผลิตเพื่อส่งออก

แหล่งที่มา : https://ec.europa.eu/commission/presscorner/detail/en/ip_20_1839


[1] PFAS คือกลุ่มสารเคมีขนาดใหญ่ ที่มีโครงสร้างใกล้เคียงกันประกอบด้วยคาร์บอนและฟลูออรีนซึ่งมีความเสถียรสูงและคงอยู่ในสภาพแวดล้อมเป็นเวลานาน สารเคมีนี้ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายทั้งในเชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรมเช่น ผ้ากำจัดคราบน้ำมันหรือรอยเปื้อน ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ติดกระทะและโฟมที่ใช้ในการดับเพลิง เชื่อมโยงกับปัญหาสุขภาพ เช่น คลอเลสเตอรอลสูง มะเร็งอัณฑะ มะเร็งไต ความดันโลหิตสูงและภาวะครรภ์เป็นพิษ

สหภาพยุโรปเพิ่มเป้าหมายลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นร้อยละ 55 ภายในปี ค.ศ. 2030

ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป Ursula von der Leyen ได้ปฏิญาณที่จะเพิ่มเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นร้อยละ 55 จากระดับของปี ค.ศ. 1990 ภายในปี ค.ศ. 2030 ในการกล่าว State of the European Union address ที่รัฐสภาสหภาพยุโรป พร้อมกันนี้ยังได้เปิดเผยถึงแผนเพื่อจัดการกับการปล่อยมลพิษและการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิดด้วยนโยบายเศรษฐกิจสีเขียวต่างๆ

โดยเป้าหมายแรกเริ่มของ European Green Deal และเป้าหมายของคณะกรรมาธิการยุโรป คือ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ระดับร้อยละ 40 จากระดับของปี ค.ศ. 1990 โดยเธอยอมรับว่าเป้าหมายใหม่ดังกล่าวเป็นเป้าหมายที่ถือว่าประนีประนอม โดยระบุว่า “เป้าหมายที่ได้ประกาศไปนั้นอาจจะเพียงพอสำหรับบางคนแต่ไม่เพียงพอสำหรับคนอื่นๆ” และเธอหวังที่จะผลักดันให้ไปสู่ระดับร้อยละ 60 แต่ในทางกลับกันมีประเทศสมาชิกหลายประเทศที่ต่อต้านความมุ่งมั่นดังกล่าวหรือเรียกร้องเงินสนับสนุนเพิ่มเติมจากบรัสเซลส์

ทั้งนี้มีผู้นำด้านธุรกิจและนักลงทุนจำนวน 170 รายจากทั่วยุโรปเข้าร่วมลงนามรับรองเป้าหมายดังกล่าวในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ระดับร้อยละ 55 ตัวอย่างผู้ลงนาม ได้แก่ Microsoft IKEA Deutsche Bank Unilever Google และ EDF ซึ่งข้อตกลงนี้จะทำให้สหภาพยุโรปอยู่บนเส้นทางเพื่อนำไปสู่เป้าหมายของปี ค.ศ.2050 รวมทั้งข้อตกลงสภาพภูมิอากาศของกรุงปารีสด้วย โดยเธอเน้นย้ำว่าจะสามารถรักษาระดับความร้อนต่ำกว่า 1.5 องศาเซลเซียสโดยเฉลี่ยได้ หากผู้อื่นปฏิบัติตาม

เธอกล่าวเสริมว่าเมื่อเทียบกับปี 1990 สหภาพยุโรปปล่อยก๊าซลดลงร้อยละ 20 ในขณะที่เศรษฐกิจของสหภาพยุโรปเติบโตขึ้นร้อยละ 60 รวมทั้งระบุว่า “เรามีคนหนุ่มสาวจำนวนมากที่ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และก็มีข้อพิสูจน์จำนวนมากที่ชี้ว่าสิ่งที่ดีสำหรับสภาพอากาศนั้นดีสำหรับธุรกิจและดีสำหรับเราทุกคนด้วย “

รวมทั้งเธอเรียกร้องว่า เราต้องมีการปฏิรูปวิธีการบริโภคและใช้ชีวิตของผู้คน เนื่องจากในปัจุบันระดับการบริโภควัตถุดิบ พลังงาน อาหาร น้ำและที่ดินในปัจจุบันนั้นไม่ยั่งยืน นอกจากนี้เธอยังปฏิญาณว่าจะสนับสนุนเทคโนโลยีไฮโดรเจน รวมทั้งเป้าหมายการติดตั้งสถานีชาร์จหนึ่งล้านแห่งสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า รวมทั้งระบุว่า “ภาคการก่อสร้างสามารถเปลี่ยนจากแหล่งปล่อยคาร์บอนไปเป็นแหล่งดูดซับคาร์บอน (carbon source to a carbon sink) หากวัสดุก่อสร้างเป็นไม้และวัสดุจากเทคโนโลยีแบบบูรณาการ”

นอกจากนี้ยังมีการเรียกร้องให้ฝ่ายบริหารของรัฐสภายุโรประงับการอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิลภายในปี ค.ศ. 2025 และจากเอกสารที่เผยแพร่ได้มีการแสดงผลการลงคะแนนของฝ่ายนิติบัญญัติว่าสนับสนุน European Green Deal ชนะด้วยคะแนนเสียง 40 ถึง 37  

แหล่งที่มา :

https://ec.europa.eu/commission/presscorner/detail/en/ip_20_1599

https://industryeurope.com/sectors/energy-utilities/EC-hope-toslash-EU-greenhouse-emissions-by-55%25-by-2030/

สหภาพยุโรปกับการดำเนินการเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่เป็นอันตราย (Dangerous Non-food Products)

คณะกรรมาธิการยุโรป (EC) ได้เผยแพร่รายงาน “Saving Lives Every Day: 2019 Results from the Rapid Alert System for Dangerous Non-food Products” ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการป้องกันหรือการจำกัดการขายผลิตภัณฑ์ที่เป็นอันตรายในตลาด โดยจากข้อมูลในปี ค.ศ. 2019 ผ่านเครือข่ายหน่วยจาก 31 ประเทศ (คือ ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป รวมกับสหราชอาณาจักร นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์และลิกเตนสไตน์) ได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับการแจ้งเตือนสำหรับผลิตภัณฑ์ที่เป็นอันตราย จำนวน 2,243 รายการ และการดำเนินการติดตามผล จำนวน 4,477 การดำเนินการ (เทียบกับในปี 2018 จำนวน 4,050 การดำเนินการ) ซึ่งมีทั้งการถอดผลิตภัณฑ์หรือทำลายผลิตภัณฑ์ โดยผู้จัดจำหน่ายและผู้ค้าปลีกก่อนที่จะไปถึงผู้บริโภค รวมทั้งการเรียกคืนผลิตภัณฑ์ที่ไม่ปลอดภัย โดยมีเอกสารสรุปประเด็นสำคัญที่แสดงข้อมูลแต่ละประเทศในภาพรวมอีกด้วย

ภาพรวมการดำเนินการเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่เป็นอันตรายในปี ค.ศ. 2019

จากรายงานหมวดหมู่ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการแจ้งเตือนมากที่สุด คือ ของเล่น (ร้อยละ 29 ของการแจ้งเตือนทั้งหมด) รองลงมาคือยานยนต์ (ร้อยละ 23) และเสื้อผ้าสิ่งทอและสินค้าแฟชั่น (ร้อยละ 8) นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์เกี่ยวกับการดูแลเด็กและอุปกรณ์สำหรับเด็กก็มีตัวเลขการแจ้งเตือนที่สูงเช่นกัน

หมวดหมู่ผลิตภัณฑ์และความเสี่ยงที่ได้รับการแจ้งเตือนมากที่สุด

ความเสี่ยงที่ได้รับแจ้งมากที่สุด คือ ผลิตภัณฑ์ที่ก่อให้เกิดการบาดเจ็บ (ร้อยละ 27) เช่น กระดูกหักจากการการถูกกระทบหรือกระแทก ส่วนประกอบทางเคมีในผลิตภัณฑ์ (ร้อยละ 23) และเสี่ยงต่อการทำให้เด็กสำลัก (ร้อยละ 13)

นอกจากนี้ซึ่งไม่ได้ครอบคลุมอยู่ในรายงานปี ค.ศ. 2019 แต่มีการลงทะเบียนการแจ้งเตือนใหม่หลายรายการนับตั้งแต่เริ่มมีการระบาดของโควิด-19 จนถึงวันที่ 1 กรกฎาคมมีการแจ้งเตือนจำนวน 63 รายการเกี่ยวกับหน้ากากอนามัย และ 3 รายการเกี่ยวกับชุดเสื้อคลุม PPE และ 3 รายการเกี่ยวกับน้ำยาฆ่าเชื้อสำหรับมือ และ 3 รายการเกี่ยวกับหลอด UV สำหรับฆ่าเชื้อ โดยระหว่างวันที่ 1 มีนาคมถึง 1 กรกฎาคมมีการติดตามผลสำหรับหน้ากากอนามัย 10 การดำเนินการและสำหรับน้ำยาฆ่าเชื้อสำหรับมือ 1 การดำเนินการ เพื่อทำให้เกิดมาตรการสำหรับต่อต้านผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกันมากขึ้นและครอบคลุมการคุ้มครองผู้บริโภคทั่วยุโรป

นอกจากนี้คณะกรรมาธิการได้เผยแพร่ รายงานผลสรุปของกิจกรรมประสานงานเพื่อตรวจสอบความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ (CASP) ในการตรวจสอบความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์จำนวน 457 ผลิตภัณฑ์ ในหมวดหมู่ ดังนี้ อุปกรณ์การขนส่งส่วนบุคคล (personal transport devices) ของเล่นที่เติมเนื้อนุ่ม (soft-filled toys) ที่ชาร์จแบต แบตเตอรี่ เบาะนั่งจักรยานสำหรับเด็ก โดยผลออกมาดังนี้

ผลสรุปของ CASP 2019
ผลสรุปของ CASP 2019

การดำเนินการขั้นต่อไป

คณะกรรมาธิการจะยังคงพัฒนาเครื่องมือ Rapid Alert System เพื่อส่งเสริมให้ผู้บริโภคได้ศึกษาข้อมูลการแจ้งเตือนเพื่อสามารถตัดสินใจซื้อได้อย่างปลอดภัย และสำหรับ Coordinated Activities on the Safety of Products สำหรับปี ค.ศ. 2020 จะทำการตรวจสอบผลิตภัณฑ์ ดังนี้ ไนโตรซามีนในของเล่นและสิ่งของสำหรับดูแลเด็ก อุปกรณ์เล่นนอกบ้าน เตียงนอนสำหรับเด็ก สายเคเบิล เครื่องทำความร้อนขนาดเล็กในครัว ระบบเบาะนั่งสำหรับเด็กในรถยนต์และเครื่องประดับ (จากช่องทางออนไลน์โดยเฉพาะ) รวมถึงกิจกรรมดำเนินการต่างๆ เพิ่มเติม ดังนี้ ประเมินความเสี่ยง ร่วมมือกับศุลกากร เรียกคืนผลิตภัณฑ์อย่างมีประสิทธิผล รวบรวมข้อมูลการบาดเจ็บและอุบัติเหตุของสหภาพยุโรป สร้างระบบการเฝ้าระวังตลาดให้สอดคล้องกัน (ในออนไลน์) สื่อสารผ่านแคมเปญต่างๆ (ในออนไลน์)

เกร็ดเพิ่มเติม

  • Rapid Alert System ถูกก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 2003 เพื่อใช้เป็นแพลตฟอร์ตในการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศและคณะกรรมาธิการยุโรปอย่างรวดเร็วเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่อาหารที่เป็นอันตราย ซึ่งก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพและความปลอดภัยของผู้บริโภค โดยระบบจะมีการอัพเดทผลิตภัณฑ์ที่ถูกแจ้งเตือนในทุกสัปดาห์ (public website ‘the Safety Gate) และสำหรับธุรกิจสามารถใช้ Business Gateway เพื่อแจ้งเตือนกับหน่วยงานระดับชาติได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่วางจำหน่ายในตลาดที่อาจไม่ปลอดภัย
  • เว็บไซต์ตลาดออนไลน์ 7 เว็บไซต์ได้แสดงคำมั่นแบบสมัครใจ (Product Safety Pledge) ในการให้ความร่วมมือกับประเทศสมาชิกเพื่อให้ถอดผลิตภัณฑ์ที่เป็นอันตลาดออกจากเว็บไซต์ของตน

แหล่งที่มา :

https://ec.europa.eu/commission/presscorner/detail/en/ip_20_1270

ECHA เปลี่ยนวิธีการระบุสารเคมีเพื่อเอื้อต่อการจัดการความเสี่ยงให้ดียิ่งขึ้น

European Chemicals Agency (ECHA) ได้ตีพิมพ์รายงานประจำปีเกี่ยวกับ “ยุทธศาสตร์การกำกับดูแลอย่างบูรณาการ” โดยในรายงานแนะนำให้มีการจัดกลุ่มสารเคมีเพื่อสามารถกำหนดกฎระเบียบเพื่อการจัดการความเสี่ยงของสารจดทะเบียนได้ดีขึ้น เนื้อหาจะเป็นการนำเสนอภาพรวมของความคืบหน้าที่เกิดขึ้นในการจัดการกับสารเคมีที่อยู่ในความกังวลและการทำแผนรวบรวมสารจดทะเบียนทั้งหมด (หรือเรียกว่าแผนที่จักรวาลสารเคมี) รวมถึงคำแนะนำสำหรับการพิจารณาสำหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาคอุตสาหกรรมในการจัดการความเสี่ยงของสารเคมี

ในปี 2562 ECHA ได้เปลี่ยนวิธีการระบุสารเคมีจากวิธี substance-by-substance ไปเป็นวิธีระบุโครงสร้างที่มีความคล้ายคลึงกัน และในปีเดียวกันได้ร่วมกับหน่วยงานระดับประเทศในการตรวจสอบ high-volume substances registered จำนวน 220 สารที่มีปริมาณมากกว่า 100 ตันต่อปีและแบ่งประเภทไปตามกลุ่มสารเคมีเพื่อกำหนดการดำเนินการด้านกฎระเบียบต่อไป โดยร้อยละ 56 ต้องการข้อมูลเกี่ยวกับความอันตรายเพิ่มเติมเพื่อชี้แจงถึงความจำเป็นในการจัดการความเสี่ยงเพิ่มเติม ในขณะที่อีกร้อยละ 22 ไม่ต้องการดำเนินการเพิ่มเติมใดๆ และร้อยละ 7 ถูกพิจารณาว่ามีความสำคัญมากสำหรับกฎระเบียบของสหภาพยุโรปในการบริหารจัดการความเสี่ยง

จนถึงเดือนสิงหาคม 2562 สารเคมีจดทะเบียนมีจำนวนมากกว่า 21,000 รายการ โดยราว 330 สารอยู่ภายใต้การพิจารณาของการจัดการความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ และอีก 1,550 สารอยู่ระหว่างการสร้างข้อมูล ในขณะที่อีก 390 สารอยู่ระหว่างการจัดการความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ และ 700 สารไม่ต้องการการดำเนินการเพิ่มเติมแล้วหลังการตรวจสอบ ทั้งนี้เป้าหมายคือการสร้างความชัดเจนสำหรับสารจดทะเบียนทั้งหมดอย่างเต็มรูปแบบภายในปี 2570

รายงานได้แสดงภาพรวมขั้นตอนตั้งแต่ก่อนการบังคับใช้กฎระเบียบ กระบวนการประเมินผล และกิจกรรมการจัดการความเสี่ยงด้านกฎระเบียบภายใต้ EU’s REACH (การจดทะเบียน การประเมิน การอนุญาตและข้อจำกัดการใช้สารเคมี) และการจำแนกประเภท การกำหนดประเภทฉลาก และกฎระเบียบว่าด้วยบรรจุภัณฑ์ (CLP) โดยเป้าหมายระยะกลางของ ECHA คือ ภายในปี 2563 ต้องการแบ่งประเภทสารจดทะเบียนทั้งหมดที่มีปริมาณสูงกว่า 100 ตันไปสู่ประเภทต่างๆ ดังต่อไปนี้ 1. มีความสำคัญมากสำหรับการจัดการความเสี่ยง 2. ต้องการข้อมูลสำหรับการตัดสินใจ และ 3. ยังคงมีความสำคัญต่ำในปัจจุบันสำหรับการดำเนินการด้านกฎระเบียบเพิ่มเติม และภายในปี 2570 ต้องการให้สารจดทะเบียนทั้งหมดที่ปริมาณมากกว่า 1 ล้านตันถูกแบ่งประเภทตามกลุ่มข้างต้นทั้งหมด

ข้อเสนอแนะจากรายงาน

  • เพิ่มประสิทธิภาพในการคัดกรอง การสร้างข้อมูลและการประเมินเพื่อให้มั่นใจว่าสารต่างๆ เข้าสู่การจัดการความเสี่ยงด้านกฎระเบียบอย่างโดยไม่ล่าช้า
  • ให้ความสำคัญกับการจำแนกและการกำหนดฉลากให้สอดคล้องกัน เนื่องจากเป็นขั้นตอนแรกในการจัดการความเสี่ยง ก่อนที่จะดำเนินการด้านกฎระเบียบใดๆ
  • ทบทวนการจัดลำดับความสำคัญและความเหมาะสมของการระบุในช่วงก่อนหน้านี้ ติดตามการดำเนินการต่างๆ และสำหรับสารที่ต้องการการจัดการความเสี่ยงด้านกฎระเบียบเพิ่มเติมต้องดำเนินการโดยไม่ล่าช้า
  • การปฏิบัติตามตามข้อมูลการจดทะเบียนต้องได้รับการปรับปรุง โดยเฉพาะสารที่มีโอกาสสูงในการสัมผัสและขาดข้อมูลด้านความอันตรายที่เพียงพอ  
  • ภาคอุตสาหกรรมต้องมีความรับผิดชอบในการปฏิบัติตามข้อกำหนดของเอกสาร การตรวจสอบและการทำให้เป็นปัจจุบันอย่างเป็นระบบบนพื้นฐานของข้อมูลใหม่ โดยที่ ECHA ยินดีรับความคิดริเริ่มของสมาคมอุตสาหกรรมในการพัฒนาโปรแกรมการตรวจสอบเพื่อช่วยให้ผู้จดทะเบียนสามารถตรวจสอบข้อมูลความปลอดภัยของสารเคมีได้
  • เสริมสร้างความร่วมมือและการประสานงานระหว่างหน่วยงาน

แหล่งที่มา : http://sdg.iisd.org/news/grouping-of-chemicals-facilitates-better-risk-management-european-chemicals-agency/

ยุทธศาสตร์ด้านไฮโดรเจนของสหภาพยุโรปและการเปิดตัว “European Clean Hydrogen Alliance”

https://ec.europa.eu/growth/sites/growth/files/cleanhydrogenalliance_banner-web.png

จากเป้าหมายที่ต้องการให้สหภาพยุโรปมุ่งสู่ climate neutrality ภายในปี 2593 นอกจากแผนยุทธศาสตร์ “ระบบพลังงานในอนาคต” แล้วทางคณะกรรมธิการสหภาพยุโรปก็ได้เห็นถึงความสำคัญของ “ไฮโดรเจนสะอาด” ที่สามารถเข้ามามีส่วนช่วยในการลดการปล่อยคาร์บอนของภาคอุตสาหกรรม การขนส่ง การผลิตพลังงานและอาคารในยุโรปและเป็นแหล่งพลังงานให้กับภาคส่วนที่ไม่เหมาะสมกับการใช้พลังงานไฟฟ้า ดังนั้นคณะกรรมาธิการจึงได้ออกยุทธศาสตร์ด้านไฮโดรเจนของสหภาพยุโรป (EU Hydrogen Strategy) ซึ่งจะระบุถึงวิธีการเปลี่ยนศักยภาพดังกล่าวให้เกิดขึ้นจริงผ่านการลงทุน การกำกับดูแล การสร้างตลาด และการวิจัยและนวัตกรรม

โดยสำหรับตอนนี้จะให้ความสำคัญไปที่การพัฒนาไฮโดรเจนทดแทนที่ผลิตมาจากพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์เป็นหลัก โดยในเป้าหมายระยะสั้นและระยะกลางไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำมีความจำเป็นต่อการช่วยลดการปล่อยมลพิษได้อย่างรวดเร็ว

โดยได้มีการกำหนดเป้าหมายในแต่ละช่วงกำหนดไว้ ดังนี้:

  • ตั้งแต่ปี 2563 ถึง 2567 จะสนับสนุนการติดตั้งอิเล็กโทรไลเซอร์ไฮโดรเจนทดแทน (renewable hydrogen electrolysers) อย่างน้อย 6 กิกะวัตต์ในยุโรปและต้องการผลิตไฮโดรเจนทดแทนให้ได้ถึง 1 ล้านตัน
  • ปี 2568 ถึง 2573 ไฮโดรเจนจะต้องกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบพลังงานแบบรวมด้วยสัดส่วนอย่างน้อย 40 กิกะวัตต์จากอิเล็กโทรไลต์ไฮโดรเจนทดแทนและต้องการผลิตไฮโดรเจนทดแทนให้ได้ถึง 10 ล้านตัน
  • ปี 2573 ถึง 2593 เทคโนโลยีไฮโดรเจนควรจะถึงระยะเติบโตเต็มที่และถูกไปใช้งานในวงกว้างในทุกภาคส่วนที่ยากต่อการลดการใช้คาร์บอน

นอกจากนี้คณะกรรมธิการได้เปิดตัว “European Clean Hydrogen Alliance” เพื่อร่วมกับผู้นำอุตสาหกรรม ภาคประชาสังคม รัฐมนตรีระดับประเทศและระดับภูมิภาค และธนาคารเพื่อการลงทุนยุโรป ในการร่วมสร้างแผนการลงทุนเพื่อเพิ่มปริมาณการผลิตและเพื่อรองรับความต้องการไฮโดรเจนสะอาดในสหภาพยุโรป

โดยคณะกรรมธิการจะเสนอนโยบายและมาตรการกำกับดูแลเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน เอื้อให้เกิดการนำไฮโดรเจนไปปรับใช้ ส่งเสริมการสร้างเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐานและการขนส่งที่จำเป็น ปรับเครื่องมือในการวางแผนโครงสร้างพื้นฐาน และสนับสนุนการลงทุนโดยเฉพาะผ่านแผนฟื้นฟู Next Generation EU

แหล่งที่มา : https://ec.europa.eu/ireland/news/commission-sets-out-plans-for-the-energy-system-of-the-future-and-clean-

hydrogen_enhttps://ec.europa.eu/energy/topics/energy-system-integration/hydrogen_en#eu-hydrogen-strategy

ยุทธศาสตร์ระบบพลังงานของสหภาพยุโรป (EU Strategy for Energy System Integration)

https://www.aobrom.com/post_picture/35/sub_d0543bc2-d366-11e7-9934-616263646566.png

คณะกรรมธิการสหภาพยุโรปได้กำหนดแผนยุทธศาสตร์ “ระบบพลังงานในอนาคต” เพื่อต้องการให้สหภาพยุโรปมุ่งสู่ climate neutrality ภายในปี 2593 (จากข้อมูลพลังงานคิดเป็นร้อยละ 75 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสหภาพยุโรป) โดยยุทธศาสตร์นี้สอดคล้องกับแผนฟื้นฟู Next Generation EU และ European Green Deal ซึ่งเป็นแผนการลงทุนที่วางแผนไว้เพื่อกระตุ้นการฟื้นฟูทางเศรษฐกิจจากวิกฤตโควิด-19

ยุทธศาสตร์ระบบพลังงานของสหภาพยุโรป (EU Strategy for Energy System Integration) เป็นกรอบการเปลี่ยนแปลงเพื่อไปสู่พลังงาน “สีเขียว” ซึ่งการใช้พลังงานในรูปแบบปัจจุบันไม่สามารถทำให้บรรลุเป้าหมาย climate neutrality ได้ภายในปี 2593  ดังนั้นจึงต้องมีการเชื่อมโยงกันใหม่ระหว่างภาคส่วนต่างๆ และใช้ประโยชน์จากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี

Energy system integration เป็นการวางแผนระบบและดำเนินการจากมุมมองภาพรวม เพื่อเชื่อมโยงผู้ให้บริการพลังงาน โครงสร้างพื้นฐานและภาคส่วนผู้บริโภคเข้าด้วยกัน ซึ่งจะทำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นและลดต้นทุนให้กับสังคมด้วย ตัวอย่างเช่น พลังงานเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงให้กับรถยนต์ในยุโรปอาจมาจากแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคารถ ในขณะที่ความร้อนเพื่อสร้างความอบอุ่นภายในอาคารมาจากความร้อนจากโรงงานใกล้เคียง และโรงงานต่างๆ อาจรับพลังงานจากไฮโดรเจนสะอาดที่ผลิตจากกังหันลมนอกชายฝั่ง

โดยยุทธศาสตร์ด้านระบบพลังงานจะประกอบด้วย 3 เสาหลัก ดังนี้

  • เสาแรก คือ ระบบพลังงาน ‘แบบหมุนเวียน’ โดยมีใจกลางหลัก คือ การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ในยุทธศาสตร์จะระบุถึงการดำเนินการเชิงรูปธรรมส่งเสริมหลักการ “การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพตั้งแต่เริ่มต้น” และการใช้แหล่งพลังงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รวมไปถึงการนำความร้อนที่ถูกทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรมกลับมาใช้ใหม่และการผลิตพลังงานจากขยะชีวภาพหรือจากโรงบำบัดน้ำเสีย
  • เสาที่สอง คือ การเพิ่มสัดส่วนของการใช้พลังงานไฟฟ้าของภาคส่วนผู้ใช้มากขึ้น เนื่องจากในตอนนี้มีการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนอย่างมาก ดังนั้นเราควรปรับไปใช้ไฟฟ้าในส่วนที่เป็นไปได้ให้มากที่สุด ตัวอย่างเช่น การปั๊มความร้อนภายในอาคาร การใช้ยานพาหนะไฟฟ้าในการขนส่งหรือเตาไฟฟ้าในบางอุตสาหกรรม
  • เสาที่สาม คือ การส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงสะอาดสำหรับภาคส่วนที่เข้าถึงไฟฟ้ายาก โดยคณะกรรมาธิการจะมีการเสนอรูปแบบและระบบการรับรองสำหรับเชื้อเพลิงทดแทนและเชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำ

ทั้งนี้ยุทธศาสตร์ด้านพลังงานได้กำหนดแนวทางปฏิบัติไว้ทั้งสิ้น 38 ข้อเพื่อสร้างระบบพลังงานแบบบูรณาการมากขึ้น ตั้งแต่การปรับปรุงกฎหมายที่มีอยู่ การสนับสนุนทางการเงิน การวิจัยและการปรับใช้เทคโนโลยีใหม่ และเครื่องมือดิจิทัล การให้คำแนะนำประเทศสมาชิกเกี่ยวกับมาตรการทางการเงินและการอุดหนุนเพื่อการยกเลิกการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล การปฏิรูปการกำกับดูแลตลาดและการวางแผนโครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาข้อมูลให้กับผู้บริโภค การวิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคซึ่งจะนำไปเป็นข้อเสนอเชิงรูปธรรม อย่างเช่นการแก้ไขกฎระเบียบ TEN-E ภายในสิ้นปี 2563 หรือการแก้ไขคำสั่งการจัดเก็บภาษีพลังงานและกรอบการกำกับดูแลตลาดก๊าซในปี 2564

แหล่งที่มา : https://ec.europa.eu/ireland/news/commission-sets-out-plans-for-the-energy-system-of-the-future-and-clean-hydrogen_en

ความน่าสนใจของข้อเสนอแนวทางการฟื้นฟู SME ในสหภาพยุโรป

ที่มา : SMEunited

การวางแผนยุทธศาสตร์ยุทธศาสตร์ในการช่วยเหลือและฟื้นฟูธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของสหภาพยุโรป มาจากการรับฟังข้อคิดเห็นและข้อเสนอจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งในที่นี่เราได้นำตัวอย่างของหนึ่งในองค์กรที่เป็นตัวแทนหลักของ SMEs ในสหภาพยุโรป นั่นคือ SMEunited เป็นองค์กรที่ดำเนินงานสนับสนุนผลประโยชน์ของบริษัท SMEs กว่า 12 ล้านแห่งโดยมีแรงงานกว่า 50 ล้านคนทั่วยุโรป ซึ่งได้ทำการรวบรวมข้อมูลและข้อเสนอจากสมาชิกเพื่อทำข้อเสนอแก่คณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปในการวางแผนการฟื้นฟูเศรษฐกิจในสหภาพยุโรป (recovery plan) โดยข้อเสนอที่จัดทำขึ้นมานี้ได้แบ่งออกเป็น 3 ช่วงของนโยบายเพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์แพร่ระบาดของโคโรน่า ดังนี้

1. ช่วงวิกฤต – มาตรการเร่งด่วน (emergency measures) – เน้นสภาพคล่อง

ต้องการให้ความสำคัญไปที่ “สภาพคล่องของธุรกิจ” และ “การตอบสนองอย่างรวดเร็ว” แบ่งเป็น 2 ช่วง คือ 1) ช่วงวิกฤต เช่น การเข้าถึงแหล่งเงินเพื่อใช้ในการเสริมสภาพคล่องของธุรกิจ (ป้องกันการล้มละลายและการรักษาลูกจ้าง) การเลื่อนชำระภาษีหรือค่าอื่นๆ ของหน่วยงานภาครัฐ 2) ช่วงฟื้นฟู เช่น เตรียมพร้อมสำหรับการกู้ยืมเพื่อฟื้นฟู

2. ช่วงคลี่คลาย – มาตรการออกจากวิกฤต (exit measure) – เน้นความปลอดภัยและสร้างแนวปฏิบัติใหม่

ต้องการให้พิจารณาถึงความพร้อมในการผ่อนคลายของมาตรการให้เหมาะสมตามการประเมินความเสี่ยงของพื้นที่นั้นๆ แต่ควรคำนึงไว้เสมอว่ามาตรการการปิดเมืองหรือลดกิจกรรมควรทำให้สั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เพื่อให้เศรษฐกิจได้กลับมาฟื้นฟู และหากเศรษฐกิจจะกลับมาอีกครั้งสิ่งที่สำคัญอย่างมาก คือ ต้องมีการให้ข้อมูลและการสร้างแนวทางปฏิบัติแก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง (เช่น พนักงาน ลูกค้า เป็นต้น) เพื่อให้มั่นถึงความปลอดภัยและสุขภาพ

3. ช่วงหลังวิกฤต – มาตรการฟื้นฟู (recovery measure) – เน้นปรับให้พร้อมและปูทางไปยังเป้าหมาย

เสนอวิธีการรูปแบบต่างๆ ในการสนับสนุนเพื่อให้ SMEs กลับมาดำเนินธุรกิจได้อีกครั้ง เช่น การสนับสนุนวิธีการทำงานหรือทำธุรกิจรูปแบบใหม่ โดยการให้ความรู้หรืออบรมแรงงานใหม่ การให้องค์กรสนับสนุนด้านธุรกิจเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจ รวมถึงการให้ความสนใจในการออกระเบียบต่างๆ ที่เอื้อต่อ SMEs สอดรับกับแนวทางเป้าหมายของสหภาพยุโรปอย่าง Green deal ในเรื่องต่างๆ เปรียบเสมือนใช้วิกฤตนี้เป็นการกระตุ้นให้ SMEs หันมารับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้น เช่น เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ เศรษฐกิจหมุนเวียน เครือข่ายพลังงาน การใช้พลังงานสะอาด เป็นต้น อีกทั้งจากวิกฤตนี้จะเห็นได้ว่าดิจิทัลมีความสำคัญอย่างมากจึงอยากให้มีการพัฒนาให้มากขึ้น รวมไปถึงระบบโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวกับดิจิทัลด้วย โดยต้องการให้เกิด digital single market และมีการจัดทำระเบียบข้อบังคับออกมาด้วย รวมถึงการพิจารณายุทธศาสตร์ของ SMEs ใหม่ให้สอดคล้องกับบริบทที่เกิดการเปลี่ยนแปลงจากวิกฤตที่เกิดขึ้น โดยต้องควบคู่ไปกับความพร้อมด้านทรัพยากรที่จะมีให้เพื่อฟื้นฟู ซึ่งหมายถึงการปรับกรอบงบประมาณของสหภาพยุโรปใหม่นั่นเอง

นอกจากนี้ต้องการให้ภาครัฐปรับกระบวนการด้านเอกสารไปสู่ระบบออนไลน์เพื่อลดอุปสรรคและเพิ่มความเร็วในการดำเนินการ รวมทั้งต้องการให้การจัดซื้อจัดจ้างสาธารณะเป็นการซื้อสินค้าและบริการจากผู้ผลิตภายในประเทศ โดยเฉพาะการสร้างเงื่อนไขให้เอื้อต่อ SMEs

สามารถเข้าไปศึกษาข้อเสนอฉบับเต็มได้ที่ : ยุทธศาสตร์แนวทางการฟื้นฟู SME ฉบับเต็ม

แหล่งที่มา : https://smeunited.eu/smeunited-presents-proposals-to-commission-and-council

กรอบแผนการดำเนินงานสำหรับการฟื้นฟูเศรษฐกิจของสหภาพยุโรป

ที่มา : https://www.orfonline.org/

เนื่องจากจากสถานการณ์แพร่บาดของโควิค-19 ทำให้สหภาพยุโรปต้องเผชิญกับผลกระทบในทุกมิติของสังคม ซึ่งการบริหารเพื่อตอบสนองนั้นต้องมีความสอดคล้องและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพื่อที่จะสามารถจัดสรรทรัพยากรที่มีสู่ประเทศสมาชิกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จากวันที่ 26 มีนาคมที่มีการรับรองการทำความตกลงร่วม (Joint Statement) เพื่อหายุทธศาสตร์ในการประสานงานเพื่อหนทางออกเพื่อนำไปสู่การฟื้นฟูอย่างครอบคลุมและแนวทางกระจายแหล่งเงินทุน โดยในปัจจุบันความตกลงร่วมดังกล่าวได้มีนำเสนอกรอบแผนดำเนินการออกมา 2 กรอบด้วยกันคือ 1) กรอบแผนการดำเนินการผ่อนคลายมาตรการกักกันโควิค-19 (นำเสนอในวันที่ 15 เมษายน) และ 2) กรอบแผนการดำเนินงานสำหรับการฟื้นฟูของสหภาพยุโรปและแนวทางในการกระจายการลงทุนเพื่อช่วยให้เศรษฐกิจสามารถกลับมาดำเนินการและการปรับรูปแบบเศรษฐกิจ เพื่อสร้างเศรษฐกิจในสหภาพยุโรปมีความยืดหยุ่น ยั่งยืนและเท่าเทียม (นำเสนอในวันที่ 21 เมษายน)

โดยในบทความนี้จะเป็นการสรุปกรอบแผนการดำเนินงานสำหรับการฟื้นฟูของสหภาพยุโรปและแนวทางในการกระจายการลงทุน โดยสามารถแบ่งออกเป็น 4  การดำเนินการหลัก ได้แก่

1) การทำให้ตลาดเดียว (single market) ทำงานได้อย่างสมบูรณ์และทันสมัย โดยหัวใจหลักของการพัฒนา คือมุ่งเน้น “สีเขียว” และ “ดิจิทัล” และเศรษฐกิจหมุนเวียน นอกจากนี้ยังต้องสร้างให้ตลาดมีความยืดหยุ่นสำหรับเผชิญเหตุการณ์ไม่คาดคิด โดยในวิกฤตนี้ทำให้สหภาพยุโรปตระหนักว่ามีการพึงพาวัตถุดิบและสินค้าจากประเทศที่สามมากเกินไป ต้องมีการปรับให้ห่วงโซ่ให้เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสินค้าที่มีความสำคัญ อย่างอุปกรณ์ทางการแพทย์ พร้อมทั้งโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุขด้วย โดยในด้านนี้ภาคส่วนทางการเงินจะเล่นบทบาทสำคัญในการให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน และพันธมิตรด้านนวัตกรรมและการปลดล็อคด้านการเงินผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์จะได้รับการสนับสนุน

2) การลงทุนอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ต้องการให้เกิดการเคลื่อนย้ายและลงทุนทั่วยุโรป ตั้งแต่ระบบของระดับสหภาพ ระดับประเทศ ไปจนถึงการลงทุนจากภาคเอกชน แต่ต้องเป็นไปในทิศทางเดียวกันและเห็นพ้องกันว่าจุดไหนมีความจำเป็น โดยมุ่งเน้น “สีเขียว” และ “ดิจิทัล” และเศรษฐกิจหมุนเวียน นอกจากนี้ในช่วงเวลาวิกฤตได้เห็นถึงศักยภาพที่สำคัญของดิจิทัลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จึงจะมุ่งให้ความสำคัญในการพัฒนาศักยภาพโครงสร้างพื้นฐานและลงทุนในเทคโนโลยีดิจิทัลใหม่ โดย 2 ช่องทางหลักที่สหภาพยุโรปใช้ในการกระจายทรัพยากร คือ 1) กรอบงบประมาณระยะเวลา 7 ปี ของสหภาพยุโรป (Multiannual financial framework for 2021-2027) จะเป็นเครื่องมือหลักในการสนับสนุนการฟื้นฟูอย่างยั่งยืนและปรับให้ตลาดเดียว (single market) ทำงานได้อย่างสมบูรณ์และทันสมัย 2) กลุ่ม EIB สนับสนุนเงินลงทุนในอัตราดอกเบี้ยต่ำ พร้อมทั้งการช่วยสนับสนุนด้านเครื่องมือและเทคนิคร่วมด้วย

3. การเป็นผู้เล่นในระบบเศรษฐกิจโลก ทำหน้าที่ในการตอบสนองเพื่อช่วยเหลือนานาชาติผ่านความร่วมมือพหุภาคีและระเบียบนานาชาติ โดยร่วมกับพันธมิตรอย่าง องค์การ UN WTO G20 G7 และช่วยเหลือประเทศที่ต้องการความช่วยเหลือ โดยจะมีการสร้างเสริมความสัมพันธ์กับทางทวีปแอฟริกา

4. กรอบการทำงานของการกำกับดูแล แบ่งออกเป็น 3 ข้อ ดังนี้ 1) ต้องมีความยืดหยุ่นมากกว่านี้ ประเทศสมาชิกและสถาบันที่เกี่ยวข้องต้องทำงานร่วมกันภายใต้การเกิดประสิทธิภาพสูงสุดและต้องเกื้อหนุนกัน 2) ต้องมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้น ซึ่งหมายถึงการพัฒนาความสามารถในการบริหารและการจัดการอย่างประสานกันในสถานการณ์วิกฤต 3) การยึดหลักการและค่านิยมของสหภาพเป็นหัวใจในการบริหาร รวมถึงการต้องเคารพหลักนิติธรรมและมนุษยธรรม

ทั้งนี้กรอบดำเนินการนี้เป็นเสมือนกรอบแนวทางใหญ่ที่วางไว้เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีการบริหารจัดการทรัพยากรทั้งหมดที่มีอยู่ภายใต้ความเป็นปึกแผ่นและความสามัคคี โดยจะลงรายละเอียดแผนปฏิบัติเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการดำเนินการนั้นๆ

สามารถเข้าไปศึกษากรอบแนวทางดำเนินการฉบับเต็มได้ที่ : กรอบแผนการดำเนินงานสำหรับการฟื้นฟูของสหภาพยุโรป

แหล่งที่มา : https://www.consilium.europa.eu/en/policies/eu-budgetary-system/multiannual-financial-framework/mff-negotiations/

หลักแนวคิดในการพัฒนาอย่างยั่งยืนจากโมเดลของประเทศเดนมาร์ก

หากเรานึกถึงเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน สิ่งที่หลายคนนึกควบคู่มาทันที คือ 17 เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs)  ที่กำหนดขึ้นโดยหน่วยงานสหประชาชาติ (UN) ซึ่งเปรียบเสมือนในพิมพ์เขียวสำหรับการพัฒนาไปสู่ความยั่งยืนสำหรับทุกคน

โดยในแต่ละปีสหภาพยุโรปจะมีการจัดลำดับรวมถึงให้คะแนนว่าประเทศใดสามารถเข้าถึงเป้าหมายได้มากที่สุด (คะแนนเชิงเปรียบเทียบกับเป้าหมายสมบูรณ์ คือ 100 คะแนน) ซึ่งประเทศที่ถูกขนานนามให้เป็นผู้นำทั้งด้านพลังงาน การพัฒนาอย่างยั่งยืนและมีการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ นั่นคือ “เดนมาร์ก” นั่นเอง โดยได้รับคะแนนประเมินอยู่ที่ 79.81 ตามมาด้วยประเทศสวีเดน (79.44) ฟินแลนด์ (79.06) ออสเตรีย (76.74) และเยอรมนี (75.35) ตามลำดับ ในขณะที่ กรีก บัลแกเรีย โรมาเนียและไซปรัสอยู่ลำดับท้ายของตาราง

ความน่าสนใจของเดนมาร์กในด้านการเป็นผู้นำในการต่อสู่กับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง คือ การตั้งเป้าหมายให้เมืองหลวงอย่างกรุงโคเปนเฮเกนเป็นเมืองหลวงแรกที่จะเป็นคาร์บอนเป็นกลางหรือศูนย์ (carbon-neutral) และรวมถึงริเริ่มโครงการ ProjectZero ในเมืองซันเดอร์เบิร์กให้กลายเป็นเมืองแรกของยุโรปที่สามารถทำให้คาร์บอนเป็นศูนย์ได้ (ก่อนปี 2029) เพื่อแสดงให้เห็นว่าหากทุกคนในเมืองมีส่วนร่วมอย่างแข็งขัน เป้าหมายความพยายามที่จะไม่ปล่อยมลพิษออกสู่บรรยากาศเลยภายในปี 2030 เป็นไปได้

ตัวอย่างความก้าวหน้าของโครงการ ดังนี้ ลดการปล่อยคาร์บอนได้ร้อยละ 38.3 เมื่อเทียบกับปี 2007 โดยในอนาคตจะรับพลังงานจากฟาร์มกังหัน ซึ่งคาดว่าจะลดปริมาณคาร์บอนได้อีก 400,000 ตัน ภายในปี 2025

สิ่งที่นำไปสู่ความสำเร็จของเดนมาร์ก คือการคิดอย่างมีกลยุทธ์ (strategic thinking) ซึ่งเราได้ยกบทสัมภาษณ์ของรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศของเดนมาร์กมาแสดง ดังนี้

1) ประเทศต้องมีเป้าหมายทางการเมืองและระเบียบข้อบังคับแบบใดเพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมาย SDGs

  • ก่อนอื่นต้องเริ่มด้วยการตั้งเป้าหมายที่มีความมุ่งมั่นและชัดเจนก่อน แล้วพิจารณาว่าภาครัฐมีเครื่องมือใดบ้าง ซึ่งนั่นคือ การกำหนดระเบียบข้อบังคับให้สอดคล้องและการเป็นศูนย์กลางเพื่อสร้างกลุ่มพันธมิตรที่ต้องประกอบทั้งภาคธุรกิจ บริษัทและผู้ลงทุน และหากมีโครงการที่จะต้องยกเลิกการใช้ (เช่น ถ่านหิน) ก็ต้องมีการวางแผนระยะยาวและการอบรมแรงงานภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบให้ตอบสนองต่ออุตสาหกรรมรูปแบบใหม่

 2 ทำอย่างไรเพื่อดึงทุนเอกชนให้เข้ามาลงทุนในโครงการที่จะนำไปสู่การบรรลุเป้าหมาย SDGs

  • สำหรับในกรณีของเดนมาร์ก แทบไม่มีการขัดแย้งกันในเปลี่ยนแปลงเพื่อมุ่งสู่ “สีเขียว” โดยต้องทำให้โครงการนั้นๆ มี 2 ข้อหลัก คือ สามารถแข่งขันได้เชิงพาณิชย์และมีผลตอบแทนที่น่าดึงดูด  

3. หากดำเนินการเปลี่ยนแปลงไปในแนวทาง “สีเขียว” แล้วจะไม่มีคนตกงานใช่หรือไม่

  • งานในตอนนี้ที่อยู่ในภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับพลังงานฟอสซิลจะหายไปในที่สุด ดังนั้นสิ่งที่ภาครัฐต้องทำคือสร้างงานใหม่ขึ้นมารองรับ ซึ่งแน่นอนว่างานใหม่ก็ต้องใช้ทักษะใหม่ จึงต้องมีการอบรมทักษะใหม่ให้แก่แรงงาน นอกจากนั้นแล้วสำหรับคนรุ่นใหม่ที่จะเข้าสู่ในตลาดแรงงานในอนาคตก็ต้องให้  ทักษะใหม่ที่เขาจะสามารถไปต่อยอดให้พัฒนาในด้านเศรษฐกิจ “สีเขียว” ซึ่งนั่นหมายถึงภาครัฐต้องเอางบประมาณลงทุนในด้านการศึกษาอย่างมาก ดังนั้นสิ่งที่ยังไงก็ต้องเกิด ก็ควรให้เกิดขึ้น ณ ตอนนี้เลย

4. คุณคิดว่าเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน 2030 นั้นมีความเป็นไปได้จริงหรือไม่

  • ต้องบอกว่าเป้าหมายดังกล่าวถือเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ ในยุค 70 เดนมาร์กเคยเป็นผู้ใช้น้ำมัน   หลายใหญ่เหมือนกับหลายประเทศและในตอนนั้นเราได้ตั้งเป้าว่าเราจะไม่พึ่งพาน้ำมัน และในปัจจุบัน เดนมาร์กก็สามารถทำได้และภายในปี 2030 จะเปลี่ยนไปเป็นพลังงานหมุนเวียนทั้งหมด นอกจากนี้หากเรามองออกไปพิจารณาโลกภายนอกจะพบว่าทั้งจีนและอินเดียกำลังเปลี่ยนแปลงสู่ “สีเขียว” เช่นกัน หรือแม้แต่แอฟริกาและลาตินอเมริกาก็ต้องการแนวคิดและเทคโนโลยี “สีเขียว” ดังนั้นหากเราสร้างภาคส่วน “สีเขียว” นี้ขึ้นมาได้ เราก็สามารถสร้างงานให้กับสหภาพยุโรปได้อีกด้วย

แหล่งที่มา : https://www.euronews.com/2020/03/11/wake-up-call-eu-mobilizes-economic-toolbox-to-reach-sustainability

แผนดำเนินการเศรษฐกิจหมุนเวียนของสหภาพยุโรป (Circular Economy Action Plan)

แผนดำเนินการเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy Action Plan) เป็นส่วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมของสหภาพยุโรป (EU Industrial Strategy) ซึ่งในตอนนี้ผู้นำภาคธุรกิจ ผู้บริโภคและองค์กรสาธารณะต่างยึดหลักโมเดลเกี่ยวกับความยั่งยืนทั้งสิ้น ทำให้คณะกรรมาธิการยุโรปต้องสร้างความเชื่อมั่นว่าการเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบบหมุนเวียนนี้จะนำมาซึ่งโอกาสแก่ทุกฝ่ายและจะไม่มีใครถูกปล่อยให้ล้าหลัง โดยแผนดำเนินการเศรษฐกิจหมุนเวียนดังกล่าวจะประกอบด้วย 4 ส่วนหลัก ดังนี้

1) การทำให้สินค้าที่มีความยั่งยืนเป็นบรรทัดฐานของสหภาพยุโรป โดยคณะกรรมาธิการยุโรปจะเสนอกฎหมายเกี่ยวกับนโยบายสินค้ายั่งยืน (sustainable products policy) เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าที่วางจำหน่ายในสหภาพยุโรปนั้นถูกออกแบบเพื่อให้มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน ง่ายต่อการใช้ซ้ำ ซ่อมแซมและรีไซเคิลรวมทั้งใช้วัตถุดิบที่มาจากการรีไซเคิล (recycled material) ในสัดส่วนที่มากที่สุดที่เป็นไปแทนการใช้วัตถุดิบที่มาจากขั้นปฐมภูมิ (primary raw material) พร้อมทั้งการจำกัดการใช้สินค้าประเภทใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง รวมถึงการห้ามอย่างสิ้นเชิงสำหรับสินค้าที่ถูกกำนหดให้ล้าสมัยก่อนสมควรและการทำลายสินค้าไม่ได้ถูกขาย

2) การให้อำนาจแก่ผู้บริโภค ซึ่งหมายถึงให้ผู้บริโภคมีสิทธิเข้าถึงข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือเกี่ยวกับสินค้า เช่น การซ่อมแซมและความคงทนหรือทนทานของสินค้าเพื่อช่วยให้มีตัวเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงผู้บริโภคจะได้รับประโยชน์จาก “สิทธิในการซ่อมแซม (Right to Repair)”

3) การให้ความสำคัญไปที่ภาคอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลง ซึ่งหมายถึงอุตสาหกรรมที่ใช้ทรัพยากรเป็นจำนวนมากและมีศักยภาพในการปรับเข้าสู่ระบบหมุนเวียนได้สูง ซึ่ง ณ ปัจจุบันประกอบด้วย 7 ภาคอุตสาหกรรม ดังนี้

          3.1) ภาคอิเล็กทรอนิกส์และไอซีที – ข้อริเริ่มเกี่ยวกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แบบหมุนเวียน (Circular Electronics Initiative) เพื่อให้วงจรชีวิตของสินค้ายาวนานมากขึ้นและการปรับปรุงระบบการจัดการ การของเสียอิเล็กทรอนิกส์

          3.2) ภาคแบตเตอรี่และยานยนต์ – กรอบกฎหมายใหม่สำหรับแบตเตอรี่ (new regulatory framework for batteries) เพื่อส่งเสริมให้เกิดความยั่งยืนและกระตุ้นศักยภาพในการหมุนเวียนของแบตเตอรี่

          3.3) ภาคบรรจุภัณฑ์ข้อกำหนดที่จำเป็น (new mandatory requirements) เกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์ที่อนุญาตให้จำหน่ายได้ในตลาดสหภาพยุโรป โดยรวมถึงการลดการใช้บรรจุภัณฑ์แบบเกินจำเป็น

          3.4) ภาคพลาสติก – ข้อกำหนดที่จำเป็น (new mandatory requirements) ในการเพิ่มสัดส่วนวัตถุดิบรีไซเคิล (recycled content) ในพลาสติก และการให้ความสำคัญเกี่ยวกับไมโครพลาสติก (microplastics) รวมถึงพลาสติกที่ทำจากชีวภาพ (biobased plastics) และพลาสติกแบบย่อยสลายได้ทางชีวภาพ (biodegradable plastics)

         3.5) ภาคสิ่งทอ– กลยุทธ์ของสหภาพยุโรปสำหรับสิ่งทอ (EU Strategy for Textiles) เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งในด้านขีดความสามารถในการแข่งขันและการสร้างนวัตกรรมในภาคสิ่งทอ รวมทั้งการกระตุ้นตลาดสหภาพยุโรปเกี่ยวกับการนำสิ่งทอกลับมาใช้ซ้ำ (textile reuse)

         3.6) ภาคการก่อสร้างและอาคาร– กลยุทธ์แบบครอบคลุม (comprehensive Strategy) เพื่อสร้าง    สภาพแวดล้อมการก่อสร้างอย่างยั่งยืนสำหรับส่งเสริมหลักการหมุนเวียนในการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้าง    (circularity principles for buildings)

         3.7) ภาคอาหาร – ข้อริเริ่มทางกฎหมาย (legislative initiative) เกี่ยวกับการใช้อุปกรณ์ที่สามารถใช้ซ้ำได้เพื่อทดแทนสิ่งตเหล่านี้ คือ บรรจุภัณฑ์ชนิดใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง อุปกรณ์ที่ใช้บนโต๊ะอาหาร    รวมถึงช้อน ส้อมและมีดในอุตสาหกรรมการให้บริการด้านอาหาร

4. การลดการเกิดขยะ มุ่งเน้นที่จะหลีกเลี่ยงการเกิดขยะ และเปลี่ยนขยะดังกล่าวให้ไปเป็นทรัพยากรทุติยภูมิคุณภาพสูง (high-quality secondary resources) นอกจากนี้คณะกรรมาธิการยุโรปจะร่วมกันสร้างความเข้าใจร่วมกัน (EU-wide) เพื่อให้เกิดรูปแบบความเข้าใจที่ตรงกันทั้งในด้านระบบจัดเก็บและคัดแยกขยะ และฉลากที่จะปรากฎอยู่บนสินค้า รวมถึงแผนดำเนินการในการผลักดันชุดรูปแบบการดำเนินการในการลดการส่งออกขยะออกนอกสหภาพยุโรปให้น้อยที่สุดและการติดตามการขนย้ายที่ผิดกฎหมาย


แหล่งที่มา :

https://ec.europa.eu/growth/content/new-circular-economy-action-plan-shows-way-climate-neutral-competitive-economy-empowered_en

https://ec.europa.eu/commission/presscorner/detail/en/ip_20_420

กลยุทธ์อุตสาหกรรมของสหภาพยุโรปล่าสุด (New EU Industrial Strategy)

การจัดทำกลยุทธ์ด้านอุตสาหกรรมของสหภาพยุโรปขึ้นมาใหม่มุ่งหวังเพื่อรักษาความเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรม ดังนั้นกลยุทธ์อุตสาหกรรมครั้งนี้จะให้ความสำคัญต่อ 3 ประเด็นหลัก ดังนี้ 1) การรักษาความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยุโรปในระดับโลก (global competitiveness) และการสร้างความเท่าเทียมในการแข่งขัน (level playing field) ทั้งในยุโรปและในระดับโลก 2) การดำเนินการเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศเพื่อทำให้ยุโรปเป็นกลางทางด้านสภาพภูมิอากาศ (climate-neutral) ภายในปี 2050 (พ.ศ. 2593) 3) การปรับยุโรปสู่ความเป็นดิจิทัล

โดยในกลยุทธ์ดังกล่าวจะมีการระบุถึงตัวขับเคลื่อนหลักในการเปลี่ยนแปลงทางภาคอุตสาหกรรมของสหยุโรปและนำเสนอชุดแนวทางปฏิบัติสำหรับการดำเนินการในอนาคต ซึ่งสรุปภาพรวมประกอบด้วย ดังนี้

  • แผนปฏิบัติการด้านทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property Action Plan) เพื่อรักษาสิทธิทางเทคโนโลยี (technological sovereignty) ส่งเสริมความเท่าเทียมในการแข่งขันในระดับโลก (global level playing field) ต่อสู้กับการโจรกรรมทรัพย์สินทางปัญญา (intellectual property theft) และปรับแก้กรอบกฎหมายให้เหมาะกับการเปลี่ยนแปลงที่มุ่งสู่ “สีเขียว” และ “ดิจิทัล”
  • ทบทวนกฎระเบียบในการแข่งขันภายในสหภาพยุโรป (EU competition rules) รวมถึงการประเมินเพื่อควบคุมการควบรวมกิจการ (merger control) และความเหมาะสมของแนวทางการช่วยเหลือจากภาครัฐ (State aid guidelines) ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมาจะทำให้มั่นใจได้ว่ากฎระเบียบที่บัญญัติไว้นั้นมีความเหมาะสมกับสถานการณ์ที่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มีความเป็นดิจิตอลมากขึ้น และรวมถึงต้องตอบโจทย์การมุ่งสู่ “สีเขียว” และ “หมุนเวียน”มากขึ้นด้วย
  • กระดาษขาว (white paper by mid-2020) เพื่อแก้ผลกระทบจากการบิดเบือนที่เกิดจากการอุดหนุนเงินมาจากต่างประเทศ และการต่อสู้กับการเข้ามาของต่างประเทศในระบบการจัดซื้อจัดจ้างสาธารณะของสหภาพยุโรป (EU public procurement) และกองทุนสหภาพยุโรป (EU funding) โดยสิ่งนี้จะทำควบคู่ไปพร้อมกับการสร้างกฎระดับโลกเกี่ยวกับการอุดหนุนทางอุตสาหกรรม (industrial subsidies) ขององค์การการค้าโลก (WTO) และการดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดการเข้าถึงด้านการจัดซื้อจัดจ้างสาธารณะในประเทศที่สาม
  • การจัดทำมาตรการครอบคลุมด้านอุตสาหกรรมเกี่ยวกับการพัฒนาให้อุตสาหกรรมหันไปใช้พลังงานรูปแบบใหม่และลดการปล่อยคาร์บอน (modernise and decarbonize energy-intensive) และสนับสนุนอุตสาหกรรมที่มีความยั่งยืนและการเคลื่อนที่อัจฉริยะ (sustainable and smart mobility industries) พร้อมทั้งสร้างความแข็งแกร่งให้กับเครื่องมือในการตรวจวัดคาร์บอนที่รั่วไหล (carbon leakage tools) และสร้างความมั่นคงแก่แหล่งพลังงานที่ปล่อยคาร์บอนต่ำในราคาที่สามารถใช้ได้ในเชิงพาณิชย์
  • แผนแนวทางการปฏิบัติเกี่ยวกับวัตถุดิบสำคัญ (Action Plan on Critical Raw Materials) และแผนแนวทางการปฏิบัติเกี่ยวกับเวชภัณฑ์ ซึ่งจะอ้างอิงจากกลยุทธ์ด้านเภสัชกรรมใหม่ของสหภาพยุโรป (new EU Pharmaceutical Strategy) เพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านวัตถุดิบที่สำคัญ โดยการสนับสนุน จากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเชิงกลยุทธ์และเทคโนโลยีที่สำคัญ
  • การสร้างกลุ่มพันธมิตรด้านไฮโดรเจนสะอาด (Alliance on Clean Hydrogen) เพื่อกระตุ้นให้ภาคอุตสาหกรรมลดการปล่อยคาร์บอนและเพื่อรักษาความเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมของสหภาพยุโรป  โดยในอนาคตจะสร้างกลุ่มพันธมิตรด้านอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ (on Low-Carbon Industries) และกลุ่มพันธมิตรด้านแพลตฟอร์มและแหล่งข้อมูลอุตสาหกรรม (on Industrial Clouds and Platforms) และกลุ่มพันธมิตรด้านวัตถุดิบ (on raw materials)
  • การปรับแก้กฎหมายและแนวทางการดำเนินการเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างสาธารณะ “สีเขียว” (green public procurement)
  • การปรับมุมมองใหม่ไปมุ่งเน้นด้านนวัตกรรม การลงทุนและทักษะต่างๆ

นอกจากชุดแนวทางปฏิบัติที่ครอบคลุมทั้งแนวราบและเทคโนโลยีแล้ว คณะกรรมาธิการยุโรปจะทำการวิเคราะห์ความเสี่ยงและความต้องการที่แตกต่างกันของแต่ละระบบนิเวศอุตสาหกรรมอย่างเป็นระบบอีกด้วย โดยการวิเคราะห์ดังกล่าวคณะกรรมาธิการจะทำงานอย่างใกล้ชิดกับฟอรั่มอุตสาหกรรม (Industrial Forum) ที่ครบวงจรและเปิดกว้างซึ่งจะจัดตั้งขึ้นภายในเดือนกันยายน 2563 ซึ่งจะรวบรวมผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องมาร่วมให้ความคิดเห็น ประกอบด้วย ผู้แทนจากภาคอุตสาหกรรมรวมถึงวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม บริษัทขนาดใหญ่ หุ้นส่วนทางสังคม นักวิจัย รวมทั้งประเทศสมาชิกและสถาบันต่างๆ ของสหภาพยุโรป พร้อมกันนี้จะมีการเชิญผู้เชี่ยวชาญจากภาคส่วนเฉพาะต่างๆ เพื่อแบ่งปันความรู้


แหล่งที่มา : https://ec.europa.eu/newsroom/growth/item-detail.cfm?item_id=671274

เยอรมนีเห็นด้วยที่จะเลิกการพึ่งพาพลังงานจากถ่านหินภายในปี ค.ศ. 2038 โดยมาพร้อมกับมาตรการสำหรับชดเชยราว 40,000 ล้านยูโร (หรือประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท)

ถ่านหินถือเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดโลกร้อน ปัจจุบันแหล่งที่มาของไฟฟ้าในเยอรมนี มากกว่า 1 ใน 3 มาจากถ่านหินและจากปริมาณถ่านหินดังกล่าวมากกว่าครึ่งหนึ่งมาจากถ่านหินลิกไนต์ซึ่งเป็นถ่านหินประเภทที่ก่อให้เกิดมลภาวะมากที่สุด


โดยเยอรมนีวางแผนที่จะเลิกใช้ถ่านหินลิกไนต์ โดยคาดว่าจะสามารถเกิดขึ้นได้ภายในปี ค.ศ. 2035 ซึ่งอาจต้องขึ้นอยู่กับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่จะมารองรับด้วย จากสถิติการใช้ถ่านหินลิกไนซ์ในยุโรปของ Eurostat agency ได้เผยว่าเยอรมนีเป็นทั้งผู้ผลิตถ่านหินลิกไนต์รายใหญ่ที่สุดในโลกและมีสัดส่วนการใช้มากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของสหภาพยุโรปโดยอยู่ที่ร้อยละ 44 ของปริมาณทั้งหมดของยุโรป ตามมาด้วยโปแลนด์ที่ร้อยละ 16 ในขณะที่เช็กกับกรีกอยู่ที่ร้อยละ 10 บัลแกเรียอยู่ที่ร้อยละ 9 และโรมาเนียที่ร้อยละ 7  

ความท้าทายของเป้าหมายดังกล่าวคือ ความกังวลต่อความไม่เพียงพอของปริมาณไฟฟ้า เพราะนอกจากแผนการเลิกใช้ถ่านหินแล้ว เยอรมนียังตั้งมั่นที่จะเลิกใช้พลังงานจากนิวเคลียร์ด้วย โดยจะเลิกใช้ภายใน 2 ปีข้างหน้าที่จะถึงนี้ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อมของเยอรมนีได้กล่าวว่า “เยอรมนีจะเป็นประเทศแรกที่สามารถเลิกใช้พลังงานที่มาจากถ่านหินและนิวเคลียร์”

โดยรัฐบาลมีแผนที่จะเริ่มร่างกฎหมายสำหรับการเลิกใช้ถ่านหินภายในเดือนมกราคมนี้และคาดว่าจะผ่านรัฐสภาได้ภายในกลางปี ค.ศ. 2020 นี้ นอกจากนี้ยังได้มีการกำหนดมาตรการในการชดเชยจำนวนกว่า 40,000ล้านยูโร ไว้ด้วยซึ่งจะให้แก่ 4 รัฐที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งเป็นรัฐที่มีการขุดถ่านหินลิกไนต์และมีโรงไฟฟ้าถ่านหิน ได้แก่        1) Saxony – Anhalt 2) Saxony 3) North Rhine – Westphalia และ 4) Brandenburg เงินส่วนใหญ่จะถูกจัดสรรไปเพื่อการสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบและการฝึกอบรมทักษะให้แก่แรงงานเพื่อให้สามารถรองรับงานใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ในขณะที่จะแบ่งส่วนหนึ่งเพื่อไปชดเชยแก่ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการปิดโรงงานด้วยเช่นกัน โดยสำหรับฝั่งเยอรมันตะวันตกตั้งงบไว้ที่ 2.6 พันล้านยูโร ในขณะที่ฝั่งเยอรมันตะวันออกอยู่ที่ 1.75 พันล้านยูโร

ทั้งนี้การเลิกใช้ถ่านหินถือเป็นอีกหนึ่งส่วนสำคัญที่จะมาช่วยขับเคลื่อนเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหภาพยุโรป ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่ทั้ง 28 ประเทศตั้งเป้าหมายว่าจะเป็น carbon-neutral ให้ได้ภายในปี ค.ศ.2050


แหล่งที่มา : https://www.bbc.com/news/world-europe-51133534

คณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปเผยแพร่ยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจของสหภาพยุโรปของปี ค.ศ. 2020 (Economic Strategy for people and planet)

ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจปี ค.ศ.2020 ตั้งกรอบไว้ว่าต้องเป็นเศรษฐกิจเพื่อผู้คนและโลก โดยให้ความสำคัญไปที่การเปลี่ยนแปลงสหภาพยุโรปไปสู่เศรษฐกิจยั่งยืนและช่วยให้ทั้งสหภาพยุโรปบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs)

ยุทธศาสตร์การเติบโตอย่างยั่งยืนปี ค.ศ. 2020 (Annual Sustainable Growth Strategy 2020) เป็น “Green Deal” ลำดับที่สองของคณะกรรมาธิการ (Commission’s European Green Deal) โดยให้ความสำคัญไปที่ “work for people and a Europe fit for the Digital age” ด้วยรูปแบบการเติบโตแบบใหม่และยั่งยืน ที่ต้องตระหนักถึงความท้าทายจากทั้งการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ การเสื่อมลงของทรัพยากรธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงด้านประชากรและความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ทำให้ต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างและการเติบโตรูปแบบใหม่ให้สามารถตอบโจทย์การมีทรัพยากรที่จำกัด การสร้างงานและการความมั่งคั่งในอนาคต

ยุทธศาสตร์ดังกล่าวจะขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง 2 ด้านด้วยกัน คือ ด้านสภาพภูมิอากาศและด้านดิจิทัล โดยการนำ 4 มิติมาร่วมกัน ได้แก่ สิ่งแวดล้อม ผลิตภาพ ความมั่นคง และความเท่าเทียม

ในแง่ของสิ่งแวดล้อม สหภาพยุโรปต้องการเป็นผู้นำในการเปลี่ยนผ่านไปสู่ nature-friendly และ climate neutral ภายในปี ค.ศ. 2050 ในขณะที่ก็ให้ความสนใจด้วยว่าทุกคนจะได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลง ในครั้งนี้ โดยสหภาพยุโรปแสดงความมุ่งมั่นในการดำเนินการในเรื่อง ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (circular economy) พลังงานหมุนเวียน (renewable energy) อาคารประหยัดพลังงาน (energy-efficient building) และการขนส่งที่ปล่อยมลภาวะต่ำ (low-emission transport) พร้อมทั้งระบุว่าอุตสาหกรรมของสหภาพยุโรปถือเป็นภาคอุตสาหกรรมที่มีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดในโลก จึงมีการเสนอให้ใช้ประโยชน์จากจุดนี้โดยการเสนอผลประโยชน์ส่วนเพิ่ม (additional incentives) แก่นักลงทุนและภาคธุรกิจเพื่อให้ประเทศสมาชิกสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ทางสภาพภูมิอากาศ

ในแง่ของความเท่าเทียม จะให้ความสำคัญเรื่องความเท่าเทียมและผู้คนมาเป็นลำดับแรก โดยเฉพาะกับภูมิภาคเชิงพื้นที่ อุตสาหกรรมและแรงงานซี่งต้องสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างยิ่งใหญ่ โดยจะมุ่งเน้นไปที่การลดช่องว่างการจ้างงานและค่าจ้างของแรงงานผู้หญิง การส่งเสริมนโยบาย work-life balance และการเข้าถึงบริการสุขภาพของเด็กที่มีคุณภาพ

ในแง่ของการบริหารจัดการอย่างยั่งยืน เนื่องจากแต่ละประเทศมีจุดเริ่มต้นและศักยภาพที่ไม่เหมือนกัน ทำให้ต้องมีการประสานงานด้านนโยบายกันอย่างใกล้ชิด โดยคณะกรรมาธิการจะเสริมสร้างความแข็งแกร่งในการวิเคราะห์และติดตามในประเด็นของ SDGs โดยในรายงานของประเทศในปี ค.ศ. 2020 จะเพิ่มบทเกี่ยวกับความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อมเข้าไปด้วย นอกจากนี้ในแต่ละรายงานจะใส่ภาคผนวกของศักยภาพของแต่ละประเทศไว้เช่นกัน ทั้งนี้จะนำตัวชี้วัดดังกล่าวมาจาก EU SDG indicator set ที่แต่ละประเทศมีอยู่แล้ว เช่น Voluntary National Reviews (VNRs)

ในขณะที่ การจะทำให้สหภาพยุโรปเป็นแถวหน้าด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจและผู้นำโลกด้านดิจิทัล จะเน้นย้ำไปที่บทบาทของเทคโนโลยีใหม่และวิธีการอย่างยั่งยืน โดยระบุว่าเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นกุญแจสำคัญของ European Green Deal และการสร้างความแข็งแกร่งกับสกุลเงินยูโรในระดับนานาชาติด้วย

ในส่วนของ Green Deal คณะกรรมาธิการประกาศว่าภายใน 100 วันแรกของปีจะนำเสนอกฎหมายเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศ (European Climate Law) เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนความมุ่งมั่นที่จะทำให้สหภาพยุโรปเป็นทวีปแรกของโลกในการบรรลุ climate-neutral ในขณะที่ยุทธศาสตร์และร่างข้อเสนออื่นๆ เกี่ยวกับ Green Deal นั้น จะเสนอ Sustainable Europe Investment plan ภายในต้นปี ค.ศ. 2020 โดยตั้งกรอบงบประมาณระยะยาวอย่างน้อยร้อยละ 25 จะถูกนำไปสนับสนุนด้านการดำเนินการเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศ พร้อมทั้งยังวางแผนเปิดตัว Climate Pact ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2020 ซึ่งเป็นการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการให้ข้อเสนอแนะและข้อคิดเห็นในการออกแบบการดำเนินการรูปแบบใหม่ๆ 

แหล่งอ้างอิง : http://sdg.iisd.org/news/ec-releases-economic-strategy-for-people-and-planet/

Annual sustainable growth strategy : https://ec.europa.eu/info/sites/info/files/2020-european-semester-annual-sustainable-growth-strategy_en.pdf

EC communication on the green deal : https://ec.europa.eu/info/sites/info/files/european-green-deal-communication_en.pdf

อินโดนีเซียยื่นฟ้อง WTO ต่อการ “เลือกปฏิบัติ” ของสหภาพยุโรปในประเด็นน้ำมันปาล์ม

รัฐบาลอินโดนีเซียได้ยื่นฟ้องต่อองค์การการค้าโลก (WTO) ในกรณีที่สหภาพยุโรปมีแผนที่จะเลิกใช้เชื้อเพลิงชีวภาพจากน้ำมันปาล์ม ซึ่งอินโดนีเซียเป็นผู้ผลิตน้ำมันปาล์มรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยสหภาพยุโรปได้ให้เหตุผลเกี่ยวกับผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการตัดไม้ทำลายป่าเพื่อทำการเพาะปลูกปาล์ม

คณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปได้สรุปเมื่อต้นปีที่ผ่านมาว่าการปลูกปาล์มน้ำมันนำไปสู่การทำลายป่าไม้ที่มากเกินไปและการนำน้ำมันปาล์มไปใช้ในเชื้อเพลิงชีวภาพควรถูกเลิกใช้ภายในปี 2030 จึงเป็นเหตุให้อินโดนีเซียขู่จะฟ้อง WTO ที่สหภาพยุโรปไปออกกฎระเบียบด้านพลังงานหมุนเวียนฉบับแก้ไขปรับปรุง หรือ the revised Renewable Energy Directive (RED II) โดยมองว่ากฎระเบียบนี้เป็นการ “การเลือกปฏิบัติ”

นาย Agus Suparmanto รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าของอินโดนีเซีย ระบุว่า เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2562 อินโดนีเซียได้ส่งคำร้องเพื่อขอให้พิจารณาอย่างเป็นทางการไปยังสหภาพยุโรปเพื่อเป็นขั้นตอนเริ่มต้นของการฟ้องร้อง ซึ่งการตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากการประเมินผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์และการหารือร่วมกับภาคธุรกิจและสมาคมต่างๆที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มแล้ว โดยหวังว่า คดีนี้จะทำให้ EU แก้ไขกฎระเบียบดังกล่าวรวมถึงข้อกำหนดอื่นๆที่เกี่ยวข้องด้วย

นาย Indrasari Wisnu Wardhana อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศของอินโดนีเซีย กล่าวว่านโยบายดังกล่าวของ EU จะทำให้ภาพลักษณ์ของน้ำมันปาล์มเสื่อมเสียไปทั่วโลก ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของอินโดนีเซีย

สำหรับมาเลเซียซึ่งเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันปาล์มรายใหญ่อันดับสองของโลก นาง Teresa Kok สมาชิกรัฐสภาของมาเลเซียซึ่งเป็นผู้กำกับดูแลอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มของประเทศ ระบุกับสำนักข่าวฝรั่งเศส (AFP) ว่าในการเยือน EU ในเดือนมีนาคมนี้ ตนจะหารือกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องก่อนพิจารณาว่าจะสามารถหลีกเลี่ยงการยื่นฟ้อง EU ในประเด็นดังกล่าวได้หรือไม่

น้ำมันปาล์มถือเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญที่สุดของอินโดนีเซีย ควบคู่ไปกับถ่านอัดแท่ง (coal briquettes) อุตสาหกรรมนี้ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของเกาะบอร์เนียวและเกาะสุมาตราอย่างสิ้นเชิงในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา จากสถิติปริมาณการผลิตที่ทะยานขึ้นจาก 157,000 ตันในปี 2507 เป็น 41.5 ล้านตันในปี 2561

การขยายตัวของอุตสาหกรรมนี้ไม่เพียงแต่ก่อให้เกิดการตัดไม้ทำลายป่าในวงกว้างแล้ว (ผืนป่าซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการควบคุมอุณหภูมิของโลก) ยังส่งผลให้สัตว์ป่าบางชนิด เช่น เสือสุมาตรา ช้าง และลิงอุรังอุตัง เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์อีกด้วย นอกจากนี้ อุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มยังมีประเด็นเชื่อมโยงกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน อย่างเช่น การใช้แรงงานเด็ก การเลือกปฏิบัติทางเพศและการแสวงประโยชน์จากแรงงาน รวมทั้งเรื่องการบังคับไล่ที่ประชาชน

ในความเป็นจริงแล้ว น้ำมันปาล์มถูกนำไปใช้ประโยชน์อื่นๆ อีกนอกเหนือจากการนำไปทำเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพ โดยคาดว่าเกือบร้อยละ 50 ของสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะช็อคโกแลตและเครื่องสำอาง มีน้ำมันปาล์มเป็นส่วนประกอบอยู่ด้วย


แหล่งอ้างอิง : https://industryeurope.com/indonesia-files-wto-lawsuit-against-discriminatory-eu/