คลังเก็บหมวดหมู่: Economic

สรุปการเติบโตของผลผลิตอุตสาหกรรมทั่วโลกในไตรมาสที่ 3 ของปี 2563

  • ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2563 เศรษฐกิจส่วนใหญ่มีสัญญาณฟื้นตัว แม้ว่าอนาคตยังไม่ชัดเจน เนื่องจากประเทศกลุ่มเศรษฐกิจอุตสาหกรรมหลายประเทศกำลังเผชิญกับการระบาดของโควิด-19 ระลอกที่สอง ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2563
  • ประเทศกลุ่มเศรษฐกิจอุตสาหกรรมรายงานผลผลิตอุตสาหกรรม (manufacturing production) ลดลงที่ร้อยละ 5.9 ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2563 (ในไตรมาสที่ 2 ลดลงที่ร้อยละ 16.3) โดยเกือบทุกประเทศในกลุ่มนี้มีรูปแบบการเติบโตที่คล้ายคลึงกัน
  • ในขณะที่จีนได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการระบาดในช่วงไตรมาสแรกของปี 2563 แต่ในไตรมาสที่ 3 ผลผลิต (manufacturing output) กลับมาฟื้นตัวได้ โดยเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.2 เมื่อเปรียบเทียบแบบปีกับปีก่อนหน้า สำหรับผลผลิตของประเทศเศรษฐกิจกำลังพัฒนาและเศรษฐกิจอุตสาหกรรมเกิดใหม่ (ไม่รวมจีน) มีผลผลิตลดลงร้อยละ 3.7 ในไตรมาสเดียวกัน
  • หากพิจารณาจากการจัดกลุ่มจากระดับการใช้เทคโนโลยี พบว่า ในไตรมาส 1 ผลผลิต (manufacturing output) ลดลงอย่างน้อยร้อยละ 5 และอย่างน้อยร้อยละ 10 ในไตรมาสที่ 2 แต่สำหรับในไตรมาสที่ 3 อุตสาหกรรมที่มีเทคโนโลยีสูงและกลางถึงสูง ดูเหมือนว่าจะมีการฟื้นตัวได้เร็วกว่า ในขณะที่อุตสาหกรรมที่เหลือยังคงเผชิญกับการลดลงที่มากขึ้น
  • การระบาดของโควิด-19 ทั่วโลกคาดว่าจะส่งผลให้ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (manufacturing production) ในปี 2563 ลดลงอย่างมาก โดยจากการคาดการณ์ของ UNIDO (อัปเดตในเดือนตุลาคม 2563) ระบุว่าในปี 2563 ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกนั้นจะลดลงที่ร้อยละ 8.7 โดยสาเหตุหลักมาจากมาตราการปิดเมืองในระดับประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อทั้งด้านความต้องการซื้อและด้านการผลิตหรือการบริการ
รูปที่ 1 ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2563 เศรษฐกิจตกต่ำอย่างหนัก จากมาตราการปิดเมืองทั่วโลก โดยในไตรมาสที่ 3 ผลผลิต (manufacturing output) ทั่วโลกลดลงที่ร้อยละ 1.1 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า หลังจากในไตรมาส 2 ลดลงอย่างมีนัยสำคัญที่ร้อยละ 11.1
รูปที่ 2: เศรษฐกิจในปีนี้ถือเป็นการตกต่ำมากที่สุดครั้งแรกนับตั้งแต่หลังวิกฤตการเงินในปี 2551/2552 โดยมีการลดลงของผลผลิต 4 ไตรมาสติดต่อกัน แต่ในไตรมาสต่อๆ มามีการรายงานของผลผลิตที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
รูปที่ 3: ในไตรมาสที่ 3 ประเทศกลุ่มเศรษฐกิจอุตสาหกรรมรายงานผลผลิต (manufacturing output) ลดลงร้อยละ 5.9 โดยในไตรมาสก่อนหน้าลดลงที่ร้อยละ 16.3 จากมาตรการปิดเมือง โดยผลผลิตของเอเชียตะวันออก อเมริกาเหนือและยุโรปในไตรมาสที่ 3 ลดลงร้อยละ 5.9 ร้อยละ 6.1 และร้อยละ 5.9 ตามลำดับ
รูปที่ 4: จากข้อมูลที่ไม่ได้รวบรวมของประเทศกลุ่มอุตสาหกรรมยุโรปแสดงแนวโน้มการผลิตที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัดในประเทศยูโรโซนในไตรมาสก่อนหน้า
รูปที่ 5: จากข้อมูลโดยละเอียดของกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมในยุโรปใน ไตรมาสที่ 3 ของปี 2563 บ่งชี้ว่าผลผลิต (manufacturing output) ลดลงอย่างมากในเกือบทุกประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากมาตรการปิดเมือง โดยประเทศที่มีภาคการผลิตขนาดใหญ่ของกลุ่มต่างได้รับผลกระทบอย่างหนัก เช่น อิตาลี สเปน ฝรั่งเศส และเยอรมนี
รูปที่ 6: จากตัวเลขที่ปรับฤดูกาลล่าสุด เศรษฐกิจของจีนได้กลับไปถึงและเกินระดับก่อนวิกฤตแล้วในไตรมาสที่ 3 ของปี 2563 โดยมีผลผลิต (manufacturing output) เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.2 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ผลผลิตของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาและเศรษฐกิจอุตสาหกรรมเกิดใหม่ลดลงร้อยละ 3.7 ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2563 หลังจากในไตรมาสที่ 2 ลดลงกว่าร้อยละ 22.0
รูปที่ 7: ในไตรมาสที่ 3 อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและเทคโนโลยีขั้นกลางถึงสูงมีแนวโน้มจะฟื้นตัวเร็วกว่า โดยมีการเติบโตเล็กน้อยที่ร้อยละ 0.1 ในขณะที่อุตสาหกรรมที่เหลือ ซึ่งคืออุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นกลางและเทคโนโลยีขั้นต่ำยังคงมีการรายงานการลดลงมากยิ่งขึ้นที่ร้อยละ 1.6 และ 3.3 ตามลำดับ
รูปที่ 8: จากวิกฤตโควิด-19 ที่ยังคงต่อเนื่อง ทำให้ภาคการผลิตสินค้าและเวชภัณฑ์ที่จำเป็น อย่างเช่น อาหารหรือผลิตภัณฑ์ยาได้รับผลกระทบน้อยกว่าอุตสาหกรรมอื่น ๆ โดยในไตรมาสที่ 3 ของปี 2563 การผลิตยาพื้นฐานและผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์มีการเติบโตในระดับปานกลางในเกือบทุกกลุ่มประเทศ ในทางกลับกันการผลิตสินค้าทุนและสินค้าคงทน เช่น เครื่องจักรหรือยานยนต์ยังคงลดลงในช่วงวิกฤต เนื่องจากความต้องการซื้อที่ลดลง
รูปที่ 9: การคาดการณ์ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (manufacturing production) ของ UNIDO ระบุว่าในปี 2563 จะลดลงที่ร้อยละ 8.7 โดยมีสาเหตุหลักมาจากมาตรการปิดเมือง สำหรับผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจอุตสาหกรรมในปี 2563 คาดว่าจะลดลงร้อยละ 12.9 ในขณะที่ของจีนคาดการณ์ว่าผลผลิตจะลดลงที่ร้อยละ 1.4 สำหรับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาและเศรษฐกิจอุตสาหกรรมเกิดใหม่ (ไม่รวมจีน) มีแนวโน้มผลผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลงถึงร้อยละ 8.7 สำหรับทั้งปี 2563

แหล่งที่มา : https://www.unido.org/our-focus-cross-cutting-services-industrial-policy-advice-research-and-statistics/industrial-statistics

UNEP และ IRP เรียกร้องให้ระบบการค้าส่งเสริมแนวคิดหมุนเวียน

โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ร่วมกับ International Resource Panel (IRP) ได้เผยแพร่รายงานการอภิปราย หัวข้อ “Sustainable Trade in Resources: Global Material Flows, Circularity and Trade” เพื่อช่วยให้ผู้กำหนดนโยบายเข้าใจถึงความเชื่อมโยงระหว่างการค้าและการบริโภคทรัพยากรได้ดียิ่งขึ้น จากรายงานพบว่าระบบการค้าระหว่างประเทศที่ไม่ได้ตรวจสอบนั้น มีผลเสียหายต่อโลก แต่มาตรการทางการค้าที่เหมาะสมจะสามารถช่วยให้ระบบเศรษฐกิจใช้ทรัพยากรน้อยลง โดยได้อธิบายถึงกระแสการค้าของทรัพยากร รวมไปถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และความสามารถของการค้าที่จะสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่เศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและหมุนเวียนมากขึ้น

Hands on a globe — Image by © Royalty-Free/Corbis

จากสถิติในรายงาน UNEP ได้ชี้ว่า “ในปี 2560 มีความต้องการวัสดุเพื่อการผลิต สูงกว่าถึงสามเท่าของสินค้าที่ผลิตเพื่อการค้า (directly traded goods) ” กล่าวคือ มีการสกัดทรัพยากรทั่วโลกกว่า 35 พันล้านตันเพื่อผลิตสินค้าซื้อขาย เพียง 11 พันล้านตัน และจากสถิติของ IRP ยังแสดงให้เห็นถึงการย้ายภาระทางสิ่งแวดล้อมที่สังเกตได้จากประเทศผู้นำเข้าที่มีรายได้สูงไปสู่ประเทศผู้ส่งออกที่มีรายได้ต่ำ”

นอกจากนี้ยังพบว่าการส่งออกทรัพยากรทั่วโลกต่อประชากรนั้น เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าเมื่อเทียบระหว่างปี 2513 ถึง 2560 และการสกัดทรัพยากรทั่วโลกโดยรวมเพิ่มขึ้นเป็นสามเท่าในช่วงเวลาเดียวกัน โดยจากการติดตามแนวโน้มและความต้องการทรัพยากรของการค้าระหว่างประเทศในช่วงเวลาหนึ่ง ได้อธิบายถึงแหล่งที่มาของการสกัดวัสดุทั่วโลกตามความต้องการขั้นสุดท้ายในประเทศมีการเปลี่ยนแปลง โดยพบว่าความต้องการที่เพิ่มขึ้นนั้นกำลังได้รับตอบสนองจากผู้ส่งออกน้อยลง

จากรายงานสรุปของ UNEP และ IRP ยอมรับว่าการค้าระหว่างประเทศนั้น เร่งให้เกิดการเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมผ่านการส่งเสริมการผลิตและการใช้ทรัพยากร และการเปลี่ยนฐานการผลิตไปยังประเทศที่กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมไม่เข้มงวด รวมถึงการเพิ่มมลพิษที่มาจากการขนส่งอีกด้วย แต่อย่างไรก็ตามการค้าระหว่างประเทศก็สามารถเอื้ออำนวยทำให้สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีสีเขียวได้มากขึ้น และช่วยให้สินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสามารถกระจายได้มากขึ้น

ทั้งนี้ เศรษฐกิจแบบหมุนเวียนนั้น สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึงร้อยละ 90 และสามารถเพิ่มการเติบโตได้ที่ร้อยละ 8 ภายในปี 2603 ดังนั้นจึงเรียกร้องให้องค์การการค้าโลก (WTO) นำประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมเข้าไปพิจารณาในการกำหนดกฎระเบียบด้วย นอกจากนี้ยังแนะว่าการทำข้อตกลงการค้าระดับภูมิภาคถือเป็นอีกหนึ่งวิธีการที่มีศักยภาพในการส่งเสริมการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อม การกำจัดการอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิล และการลดความต้องการวัตถุดิบขั้นปฐมภูมิ ผ่านการปรับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกันซึ่งจะสามารถทำให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนในระดับภูมิภาคได้

  • คำแนะนำเพิ่มเติมสำหรับผู้กำหนดนโยบาย ได้แก่
    • การส่งเสริมความสอดคล้องระหว่างกรอบกฎหมายการค้าระหว่างประเทศและสิ่งแวดล้อม
    • การวางแนวนโยบายภายในประเทศของประเทศกำลังพัฒนาด้วยการทำข้อตกลงทางการค้า
    • การตรวจสอบให้แน่ใจว่าข้อตกลงทางการค้ามุ่งไปสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนของประเทศกำลังพัฒนา
    • การพัฒนามาตรฐานสากลสำหรับเศรษฐกิจหมุนเวียน

ทั้งนี้ รายงานดังกล่าวยังระบุถึงความไม่สอดคล้องกันระหว่างกฎระเบียบทางการค้าที่มีอยู่ในปัจจุบันกับอนุสัญญาบาเซลว่าด้วยการควบคุมการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของของเสียอันตรายและการกำจัดของเสีย ซึ่งถือเป็นการขัดขวางในการเอื้ออำนวยระหว่างการค้าและการหมุนเวียน

ท้ายนี้ ในงานเปิดตัวรายงานดังกล่าว Inger Andersen ผู้อำนวยการบริหาร UNEP ได้เน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ระหว่างการค้า สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ โดยชี้ว่า “ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากโควิด-19 เป็นแค่จุดเริ่มต้นเมื่อเทียบกับสิ่งที่เราจะได้เห็นหากระบบธรรมชาติของโลกพังทลาย” และเสริมอีกว่า “นโยบายการค้าโลก (ต้อง) ปกป้องสิ่งแวดล้อมไม่เพียงแต่เพื่อประโยชน์ต่อโลกของเราเท่านั้น แต่รวมถึงสุขภาพของเศรษฐกิจในระยะยาวด้วย”

รายงานฉบับเต็ม : https://wedocs.unep.org/bitstream/handle/20.500.11822/34344/STR.pdf

UNEP/IRP Fact Sheet : https://wedocs.unep.org/bitstream/handle/20.500.11822/34345/STRFS.pdf


แหล่งที่มา : http://sdg.iisd.org/news/unep-irp-call-on-trade-system-to-enhance-circularity-to-counter-trends-in-global-material-flows

รายงานองค์การการค้าโลก 2563 ว่าด้วยนโยบายเพื่อส่งเสริมนวัตกรรมในยุคดิจิทัล

  • รายงานกล่าวถึงเครื่องมือทางนโยบายใหม่ ๆ ที่ใช้เพื่อสนับสนุนการมุ่งสู่เศรษฐกิจดิจิทัล
  • การระบาดของโควิด-19 ได้เร่งการใช้นวัตกรรมดิจิทัลและอีคอมเมิร์ซ และทำให้ประเทศต่างๆเสริมสร้างนโยบายที่มุ่งส่งเสริมการเติบโตด้วยนวัตกรรมและยกระดับเทคโนโลยี
  • แสดงให้เห็นถึงวิธีการที่องค์การการค้าโลกได้ให้การสนับสนุนนวัตกรรม เช่น การลดภาษีศุลกากรสำหรับโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตและโทรคมนาคม การกระตุ้นอีคอมเมิร์ซ การเปิดเสรีบริการอินเทอร์เน็ตและสร้างกรอบแนวทางการพัฒนามาตรฐานระดับโลก และการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา

รายงานขององค์การการค้าโลก ฉบับปี 2563 ในหัวข้อ “Government Policies to Promotion Innovation in the Digital Age” ได้ทำการวิเคราะห์การใช้นโยบายของรัฐบาลต่างๆ ในการส่งเสริมนวัตกรรมดิจิทัลและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของระบบเศรษฐกิจ รวมถึงบทบาทของ WTO ในบริบทของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

จากรายงาน พบว่า มี 115 ประเทศได้กำหนดนโยบายอุตสาหกรรม และกลยุทธ์การพัฒนาอุตสาหกรรมและดิจิทัลขึ้นใหม่ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ผ่านเครื่องมือนโยบายต่างๆ อย่างเช่น นโยบายการเข้าถึงฐานข้อมูล การสนับสนุนการวิจัยและการพัฒนา โดยผ่านการลดหย่อนภาษีเพื่อเอื้อต่อการสร้างสรรค์นวัตกรรมดิจิทัล การจัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มการกระจายของความรู้ให้มากที่สุด แต่ยังคงใช้ร่วมกับเครื่องมือนโยบายแบบเดิมร่วมด้วย เช่น การจูงใจผ่านภาษีและการลงทุนเพื่อให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีในท้องถิ่น การสนับสนุนต่างๆ เพื่อส่งเสริมการสร้างสิทธิบัตรและทรัพย์สินทางปัญญา การให้สิทธิทางภาษีศุลกากรสำหรับเครื่องจักรและโครงสร้างพื้นฐาน และการปรับกระบวนการจัดซื้อให้มุ่งเน้นนวัตกรรมเพื่อต้องการเปลี่ยนทิศทางของตลาด

นอกจากนี้ได้กล่าวถึงโอกาสของการรวมกันของห่วงโซ่อุปทานด้านการบริการดิจิทัล การลดต้นทุนผ่านการเข้าถึงตลาดต่างประเทศด้วยระบบอินเทอร์เน็ต และการเปลี่ยนภาคการผลิตสู่รูปแบบดิจิทัล รวมถึงความท้าทายในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นเพื่อเอื้อต่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอีกด้วย

สำหรับประเด็นที่เกี่ยวข้องกับโควิด-19 ระบุว่าการระบาดดังกล่าวได้เร่งให้เกิดการใช้นวัตกรรมดิจิทัลและอีคอมเมิร์ซมากขึ้น จากข้อมูลชี้ให้เห็นถึงการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญของแพลตฟอร์มออนไลน์นับตั้งแต่เริ่มมีการแพร่ระบาด เช่น บริษัทเทคโนโลยีอีคอมเมิร์ซชั้นนำของละตินอเมริกาอย่าง MercadoLibre รายงานรายได้สุทธิเพิ่มขึ้นร้อยละ 70.5 เมื่อเทียบปีต่อปีในไตรมาสแรกของปี 2563 และบริษัทอีคอมเมิร์ซของจีน Alibaba ยอดขายเพิ่มขึ้นร้อยละ 22 ในไตรมาสแรกของปี 2563 รวมไปถึงการที่กระทรวงพาณิชย์ของเซเนกัลร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่ออำนวยความสะดวกในการจัดส่งสินค้าและบริการที่จำเป็นผ่านอีคอมเมิร์ซ นอกจากนี้ยังทำให้ประเทศต่างๆ เริ่มหันมาเสริมสร้างนโยบายที่มุ่งการเติบโตด้วยนวัตกรรมและการยกระดับเทคโนโลยี พร้อมทั้งออกมาตรการสนับสนุนในการเสริมสร้างขีดความสามารถ และยกระดับของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT)

บทบาทขององค์การการค้าโลกในการสนับสนุนด้านนวัตกรรม เช่น ผ่านการลดภาษีผลิตภัณฑ์โครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตและโทรคมนาคมผ่านข้อตกลงเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology Agreement,  ITA) รวมทั้งกระตุ้นอีคอมเมิร์ซผ่านการเลื่อนการชำระหนี้ที่เกี่ยวกับกระแสดิจิทัลข้ามพรมแดน (moratorium on duties on cross-border digital flows) การเปิดเสรีบริการอินเทอร์เน็ตผ่านข้อตกลงโทรคมนาคม และการสร้างกรอบการพัฒนามาตรฐานระดับโลก การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และกฎเกณฑ์ที่สำคัญอื่น ๆ บนพื้นฐานของหลักการของการไม่เลือกปฏิบัติ ความโปร่งใสและการประติบัติต่างตอบแทน

ในบทสรุปของรายงาน กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างประเทศมีบทบาทสำคัญในการเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล โดยช่วยลดผลกระทบทางลบที่มาจากนโยบายระดับชาติ เช่น การบิดเบือนทางการค้า การกีดกันการลงทุนและการส่งเสริมการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม

โดยในอนาคต WTO จะยังคงมีบทบาทในการลดความไม่แน่นอนของตลาดสินค้าและบริการดิจิทัล และสมาชิกของ WTO จะต้องพิจารณามาตรการที่จำเป็นเพื่อเอื้อต่อการลงทุนและแนวทางการแบ่งปันผลประโยชน์ผ่านนโยบายนวัตกรรม

รวมทั้งจากความสำคัญของข้อมูลที่เพิ่มขึ้นในฐานะเป็นปัจจัยในการช่วยพิจารณาในการผลิต ส่งผลให้เกิดความต้องการให้มีการสร้างกฎระเบียบสากลเกี่ยวกับการถ่ายโอนข้อมูล (data transfer) การเก็บข้อมูลภายในภูมิภาคหรือในประเทศเดียวกันกับที่ๆ ข้อมูลนั้นเกิดขึ้น (data localization) และการคุ้มครองสิทธิในการความเป็นส่วนตัว (privacy protection)

รายงานสรุปฉบับเต็ม : https://www.wto.org/english/res_e/booksp_e/executive_summary_world_trade_report20_e.pdf


แหล่งที่มา : https://sdg.iisd.org/news/wto-world-trade-report-examines-policies-on-digital-innovation/

Race to Zero ส่งเสริมความเป็นพหุภาคีในการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ

ที่มา : https://www.unwater.org/
  • Race to Zero Dialogues เป็นการหารือมีจุดมุ่งหมายเพื่อสำรวจวิธีการเพื่อใช้ในการขับเคลื่อนและเปลี่ยนแปลงระบบที่จำเป็นต่อการบรรเทาผลกระทบและยืดหยุ่นต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • Race to Zero ต้องการสร้างพิมพ์เขียวการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศในระยะสั้นและระยะยาวของภาคส่วนต่างๆ ทั้งเมือง ภูมิภาค ธุรกิจและนักลงทุนเพื่อจำกัดไม่ให้อุณหภูมิของโลกเพิ่มขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส รวมทั้งเป็นการปูทางไปสู่การประชุมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กลาสโกว์ในเดือนพฤศจิกายน 2564
  • การพัฒนาอย่างรวดเร็วใน 8 ภาคส่วนสำคัญ อย่างพลังงาน อุตสาหกรรม การขนส่ง การตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ พื้นที่ในมหาสมุทรและชายฝั่ง น้ำ การออกแบบวิธีการแก้ปัญหาโดยเข้าใจธรรมชาติและการใช้ประโยชน์ที่ดิน (nature-based solutions and land use) และความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate resilience) ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่จำเป็นในการบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ภายในปี 2593

UNFCCC High-Level Champions for Global Climate Action ร่วมกับ Marrakech Partnership ได้ร่วมกันจัดงาน Race to Zero Dialogues ขึ้นระหว่างวันที่ 9-19 พฤศจิกายน 2563 เป็นการหารือมีจุดมุ่งหมายเพื่อสำรวจวิธีการเพื่อใช้ในการขับเคลื่อนและเปลี่ยนแปลงระบบที่จำเป็นต่อการบรรเทาผลกระทบและยืดหยุ่นต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศผ่านการบรรยายและแบ่งปันของวิทยากรกว่า 300 คนจาก 65 ประเทศด้วยการสะท้อนให้เห็นถึงความคืบหน้าในการบรรเทาผลกระทบและปรับตัวจากสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะทำให้ทราบถึงบทบาทของความร่วมมือพหุภาคี ความร่วมมือต่างๆ และการรวมตัวกันเพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์

โดยการหารือในงาน Race to Zero Dialogues นำประเด็นมาจากรายงาน ‘Climate Action Pathways’ ซึ่งเป็นรายงานนำเสนอแนวทางสำหรับการดำเนินด้านสภาพภูมิอากาศที่จำเป็นใน 8 ภาคส่วนสำคัญ โดยต้องการที่จะสร้างพิมพ์เขียวการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศในระยะสั้นและระยะยาวของภาคส่วนต่างๆ ทั้งเมือง ภูมิภาค ธุรกิจและนักลงทุนเพื่อจำกัดไม่ให้อุณหภูมิของโลกเพิ่มขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับระดับก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรมในทั้ง 8 ภาคส่วน รวมทั้งเป็นการปูทางไปสู่การประชุมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กลาสโกว์ในเดือนพฤศจิกายน 2564

จากรายงานพบว่าการพัฒนาอย่างรวดเร็วในด้านพลังงาน อุตสาหกรรม การขนส่ง การตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ พื้นที่ในมหาสมุทรและชายฝั่ง น้ำ การออกแบบวิธีการแก้ปัญหาโดยเข้าใจธรรมชาติและการใช้ประโยชน์ที่ดิน (nature-based solutions and land use) และความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate resilience) ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่จำเป็นในการบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ภายในปี 2593 รวมทั้งการแสดงถึงภาพรวมของประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากดำเนินงานร่วมกันและการเชื่อมโยงกันของขอบเขตต่างๆ เพื่อทำให้เกิดการดำเนินการอย่างบูรณาการ

ตัวอย่างของผลลัพธ์ที่สำคัญที่ได้จาก Race to Zero Dialogues เช่น

  • สุขภาพ – การเปิดตัว Pathfinder Initiative เป็นการทำแผนเพื่อแสดงให้เห็นว่าการดำเนินนโยบายและเทคโนโลยีที่ออกแบบมาอย่างดีที่สามารถสร้างประโยชน์หลายประการให้กับผู้คนและโลกเพื่อนำไปสู่สังคมที่มีสุขภาพที่ดีและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ และ Health Care Climate Challenge จาก Healthcare Without Harm เข้าร่วม Race to Zero ในฐานะพันธมิตรด้านการดูแลสุขภาพ ทำหน้าที่ระดมโรงพยาบาลและระบบสุขภาพทั่วโลกเข้าร่วม Race to Zero ด้วย
  • อุตสาหกรรม – ในวงการแฟชั่นได้มีการจัดทำแผนการลดคาร์บอนร่วมกัน (shared decarbonization roadmap) และหารือแนวทางที่ทำได้และเป็นธรรมในการลดการปล่อยมลพิษลงร้อยละ 45 ภายในปี 2573 ตาม UNFCCC Fashion Charter และ British Retail Consortium เปิดตัว  Climate Roadmap โดยกำหนดวิสัยทัศน์ว่าภาคการค้าปลีกในสหราชอาณาจักรจะบรรลุการปล่อยมลพิษสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2583 โดยในปัจจุบันมีผู้ลงนามมากกว่า 60 คน
  • การขนส่ง – การแสดงพิมพ์เขียวของโครงการสาธิตขนาดใหญ่ (blueprint for large-scale demonstration projects) เพื่อนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายด้านการขนส่งที่ไม่มีการปล่อยมลพิษภายในปี 2573 และการเปิดตัวแนวร่วม Road Freight Zero เส้นทางสู่การปล่อยมลพิษสุทธิเป็นศูนย์ โดยมุ่งเน้นไปที่การดำเนินการในระยะสั้นที่จำเป็นเพื่อเป็นรากฐานในการต่อยอดสู่เป้าหมายยานพาหนะที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์และโครงสร้างพื้นฐานสำหรับระยะทางไกลภายในปี 2573
  • การตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ – การสร้างความร่วมมือกันระหว่าง C40 Cities Global Covenant of Mayors และ CDP โดยประสานงานกับ Science-Based Target for Cities เพื่อขับเคลื่อนให้เมืองจำนวน 1,000 เมืองเข้าร่วม Race to Zero ที่จะจัดขึ้นในงานประชุม Glasgow Climate Change Conference (COP 26) ในปี 2564
  • พลังงาน – การเปิดตัวโครงการริเริ่ม CA100+ investor initiative เพื่อให้คำปรึกษาเกี่ยวกับกลยุทธ์ในการลดปริมาณคาร์บอนในภาคพลังงาน (โดยสมาชิกของกลุ่มปล่อยก๊าซรวมประมาณ 2 ใน 3 ของทั้งโลก)
  • น้ำ – การให้คำมั่นโดย Water UK และ Aguas Andinas ซึ่งเป็นผู้ให้บริการสาธารณูปโภคด้านน้ำที่ใหญ่ที่สุดของชิลีในการลดการปล่อยก๊าซสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2573
  • มหาสมุทรและพื้นที่ชายฝั่ง – การเปิดตัวรางวัลเพื่อส่งเสริมการค้นหาแนวทางเชิงนวัตกรรมในแก้ปัญหาเรื่องมหาสมุทรและสภาพภูมิอากาศ จัดขึ้นโดย Blue Climate Initiative of the Innovation Challenge
  • การออกแบบวิธีการแก้ปัญหาโดยเข้าใจธรรมชาติและการใช้ประโยชน์ที่ดิน – การเปิดตัว Green Gigaton Challenge ซึ่งเป็นโครงการริเริ่มระดับโลกเพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมของป่าไม้ในการปิดช่องว่างการปล่อยมลพิษ การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ และการฟื้นฟูอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจากโควิด-19
  • การเงิน – การให้คำมั่นจากธนาคาร 38 แห่ง (คิดเป็นมูลค่าทรัพย์สิน 38 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ) ในการดำรงหลักการความรับผิดชอบต่อการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ โดยจะมีการออกเป้าหมายตามสถานการณ์ที่เป็นรูปธรรมภายใน 24 เดือนข้างหน้าเพื่อจัดพอร์ตการลงทุนเพื่อจำกัดภาวะโลกร้อนให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส

โดยในการกล่าวปิดการประชุมเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน นาย Carlos Alvarado Quesada ประธานาธิบดีของคอสตาริกา กล่าวว่า “หากปราศจากการประสานงานและความร่วมมือพหุภาคีแล้วนั้น “พวกเราจะไม่มีทางที่จะจัดการกับเศรษฐกิจใหม่และ … วิกฤตสภาพภูมิอากาศได้เลย”

รายงานฉบับเต็ม :


แหล่งที่มา :

https://unfccc.int/news/un-race-to-zero-dialogues-finale-calls-for-newfound-inclusivity

ธนาคารโลกเผยแพร่รายงานทิศทางเชิงกลยุทธ์สู่การลดคาร์บอน

ธนาคารโลกได้เผยแพร่รายงาน “World Bank Outlook 2050 Strategic Directions Note: Supporting Countries to Meet Long-Term Goals of Decarbonization” ซึ่งเป็นแนวทางการดำเนินการทั้งระบบเศรษฐกิจ (economy-wide actions) เพื่อเอื้อให้เกิดการลดคาร์บอนและการพัฒนาอย่างยั่งยืนในการฟื้นฟูจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั่วโลก โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยให้ประเทศต่างๆ ปรับแนวทางการพัฒนาของตนให้สอดคล้องกับเป้าหมายของข้อตกลงปารีสเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศผ่านยุทธศาสตร์ระยะยาวในการส่งเสริมความยืดหยุ่นของสภาพภูมิอากาศต่อระบบอาหารและน้ำ พลังงาน การขนส่ง และเมือง รวมถึงภาคส่วนอื่น ๆ

ในรายงานได้ตั้งข้อสังเกตว่าเป้าหมายในรอบแรกของ nationally determined contributions (NDCs) จะจำกัดให้โลกอุณหภูมิสูงขึ้นที่ 2.7-3.7 องศาเซลเซียสก่อนระดับยุคก่อนอุตสาหกรรมเท่านั้น ซึ่งได้เตือนว่าการให้ความสำคัญกับเป้าหมายระยะสั้นและระยะกลางเช่นนี้อาจทำให้การลดคาร์บอนทำได้ยากขึ้น รวมทั้งเรียกร้องให้มียุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน “โดยยุทธศาสตร์ต้องกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจและนวัตกรรมใหม่ๆ สามารถสร้างงานแห่งอนาคต ในขณะที่ต้องรักษาสภาพอากาศให้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนยากจนและเปราะบางที่สุด

โดยในรายงาน Outlook 2050 มีจุดมุ่งหมายเพื่อต้องการให้เกิดการปรับด้านการเงินให้สอดคล้องกับเส้นทางไปสู่การปล่อยมลพิษต่ำและการพัฒนาที่มีความยืดหยุ่นต่อสภาพอากาศ โดยเสนอแนวทาง“ เศรษฐกิจโดยรวม” ผ่านทิศทางยุทธศาสตร์ทั้ง 4 ด้าน ได้แก่

  • การให้ความสำคัญของสภาพภูมิอากาศในระยะยาวไว้ในกรอบเศรษฐกิจมหภาคของประเทศ
  • การวางแผนด้านสภาพภูมิอากาศระยะยาวไว้ในงบประมาณและกรอบการใช้จ่ายของประเทศ
  • การระบุวัตถุประสงค์ด้านสภาพภูมิอากาศระยะยาวไว้ในกฎระเบียบและมาตรการจูงใจในภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเงิน
  • การระบุวัตถุประสงค์ด้านสภาพอากาศระยะยาวไว้ในการวางแผนระบบต่างๆ

โดยได้ระบุถึงโอกาสของภาคส่วนที่เกี่ยวเนื่องที่มีความจำเป็นต่อการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) 8 ภาคส่วน ได้แก่ 1) ระบบอาหาร 2) การปกป้องระบบนิเวศบนพื้นดินและอ่างคาร์บอน 3) ระบบพลังงาน 4) ระบบขนส่ง 5) การสร้างเมืองคาร์บอนต่ำและมีความยืดหยุ่นของเขตพื้นที่เมืองมากขึ้น 6) ระบบน้ำ 7) เศรษฐกิจมหาสมุทร (ocean economy) และ 8) การเปลี่ยนแปลงสู่ระบบดิจิทัล โดยในรายงาน Outlook 2050 ระบุว่าการลงทุนภาคส่วนที่เกี่ยวเนื่อง รวมถึงให้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจะทำให้การฟื้นฟูเศรษฐกิจจากโควิด-19 จะเป็นไปอย่างยั่งยืน

โดยจะดำเนินการผ่าน 7 แนวทางในการจัดสรรทรัพยากรและความสามารถในการส่งมอบ ดังนี้ 1. พัฒนาเครื่องมือและแนวทางกรอบดำเนินงานใหม่ 2. การปรับหาแนวทางที่เหมาะในการดำเนินการในระดับภูมิภาคและระดับประเทศ 3. การจัดหาเงินทุนเพื่อสนับสนุนขอบเขตที่ให้ความสำคัญ 4. การปรับวิธีการตอบสนองต่อวิกฤตสำหรับระยะสั้นและระยะกลางให้สอดคล้องกับขอบเขตที่ให้ความสำคัญในระยะยาว 5. การให้ประโยชน์แก่ความพยายามที่สนับสนุนการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศในสาขาที่เกี่ยวเนื่องในระยะยาว 6. สร้างทักษะและขีดความสามารถเพื่อตอบสนองความต้องการของประเทศ . 7. ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระดับโลก

รายงานดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของชุดรายงาน “Kickstarting the Sustainable Recovery” ซึ่งจัดโดย World Bank’s Climate Change Group ร่วมกับ Innovate4Climate ซึ่งเป็นชุดรายงานที่มุ่งเน้นที่บทบาทของการเงินอย่างยั่งยืนในการช่วยในการฟื้นฟูจากโควิด-19 แก่ประเทศต่างๆ “ให้กลับมาดีขึ้นและแข็งแกร่งขึ้น”

รายงานฉบับเต็ม

แหล่งที่มา :

มาตรฐานสำหรับการรายงานการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์กร

https://www.intouchcompany.com/images/csr4.jpg

เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2563 ได้มีการกล่าวคำแถลงเจตจำนงการทำงานร่วมกันของ 5 องค์กรที่เกี่ยวข้องกับมาตรฐานรายงานการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์กร (CDP CDSB GRI IIRC SASB) เพื่อร่วมกันสร้างมาตรฐานรายงานการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์กร โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่เปรียบเทียบกันได้และลดภาระในการรายงานของบริษัท

ความเร่งด่วนของการรายงานให้มีความสอดคล้องกัน เพื่อทำให้เกิดความชัดเจนมากขึ้นระหว่างผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืน ความเสี่ยงทางการเงินและอัตราผลตอบแทน” รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการระบาดทั่วโลก และได้อ้างถึงว่ามีหลายภาคได้ให้การสนับสนุนระบบการรายงานอย่างครอบคลุมดังกล่าวด้วย

การเปิดเผยเกี่ยวกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์กรนั้นจะช่วยให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้าใจถึงผลการดำเนินการของบริษัทที่มีต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม และการส่งผลต่อการเงินขององค์กรและการสร้างมูลค่าเพิ่มในระยะยาวขององค์กรอย่างไร

รัฐบาลต้อง “ส่งเสริมให้บริษัทต่างๆ โดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่และข้ามชาติให้นำไปปฏิบัติและบูรณาการข้อมูลด้านความยั่งยืนเข้ากับการรายงานด้วย” โดยจะมีดัชนีชี้วัดของเป้าหมายนี้ (SDG 12.6.1) คือ “จำนวนบริษัทที่เผยแพร่รายงานความยั่งยืน”

โดยก่อนหน้านี้ UNCTAD ได้เปิดตัวเครื่องมือในปี 2562 เพื่อปรับปรุงให้เกิดความสอดคล้องระหว่างการรายงานทางการเงินและการรายงานด้านความยั่งยืนของภาคเอกชน โดย UNCTAD ได้ตั้งข้อสังเกตว่าหากกรอบการรายงานมีความหลากหลายจะทำให้เกิดความท้าทายต่อหน่วยงานภาครัฐและนักลงทุนที่สนใจในการติดตามการดำเนินการเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระดับประเทศ ซึ่งหากอยู่ในรูปแบบเดียวกันจะสามารถช่วยให้รัฐบาลรวมกับภาคเอกชนร่วมกันในรายงานทบทวนระดับชาติโดยสมัครใจ (Voluntary National Review) ได้ง่ายยิ่งขึ้น

และเมื่อเดือนเมษายน 2563 องค์การแห่งความริเริ่มว่าด้วยการรายงานสากล (GRI) ได้ออกคำแนะนำแก่รัฐบาลในการรวบรวมการดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวกับ SDGs ใน VNR โดยเน้นย้ำว่าการรวบรวมการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อทำความเข้าใจว่าการดำเนินการใดบ้างที่มีความจำเป็นและใครสามารถดำเนินการเพื่อทำให้บรรลุเป้าหมาย SDG ในแต่ละประเทศ

ข้อมูลเพิ่มเติม 5 องค์กร ดังนี้

1. CDP (เดิมชื่อ Carbon Disclosure Project) คือ โครงการเปิดเผยข้อมูลคาร์บอน สนับสนุนในการเปิดเผยผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของบริษัทและผลักดันการเปิดเผยข้อมูลเชิงลึกและการดำเนินการสู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืน

2. Climate Disclosure Standards Board (CDSB) คือ คณะกรรมการมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ กำหนดมาตรฐานเดียวกันเพื่อรายงานต่อสาธารณชนได้ทราบถึงเจตนารมณ์และผลการดำเนินงานของธุรกิจเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

3. Global Reporting Initiative (GRI) คือ องค์การแห่งความริเริ่มว่าด้วยการรายงานสากล สร้างแม่แบบในการจัดทำรายงานการพัฒนาอย่างยั่งยืน

4. International Integrated Reporting Council (IIRC) คือ สภาการจัดทำรายงานเชิงบูรณาการสากล สร้างรูปแบบการรายงานและการคิดวิเคราะห์แบบบูรณาการให้เป็นบรรทัดฐานในภาครัฐและเอกชน

5. Sustainability Accounting Standards Board (SASB) คือ คณะกรรมการมาตรฐานการบัญชีเพื่อความยั่งยืน จัดทำมาตรฐานการบัญชีเพื่อความยั่งยืนในระดับสากล

คำแถลงเจตจำนงการทำงานร่วมกันของ 5 องค์กร : https://29kjwb3armds2g3gi4lq2sx1-wpengine.netdna-ssl.com/wp-content/uploads/Statement-of-Intent-to-Work-Together-Towards-Comprehensive-Corporate-Reporting.pdf

แหล่งที่มา : http://sdg.iisd.org/news/five-organizations-to-create-single-set-of-standards-for-corporate-sustainability/?utm_medium=email&utm_campaign=SDG%20Weekly%20Update%20-%2025%20September%202020&utm_content=SDG%20Weekly%20Update%20-%2025%20September%202020+CID_b6587853c55a96ddefbe51d0c11634a6&utm_source=cm&utm_term=Read

ดัชนีสมรรถนะทางการแข่งขันด้านอุตสาหกรรมประจำปี 2020 (CIP index 2020)

องค์การ UNIDO ได้เผยแพร่ดัชนีสมรรถนะทางการแข่งขันด้านอุตสาหกรรมประจำปี 2020 (Competitive Industrial Performance Index 2020)ซึ่งในรายงานแสดงตัวชี้วัดและลำดับการเป็นผู้นำ  รวมถึงประสิทธิภาพและข้อผิดพลาด ในบริบทของการเปลี่ยนแปลงบทบาทของภาคการผลิต โดยเฉพาะในแง่ของนวัตกรรมและเทคโนโลยีของการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 เพื่อนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนและครอบคลุม การนำเสนอจะอยู่ในรูปแบบของการเปรียบเทียบความสามารถของแต่ละประเทศในการผลิตและส่งออกสินค้า โดยทำการเปรียบเทียบประสิทธิภาพ 2 รูปแบบ คือ เทียบกับปีก่อนหน้า และเทียบกับประเทศต่างๆ ทั่วโลก จำนวน 152 ประเทศ

สำหรับในปี 2020 ประเทศที่มีประสิทธิภาพดีที่สุด จากการเปรียบเทียบดัชนีสมรรถนะทางการแข่งขันด้านอุตสาหกรรม คือ เยอรมนี จีน เกาหลี สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น ตามลำดับ สำหรับไทยอยู่ในลำดับที่ 24 ดังแผนภาพปรากฏ

ลำดับต่อมา คือ ตารางแสดงสมรรถนะในแต่ละหัวข้อย่อยของ CIP ของไทย โดยเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยของโลกและลำดับของปีก่อน รวมถึงแสดงเส้นแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ปี ค.ศ. 1990

และกราฟเปรียบเทียบสมรรถนะทางการแข่งขันด้านอุตสาหกรรมกับทั่วโลก (152 ประเทศ) และกับกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่ไทยอยู่ในกลุ่มเศรษฐกิจนี้

และกราฟการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างการผลิต (สัดส่วนของมูลค่าเพิ่มของการผลิตต่อ GDP เทียบกับสัดส่วนของมูลค่าเพิ่มของเทคโนโลยีขั้นกลางและขั้นสูงต่อมูลค่าเพิ่มของการผลิตทั้งหมด) และโครงสร้างการค้า (สัดส่วนของการผลิตเพื่อส่งออกต่อการส่งออกทั้งหมดเทียบกับสัดส่วนของการส่งออกเทคโนโลยีขั้นกลางและขั้นสูงต่อการส่งออกทั้งหมดของประเทศ โดยเปรียบเทียบระหว่างปี ค.ศ. 2000 2010 และ 2018 

ทั้งนี้ แผนภาพสุดท้ายเป็นการสรุปอันดับสมรรถนะทางการแข่งขันด้านอุตสาหกรรม (Rankings on the competitive industrial performance index)

รายงาน Competitive Industrial Performance Index 2020 (Country Profiles) : https://stat.unido.org/content/publications/competitive-industrial-performance-index-2020%253a-country-profiles?_ga=2.179427748.1675986362.1600678148-1118481936.1554212144

แหล่งที่มา : https://www.unido.org/news/unidos-competitive-industrial-performance-index-2020-country-profiles-published

วิกฤตโควิด-19 จะผ่านไปได้ด้วยความร่วมมือที่มีประสิทธิภาพ

Pacific Economic Cooperation Council (PECC) ได้ตีพิมพ์รายงาน “State of the Region: Special report on COVID-19” เกี่ยวกับผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดจากวิกฤตโควิด-19 ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและประเด็นความร่วมมือต่างๆ รายงานมุ่งเน้นไปที่ความร่วมมือในระดับภูมิภาคที่จะสามารถช่วยให้รัฐบาลประเทศต่างๆ มีแนวทางเพื่อใช้สำหรับการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมจากสถานการณ์โควิด-19

ในรายงานเผยข้อมูลการเติบโตของเอเชียแปซิฟิกในปีนี้จะลดลงร้อยละ 4.7 ในขณะที่การว่างงานจะเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 3.9 ไปเป็น 5.5 และจากการสำรวจความคิดเห็นผู้เชี่ยวชาญ 710 คนในภาคธุรกิจ สถาบันการศึกษา รัฐบาล และภาคประชาสังคมพบว่าได้คาดการณ์สถานการณ์ไว้ในระดับเลวร้ายกว่าที่ทางการระบุไว้ และไม่คิดว่าจะสามารถฟื้นตัวสู่ระดับก่อนวิกฤตได้ภายใน 5 ปี

ในปัจจุบันมีการกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคไปแล้วราว 5.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ แต่รายงานมีข้อสังเกตว่านักกำหนดนโยบายยังมีข้อจำกัดบางอย่าง อันเนื่องมาจากประสบการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในช่วงวิกฤตการเงินเมื่อไม่นานมานี้ และเผยว่า “เศรษฐกิจในภูมิภาคยังมีช่องว่างในการกระตุ้นอีก”

กลไกในระดับภูมิภาคถือเป็นส่วนสำคัญในการเอื้อต่อการออกแบบ การประสานงานและความร่วมมือ รวมถึงกำหนดทิศทางในการสนับสนุนการเติบโตในอนาคตได้ด้วย โดยลำดับความสำคัญของการร่วมมือในภูมิภาค เป็นดังนี้ 1) การแบ่งปันแนวปฏิบัติในการเตรียมรับมือการแพร่ระบาด 2) การพัฒนาวัคซีน 3) การอำนวยความสะดวกสำหรับสินค้าที่จำเป็น 4) การยกเลิกข้อจำกัดด้านการส่งออกสำหรับสินค้าที่จำเป็น และ 5) การยกเลิกภาษีสำหรับสินค้าที่จำเป็น

สำหรับประเด็นการปลดล็อคดาวน์ ได้ชี้ว่าสิ่งสำคัญที่ควรคำนึง คือ เมื่อไรและอย่างไร โดยเงื่อนไขเบื้องต้นที่สำคัญในการปลดล็อคดาวน์ที่มาจากผู้เชี่ยวชาญล้วนเกี่ยวข้องกับสุขภาพของประชาชน ได้แก่ ความสามารถทางการแพทย์ที่เพียงพอในการรับมือกับจำนวนผู้ป่วยที่จะเพิ่มขึ้นหลังปลดล็อค (รวมถึงเตียงในโรงพยาบาล แพทย์และพยาบาล อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล และเวชภัณฑ์) หลักฐานแสดงถึงจำนวนผู้ติดเชื้อกำลังที่ลดลง การพัฒนาวัคซีน ความพร้อมของการรักษาสำหรับผู้ที่พบว่ามีผลบวกจากโควิด-19 ความสามารถในการกักกันและช่วยเหลือผู้ที่ทดสอบแล้วผลเป็นบวก

นอกจากนี้ในรายงานได้แสดงถึงประเด็นพหุภาคีเพื่อเอื้อต่อความก้าวหน้าในระดับภูมิภาคมีด้วยกัน 8 ประเด็น ดังนี้ 1. แนวปฏิบัติในการเตรียมพร้อมรับมือกับโรคระบาด 2) การพัฒนาวัคซีน 3) นโยบายการค้า 4) การแบ่งปันข้อมูล 5) ระเบียบสำหรับการเคลื่อนย้ายแรงงานที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทาน 6) การติดตามสถานการณ์และการดำเนินการ 7) ศักยภาพในการฟื้นฟู 8) การปฏิรูปโครงสร้าง

ท้ายนี้ Don Campbell และ Su Ge ซึ่งเป็นประธานร่วมของ PECC ได้กล่าวว่าปี 2020 เป็นปีที่ครบรอบ 40 ปีของ PECC และเราก็สามารถดำเนินการตามวัตถุประสงค์เรื่อยมา และสำหรับวิกฤตโควิด-19 และวิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้ เราจะผ่านไปได้ด้วยความร่วมมือที่มีประสิทธิภาพ

แหล่งที่มา : http://sdg.iisd.org/news/state-of-asia-pacific-economy-reviewed-amidst-covid-19/

WEF เผยแพร่สมุดปกขาวว่าด้วยนโยบายเพื่อส่งเสริมพลาสติกสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน

http://www3.weforum.org/docs/WEF_Plastics_the_Circular_Economy_and_Global_Trade_2020.pdf

World Economic Forum (WEF) ได้เผยแพร่สมุดปกขาว (White paper) ว่าด้วยการวิเคราะห์โอกาสเพื่อส่งเสริมให้พลาสติกมุ่งสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนมากขึ้น โดยได้นำผู้เชี่ยวชาญทั้งในด้านสิ่งแวดล้อมและการค้ามาร่วมวิเคราะห์และชี้แนวทางสำหรับการค้าและการลงทุนเพื่อจัดการกับความท้าทายของปัญหาขยะพลาสติกข้ามพรมแดนและการมุ่งสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างยั่งยืน

ในปัจจุบันโลกผลิตพลาสติกมากกว่า 400 ล้านตันต่อปี โดยมีเพียงร้อยละ 14 – 18 เท่านั้นของขยะพลาสติกที่ถูกนำไปรีไซเคิลอย่างถูกต้อง และส่วนมากมักจะส่งออกไปต่างประเทศเพื่อไปรีไซเคิล จากบริบทนี้ทำให้ต้องมีการหาแนวทางระเบียบข้อบังคับเพื่อทำให้การค้าขายเป็นไปอย่างถูกต้องและอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างการประหยัดต่อขนาดสำหรับการรีไซเคิล

โดยในปัจจุบันความท้าทายเพื่อขยายระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนของพลาสติกมี 4 ความท้าทายหลัก ดังนี้ 1) กฎระเบียบ เช่น การห้ามหรือข้อกำหนดเกี่ยวกับการนำเข้าขยะพลาสติก 2) มาตรฐานและข้อมูล เช่น มาตรฐานด้านฉลาก หรือ ภาครัฐต้องการให้ผู้รีไซเคิลผลิตพลาสติกรีไซเคิลในหลายเกรด ซึ่งทำให้ต้นทุนโดยรวมเพิ่มขึ้น 3) การลงทุน คือ การส่งเสริมภาพรวมตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำเพื่อทำให้เกิดการคุ้มค่าในการลงทุน 4) กระบวนการ เช่น ตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นไปในอนุสัญญาบาเซลจะควบคุมการค้าขยะพลาสติกข้ามพรมแดนผ่านขั้นตอนการขอความยินยอมล่วงหน้า (PIC)

นอกจากนี้มีการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวเนื่องกับการระบาดของโควิด-19 ด้วยว่าทำให้มีความต้องการพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งเพิ่มขึ้นทั้งอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) บรรจุภัณฑ์จากการสั่งออนไลน์ บรรจุภัณฑ์จากบริการส่งอาหาร แต่ในขณะเดียวกันโควิด-19 ได้ทำให้ความสามารถในการรีไซเคิลลดลงจากการล็อคดาวน์  รวมทั้งรัฐบาลในบางประเทศได้มีการ “ยกเลิกการห้ามใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง” เพื่อรักษาอัตราการติดเชื้อให้อยู่ในระดับต่ำ ในขณะที่รัฐบาลอื่นก็ได้ระงับหรือชะลอการห้ามใช้ถุงพลาสติก โดยสุดท้ายได้มีการเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการวางแผนและดำเนินการในระยะยาวเพื่อแก้ไขปัญหาจากพลาสติกด้วย

ในบทสรุปมีการนำเสนอนโยบายการค้าเพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงเพื่อมุ่งไปสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนที่มากขึ้นของทั่วโลกแบ่งออกเป็น 3 นโยบาย ได้แก่ 1) มาตรการระหว่างพรมแดน (border measures) เช่น อนุสัญญาบาเซล การสร้างระบบการจำแนกขยะพลาสติกที่สอดคล้องกัน การลดภาษี การห้ามส่งออก การเอื้ออำนวยด้านการค้า และการจัดการกับการค้าที่ผิดกฎหมาย 2) กลไกภายใน เช่น การบริการด้านรีไซเคิล การเอื้ออำนวยต่อการลงทุน การสนับสนุนด้านเทคนิคเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล และ 3) การเพิ่มความโปร่งใส เช่น กฎระเบียบภายในประเทศ การแบ่งปันแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด และระบบการตรวจสอบข้อมูล

ทั้งนี้ได้มีการแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการปรับปรุงระบบการจำแนกระหว่างประเทศว่าด้วยการจำแนกความแตกต่างของพลาสติกประเภทต่างๆ เพื่อทำให้ประเทศต่างๆ นำไปกำหนดมาตรการสร้างแรงจูงใจทางการค้าได้อย่างถูกต้องและเอื้อต่อการรวบรวมข้อมูลได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้นด้วย โดยสรุปแก่นหลัก คือ หากต้องการทำให้พลาสติกเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนมากขึ้น “ต้องการการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบในด้านการจัดการขยะและการรีไซเคิลนั่นเอง” รวมทั้งการใช้แนวทางองค์รวมในการจัดการพลาสติกผ่านการลด การนำกลับมาใช้ใหม่ และการรีไซเคิลพลาสติก

แหล่งที่มา : http://sdg.iisd.org/news/wef-brief-explores-opportunities-for-circular-plastics-economy/?utm_medium=email&utm_campaign=SDG%20Weekly%20Update%20-%2021%20August%202020&utm_content=SDG%20Weekly%20Update%20-%2021%20August%202020+CID_4b870ed91d3c944e011010411a429385&utm_source=cm&utm_term=Read

PLATFORM for REDESIGN 2020 เพื่อการฟื้นฟูอย่างยั่งยืนและสร้างความยืดหยุ่นจากวิกฤตโควิด-19

https://platform2020redesign.org/

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา รัฐบาลญี่ปุ่นร่วมกับ UNFCCC และ Institute for Global Environmental Strategies (IGES) ได้เปิดตัว “PLATFORM for REDESIGN 2020” แพลตฟอร์มออนไลน์ว่าด้วยการฟื้นฟูอย่างยั่งยืนและสร้างความยืดหยุ่นจากวิกฤตโควิด-19 ซึ่งปัจจุบันโลกเผชิญกับ 2 ความท้าทายหลัก จากทั้งโควิด-19 ที่หยุกชะงักกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงจากปัญหาโลกร้อน ซึ่งหลายประเทศได้ใช้วิกฤตนี้เป็นโอกาสครั้งสำคัญในการวางยุทธศาสตร์เศรษฐกิจใหม่บนแนวคิด “ฟื้นฟูใหม่ให้ดีขึ้น build back better” เพื่อตอบโจทย์ทั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจและการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ยืดหยุ่นและครอบคลุม

แพลตฟอร์มนี้จะเป็นศูนย์กลางในการนำเสนอและแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับนโยบายและการดำเนินการสำหรับรัฐบาลและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ไม่ใช่รัฐที่มีส่วนสำคัญในการผลักดันการเปลี่ยนแปลงนี้ สำหรับรัฐบาลสามารถใช้แพลตฟอร์มนี้เพื่อเป็นส่วนสนับสนุนในการเตรียมแผนปฏิบัติการด้านสภาพภูมิอากาศ (Nationally Determined Contributions (NDCs) เพื่อนำไปสู่การฟื้นฟูอย่างยั่งยืนและยืดหยุ่นที่ต้องส่งภายในสิ้นปีนี้ได้

นอกจากนี้แพลตฟอร์มนี้จะเป็นส่วนหนึ่งในการประชุมระดับรัฐมนตรีที่จะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อมูลเกี่ยวกับมาตรการด้านสภาพภูมิอากาศและด้านสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับโควิด-19 ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 3 กันยายน 2563 รูปแบบออนไลน์อีกด้วย ทั้งนี้จุดประสงค์ของทั้งแพลตฟอร์มและการประชุมที่จะจัดขึ้นเพื่อสร้างแรงผลักดันในระดับโลกเพื่อรักษาความมุ่งมั่นเพื่อมุ่งสู่การสร้างความสำเร็จในการประชุม ​​COP26 ในปี 2564

แหล่งที่มา : https://unfccc.int/news/new-online-knowledge-sharing-platform-to-bolster-climate-action

“หลักการในการฟื้นฟูสำหรับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานให้ยั่งยืนและมีความยืดหยุ่น”

https://www.pharmaceutical-technology.com

UN Environment Programme (UNEP) ร่วมกับพันธมิตรในกลุ่มว่าด้วยโครงสร้างพื้นฐานอย่างยั่งยืน (Sustainable Infrastructure Partnership, SIP) พัฒนาหลักการ 10 ข้อสำหรับการฟื้นฟูหลังโควิด-19  ว่าด้วยการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานยั่งยืนและมีความยืดหยุ่น โดยจะเป็นกรอบเพื่อช่วยในการตัดสินใจในการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการฟื้นฟูและการกระตุ้นเศรษฐกิจหลังโควิด-19

1. เริ่มต้นด้วยการวางแผนยุทธศาสตร์ให้สอดคล้องกับวาระการพัฒนาอย่างยั่งยืนปี 2030 และข้อตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

2. เพื่อการหลีกเลี่ยงวิกฤตในอนาคตต้องมั่นใจว่าโครงสร้างพื้นฐานต้องมีความยืดหยุ่นผ่านการวางแผนระบบอย่างบูรณาการและมีความยืดหยุ่น

3. สำหรับการฟื้นฟูการจ้างงานต้องให้การช่วยเหลือในบริษัทในทุกระดับ รวมถึงภาคส่วนต่างๆ ที่อยู่นอกระบบด้วยผ่านความร่วมมือกับสถาบันต่างๆ ในประเทศ

4. พิจารณาความสมดุลทางเศรษฐกิจด้วยการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมเพื่อส่งเสริมด้านสุขภาพ ความเป็นอยู่ที่ดี และความเท่าเทียมทางเพศ ซึ่งควรก่อให้เกิดประโยชน์ในวงกว้างต่อชุมชน

5. ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมในการช่วยลดการปล่อยมลพิษ การส่งมอบบริการที่มีความจำเป็นเช่นน้ำและสุขาภิบาล การปกป้องผู้คนและทรัพย์สินจากสารอันตราย และการสนับสนุนการนำกลับมาใช้ใหม่ในกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้เพิ่มขึ้น

6. ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงด้านดิจิทัลด้วยเพื่อเอื้ออำนวยต่อรูปแบบการดำเนินชีวิตอย่างยั่งยืนทั้งในเขตเมืองและชนบท

7. ไม่จำเป็นต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่ หากมีโครงสร้างพื้นฐานอยู่แล้วซึ่งสามารถฟื้นฟูและดัดแปลงเพื่อเติมเต็มความต้องการได้

8. โครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพต้องมีความสอดคล้องกับระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ ไม่ทำลายสิทธิมนุษยชนหรือทำให้บริบททางการเมืองมีความไม่มั่นคงและเปราะบาง

9. สำหรับการลดความเสี่ยงด้านการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานในอนาคตควรปรับระบบโครงสร้างพื้นฐานให้ไปใช้เทคโนโลยีที่ยั่งยืนและวัตถุดิบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและมาจากท้องถิ่นเพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของทรัพยากร การสร้างงานในท้องถิ่นและแก้ปัญหาที่เหมาะสมทางวัฒนธรรม (culturally appropriate solutions)

10. สุดท้ายนี้ในการฟื้นเศรษฐกิจให้เป็นไปอย่างรวดเร็วต้องคำนึงถึงกระบวนในการพิจารณาไม่ควรทำอย่างรวบรัดและต้องโปร่งใส ต้องไม่ทำลายการปกป้องสิ่งแวดล้อมหรือป้องกันการก่อหนี้ที่ไม่ยั่งยืน

แหล่งที่มา : https://www.greengrowthknowledge.org/sites/default/files/downloads/resource/SustainableInfrastructure-PrinciplesforRecovery.pdf

โควิด-19 สัญญาณปลุกการวิจัยและการพัฒนาศักยภาพของอุตสาหกรรม

โควิด-19 ที่ทำให้หลายประเทศตกอยู่ในความท้าทายด้านสังคมและเศรษฐกิจนั้น ได้นำมาซึ่งสัญญาณสร้างความตระหนักให้กับหลายประเทศในการทบทวนแนวทางและกำหนดแนวทางใหม่สำหรับนโยบายด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (STI) ของทั้งในประเทศตนเองและการประสานงานในระหว่างประเทศ

การพัฒนาอย่างครอบคลุมและยั่งยืนเป็นประเด็นหลักที่โลกให้ความสนใจ แต่เป็นแนวคิดเชิงนามธรรมที่ยากต่อการนำไปดำเนินการโดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา แต่ในช่วงโควิด-19 ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าแนวทางดังกล่าวนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ทำให้หลายบริษัทสามารถลดผลกระทบและมีผลประกอบการที่สวนกับตลาดส่วนใหญ่ได้ และยังช่วยทั้งประชาคมทั้งภายในประเทศและทั่วโลกอีกด้วย รวมทั้งสามารถปรับเปลี่ยนไปผลิตสินค้าที่จำเป็นเพื่อรับมือกับโควิด-19 ได้อีกด้วย อย่างบริษัท Tesla และ LVMH ที่ปกติจะผลิตเฉพาะสินค้าที่มีความเฉพาะตัวสูงก็ได้ปรับการผลิตและแสดงถึงการส่งเสริมพันธกิจคลอบคลุมและยั่งยืน ทำให้เห็นได้ว่าการกำหนดนโยบายทำให้สามารถใช้ประโยชน์จากความยืดหยุ่นของบริษัทที่มีทรัพยากรจำนวนมากได้เพื่อก้าวผ่านพ้นจากวิกฤตได้ ทั้งนี้การกระจายการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพผ่าน STI ควรมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มความยืดหยุ่นและลดผลกระทบที่มาจากปัจจัยภายนอก

ในขณะที่ประเทศต่างๆเริ่มปรับแนวนโยบาย STI ให้สามารถตอบสนองต่อการจัดการด้านสุขภาพและการพัฒนาอุตสาหกรรมในโลกหลังโควิด-19 เรายังคงต้องส่งเสริมการอภิปรายเกี่ยวกับการทบทวนแผนพัฒนาศักยภาพที่มีอยู่ด้วยของแต่ละประเทศกำลังพัฒนาและใส่ใจถึงความต้องการและความท้าทายที่แตกต่างของในแต่ละประเทศ

การระบาดของโควิด-19 ในปัจจุบันเป็นเครื่องเตือนใจถึงความจำเป็นของการเตรียมความพร้อมไว้เสมอเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่ซับซ้อนและฉุกเฉิน ซึ่งจะเห็นว่าความสามารถในการตอบสนองหรือรับมือได้อย่างทันถ่วงทีนั้นขึ้นอยู่กับขีดความสามารถด้าน STI ของประเทศซึ่งประเทศต้องพัฒนาจากภายใน รัฐบาลต้องส่งเสริมการลงทุนพัฒนาทักษะให้แก่ประชากรวัยหนุ่มสาวเพื่อให้พวกเขามีความสามารถในการประยุกต์ใช้ความรู้ ซึ่งสิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ต้องมีการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัยให้แข็งแกร่ง การสนับสนุนเงินทุนและการสร้างแรงจูงใจที่เพียงพอ รวมถึงการกำหนดกรอบให้ชัดเจนที่จะนำ STI เข้าไปประยุกต์ในการดำเนินการ

ในขณะที่การลงทุนเชิงรุกและเชิงกลยุทธ์ในด้านศักยภาพของ STI ควรต้องเชื่อมโยงกับกลยุทธ์การพัฒนาอุตสาหกรรมที่สอดคล้องกับความท้าทายของการพัฒนาที่ต้องการความเร่งด่วน

ทั้งนี้นโยบายในการส่งเสริมความร่วมมือและการสร้างพันธมิตรระหว่างภาคส่วนต่างๆ ในโลกหลังโควิด-19 ควรเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์หลักของประเทศเพื่อสามารถนำความรู้ที่มีอยู่มาประยุกต์ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แหล่งที่มา : https://iap.unido.org/articles/covid-19-and-global-contraction-fdi

บทบาทของห่วงโซ่อุปทานโลกจะเปลี่ยนไปหรือไม่ ในโลกหลังโควิด-19

หลายประเทศกำลังเผชิญกับการล็อกดาวน์จากมาตราการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งทำให้ธุรกิจที่มีการเชื่อมโยงกับนอกประเทศนั้นเริ่มเกิดปัญหา และเริ่มมีการตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับบทบาทของห่วงโซ่อุปทานโลกทั้งในปัจจุบันและอนาคต

จากการระบาดของโควิด-19 มีการคาดเดาว่าบริษัทต่างๆ อาจพยายามลดความเสี่ยง โดยการปรับการดำเนินงานทั้งหมดหรือบางส่วนกลับสู่ประเทศตนเอง และหากประเทศต่างๆ หันเข้าสู่นโยบายการป้องกันมากขึ้นอันเนื่องมาจากการระบาดใหญ่ แนวโน้มการนำการผลิตเข้ามาใกล้บ้านมากขึ้นอาจจะได้รับการมุ่งเน้น

ดังนั้นจึงมีการสร้างแบบจำลองเชิงปริมาณเพื่อตอบข้อสงสัยดังกล่าว เป็นข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าขั้นกลางที่มาจากทั้งในประเทศและระหว่างประเทศและการค้าสินค้าขั้นสุดท้าย โดยครอบคลุม 64 ประเทศใน 6 ทวีป และ 33 ภาคส่วน (ซึ่งถือว่าครอบคลุมกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งหมด) โดยใช้ฐานข้อมูล OIOD Inter-Country Input-Output (ICIO) ของ OECD เป็นแหล่งข้อมูล

จากรูปภาพแสดงถึงการลดลงของ GDP ของประเทศต่างๆ บนพื้นฐานของการช็อกของอุปทานแรงงาน ซึ่ง GDP เฉลี่ยลดลงในระดับสูงที่ร้อยละ 31.5 ตั้งแต่ไต้หวันและสวีเดนที่ร้อยละ 21 ไปจนถึงเวียดนามที่มากสุดอยู่ที่ร้อยละ 40   

โดยหากพิจารณาเฉพาะห่วงโซ่อุปทานโลกที่ส่งผลต่อการหดตัวของ GDP จะพบว่าโดยเฉลี่ยจะส่งผลราว 1 ใน 3 ของการลดลงของ GDP โดยรวม นั่นหมายถึงประเทศส่วนใหญ่โดยเฉลี่ย GDP จะลดลงร้อยละ 11 อันเป็นผลมาจากการล็อกดาวน์ของประเทศอื่นๆ แม้ว่าประเทศตนจะไม่ได้มีการปิดกั้นก็ตาม

นอกจากนี้ในแบบจำลองยังแสดงอีกว่ายิ่งประเทศมีการเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานโลกมากเท่าไร (เช่น บรูไนดารุสซาลามและคาซัคสถาน) ยิ่งทำให้สัดส่วนที่ส่งผลต่อการลดลง GDP ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น

ทำให้หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่าสรุปแล้วการมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานโลกนั้นมีส่วนช่วยบรรเทาหรือทำให้รุนแรงมากขึ้นในแง่ของการหดตัวของอุปทานแรงงาน (labour supply shocks) แต่ก็ยังสามารถหาคำตอบได้ชัดว่าการปรับเปลี่ยนระบบห่วงโซ่อุปทานให้กลับไปอยู่ในประเทศ (supply chain renationalization) จะทำให้ GDP มีความยืดหยุ่นมากขึ้นต่อการช็อกในรูปแบบการระบาดในอนาคตหรือไม่
โดยคำตอบจากแบบจำลองนี้ได้แสดงออกมาว่าการออกจากการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานโลกไม่ได้ทำให้ประเทศมีความยืดหยุ่นมากขึ้นต่ออุปทานแรงงานจากการระบาดใหญ่อย่างมีนัยสำคัญแต่อย่างใด ดังปรากฏในแท่งสีน้ำเงินอ่อนในแผนภูมิด้านล่างซึ่งไม่ได้แตกต่างกับแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน (น้ำเงินเข้ม)

โดยสรุปจากผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าห่วงโซ่อุปทานโลกส่งผลกระทบอย่างชัดเจนต่อเศรษฐกิจจากผลของการปิดพรมแดน แต่อย่างไรก็ตามไม่ได้หมายความว่าห่วงโซ่อุปทานโลกในปัจจุบันจะทำให้ยิ่งแย่ลง หรือแม้แต่การปรับห่วงโซ่อุปทานเพื่อเป็นฉนวนป้องกันประเทศจากการระบาดใหญ่แต่มันขึ้นอยู่กับแผนการล็อกดาวน์นั้นรุนแรงมากหรือน้อยกว่าประเทศอื่น


แหล่งที่มา : https://iap.unido.org/articles/role-global-supply-chains-covid-19-pandemic-and-beyond

แผนฟื้นฟูอุตสาหกรรมในช่วงวิกฤตโควิด-19 (COVID-19 Industrial Recovery Plan)

องค์การ UNIDO ได้พัฒนาแผนฟื้นฟูอุตสาหกรรมในช่วงวิกฤตโควิด-19 หรือเรียกว่า “CIRP (COVID-19 Industrial Recovery Plan)” เพื่อสนับสนุนภาครัฐในการปรับโครงสร้างภาคอุตสาหกรรมเพื่อให้สอดคล้องกับบริบทจริงที่เปลี่ยนแปลงไป โดยจะเป็นเครื่องมือเพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูอุตสาหกรรมให้อยู่บนพื้นฐานของการพัฒนาอย่างยั่งยืนและครอบคลุม และลดผลกระทบที่เกิดจากการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ผ่านการเพิ่มนวัตกรรม โดยมุ่งเน้นการสนับสนุนไปที่ประเทศที่มีการพัฒนาน้อยที่สุด รายได้ต่ำและประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับต่ำ

เนื่องจากแผนพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งชาติที่มีอยู่นั้น อาจไม่สามารถตอบสนองต่อความท้าทายใหม่ที่เกิดขึ้น ดังนั้นจึงมีความสำคัญในการสร้างแผน CIRP (COVID-19 Industrial Recovery Plan) เพื่อเข้ามาเป็นส่วนช่วย ซึ่งแผนดังกล่าวแบ่งเป็นขั้นตอน ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ดังนี้

1) การประเมินและการวิเคราะห์ผลกระทบของโควิด–19 ต่อภาคอุตสาหกรรม = การทำรายงานการประเมินอย่างละเอียดเกี่ยวกับภาคอุตสาหกรรมของประเทศในแต่ะละระดับเพื่อให้นำไปใช้สำหรับการระดมความคิดเห็นเพิ่มเติมในขั้นตอนถัดไป

2) การระดมความคิดและสร้างฉันทามติในภาคส่วนหลักที่มีส่วนเกี่ยวข้อง = การจัดอภิปรายระดับชาติในวงกว้างเพื่อทำความเข้าใจกับบริบทที่เปลี่ยนไปหลังการระบาดใหญ่เพื่อให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเห็นพ้องกันเป็นฉันทามติในการกำหนดอนาคตของภาคอุตสาหกรรม

3) การพัฒนาแผนฟื้นฟูอุตสาหกรรมแห่งชาติ = การระบุถึงสิ่งที่ต้องพิจารณาในแผนพัฒนาฟื้นฟู ดังนี้ ระบุถึงห่วงโซ่คุณค่าที่สำคัญที่ต้องพัฒนา การทบทวนระเบียบข้อบังคับต่างๆ เพื่อสนับสนุนการเติบโตของห่วงโซ่คุณค่าที่สำคัญนั้นๆ พร้อมทั้งแหล่งเงินทุนสำหรับแผนฟื้นฟู และการพัฒนาโปรแกรมเพื่อนำไปปรับใช้ในระดับบริษัทโดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้าไปมีส่วนร่วม

4) การดำเนินการนำร่องในภาคอุตสาหกรรม ตามขั้นตอนดังปรากฏในภาพ

5) การเลียนแบบความสำเร็จที่เกิดขึ้นเพื่อฟื้นฟูภาคอุตสาหกรรมของประเทศ = การเผยแพร่ถึงวิธีการที่องค์กรที่ประสบความสำเร็จใช้ในการปรับตัว (เช่น องค์ประกอบที่สำคัญ โครงสร้าง กระบวนการ ผลลัพธ์และต้นทุน)

ยิ่งไปกว่านั้นเนื่องจากทุกประเทศไม่สามารถผลิตสินค้าหรือบริการทุกอย่างที่มีความจำเป็นสำหรับช่วงฟื้นฟูหลังโควิด – 19 ได้ ดังนั้นการสร้างความแข็งแกร่งและสอดคล้องในภูมิภาคก็มีความสำคัญเช่นกัน เพื่อให้มั่นใจว่าการพัฒนาห่วงโซ่คุณค่าภายในภูมิภาคมีความสำคัญเชิงกลยุทธ์

ข้อมูลเพิ่มเติม : COVID-19 Industrial Recovery Programme  

แหล่งที่มา : https://www.unido.org/news/unido-launches-covid-19-industrial-recovery-programme

รายงานการประเมินผลกระทบจากโควิด – 19 ต่อภาคอุตสาหกรรมไทย โดยองค์การ UNIDO

องค์การ UNIDO ส่งมอบรายงานการประเมินผลกระทบจากโควิด – 19 ให้แก่กระทรวงอุตสาหกรรม

รายงานการประเมินผลกระทบจากโควิด – 19 ต่อภาคอุตสาหกรรมไทย จัดทำโดยองค์การ UNIDO ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชุดรายงานการประเมินผลกระทบจากโควิด – 19 ต่อเศรษฐกิจและสังคมในประเทศไทยของทีมงานสหประชาชาติประจำประเทศไทย (UN Thailand)

ประเด็นที่น่าสนใจจากรายงาน กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากวิกฤตโควิด-19 และมาตรการป้องกันการแพร่ระบาด คือ กลุ่มบริษัทขนาดเล็ก (small-size firms) และบริษัทเทคโนโลยีขั้นต่ำ (low-tech firms) นอกจากนี้บริษัทขนาดเล็กยังเป็นกลุ่มที่เข้าถึงการช่วยเหลือจากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐน้อยที่สุดอีกด้วยโดยผลกระทบที่ส่งผลกระทบต่อบริษัทมากที่สุด คือ ปริมาณยอดสั่งซื้อที่ลดลง ทำให้บริษัทส่วนใหญ่ร้อยละ 90 หรือมากกว่านั้นคาดการณ์ว่าจะสูญเสียรายได้เป็นจำนวนมาก โดยประเภทของบริษัทที่คาดการณ์ว่าจะสูญเสียรายได้มากที่สุด คือ บริษัท GVC และบริษัทขนาดเล็ก โดยการลดลงของคำสั่งซื้อนำมาซึ่งการขาดแคลนกระแสเงินสดและยิ่งถ้าหากมาตรการปิดเมืองยังคงขยายเวลาออกไปอีก ร้อยละ 52 ของบริษัทขนาดเล็ก และร้อยละ 44 ของบริษัทปลายน้ำในประเทศ คาดว่าจะต้องปิดตัวลงภายในสามเดือน

มาตรการช่วยเหลือจากรัฐบาลที่บริษัทต้องการมากที่สุด คือ การลดอัตราภาษีหรือการเลื่อนจ่ายภาษี การลดการบริจาคเพื่อสังคมและมาตรการเพื่อช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน อย่างลดค่าเช่าและค่าสาธารณูปโภคและเงื่อนไขเงินกู้ที่ดีขึ้น ตามลำดับ

เป็นที่น่าสนใจที่บริษัทในไทยไม่มองว่าการเลิกจ้างพนักงานเป็นมาตรการรับมือเบื้องต้นและใช้วิธีในการลดต้นทุนการดำเนินงาน การเข้าถึงสินเชื่อ และการใช้เทคโนโลยีเป็นตัวเลือกเพื่อจัดการกับผลกระทบอย่างทันถ่วงทีเพื่อตอบสนองกับการระบาดใหญ่ที่เกิดขึ้น

นอกจากนี้วิกฤตโควิด–19 อาจทำให้เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ 9 การพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างครอบคลุมและยั่งยืน (ISID) โดยเฉพาะเป้าหมายที่ 9.2 9.3 และ 9.4 นั้นยิ่งห่างไปจากเป้าหมายในปี 2030 (พ.ศ. 2573) ในขณะที่เป้าหมาย 9.b จะยังคงหยุดนิ่งต่อเนื่องจากวิกฤต

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย คือ มาตรการการรักษาการจ้างงาน การขยายระยะเวลาของการยกเว้นภาษีและการเลื่อนเวลาการจ่ายสินเชื่อ และโปรแกรมการช่วยเหลือที่ปรับให้เหมาะสมสำหรับบริษัทไมโครและบริษัทขนาดเล็ก รวมถึงข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่เกี่ยวข้องกับความเชี่ยวชาญของ UNIDO ในด้าน โครงสร้างการพัฒนาอุตสาหกรรม (industrial development facility) การปรับเปลี่ยนการผลิต (manufacturing re-purposing) และการมุ่งสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4.0 (industrial revolution 4.0 (4IR) adoption)

การสำรวจดังกล่าวเป็นการทำแบบสอบถามผ่านระบบออนไลน์รวบรวมข้อมูลระหว่างวันที่ 15 เมษายน – 15 พฤษภาคม 2563 โดยร่วมมือกับกระทรวงอุตสาหกรรม การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและสถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมภายใต้สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและเครือข่ายขององค์การ UNIDO ในประเทศไทย  

รายงานฉบับเต็ม (ภาษาอังกฤษ) : https://www.unido.org/sites/default/files/files/2020-06/Impacts_of_COVID19_on_Thai_industrial_sector_0.pdf 

รายงานฉบับเต็ม (แปลเป็นภาษาไทย) https://thaiindustrialoffice.files.wordpress.com/2020/07/e0b8a3e0b8b2e0b8a2e0b887e0b8b2e0b899e0b881e0b8b2e0b8a3e0b89be0b8a3e0b8b0e0b980e0b8a1e0b8b4e0b899e0b89ce0b8a5e0b881e0b8a3e0b8b0e0b897e0b89ae0b882e0b8ade0b887e0b982e0b884e0b8a7e0b8b4e0b894.pdf

แบบสอบถาม (แปลเป็นภาษาไทย)

https://thaiindustrialoffice.files.wordpress.com/2020/07/e0b981e0b89ae0b89ae0b8aae0b8ade0b89ae0b896e0b8b2e0b8a1e0b8a3e0b8b2e0b8a2e0b887e0b8b2e0b899-unido-e0b980e0b8a3e0b8b7e0b988e0b8ade0b887e0b89ce0b8a5e0b881e0b8a3e0b8b0e0b897e0b89ae0b982e0b88.pdf


แหล่งที่มา : https://www.unido.org/news/thailand-small-low-tech-firms-suffer-most-during-covid-19-pandemic