คลังเก็บหมวดหมู่: Energy

Race to Zero ส่งเสริมความเป็นพหุภาคีในการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ

ที่มา : https://www.unwater.org/
  • Race to Zero Dialogues เป็นการหารือมีจุดมุ่งหมายเพื่อสำรวจวิธีการเพื่อใช้ในการขับเคลื่อนและเปลี่ยนแปลงระบบที่จำเป็นต่อการบรรเทาผลกระทบและยืดหยุ่นต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • Race to Zero ต้องการสร้างพิมพ์เขียวการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศในระยะสั้นและระยะยาวของภาคส่วนต่างๆ ทั้งเมือง ภูมิภาค ธุรกิจและนักลงทุนเพื่อจำกัดไม่ให้อุณหภูมิของโลกเพิ่มขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส รวมทั้งเป็นการปูทางไปสู่การประชุมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กลาสโกว์ในเดือนพฤศจิกายน 2564
  • การพัฒนาอย่างรวดเร็วใน 8 ภาคส่วนสำคัญ อย่างพลังงาน อุตสาหกรรม การขนส่ง การตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ พื้นที่ในมหาสมุทรและชายฝั่ง น้ำ การออกแบบวิธีการแก้ปัญหาโดยเข้าใจธรรมชาติและการใช้ประโยชน์ที่ดิน (nature-based solutions and land use) และความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate resilience) ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่จำเป็นในการบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ภายในปี 2593

UNFCCC High-Level Champions for Global Climate Action ร่วมกับ Marrakech Partnership ได้ร่วมกันจัดงาน Race to Zero Dialogues ขึ้นระหว่างวันที่ 9-19 พฤศจิกายน 2563 เป็นการหารือมีจุดมุ่งหมายเพื่อสำรวจวิธีการเพื่อใช้ในการขับเคลื่อนและเปลี่ยนแปลงระบบที่จำเป็นต่อการบรรเทาผลกระทบและยืดหยุ่นต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศผ่านการบรรยายและแบ่งปันของวิทยากรกว่า 300 คนจาก 65 ประเทศด้วยการสะท้อนให้เห็นถึงความคืบหน้าในการบรรเทาผลกระทบและปรับตัวจากสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะทำให้ทราบถึงบทบาทของความร่วมมือพหุภาคี ความร่วมมือต่างๆ และการรวมตัวกันเพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์

โดยการหารือในงาน Race to Zero Dialogues นำประเด็นมาจากรายงาน ‘Climate Action Pathways’ ซึ่งเป็นรายงานนำเสนอแนวทางสำหรับการดำเนินด้านสภาพภูมิอากาศที่จำเป็นใน 8 ภาคส่วนสำคัญ โดยต้องการที่จะสร้างพิมพ์เขียวการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศในระยะสั้นและระยะยาวของภาคส่วนต่างๆ ทั้งเมือง ภูมิภาค ธุรกิจและนักลงทุนเพื่อจำกัดไม่ให้อุณหภูมิของโลกเพิ่มขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับระดับก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรมในทั้ง 8 ภาคส่วน รวมทั้งเป็นการปูทางไปสู่การประชุมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กลาสโกว์ในเดือนพฤศจิกายน 2564

จากรายงานพบว่าการพัฒนาอย่างรวดเร็วในด้านพลังงาน อุตสาหกรรม การขนส่ง การตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ พื้นที่ในมหาสมุทรและชายฝั่ง น้ำ การออกแบบวิธีการแก้ปัญหาโดยเข้าใจธรรมชาติและการใช้ประโยชน์ที่ดิน (nature-based solutions and land use) และความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate resilience) ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่จำเป็นในการบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ภายในปี 2593 รวมทั้งการแสดงถึงภาพรวมของประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากดำเนินงานร่วมกันและการเชื่อมโยงกันของขอบเขตต่างๆ เพื่อทำให้เกิดการดำเนินการอย่างบูรณาการ

ตัวอย่างของผลลัพธ์ที่สำคัญที่ได้จาก Race to Zero Dialogues เช่น

  • สุขภาพ – การเปิดตัว Pathfinder Initiative เป็นการทำแผนเพื่อแสดงให้เห็นว่าการดำเนินนโยบายและเทคโนโลยีที่ออกแบบมาอย่างดีที่สามารถสร้างประโยชน์หลายประการให้กับผู้คนและโลกเพื่อนำไปสู่สังคมที่มีสุขภาพที่ดีและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ และ Health Care Climate Challenge จาก Healthcare Without Harm เข้าร่วม Race to Zero ในฐานะพันธมิตรด้านการดูแลสุขภาพ ทำหน้าที่ระดมโรงพยาบาลและระบบสุขภาพทั่วโลกเข้าร่วม Race to Zero ด้วย
  • อุตสาหกรรม – ในวงการแฟชั่นได้มีการจัดทำแผนการลดคาร์บอนร่วมกัน (shared decarbonization roadmap) และหารือแนวทางที่ทำได้และเป็นธรรมในการลดการปล่อยมลพิษลงร้อยละ 45 ภายในปี 2573 ตาม UNFCCC Fashion Charter และ British Retail Consortium เปิดตัว  Climate Roadmap โดยกำหนดวิสัยทัศน์ว่าภาคการค้าปลีกในสหราชอาณาจักรจะบรรลุการปล่อยมลพิษสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2583 โดยในปัจจุบันมีผู้ลงนามมากกว่า 60 คน
  • การขนส่ง – การแสดงพิมพ์เขียวของโครงการสาธิตขนาดใหญ่ (blueprint for large-scale demonstration projects) เพื่อนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายด้านการขนส่งที่ไม่มีการปล่อยมลพิษภายในปี 2573 และการเปิดตัวแนวร่วม Road Freight Zero เส้นทางสู่การปล่อยมลพิษสุทธิเป็นศูนย์ โดยมุ่งเน้นไปที่การดำเนินการในระยะสั้นที่จำเป็นเพื่อเป็นรากฐานในการต่อยอดสู่เป้าหมายยานพาหนะที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์และโครงสร้างพื้นฐานสำหรับระยะทางไกลภายในปี 2573
  • การตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ – การสร้างความร่วมมือกันระหว่าง C40 Cities Global Covenant of Mayors และ CDP โดยประสานงานกับ Science-Based Target for Cities เพื่อขับเคลื่อนให้เมืองจำนวน 1,000 เมืองเข้าร่วม Race to Zero ที่จะจัดขึ้นในงานประชุม Glasgow Climate Change Conference (COP 26) ในปี 2564
  • พลังงาน – การเปิดตัวโครงการริเริ่ม CA100+ investor initiative เพื่อให้คำปรึกษาเกี่ยวกับกลยุทธ์ในการลดปริมาณคาร์บอนในภาคพลังงาน (โดยสมาชิกของกลุ่มปล่อยก๊าซรวมประมาณ 2 ใน 3 ของทั้งโลก)
  • น้ำ – การให้คำมั่นโดย Water UK และ Aguas Andinas ซึ่งเป็นผู้ให้บริการสาธารณูปโภคด้านน้ำที่ใหญ่ที่สุดของชิลีในการลดการปล่อยก๊าซสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2573
  • มหาสมุทรและพื้นที่ชายฝั่ง – การเปิดตัวรางวัลเพื่อส่งเสริมการค้นหาแนวทางเชิงนวัตกรรมในแก้ปัญหาเรื่องมหาสมุทรและสภาพภูมิอากาศ จัดขึ้นโดย Blue Climate Initiative of the Innovation Challenge
  • การออกแบบวิธีการแก้ปัญหาโดยเข้าใจธรรมชาติและการใช้ประโยชน์ที่ดิน – การเปิดตัว Green Gigaton Challenge ซึ่งเป็นโครงการริเริ่มระดับโลกเพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมของป่าไม้ในการปิดช่องว่างการปล่อยมลพิษ การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ และการฟื้นฟูอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจากโควิด-19
  • การเงิน – การให้คำมั่นจากธนาคาร 38 แห่ง (คิดเป็นมูลค่าทรัพย์สิน 38 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ) ในการดำรงหลักการความรับผิดชอบต่อการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ โดยจะมีการออกเป้าหมายตามสถานการณ์ที่เป็นรูปธรรมภายใน 24 เดือนข้างหน้าเพื่อจัดพอร์ตการลงทุนเพื่อจำกัดภาวะโลกร้อนให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส

โดยในการกล่าวปิดการประชุมเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน นาย Carlos Alvarado Quesada ประธานาธิบดีของคอสตาริกา กล่าวว่า “หากปราศจากการประสานงานและความร่วมมือพหุภาคีแล้วนั้น “พวกเราจะไม่มีทางที่จะจัดการกับเศรษฐกิจใหม่และ … วิกฤตสภาพภูมิอากาศได้เลย”

รายงานฉบับเต็ม :


แหล่งที่มา :

https://unfccc.int/news/un-race-to-zero-dialogues-finale-calls-for-newfound-inclusivity

โรงงานนำร่องเทคโนโลยีการผลิตเชื้อเพลิงจากของเสียแห่งแรกของโลก

ที่มา : https://www.sms-group.com/
  • โรงงานนำร่องเปลี่ยนของเสียสู่ตัวนำพาพลังงาน (hydrogen-rich gas) แห่งแรกของโลก ที่ประเทศออสเตรีย
  • เริ่มจากของเสียหมุนเวียนก่อน คือ กากตะกอนน้ำเสีย (sewage sludge) ของเหลือจากอุตสาหกรรมเยื่อกระดาษและกระดาษ และไม้ผุ (damaged timber)
  • จุดมุ่งหมายของการนำไปใช้ของเชื้อเพลิงดังกล่าว เช่น ภาคการขนส่งที่ยากต่อการใช้แบตเตอรี่ (การขนส่งระยะทางไกล การบิน) ก๊าซสีเขียวนำส่งสู่ระบบท่อก๊าซธรรมชาติ (natural gas grid) ไฮโดรเจนสีเขียวสำหรับภาคการขนส่งในอนาคตและภาคอุตสาหกรรม

บริษัท SMS International Group ผู้เชี่ยวชาญระดับสากลด้านการก่อสร้างโรงงานและวิศวกรรมเครื่องกลสำหรับอุตสาหกรรมเหล็กและโลหะที่ไม่ใช่เหล็ก ร่วมกับ BEST (Bioenergy and Sustainable Technologies) ศูนย์พัฒนาความสามารถผ่านการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการวิจัยประยุกต์ และการพัฒนาพลังงานชีวภาพเศรษฐกิจชีวภาพอย่างยั่งยืนและระบบพลังงานอย่างยั่งยืน ได้ดำเนินโครงการนำร่องในการใช้เทคโนโลยีการผลิตเชื้อเพลิงจากของเสีย โดยโครงการดังกล่าวตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ของโรงงาน เผาขยะพิเศษ  (special waste incineration plant) ที่ดำเนินการโดยบริษัท Wien Energie คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในกลางปี 2564 

ในโครงการดังกล่าวจะทำการสร้างเครื่องผลิตก๊าซสังเคราะห์ (syn-gas generator) โดยบริษัท SMS Group โดยใช้กระบวนการเปลี่ยนของเสียด้วยความร้อน (thermal transformation) ซึ่งจะทำให้ได้มาซึ่งก๊าซสังเคราะห์ที่มีปริมาณไฮโดรเจนสูง (hydrogen-rich gas) และก๊าซดังกล่าวจะถูกนำไปเปลี่ยนเป็นตัวนำพาพลังงานต่างๆ (เช่น เชื้อเพลิงสีเขียว ก๊าซสีเขียว ไฮโดรเจนสีเขียว) เพื่อนำไปใช้ในอุตสาหกรรมต่อไป จากกระบวนการข้างต้นจะทำให้ได้มาซึ่งผลิตภัณฑ์ผลพลอยได้ที่สามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมเคมีอีกด้วย

ในช่วงแรกวัตถุดิบจะมาจากของเสียหมุนเวียนเท่านั้น (renewable materials) คือ กากตะกอนน้ำเสีย (sewage sludge) ของเหลือจากอุตสาหกรรมเยื่อกระดาษและกระดาษ และไม้ผุ (damaged timber) โดยในอนาคตโครงการยังมีแนวคิดต่อยอดไปสู่การใช้ของเสียที่ไม่หมุนเวียนเป็นวัตถุดิบอีกด้วย เช่น พลาสติกที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้ (non-recyclable plastics)

จุดมุ่งหมายของการนำไปใช้ของเชื้อเพลิงดังกล่าว เช่น ภาคการขนส่งที่ยากต่อการใช้แบตเตอรี่ (การขนส่งระยะทางไกล การบิน) ก๊าซสีเขียวนำส่งสู่ระบบท่อก๊าซธรรมชาติ (natural gas grid) ไฮโดรเจนสีเขียวสำหรับภาคการขนส่งในอนาคตและภาคอุตสาหกรรม

ทั้งนี้โครงการนำร่องดังกล่าวเป็นการศึกษาความเป็นไปได้ของเทคโนโลยีนี้เพื่อใช้เป็นพื้นฐานในการประเมินความคุ้มค่าและความเป็นไปได้เชิงเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของกระบวนการทั้งหมด รวมถึงการขยายไปสู่การใช้ในภาคอุตสาหกรรมที่จะดำเนินการโดยบริษัท Wien energie ในลำดับต่อไป

ในโครงการนี้มีพันธมิตรอื่นๆ ร่วมด้วย ดังนี้ Wien energie โรงงานกระดาษ Heinzel Wiener linien Wiener Netze และ Austrian Forest Authority ในด้านของพันธมิตรด้านวิชาการ คือ มหาวิทยาลัย Vienna University of Technology และ Lulea University of Technology โดยได้การสนับสนุนจาก Austrian Association for the promotion of Research

แหล่งที่มา : https://www.sms-group.com/br/press-media/press-releases/press-detail/sms-group-to-build-pilot-plant-for-generation-of-syn-gas-from-sewage-sludge-for-fuel-production-1531/

ธนาคารโลกเผยแพร่รายงานทิศทางเชิงกลยุทธ์สู่การลดคาร์บอน

ธนาคารโลกได้เผยแพร่รายงาน “World Bank Outlook 2050 Strategic Directions Note: Supporting Countries to Meet Long-Term Goals of Decarbonization” ซึ่งเป็นแนวทางการดำเนินการทั้งระบบเศรษฐกิจ (economy-wide actions) เพื่อเอื้อให้เกิดการลดคาร์บอนและการพัฒนาอย่างยั่งยืนในการฟื้นฟูจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั่วโลก โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยให้ประเทศต่างๆ ปรับแนวทางการพัฒนาของตนให้สอดคล้องกับเป้าหมายของข้อตกลงปารีสเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศผ่านยุทธศาสตร์ระยะยาวในการส่งเสริมความยืดหยุ่นของสภาพภูมิอากาศต่อระบบอาหารและน้ำ พลังงาน การขนส่ง และเมือง รวมถึงภาคส่วนอื่น ๆ

ในรายงานได้ตั้งข้อสังเกตว่าเป้าหมายในรอบแรกของ nationally determined contributions (NDCs) จะจำกัดให้โลกอุณหภูมิสูงขึ้นที่ 2.7-3.7 องศาเซลเซียสก่อนระดับยุคก่อนอุตสาหกรรมเท่านั้น ซึ่งได้เตือนว่าการให้ความสำคัญกับเป้าหมายระยะสั้นและระยะกลางเช่นนี้อาจทำให้การลดคาร์บอนทำได้ยากขึ้น รวมทั้งเรียกร้องให้มียุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน “โดยยุทธศาสตร์ต้องกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจและนวัตกรรมใหม่ๆ สามารถสร้างงานแห่งอนาคต ในขณะที่ต้องรักษาสภาพอากาศให้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนยากจนและเปราะบางที่สุด

โดยในรายงาน Outlook 2050 มีจุดมุ่งหมายเพื่อต้องการให้เกิดการปรับด้านการเงินให้สอดคล้องกับเส้นทางไปสู่การปล่อยมลพิษต่ำและการพัฒนาที่มีความยืดหยุ่นต่อสภาพอากาศ โดยเสนอแนวทาง“ เศรษฐกิจโดยรวม” ผ่านทิศทางยุทธศาสตร์ทั้ง 4 ด้าน ได้แก่

  • การให้ความสำคัญของสภาพภูมิอากาศในระยะยาวไว้ในกรอบเศรษฐกิจมหภาคของประเทศ
  • การวางแผนด้านสภาพภูมิอากาศระยะยาวไว้ในงบประมาณและกรอบการใช้จ่ายของประเทศ
  • การระบุวัตถุประสงค์ด้านสภาพภูมิอากาศระยะยาวไว้ในกฎระเบียบและมาตรการจูงใจในภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเงิน
  • การระบุวัตถุประสงค์ด้านสภาพอากาศระยะยาวไว้ในการวางแผนระบบต่างๆ

โดยได้ระบุถึงโอกาสของภาคส่วนที่เกี่ยวเนื่องที่มีความจำเป็นต่อการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) 8 ภาคส่วน ได้แก่ 1) ระบบอาหาร 2) การปกป้องระบบนิเวศบนพื้นดินและอ่างคาร์บอน 3) ระบบพลังงาน 4) ระบบขนส่ง 5) การสร้างเมืองคาร์บอนต่ำและมีความยืดหยุ่นของเขตพื้นที่เมืองมากขึ้น 6) ระบบน้ำ 7) เศรษฐกิจมหาสมุทร (ocean economy) และ 8) การเปลี่ยนแปลงสู่ระบบดิจิทัล โดยในรายงาน Outlook 2050 ระบุว่าการลงทุนภาคส่วนที่เกี่ยวเนื่อง รวมถึงให้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจะทำให้การฟื้นฟูเศรษฐกิจจากโควิด-19 จะเป็นไปอย่างยั่งยืน

โดยจะดำเนินการผ่าน 7 แนวทางในการจัดสรรทรัพยากรและความสามารถในการส่งมอบ ดังนี้ 1. พัฒนาเครื่องมือและแนวทางกรอบดำเนินงานใหม่ 2. การปรับหาแนวทางที่เหมาะในการดำเนินการในระดับภูมิภาคและระดับประเทศ 3. การจัดหาเงินทุนเพื่อสนับสนุนขอบเขตที่ให้ความสำคัญ 4. การปรับวิธีการตอบสนองต่อวิกฤตสำหรับระยะสั้นและระยะกลางให้สอดคล้องกับขอบเขตที่ให้ความสำคัญในระยะยาว 5. การให้ประโยชน์แก่ความพยายามที่สนับสนุนการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศในสาขาที่เกี่ยวเนื่องในระยะยาว 6. สร้างทักษะและขีดความสามารถเพื่อตอบสนองความต้องการของประเทศ . 7. ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระดับโลก

รายงานดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของชุดรายงาน “Kickstarting the Sustainable Recovery” ซึ่งจัดโดย World Bank’s Climate Change Group ร่วมกับ Innovate4Climate ซึ่งเป็นชุดรายงานที่มุ่งเน้นที่บทบาทของการเงินอย่างยั่งยืนในการช่วยในการฟื้นฟูจากโควิด-19 แก่ประเทศต่างๆ “ให้กลับมาดีขึ้นและแข็งแกร่งขึ้น”

รายงานฉบับเต็ม

แหล่งที่มา :

“Green CHAIN” ห่วงโซ่คุณค่าพลังงานหมุนเวียนกับเทคโนโลยีบล็อกเชน

ที่มา : Shutterstock

เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2563 ณ การประชุม GLOBAL MANUFACTURING AND INDUSTRIALISATION SUMMIT (GMIS) ได้ประกาศความคิดริเริ่ม “Green Chain”  โดยร่วมกับองค์กรต่างๆ ของเยอรมนีเพื่อเป็นแพลตฟอร์มรวมผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งประเทศที่ใช้พลังงานฟอสซิลและพลังงานหมุนเวียนในการพัฒนาห่วงโซ่คุณค่าระดับโลกด้านพลังงานหมุนเวียน พร้อมกับเชื่อมโยงกับเทคโนโลยีบล็อกเชน เพื่อนำไปสู่แก้ปัญหาทั้งสภาพภูมิอากาศและนำไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างครอบคลุมและยั่งยืน จะส่งเสริมพลังงานสะอาด ผลิตภัณฑ์สีเขียว และการลงทุนที่รับผิดชอบต่อสังคมเพื่อขับเคลื่อนไปสู่ความเป็น carbon-neutrality

ความคิดริเริ่มนี้เป็นการเชื่อมความสนใจของแต่ละภาคส่วนเข้าด้วยกันหรืออาจสรุปเป็นแนวคิดสั้นๆ ดังนี้ “พลังงานสีเขียวเพื่อผลิตผลิตภัณฑ์สีเขียวที่สามารถซื้อได้โดยใช้สกุลเงินเข้ารหัสสีเขียว” หากแบ่งตามความสนใจแต่ละภาคส่วนจะเป็นดังนี้ สำหรับรัฐบาล (การให้แหล่งพลังงานสีเขียวใหม่) สำหรับอุตสาหกรรม (ผลิตผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยลดการปล่อยคาร์บอนจากระบบการผลิต) และสำหรับผู้บริโภค (สามารถใช้สกุลเงินเข้ารหัสสีเขียว (green cryptocurrencies) ในการซื้อผลิตภัณฑ์) ซึ่งแพลตฟอร์มนี้จะทำการรวบรวมโครงการพลังงานหมุนเวียนที่ใช้เทคโนโลยีและดิจิทัล (4IR) เพื่อสร้างผลลัพธ์โลกสีเขียวสำหรับทุกคน

โดย GMIS ได้จัดตั้งคณะทำงานเพื่อกำหนดแนวคิดและวัตถุประสงค์ของความคิดริเริ่มนี้ ประกอบด้วย UNIDO สภาอุตสาหกรรมแห่งเยอรมนี (BDI) สมาคมหอการค้าเยอรมนีและอุตสาหกรรม (DIHK) สมาคมวิศวกรเยอรมนี (VDMA) สมาคมผู้ผลิตไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (ZVEI) และหอการค้าและอุตสาหกรรมอาหรับ – เยอรมัน (GHORFA)

แหล่งที่มา : https://www.gmisummit.com/gmis-media/news/the-global-manufacturing-and-industrialisation-summit-joins-germany-in-the-fight-against-climate-change/

ยุทธศาสตร์ด้านไฮโดรเจนของสหภาพยุโรปและการเปิดตัว “European Clean Hydrogen Alliance”

https://ec.europa.eu/growth/sites/growth/files/cleanhydrogenalliance_banner-web.png

จากเป้าหมายที่ต้องการให้สหภาพยุโรปมุ่งสู่ climate neutrality ภายในปี 2593 นอกจากแผนยุทธศาสตร์ “ระบบพลังงานในอนาคต” แล้วทางคณะกรรมธิการสหภาพยุโรปก็ได้เห็นถึงความสำคัญของ “ไฮโดรเจนสะอาด” ที่สามารถเข้ามามีส่วนช่วยในการลดการปล่อยคาร์บอนของภาคอุตสาหกรรม การขนส่ง การผลิตพลังงานและอาคารในยุโรปและเป็นแหล่งพลังงานให้กับภาคส่วนที่ไม่เหมาะสมกับการใช้พลังงานไฟฟ้า ดังนั้นคณะกรรมาธิการจึงได้ออกยุทธศาสตร์ด้านไฮโดรเจนของสหภาพยุโรป (EU Hydrogen Strategy) ซึ่งจะระบุถึงวิธีการเปลี่ยนศักยภาพดังกล่าวให้เกิดขึ้นจริงผ่านการลงทุน การกำกับดูแล การสร้างตลาด และการวิจัยและนวัตกรรม

โดยสำหรับตอนนี้จะให้ความสำคัญไปที่การพัฒนาไฮโดรเจนทดแทนที่ผลิตมาจากพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์เป็นหลัก โดยในเป้าหมายระยะสั้นและระยะกลางไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำมีความจำเป็นต่อการช่วยลดการปล่อยมลพิษได้อย่างรวดเร็ว

โดยได้มีการกำหนดเป้าหมายในแต่ละช่วงกำหนดไว้ ดังนี้:

  • ตั้งแต่ปี 2563 ถึง 2567 จะสนับสนุนการติดตั้งอิเล็กโทรไลเซอร์ไฮโดรเจนทดแทน (renewable hydrogen electrolysers) อย่างน้อย 6 กิกะวัตต์ในยุโรปและต้องการผลิตไฮโดรเจนทดแทนให้ได้ถึง 1 ล้านตัน
  • ปี 2568 ถึง 2573 ไฮโดรเจนจะต้องกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบพลังงานแบบรวมด้วยสัดส่วนอย่างน้อย 40 กิกะวัตต์จากอิเล็กโทรไลต์ไฮโดรเจนทดแทนและต้องการผลิตไฮโดรเจนทดแทนให้ได้ถึง 10 ล้านตัน
  • ปี 2573 ถึง 2593 เทคโนโลยีไฮโดรเจนควรจะถึงระยะเติบโตเต็มที่และถูกไปใช้งานในวงกว้างในทุกภาคส่วนที่ยากต่อการลดการใช้คาร์บอน

นอกจากนี้คณะกรรมธิการได้เปิดตัว “European Clean Hydrogen Alliance” เพื่อร่วมกับผู้นำอุตสาหกรรม ภาคประชาสังคม รัฐมนตรีระดับประเทศและระดับภูมิภาค และธนาคารเพื่อการลงทุนยุโรป ในการร่วมสร้างแผนการลงทุนเพื่อเพิ่มปริมาณการผลิตและเพื่อรองรับความต้องการไฮโดรเจนสะอาดในสหภาพยุโรป

โดยคณะกรรมธิการจะเสนอนโยบายและมาตรการกำกับดูแลเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน เอื้อให้เกิดการนำไฮโดรเจนไปปรับใช้ ส่งเสริมการสร้างเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐานและการขนส่งที่จำเป็น ปรับเครื่องมือในการวางแผนโครงสร้างพื้นฐาน และสนับสนุนการลงทุนโดยเฉพาะผ่านแผนฟื้นฟู Next Generation EU

แหล่งที่มา : https://ec.europa.eu/ireland/news/commission-sets-out-plans-for-the-energy-system-of-the-future-and-clean-

hydrogen_enhttps://ec.europa.eu/energy/topics/energy-system-integration/hydrogen_en#eu-hydrogen-strategy

ยุทธศาสตร์ระบบพลังงานของสหภาพยุโรป (EU Strategy for Energy System Integration)

https://www.aobrom.com/post_picture/35/sub_d0543bc2-d366-11e7-9934-616263646566.png

คณะกรรมธิการสหภาพยุโรปได้กำหนดแผนยุทธศาสตร์ “ระบบพลังงานในอนาคต” เพื่อต้องการให้สหภาพยุโรปมุ่งสู่ climate neutrality ภายในปี 2593 (จากข้อมูลพลังงานคิดเป็นร้อยละ 75 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสหภาพยุโรป) โดยยุทธศาสตร์นี้สอดคล้องกับแผนฟื้นฟู Next Generation EU และ European Green Deal ซึ่งเป็นแผนการลงทุนที่วางแผนไว้เพื่อกระตุ้นการฟื้นฟูทางเศรษฐกิจจากวิกฤตโควิด-19

ยุทธศาสตร์ระบบพลังงานของสหภาพยุโรป (EU Strategy for Energy System Integration) เป็นกรอบการเปลี่ยนแปลงเพื่อไปสู่พลังงาน “สีเขียว” ซึ่งการใช้พลังงานในรูปแบบปัจจุบันไม่สามารถทำให้บรรลุเป้าหมาย climate neutrality ได้ภายในปี 2593  ดังนั้นจึงต้องมีการเชื่อมโยงกันใหม่ระหว่างภาคส่วนต่างๆ และใช้ประโยชน์จากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี

Energy system integration เป็นการวางแผนระบบและดำเนินการจากมุมมองภาพรวม เพื่อเชื่อมโยงผู้ให้บริการพลังงาน โครงสร้างพื้นฐานและภาคส่วนผู้บริโภคเข้าด้วยกัน ซึ่งจะทำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นและลดต้นทุนให้กับสังคมด้วย ตัวอย่างเช่น พลังงานเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงให้กับรถยนต์ในยุโรปอาจมาจากแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคารถ ในขณะที่ความร้อนเพื่อสร้างความอบอุ่นภายในอาคารมาจากความร้อนจากโรงงานใกล้เคียง และโรงงานต่างๆ อาจรับพลังงานจากไฮโดรเจนสะอาดที่ผลิตจากกังหันลมนอกชายฝั่ง

โดยยุทธศาสตร์ด้านระบบพลังงานจะประกอบด้วย 3 เสาหลัก ดังนี้

  • เสาแรก คือ ระบบพลังงาน ‘แบบหมุนเวียน’ โดยมีใจกลางหลัก คือ การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ในยุทธศาสตร์จะระบุถึงการดำเนินการเชิงรูปธรรมส่งเสริมหลักการ “การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพตั้งแต่เริ่มต้น” และการใช้แหล่งพลังงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รวมไปถึงการนำความร้อนที่ถูกทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรมกลับมาใช้ใหม่และการผลิตพลังงานจากขยะชีวภาพหรือจากโรงบำบัดน้ำเสีย
  • เสาที่สอง คือ การเพิ่มสัดส่วนของการใช้พลังงานไฟฟ้าของภาคส่วนผู้ใช้มากขึ้น เนื่องจากในตอนนี้มีการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนอย่างมาก ดังนั้นเราควรปรับไปใช้ไฟฟ้าในส่วนที่เป็นไปได้ให้มากที่สุด ตัวอย่างเช่น การปั๊มความร้อนภายในอาคาร การใช้ยานพาหนะไฟฟ้าในการขนส่งหรือเตาไฟฟ้าในบางอุตสาหกรรม
  • เสาที่สาม คือ การส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงสะอาดสำหรับภาคส่วนที่เข้าถึงไฟฟ้ายาก โดยคณะกรรมาธิการจะมีการเสนอรูปแบบและระบบการรับรองสำหรับเชื้อเพลิงทดแทนและเชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำ

ทั้งนี้ยุทธศาสตร์ด้านพลังงานได้กำหนดแนวทางปฏิบัติไว้ทั้งสิ้น 38 ข้อเพื่อสร้างระบบพลังงานแบบบูรณาการมากขึ้น ตั้งแต่การปรับปรุงกฎหมายที่มีอยู่ การสนับสนุนทางการเงิน การวิจัยและการปรับใช้เทคโนโลยีใหม่ และเครื่องมือดิจิทัล การให้คำแนะนำประเทศสมาชิกเกี่ยวกับมาตรการทางการเงินและการอุดหนุนเพื่อการยกเลิกการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล การปฏิรูปการกำกับดูแลตลาดและการวางแผนโครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาข้อมูลให้กับผู้บริโภค การวิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคซึ่งจะนำไปเป็นข้อเสนอเชิงรูปธรรม อย่างเช่นการแก้ไขกฎระเบียบ TEN-E ภายในสิ้นปี 2563 หรือการแก้ไขคำสั่งการจัดเก็บภาษีพลังงานและกรอบการกำกับดูแลตลาดก๊าซในปี 2564

แหล่งที่มา : https://ec.europa.eu/ireland/news/commission-sets-out-plans-for-the-energy-system-of-the-future-and-clean-hydrogen_en

กรอบแผนการดำเนินงานสำหรับการฟื้นฟูเศรษฐกิจของสหภาพยุโรป

ที่มา : https://www.orfonline.org/

เนื่องจากจากสถานการณ์แพร่บาดของโควิค-19 ทำให้สหภาพยุโรปต้องเผชิญกับผลกระทบในทุกมิติของสังคม ซึ่งการบริหารเพื่อตอบสนองนั้นต้องมีความสอดคล้องและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพื่อที่จะสามารถจัดสรรทรัพยากรที่มีสู่ประเทศสมาชิกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จากวันที่ 26 มีนาคมที่มีการรับรองการทำความตกลงร่วม (Joint Statement) เพื่อหายุทธศาสตร์ในการประสานงานเพื่อหนทางออกเพื่อนำไปสู่การฟื้นฟูอย่างครอบคลุมและแนวทางกระจายแหล่งเงินทุน โดยในปัจจุบันความตกลงร่วมดังกล่าวได้มีนำเสนอกรอบแผนดำเนินการออกมา 2 กรอบด้วยกันคือ 1) กรอบแผนการดำเนินการผ่อนคลายมาตรการกักกันโควิค-19 (นำเสนอในวันที่ 15 เมษายน) และ 2) กรอบแผนการดำเนินงานสำหรับการฟื้นฟูของสหภาพยุโรปและแนวทางในการกระจายการลงทุนเพื่อช่วยให้เศรษฐกิจสามารถกลับมาดำเนินการและการปรับรูปแบบเศรษฐกิจ เพื่อสร้างเศรษฐกิจในสหภาพยุโรปมีความยืดหยุ่น ยั่งยืนและเท่าเทียม (นำเสนอในวันที่ 21 เมษายน)

โดยในบทความนี้จะเป็นการสรุปกรอบแผนการดำเนินงานสำหรับการฟื้นฟูของสหภาพยุโรปและแนวทางในการกระจายการลงทุน โดยสามารถแบ่งออกเป็น 4  การดำเนินการหลัก ได้แก่

1) การทำให้ตลาดเดียว (single market) ทำงานได้อย่างสมบูรณ์และทันสมัย โดยหัวใจหลักของการพัฒนา คือมุ่งเน้น “สีเขียว” และ “ดิจิทัล” และเศรษฐกิจหมุนเวียน นอกจากนี้ยังต้องสร้างให้ตลาดมีความยืดหยุ่นสำหรับเผชิญเหตุการณ์ไม่คาดคิด โดยในวิกฤตนี้ทำให้สหภาพยุโรปตระหนักว่ามีการพึงพาวัตถุดิบและสินค้าจากประเทศที่สามมากเกินไป ต้องมีการปรับให้ห่วงโซ่ให้เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสินค้าที่มีความสำคัญ อย่างอุปกรณ์ทางการแพทย์ พร้อมทั้งโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุขด้วย โดยในด้านนี้ภาคส่วนทางการเงินจะเล่นบทบาทสำคัญในการให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน และพันธมิตรด้านนวัตกรรมและการปลดล็อคด้านการเงินผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์จะได้รับการสนับสนุน

2) การลงทุนอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ต้องการให้เกิดการเคลื่อนย้ายและลงทุนทั่วยุโรป ตั้งแต่ระบบของระดับสหภาพ ระดับประเทศ ไปจนถึงการลงทุนจากภาคเอกชน แต่ต้องเป็นไปในทิศทางเดียวกันและเห็นพ้องกันว่าจุดไหนมีความจำเป็น โดยมุ่งเน้น “สีเขียว” และ “ดิจิทัล” และเศรษฐกิจหมุนเวียน นอกจากนี้ในช่วงเวลาวิกฤตได้เห็นถึงศักยภาพที่สำคัญของดิจิทัลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จึงจะมุ่งให้ความสำคัญในการพัฒนาศักยภาพโครงสร้างพื้นฐานและลงทุนในเทคโนโลยีดิจิทัลใหม่ โดย 2 ช่องทางหลักที่สหภาพยุโรปใช้ในการกระจายทรัพยากร คือ 1) กรอบงบประมาณระยะเวลา 7 ปี ของสหภาพยุโรป (Multiannual financial framework for 2021-2027) จะเป็นเครื่องมือหลักในการสนับสนุนการฟื้นฟูอย่างยั่งยืนและปรับให้ตลาดเดียว (single market) ทำงานได้อย่างสมบูรณ์และทันสมัย 2) กลุ่ม EIB สนับสนุนเงินลงทุนในอัตราดอกเบี้ยต่ำ พร้อมทั้งการช่วยสนับสนุนด้านเครื่องมือและเทคนิคร่วมด้วย

3. การเป็นผู้เล่นในระบบเศรษฐกิจโลก ทำหน้าที่ในการตอบสนองเพื่อช่วยเหลือนานาชาติผ่านความร่วมมือพหุภาคีและระเบียบนานาชาติ โดยร่วมกับพันธมิตรอย่าง องค์การ UN WTO G20 G7 และช่วยเหลือประเทศที่ต้องการความช่วยเหลือ โดยจะมีการสร้างเสริมความสัมพันธ์กับทางทวีปแอฟริกา

4. กรอบการทำงานของการกำกับดูแล แบ่งออกเป็น 3 ข้อ ดังนี้ 1) ต้องมีความยืดหยุ่นมากกว่านี้ ประเทศสมาชิกและสถาบันที่เกี่ยวข้องต้องทำงานร่วมกันภายใต้การเกิดประสิทธิภาพสูงสุดและต้องเกื้อหนุนกัน 2) ต้องมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้น ซึ่งหมายถึงการพัฒนาความสามารถในการบริหารและการจัดการอย่างประสานกันในสถานการณ์วิกฤต 3) การยึดหลักการและค่านิยมของสหภาพเป็นหัวใจในการบริหาร รวมถึงการต้องเคารพหลักนิติธรรมและมนุษยธรรม

ทั้งนี้กรอบดำเนินการนี้เป็นเสมือนกรอบแนวทางใหญ่ที่วางไว้เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีการบริหารจัดการทรัพยากรทั้งหมดที่มีอยู่ภายใต้ความเป็นปึกแผ่นและความสามัคคี โดยจะลงรายละเอียดแผนปฏิบัติเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการดำเนินการนั้นๆ

สามารถเข้าไปศึกษากรอบแนวทางดำเนินการฉบับเต็มได้ที่ : กรอบแผนการดำเนินงานสำหรับการฟื้นฟูของสหภาพยุโรป

แหล่งที่มา : https://www.consilium.europa.eu/en/policies/eu-budgetary-system/multiannual-financial-framework/mff-negotiations/

หลักแนวคิดในการพัฒนาอย่างยั่งยืนจากโมเดลของประเทศเดนมาร์ก

หากเรานึกถึงเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน สิ่งที่หลายคนนึกควบคู่มาทันที คือ 17 เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs)  ที่กำหนดขึ้นโดยหน่วยงานสหประชาชาติ (UN) ซึ่งเปรียบเสมือนในพิมพ์เขียวสำหรับการพัฒนาไปสู่ความยั่งยืนสำหรับทุกคน

โดยในแต่ละปีสหภาพยุโรปจะมีการจัดลำดับรวมถึงให้คะแนนว่าประเทศใดสามารถเข้าถึงเป้าหมายได้มากที่สุด (คะแนนเชิงเปรียบเทียบกับเป้าหมายสมบูรณ์ คือ 100 คะแนน) ซึ่งประเทศที่ถูกขนานนามให้เป็นผู้นำทั้งด้านพลังงาน การพัฒนาอย่างยั่งยืนและมีการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ นั่นคือ “เดนมาร์ก” นั่นเอง โดยได้รับคะแนนประเมินอยู่ที่ 79.81 ตามมาด้วยประเทศสวีเดน (79.44) ฟินแลนด์ (79.06) ออสเตรีย (76.74) และเยอรมนี (75.35) ตามลำดับ ในขณะที่ กรีก บัลแกเรีย โรมาเนียและไซปรัสอยู่ลำดับท้ายของตาราง

ความน่าสนใจของเดนมาร์กในด้านการเป็นผู้นำในการต่อสู่กับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง คือ การตั้งเป้าหมายให้เมืองหลวงอย่างกรุงโคเปนเฮเกนเป็นเมืองหลวงแรกที่จะเป็นคาร์บอนเป็นกลางหรือศูนย์ (carbon-neutral) และรวมถึงริเริ่มโครงการ ProjectZero ในเมืองซันเดอร์เบิร์กให้กลายเป็นเมืองแรกของยุโรปที่สามารถทำให้คาร์บอนเป็นศูนย์ได้ (ก่อนปี 2029) เพื่อแสดงให้เห็นว่าหากทุกคนในเมืองมีส่วนร่วมอย่างแข็งขัน เป้าหมายความพยายามที่จะไม่ปล่อยมลพิษออกสู่บรรยากาศเลยภายในปี 2030 เป็นไปได้

ตัวอย่างความก้าวหน้าของโครงการ ดังนี้ ลดการปล่อยคาร์บอนได้ร้อยละ 38.3 เมื่อเทียบกับปี 2007 โดยในอนาคตจะรับพลังงานจากฟาร์มกังหัน ซึ่งคาดว่าจะลดปริมาณคาร์บอนได้อีก 400,000 ตัน ภายในปี 2025

สิ่งที่นำไปสู่ความสำเร็จของเดนมาร์ก คือการคิดอย่างมีกลยุทธ์ (strategic thinking) ซึ่งเราได้ยกบทสัมภาษณ์ของรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศของเดนมาร์กมาแสดง ดังนี้

1) ประเทศต้องมีเป้าหมายทางการเมืองและระเบียบข้อบังคับแบบใดเพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมาย SDGs

  • ก่อนอื่นต้องเริ่มด้วยการตั้งเป้าหมายที่มีความมุ่งมั่นและชัดเจนก่อน แล้วพิจารณาว่าภาครัฐมีเครื่องมือใดบ้าง ซึ่งนั่นคือ การกำหนดระเบียบข้อบังคับให้สอดคล้องและการเป็นศูนย์กลางเพื่อสร้างกลุ่มพันธมิตรที่ต้องประกอบทั้งภาคธุรกิจ บริษัทและผู้ลงทุน และหากมีโครงการที่จะต้องยกเลิกการใช้ (เช่น ถ่านหิน) ก็ต้องมีการวางแผนระยะยาวและการอบรมแรงงานภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบให้ตอบสนองต่ออุตสาหกรรมรูปแบบใหม่

 2 ทำอย่างไรเพื่อดึงทุนเอกชนให้เข้ามาลงทุนในโครงการที่จะนำไปสู่การบรรลุเป้าหมาย SDGs

  • สำหรับในกรณีของเดนมาร์ก แทบไม่มีการขัดแย้งกันในเปลี่ยนแปลงเพื่อมุ่งสู่ “สีเขียว” โดยต้องทำให้โครงการนั้นๆ มี 2 ข้อหลัก คือ สามารถแข่งขันได้เชิงพาณิชย์และมีผลตอบแทนที่น่าดึงดูด  

3. หากดำเนินการเปลี่ยนแปลงไปในแนวทาง “สีเขียว” แล้วจะไม่มีคนตกงานใช่หรือไม่

  • งานในตอนนี้ที่อยู่ในภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับพลังงานฟอสซิลจะหายไปในที่สุด ดังนั้นสิ่งที่ภาครัฐต้องทำคือสร้างงานใหม่ขึ้นมารองรับ ซึ่งแน่นอนว่างานใหม่ก็ต้องใช้ทักษะใหม่ จึงต้องมีการอบรมทักษะใหม่ให้แก่แรงงาน นอกจากนั้นแล้วสำหรับคนรุ่นใหม่ที่จะเข้าสู่ในตลาดแรงงานในอนาคตก็ต้องให้  ทักษะใหม่ที่เขาจะสามารถไปต่อยอดให้พัฒนาในด้านเศรษฐกิจ “สีเขียว” ซึ่งนั่นหมายถึงภาครัฐต้องเอางบประมาณลงทุนในด้านการศึกษาอย่างมาก ดังนั้นสิ่งที่ยังไงก็ต้องเกิด ก็ควรให้เกิดขึ้น ณ ตอนนี้เลย

4. คุณคิดว่าเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน 2030 นั้นมีความเป็นไปได้จริงหรือไม่

  • ต้องบอกว่าเป้าหมายดังกล่าวถือเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ ในยุค 70 เดนมาร์กเคยเป็นผู้ใช้น้ำมัน   หลายใหญ่เหมือนกับหลายประเทศและในตอนนั้นเราได้ตั้งเป้าว่าเราจะไม่พึ่งพาน้ำมัน และในปัจจุบัน เดนมาร์กก็สามารถทำได้และภายในปี 2030 จะเปลี่ยนไปเป็นพลังงานหมุนเวียนทั้งหมด นอกจากนี้หากเรามองออกไปพิจารณาโลกภายนอกจะพบว่าทั้งจีนและอินเดียกำลังเปลี่ยนแปลงสู่ “สีเขียว” เช่นกัน หรือแม้แต่แอฟริกาและลาตินอเมริกาก็ต้องการแนวคิดและเทคโนโลยี “สีเขียว” ดังนั้นหากเราสร้างภาคส่วน “สีเขียว” นี้ขึ้นมาได้ เราก็สามารถสร้างงานให้กับสหภาพยุโรปได้อีกด้วย

แหล่งที่มา : https://www.euronews.com/2020/03/11/wake-up-call-eu-mobilizes-economic-toolbox-to-reach-sustainability

กลยุทธ์อุตสาหกรรมของสหภาพยุโรปล่าสุด (New EU Industrial Strategy)

การจัดทำกลยุทธ์ด้านอุตสาหกรรมของสหภาพยุโรปขึ้นมาใหม่มุ่งหวังเพื่อรักษาความเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรม ดังนั้นกลยุทธ์อุตสาหกรรมครั้งนี้จะให้ความสำคัญต่อ 3 ประเด็นหลัก ดังนี้ 1) การรักษาความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยุโรปในระดับโลก (global competitiveness) และการสร้างความเท่าเทียมในการแข่งขัน (level playing field) ทั้งในยุโรปและในระดับโลก 2) การดำเนินการเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศเพื่อทำให้ยุโรปเป็นกลางทางด้านสภาพภูมิอากาศ (climate-neutral) ภายในปี 2050 (พ.ศ. 2593) 3) การปรับยุโรปสู่ความเป็นดิจิทัล

โดยในกลยุทธ์ดังกล่าวจะมีการระบุถึงตัวขับเคลื่อนหลักในการเปลี่ยนแปลงทางภาคอุตสาหกรรมของสหยุโรปและนำเสนอชุดแนวทางปฏิบัติสำหรับการดำเนินการในอนาคต ซึ่งสรุปภาพรวมประกอบด้วย ดังนี้

  • แผนปฏิบัติการด้านทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property Action Plan) เพื่อรักษาสิทธิทางเทคโนโลยี (technological sovereignty) ส่งเสริมความเท่าเทียมในการแข่งขันในระดับโลก (global level playing field) ต่อสู้กับการโจรกรรมทรัพย์สินทางปัญญา (intellectual property theft) และปรับแก้กรอบกฎหมายให้เหมาะกับการเปลี่ยนแปลงที่มุ่งสู่ “สีเขียว” และ “ดิจิทัล”
  • ทบทวนกฎระเบียบในการแข่งขันภายในสหภาพยุโรป (EU competition rules) รวมถึงการประเมินเพื่อควบคุมการควบรวมกิจการ (merger control) และความเหมาะสมของแนวทางการช่วยเหลือจากภาครัฐ (State aid guidelines) ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมาจะทำให้มั่นใจได้ว่ากฎระเบียบที่บัญญัติไว้นั้นมีความเหมาะสมกับสถานการณ์ที่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มีความเป็นดิจิตอลมากขึ้น และรวมถึงต้องตอบโจทย์การมุ่งสู่ “สีเขียว” และ “หมุนเวียน”มากขึ้นด้วย
  • กระดาษขาว (white paper by mid-2020) เพื่อแก้ผลกระทบจากการบิดเบือนที่เกิดจากการอุดหนุนเงินมาจากต่างประเทศ และการต่อสู้กับการเข้ามาของต่างประเทศในระบบการจัดซื้อจัดจ้างสาธารณะของสหภาพยุโรป (EU public procurement) และกองทุนสหภาพยุโรป (EU funding) โดยสิ่งนี้จะทำควบคู่ไปพร้อมกับการสร้างกฎระดับโลกเกี่ยวกับการอุดหนุนทางอุตสาหกรรม (industrial subsidies) ขององค์การการค้าโลก (WTO) และการดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดการเข้าถึงด้านการจัดซื้อจัดจ้างสาธารณะในประเทศที่สาม
  • การจัดทำมาตรการครอบคลุมด้านอุตสาหกรรมเกี่ยวกับการพัฒนาให้อุตสาหกรรมหันไปใช้พลังงานรูปแบบใหม่และลดการปล่อยคาร์บอน (modernise and decarbonize energy-intensive) และสนับสนุนอุตสาหกรรมที่มีความยั่งยืนและการเคลื่อนที่อัจฉริยะ (sustainable and smart mobility industries) พร้อมทั้งสร้างความแข็งแกร่งให้กับเครื่องมือในการตรวจวัดคาร์บอนที่รั่วไหล (carbon leakage tools) และสร้างความมั่นคงแก่แหล่งพลังงานที่ปล่อยคาร์บอนต่ำในราคาที่สามารถใช้ได้ในเชิงพาณิชย์
  • แผนแนวทางการปฏิบัติเกี่ยวกับวัตถุดิบสำคัญ (Action Plan on Critical Raw Materials) และแผนแนวทางการปฏิบัติเกี่ยวกับเวชภัณฑ์ ซึ่งจะอ้างอิงจากกลยุทธ์ด้านเภสัชกรรมใหม่ของสหภาพยุโรป (new EU Pharmaceutical Strategy) เพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านวัตถุดิบที่สำคัญ โดยการสนับสนุน จากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเชิงกลยุทธ์และเทคโนโลยีที่สำคัญ
  • การสร้างกลุ่มพันธมิตรด้านไฮโดรเจนสะอาด (Alliance on Clean Hydrogen) เพื่อกระตุ้นให้ภาคอุตสาหกรรมลดการปล่อยคาร์บอนและเพื่อรักษาความเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมของสหภาพยุโรป  โดยในอนาคตจะสร้างกลุ่มพันธมิตรด้านอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ (on Low-Carbon Industries) และกลุ่มพันธมิตรด้านแพลตฟอร์มและแหล่งข้อมูลอุตสาหกรรม (on Industrial Clouds and Platforms) และกลุ่มพันธมิตรด้านวัตถุดิบ (on raw materials)
  • การปรับแก้กฎหมายและแนวทางการดำเนินการเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างสาธารณะ “สีเขียว” (green public procurement)
  • การปรับมุมมองใหม่ไปมุ่งเน้นด้านนวัตกรรม การลงทุนและทักษะต่างๆ

นอกจากชุดแนวทางปฏิบัติที่ครอบคลุมทั้งแนวราบและเทคโนโลยีแล้ว คณะกรรมาธิการยุโรปจะทำการวิเคราะห์ความเสี่ยงและความต้องการที่แตกต่างกันของแต่ละระบบนิเวศอุตสาหกรรมอย่างเป็นระบบอีกด้วย โดยการวิเคราะห์ดังกล่าวคณะกรรมาธิการจะทำงานอย่างใกล้ชิดกับฟอรั่มอุตสาหกรรม (Industrial Forum) ที่ครบวงจรและเปิดกว้างซึ่งจะจัดตั้งขึ้นภายในเดือนกันยายน 2563 ซึ่งจะรวบรวมผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องมาร่วมให้ความคิดเห็น ประกอบด้วย ผู้แทนจากภาคอุตสาหกรรมรวมถึงวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม บริษัทขนาดใหญ่ หุ้นส่วนทางสังคม นักวิจัย รวมทั้งประเทศสมาชิกและสถาบันต่างๆ ของสหภาพยุโรป พร้อมกันนี้จะมีการเชิญผู้เชี่ยวชาญจากภาคส่วนเฉพาะต่างๆ เพื่อแบ่งปันความรู้


แหล่งที่มา : https://ec.europa.eu/newsroom/growth/item-detail.cfm?item_id=671274

รายงาน Climate Change Strategies 2020

ศูนย์เครือข่ายเทคโนโลยีสภาพภูมิอากาศ (Climate Technology Centre and Network , CTCN) ซึ่งเป็นหนึ่งในหน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลขององค์กร UN Environment Programme (UNEP) และ UN Industrial Development Organization (UNIDO) ได้เผยแพร่รายงานหัวข้อ  ‘Climate Change Strategies 2020′ โดยกล่าวถึงบทบาทสำคัญของการถ่ายโอนเทคโนโลยี (technology transfer) เพื่อต่อสู้กับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง โดยขอบเขตเนื้อหาระบุถึงโครงสร้างและรูปแบบการดำเนินการของศูนย์เครือข่าย CTCN ในการเชื่อมโยงกับประเทศต่างๆ ผ่านวิธีการ (know-how)  เทคโนโลยีและมาตรการทางการเงินให้กับประเทศสมาชิกของ UNFCCC (financing mandate for Parties to the UNFCCC) เพื่อสร้างศักยภาพให้แก่ประเทศต่างๆ ให้พร้อมรับและปรับใช้เทคโนโลยีที่เข้ามาเพื่อลดผลกระทบทางด้านสภาพภูมิอากาศ (climate technology) และบรรลุเป้าหมายทางสภาพภูมิอากาศ (climate goal)  

เนื้อหาภายในรายงานอยู่ในรูปแบบการรวมบทความจากผู้เชี่ยวชาญในการให้ความเห็นและความรู้ในประเด็นเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศ พร้อมทั้งมีการนำเสนอแนวทางปฏิบัติที่ดี (best practices) และกรณีศึกษาจากการดำเนินงานในประเทศต่างๆ อีกด้วย โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็น 4 ส่วนหลัก คือ

1) ต้องลงมือทำเร่งด่วน (Action now) เป็นส่วนแสดงความเห็นของผู้เชี่ยวชาญต่อสถานการณ์ของโลกที่ต้องได้รับการเปลี่ยนแปลงในตอนนี้ ก่อนที่จะสายเกินแก้ไข เช่น ความสำคัญของการพัฒนาเทคโนโลยีด้านพลังงานสะอาด ความต้องการให้มีการสนับสนุนด้านการเมืองและการเงินสำหรับโครงการที่เกี่ยวเนื่องกับสังคมที่ได้รับผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง (climate-vulnerable communities) เป็นต้น

2) เทคโนโลยี (Technology) เป็นส่วนที่แสดงวิธีการแก้ปัญหาหรือบริหารจัดการเพื่อให้ได้มาซึ่งการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น วิธีการบริหารจัดการเพื่อให้เกิดความมั่นคงทางด้านน้ำอุปโภคและบริโภค ด้านอาหารและด้านพลังงาน การพัฒนากังหันลมเพื่อให้เป็นแหล่งพลังงานให้สำหรับพื้นที่ชนบท การจัดตั้งศูนย์พัฒนานวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ด้านสภาพภูมิอากาศ (innovation climate center) โดยมุ่งสนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่นให้คิดค้นวิธีในการแก้ปัญหาเพื่อตอบโจทย์ให้ตรงกับพื้นที่ของตน (home-grown innovation) เป็นต้น

3) วิธีการดำเนินการเปลี่ยนแปลงทางระบบ (systemic change) เป็นส่วนที่นำเสนอถึงการเปลี่ยนแปลงระบบและวิธีการในการบริหารจัดการเมืองอย่างยั่งยืน เช่น วิธีการและเทคโนโลยีที่ถูกคิดโดย UN-Habitat เพื่อทำให้เมืองและโครงสร้างพื้นฐานมีความเป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศ (climate-friendly) การวางแผนเพื่อขยายโครงข่ายการคมนาคมเพื่อลดการปล่อยมลพิษ (climate-smart transport) ในประเทศกัมพูชา เป็นต้น

4) การดำเนินการเพื่อให้เกิดขึ้นจริง (making it happen) เป็นส่วนที่นำเสนอถึงวิธีการที่ศูนย์เครือข่าย CTCN มีส่วนร่วมในการดำเนินการโครงการต่างๆ เช่น การสร้างเครือข่ายการลงทุนภาคเอกชนสำหรับประเทศกำลังพัฒนา และให้การสนับสนุนประเทศในการพัฒนาเทคโนโลยีที่มีความจำเป็นการติดตามประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ รวมถึงแนวทางในการใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุดจากบริการที่ศูนย์เครือข่าย CTCN มีให้บริการ   

นอกจากรายงานดังกล่าวแล้ว ศูนย์เครือข่าย CTCN ยังมีแพลตฟอร์มออนไลน์  ctc-n.org ที่เป็นศูนย์ข้อมูล เพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านเทคโนโลยีและแนวทางการดำเนินงานที่น่าสนใจ โดยข้อมูลต่างๆ จะมาทั้งจากส่วนกลางและสมาชิกของศูนย์เครือข่าย ทั้งนี้ประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในสมาชิกของศูนย์เครือข่ายดังกล่าวด้วย โดยหน่วยงานของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานหลัก ท่านที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลความรู้ การดำเนินการต่างๆ ของประเทศไทยที่น่าสนใจ ได้ที่ https://www.ctc-n.org/countries/asia/thailand


ข้อมูลของหน่วยงาน

ศูนย์เครือข่ายเทคโนโลยีสภาพภูมิอากาศ (Climate Technology Centre and Network , CTCN) เป็นหนึ่งในหน่วยงานเพื่อดำเนินการเกี่ยวกับ UNFCCC Technology ภายใต้การกำกับดูแลของ UNEP และ UNIDO ทำหน้าที่ในการส่งเสริมให้เกิดการถ่ายโอนเทคโนโลยีเพื่อนำไปสู่การพัฒนาแบบคาร์บอนต่ำและความยืดหยุ่นทางสภาพภูมิอากาศ (low carbon and climate resilient) นับจนถึงปัจจุบันได้มีการดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีด้านสภาพภูมิอากาศกว่า 1,500 กิจกรรมในกว่า 150 ประเทศแล้ว

แหล่งอ้างอิง : https://www.unido.org/news/ctcn-publication-explores-role-technology-transfer-raising-climate-ambition  

เยอรมนีเห็นด้วยที่จะเลิกการพึ่งพาพลังงานจากถ่านหินภายในปี ค.ศ. 2038 โดยมาพร้อมกับมาตรการสำหรับชดเชยราว 40,000 ล้านยูโร (หรือประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท)

ถ่านหินถือเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดโลกร้อน ปัจจุบันแหล่งที่มาของไฟฟ้าในเยอรมนี มากกว่า 1 ใน 3 มาจากถ่านหินและจากปริมาณถ่านหินดังกล่าวมากกว่าครึ่งหนึ่งมาจากถ่านหินลิกไนต์ซึ่งเป็นถ่านหินประเภทที่ก่อให้เกิดมลภาวะมากที่สุด


โดยเยอรมนีวางแผนที่จะเลิกใช้ถ่านหินลิกไนต์ โดยคาดว่าจะสามารถเกิดขึ้นได้ภายในปี ค.ศ. 2035 ซึ่งอาจต้องขึ้นอยู่กับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่จะมารองรับด้วย จากสถิติการใช้ถ่านหินลิกไนซ์ในยุโรปของ Eurostat agency ได้เผยว่าเยอรมนีเป็นทั้งผู้ผลิตถ่านหินลิกไนต์รายใหญ่ที่สุดในโลกและมีสัดส่วนการใช้มากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของสหภาพยุโรปโดยอยู่ที่ร้อยละ 44 ของปริมาณทั้งหมดของยุโรป ตามมาด้วยโปแลนด์ที่ร้อยละ 16 ในขณะที่เช็กกับกรีกอยู่ที่ร้อยละ 10 บัลแกเรียอยู่ที่ร้อยละ 9 และโรมาเนียที่ร้อยละ 7  

ความท้าทายของเป้าหมายดังกล่าวคือ ความกังวลต่อความไม่เพียงพอของปริมาณไฟฟ้า เพราะนอกจากแผนการเลิกใช้ถ่านหินแล้ว เยอรมนียังตั้งมั่นที่จะเลิกใช้พลังงานจากนิวเคลียร์ด้วย โดยจะเลิกใช้ภายใน 2 ปีข้างหน้าที่จะถึงนี้ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อมของเยอรมนีได้กล่าวว่า “เยอรมนีจะเป็นประเทศแรกที่สามารถเลิกใช้พลังงานที่มาจากถ่านหินและนิวเคลียร์”

โดยรัฐบาลมีแผนที่จะเริ่มร่างกฎหมายสำหรับการเลิกใช้ถ่านหินภายในเดือนมกราคมนี้และคาดว่าจะผ่านรัฐสภาได้ภายในกลางปี ค.ศ. 2020 นี้ นอกจากนี้ยังได้มีการกำหนดมาตรการในการชดเชยจำนวนกว่า 40,000ล้านยูโร ไว้ด้วยซึ่งจะให้แก่ 4 รัฐที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งเป็นรัฐที่มีการขุดถ่านหินลิกไนต์และมีโรงไฟฟ้าถ่านหิน ได้แก่        1) Saxony – Anhalt 2) Saxony 3) North Rhine – Westphalia และ 4) Brandenburg เงินส่วนใหญ่จะถูกจัดสรรไปเพื่อการสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบและการฝึกอบรมทักษะให้แก่แรงงานเพื่อให้สามารถรองรับงานใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ในขณะที่จะแบ่งส่วนหนึ่งเพื่อไปชดเชยแก่ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการปิดโรงงานด้วยเช่นกัน โดยสำหรับฝั่งเยอรมันตะวันตกตั้งงบไว้ที่ 2.6 พันล้านยูโร ในขณะที่ฝั่งเยอรมันตะวันออกอยู่ที่ 1.75 พันล้านยูโร

ทั้งนี้การเลิกใช้ถ่านหินถือเป็นอีกหนึ่งส่วนสำคัญที่จะมาช่วยขับเคลื่อนเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหภาพยุโรป ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่ทั้ง 28 ประเทศตั้งเป้าหมายว่าจะเป็น carbon-neutral ให้ได้ภายในปี ค.ศ.2050


แหล่งที่มา : https://www.bbc.com/news/world-europe-51133534

การจัดตั้งโครงการนำร่องไฮโดรเจน “สีเขียว” (CO2-neutral (“green”) Hydrogen)

โครงการนำร่องไฮโดรเจน “สีเขียว” ถูกจัดตั้งขึ้นในพื้นที่ของบริษัทผู้ผลิตเหล็ก voestalpine ที่เมือง Linz ประเทศออสเตรีย โดยมีศักยภาพในการผลิตพลังงานมากถึง 6 ล้านเมกะวัตต์และสามารถสร้างไฮโดรเจน “สีเขียว” ได้ถึง 1,200 ลูกบาศก์เมตรซึ่งถือว่าเป็นโครงการที่มีประสิทธิภาพและเป็นที่สุดของเทคโนโลยีนี้ในปัจจุบัน (CO2 neutral production of hydrogen หรือการผลิตไฮโดรเจน โดยไม่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ในกระบวนการ) โดยวัตถุประสงค์ของโครงการนี้คือต้องการศึกษาว่าการใช้เทคโนโลยี (Proton exchange membrane, PEM) เพื่อการผลิตไฮโดรเจน “สีเขียว” มีความเป็นไปได้เชิงอุตสาหกรรมหรือไม่   

โครงการนี้ได้รับเงินทุนสนับสนุนจำนวน 18 ล้านยูโร (หรือ 20 ล้าน USD) โดยเป็นส่วนหนึ่งของโครงการสนับสนุนเงินทุนของสหภาพยุโรปที่ชื่อว่า “H2FUTURE” โดยร่วมกับ บริษัท voestalpine (ผู้ผลิตเหล็ก) VERBUND (ผู้ให้บริการด้านพลังงาน) Siemens (ผู้ผลิตอิเล็กโทรไลเซอร์ประเภท Proton exchange membrane, PEM) Austrian Power Grid (ผู้สนับสนุนด้านพลังงานเพื่อเอื้ออำนวยต่อโครงการ ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ VERBUND) และพันธมิตรด้านการวิจัย K1-MET (ออสเตรีย) และ Energy Research Centre of the Netherlands, ECN (เนเธอร์แลนด์) ร่วมกันวิจัยและพัฒนาเพื่อหาพลังงานหมุนเวียนเพื่อมาทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิลในภาคอุตสาหกรรมเหล็กในระยะยาว โดยทดสอบศักยภาพในการให้บริการเชิงเครือข่ายและการชดเชยความผันผวนในระบบ Power Grid ซึ่งหมายถึง การช่วยดึงพลังงานส่วนเกินจาก Power grid ได้ตามความต้องการ ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญของการผันผวนจากการผลิตพลังงานจากเชื้อเพลิงหมุนเวียน  

โดยนาย Wolfgang Hesoun ประธานกรรมการบริหารบริษัท Siemen AG ของออสเตรีย กล่าวว่า “ในโครงการได้ใช้พลังงานหมุนเวียนในการแยกน้ำออกเป็นส่วนๆ คือ ไฮโดรเจนและออกซิเจน ซึ่งกระบวนการนี้มีศักยภาพอย่างมากในการลดคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากภาคพลังงานและระบบเศรษฐกิจและทำให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น” พร้อมกล่าวเสริมอีกว่า “H2FUTURE” ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างพื้นฐานสำหรับอนาคตในการประยุกต์ใช้ electrolysis ในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งจะมาเป็นเสาหลักของอุตสาหกรรมในอนาคต เช่น อุตสาหกรรมเหล็ก โรงกลั่น การผลิตปุ๋ยและอุตสาหกรรมที่ต้องใช้ไฮโดรเจนเป็นจำนวนมาก”

จากเป้าหมาย Global climate goals ที่ต้องการกำจัดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซต์อย่างสมบูรณ์ภายในปี 2050 ทำให้เกิดความท้าทายขึ้นในภาคอุตสาหกรรมและผู้ให้บริการพลังงานอย่างมากในการหาหนทางเพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว ซึ่งในที่นี้ CO2-neutral (“green”) Hydrogen ถือเป็นหนทางเลือกในอนาคตที่มีแนวโน้มมากที่สุดสำหรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่แหล่งพลังงานรูปแบบใหม่ (energy transition)

ในขณะที่นาย Herbert Einbensteiner ประธานกรรมการบริหารของบริษัท voestalpine AG กล่าวว่า “พวกเราได้ตั้งเป้าหมายอย่างชัดเจนในการหลีกเลี่ยงการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ในการผลิตเหล็กในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเริ่มจากการดำเนินโครงการนำร่องไฮโดรเจน “สีเขียว” ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกในพื้นที่โรงงานของเราในเมือง Linz โดยพวกเราถือว่าสำเร็จในก้าวที่สำคัญในการขับเคลื่อนสู่เทคโนโลยีนี้ ในขณะเดียวกันในแง่ของเป้าหมาย global climate targets ปัจจุบันเราได้ทำการค้นคว้าเพื่อหาเทคโนโลยีผสมผสาน (Hybrid technology) เพื่อเชื่อมโยงระหว่างเส้นทางระบบเตาหลอมถ่านหิน (coke/coal based furnace route) ที่มีอยู่กับเตาอาร์คไฟฟ้าที่ใช้พลังงานไฟฟ้าสีเขียว (electric arc furnace route powered by green electricity) ซึ่งบางส่วนมาจาก ไฮโดรเจน “สีเขียว” ด้วย” และกล่าวเสริมว่า “เงื่อนไขเบื้องต้นที่สำคัญในการวางแผนด้านไฟฟ้าสีเขียวและไฮโดรเจน “สีเขียว”  (green electricity and green hydrogen) คือการมีพลังงานหมุนเวียนในปริมาณที่เพียงพอในระดับราคาที่สามารถแข่งขันได้ในเชิงพาณิชย์ ซึ่งนี่จะเป็นหนทางเดียวที่จะเกิดการหันมาใช้เทคโนโลยีดังกล่าวในการแข่งขันได้”

จากปัจจัยด้านวัตถุดิบ แหล่งพลังงานและความสามารถในการเก็บสะสมได้ ทำให้ไฮโดรเจน “สีเขียว” สามารถสนับสนุนการลดคาร์บอน (decarbonizing) ในพลังงานและกระบวนการที่ใช้คาร์บอนไดออกไซด์จำนวนมากได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยศักยภาพดังกล่าวทำให้น่าสนใจต่อการนำไปใช้ทั้งในภาคอุตสาหกรรม ภาคขนส่งโดยเฉพาะการขนส่งสินค้าและการเดินทางโดยรถไฟ ยิ่งไปกว่านั้น responsive electrolysers ยังช่วยตอบสนองต่อการบริหารจัดการ Power grid สำหรับ overloaded transmission networks ที่จะมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ได้  กล่าวโดยรวมคือ H2FUTURE ถือเป็นต้นแบบของการร่วมมือ cross-sector cooperation ในการสร้างมูลค่าเพิ่ม

นาย Wolgang Anzengruber ประธานกรรมการบริหารของบริษัท VERBUND ได้อธิบายว่า “การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้พลังงานอย่างไม่สม่ำเสมอและมีความผันผวน เช่น ลม แสงอาทิตย์  ในขณะที่ เทคโนโลยีไฮโดรเจน “สีเขียว” นี้จะมาช่วยในการจัดเก็บกระแสไฟฟ้าและทำให้สามารถนำไปใช้ได้อย่างคุ้มค่าและมีประโยชน์มากขึ้น”

นาย Bart Biebuyck กรรมการผู้จัดการของ Fuel Cell Hydrogen Joint Undertake (FCH JU) กล่าวว่า “โครงการ H2FUTURE เป็นหนึ่งใน Flagship Project ของ FCH JU มีจุดประสงค์เพื่อช่วยให้ European electrolyser OEMs พัฒนาสินค้าที่มีคุณภาพและศักยภาพได้ตามข้อกำหนดของภาคอุตสาหกรรมยุโรปที่ต้องการให้ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์” โดยสำหรับโครงการนี้ FCH JU ได้จัดสรรเงินเพื่อสนับสนุนด้านการวิจัยถึง 12 ล้านยูโร (13.2 ล้าน USD)

หากท้ายที่สุดแล้วเทคโนโลยีดังกล่าวมีความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจ หนทางนี้จะสามารถลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ราว 1 ใน 3 ภายในระหว่างปี 2030 ถึง 2035 ในขณะที่ บริษัท voestalpine จะยังคงพยายามอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มการใช้ ไฮโดรเจน “สีเขียว” ในกระบวนการผลิตเหล็กมากขึ้น โดยคาดว่าภายในปี 2050 กลุ่มบริษัทจะสามารถลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่าร้อยละ 80  

หมายเหตุ – หากสนใจชมวีดีโอเกี่ยวกับโครงการ (ภาษาเยอรมัน) เข้าชมได้ตามลิ้งค์นี้ https://www.youtube.com/watch?v=0hzZXH_YdEY


แหล่งอ้างอิง : https://www.powerengineeringint.com/2019/11/19/worlds-largest-green-hydrogen-pilot-begins-operation-in-austria/?topic=73085

การส่งเสริมนวัตกรรมในพลังงานชีวภาพของสหภาพยุโรป

สหภาพยุโรปได้จัดตั้งโครงการเงินทุน (EU-funded project) เพื่อสนับสนุน SMEs ในภาคธุรกิจพลังงานชีวภาพของ 6 ประเทศสมาชิกเพื่อพัฒนาศักยภาพในการทำกำไร ความยั่งยืนและความสามารถในการแข่งขันในตลาดให้มากขึ้น ผ่านการสนับสนุนด้านเทคนิค เงินทุนและแนวทางในการบริหารจัดการ เนื่องจากสหภาพยุโรปต้องการพยายามที่จะบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศและเป้าหมายพลังงาน

ทั้งนี้ในสหภาพยุโรป พลังงานชีวภาพมีสัดส่วนอยู่ที่ร้อยละ 10 ของพลังงานทั้งหมด (total energy mix) และมีสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 60 ของการบริโภคพลังงานหมุนเวียน (renewable energy consumption) ซึ่งการใช้พลังงานดังกล่าวจะเป็นตัวสำคัญในการขับเคลื่อนให้สหภาพยุโรปสามารถไปถีงเป้าหมาย 2030 และ 2050 ด้านพลังงานหมุนเวียนและด้านสภาพภูมิอากาศได้ 

แม้ว่าภาคส่วนนี้กำลังพึงพอใจกับอัตราการเติบโตอย่างโตเนื่องในทุกปีที่ร้อยละ 5 แต่ธุรกิจที่เกี่ยวข้องส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ซึ่งเจอกับอุปสรรคในการนำไอเดียด้านนวัตกรรมเข้าสู่ตลาด

และเพื่อจะส่งเสริมตลาดให้รับแนวคิดมวลชีวภาพ (biomass concept) โครงการสนับสนุนด้านการเงินของสหภาพยุโรปที่มีชื่อว่า “SECURECHAIN” ได้เข้ามาสนับสนุน 20 ธุรกิจ SMEs ในห่วงโซ่อุปทาน

นาย Patrick Reumerman ที่ปรึกษาอาวุโสของ BTG BIO Technology Group ในเนเธอร์แลนด์และผู้ประสานงานโครงการ SECURECHAIN กล่าวว่า “การผลิตพลังงานชีวภาพที่เพิ่มขึ้นจะทำให้เกิดความมั่นใจที่เพิ่มขึ้นกับความมั่นคงของพลังงาน นวัตกรรม การเติบโตและการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นอีกด้วย – ไม่ต้องพูดถึงประโยชน์ทางด้านสภาพภูมิอากาศ” 

SECURECHAIN ได้คัดเลือก 20 โครงการในขอบเขตของการเก็บเกี่ยวมวลชีวภาพ (biomass harvesting) การผลิตน้ำมัน (fuel production) การแปลงและการรีไซเคิลพลังงาน (energy conversion and recycle) โดยแต่ละโครงการจะได้รับการสนับสนุนตามรูปแบบของตนเอง ตั้งแต่การวิเคราะห์วิธีการทำงาน การช่วยเหลือด้านการงินและสร้างโอกาสในการระดมเงินทุน

โดยทาง SECURECHAIN ได้เสนอ innovation vouchers ให้แก่ SMEs เพื่อใช้ประโยชน์จากการสนันสนุน นวัตกรรมเป้าหมาย (targeted innovation support) และการให้ปรึกษาด้านเทคนิค (hands-on technical advice) สำหรับโครงการนำร่องของพวกเขา นอกจากนี้ยังมีการจัดตั้งพันธมิตรหลักของภูมิภาค (regional lead partners) เพื่อช่วยเหลือและให้การสนับสนุนภาพรวมในระดับภูมิภาคและเพื่อตรวจวัดประสิทธิภาพของแต่ละโครงการ รวมทั้งจัดตั้งห้องปฏิบัติการการเรียนรู้ระดับภูมิภาค (regional learning labs) เพื่อจัดอบรมพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการ SMEs อีกด้วย

นอกจากนี้ ทาง SECURECHAIN ยังดำเนินการประเมินภาพรวม (life-cycle assessment) เพื่อวัดผลที่ได้รับภาพรวมของด้านสภาพแวดล้อมในโครงการนำร่องของ SMEs รวมไปถึงการเพิ่มการอบรม การสนับสนุนในกระบวนการรับรอง การประเมินความเสี่ยงทางการเงินและการบริการให้คำปรึกษา โดยนาย Reumerman ได้กล่าวว่า “พวกเราให้ความช่วยเหลือในการตัดสินใจทางกลยุทธ์และลงทุนเพิ่มเติมในระบบและเครื่องมือต่างๆ”

โดยภาพรวมแล้ว SECURECHAIN สามารถเพิ่มมวลชีวภาพเข้าสู่ระบบของสหภาพยุโรปได้ปีละ 142,000 ตันและผลิตพลังงานหมุนเวียนได้กว่า 2.3 ล้านกิกะจูลต่อปี รวมทั้งลดการปล่อยคาร์บอนได้ถึง 40,100 ตันต่อปี พร้อมทั้งยังก่อให้เกิดการลงทุนกว่า 10.2 ล้านยูโรอีกด้วย

นาย UWE Kies ผู้ประสานงานของ SUCURECHAIN ได้กล่าวว่า สำหรับโครงการ SMEs ที่ได้รับเลือกในเยอรมัน เนเธอร์แลนด์ สวีเดน สเปน กรีซและเอสโตเนีย พวกเราได้ช่วยเหลือโดยการออกแบบเทคโนโลยีให้เหมาะสมที่สุดและพัฒนารูปแบบการดำเนินธุรกิจให้สามารถเติบโตได้

สำหรับในสวีเดน SECUECHAIN ได้เข้าช่วย 4 หมู่บ้านในการนำระบบมวลชีวภาพมาใช้แทนที่ oil boilers รวมถึงการขยายเครือข่ายการให้ความร้อน (heating grid) ในเขตท้องถิ่นอีกด้วย โดยโครงการนี้ทำให้ 4 ชุมชนขนาดเล็กสามารถละทิ้งการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลได้อย่างสมบูรณ์และหันไปใช้พลังงานมวลชีวภาพในการให้ความร้อนแทน

สำหรับในสเปน SECURECHAIN ได้สนับสนุนในการเพิ่มระดับของการผลิตเม็ดมวลชีวภาพ (biomass pellet production) โดยการเพิ่มสายการผลิตพิเศษสำหรับเม็ดอุตสาหกรรม (industrial pellets) ในขณะที่ในเยอรมันได้ช่วยปรับปรุงการฟื้นฟูไม้เพื่อนำไปใช้ในโรงงานชีวมวล (wood recovery for use in biomass facilities) จากขยะสีเขียวของครัวเรือน

นอกจากนี้ SECURECHAIN ยังได้ช่วยเหลืออีก 11 ธุรกิจ SMEs ในกระบวนการขอรับรอง (process of certification) ในขณะที่ SMEs อื่นๆ ก็มีส่วนร่วมผ่านการอบรมและห้องปฏิบัติการการเรียนรู้ (learning labs)

นาย Kies ได้กล่าวว่า “ SECURECHAIN ได้ส่งเสริมพลังงานชีวภาพผ่านการสร้างคลัสเตอร์ธุรกิจ โดยการจับคู่พันธมิตรกันทั้งในห่วงโซ่อุปทานและห่วงโซ่นวัตกรรม” นอกจากนี้เรายังได้เรียนรู้อีกว่าคำปรึกษาจะสามารถทำงานได้ดีที่สุดเมื่อส่งมอบโดยที่ปรึกษาที่อยู่ในพื้นที่และการยอมรับจากประชาชนโดยการทำผ่านการสื่อสารและการให้ความรู้ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก สุดท้ายนี้พวกเราเชื่อว่าการสื่อสารบทเรียนที่ได้เรียนรู้จากทั้งโครงการที่ประสบความสำเร็จและไม่ประสบความสำเร็จในสหภาพยุโรปนั้นสำคัญอย่างยิ่งต่อ SMEs

แหล่งที่มา : https://ec.europa.eu/research/infocentre/article_en.cfm?&artid=50325&caller=other

ข้อมูลเพิ่มเติมของโครงการ : http://www.securechain.eu/

ระยะเวลาของโครงการ SECURECHAIN : เมษายนปี 2015 – กรกฎาคม 2018

เงินสนับสนุนโครงการทั้งสิ้น :  1,809,586 ยูโร

รายงานสรุปโครงการ : http://www.securechain.eu/securechain-summary-report

10 เทคโนโลยียั่งยืนที่จะยกระดับการผลิตอาหารของโลก

แม้ว่าในหลายประเทศอาทิ ญี่ปุ่น จะเข้าสู่แนวโน้มการลดลงของประชากร แต่ในภาพรวมประชากรของโลกยังจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยะสำคัญ คาดว่าจำนวนประชากรโลกจะเพิ่มไปที่ 10 พันล้านคน ภายในปีค.ศ. 2050 หนึ่งในความท้าทายของแนวโน้มดังกล่าว คือ การผลิตอาหารให้เพียงพอต่อประชากรโลกอย่างยั่งยืนและไม่ทำลายสภาพแวดล้อม ภายในบริบทของการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ

องค์การ World Resources Institute ได้ทำการตีพิมพ์รายงาน Creating a Sustainable Food Future รวมกับธนาคารโลก UN-Environment Programme และ UN Development Program เพื่อเสนอ 22 มาตรการ เพื่อจัดการด้านอาหาร มาตรการดังกล่าวสามารถแบ่งออกเป็นห้าหมวดได้แก่

  • การลดอุปสงค์หรือ Demand ให้โตช้าลง
  • เพิ่มปริมาณการผลิตอาหารโดยไม่เพิ่มพื้นที่การเพาะปลูก
  • เพิ่มอุปทานหรือ Supply ของปลา
  • ลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคเกษตรกรรม และ
  • ปกป้องและฟื้นคืนระบบนิเวศทางธรรมชาติ

มาตรการดังกล่าวจะช่วยลดช่องว่างปริมาณอาหารที่โลกสามารถผลิตได้ในปัจจุบัน และความต้องการที่คาดว่าจะมาถึงในปีค.ศ. 2050 โดยหลีกเลี่ยงการเปิดพื้นที่เกษตรกรรมเพิ่มขึ้นและลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกของระบบอาหารให้สอดคล้องกับระดับที่กำหนดโดยข้อตกลงปารีส

wrr-food-figure-23_0.png

รูปที่ 1  25 มาตรการ นำเสนอโดย รายงาน WRI

หลายมาตรการในรายงานดังกล่าวเป็นการเสนอให้ชาวนาและผู้ประกอบการในภาคเกษตรกรรมนำเอา Best Practice ที่มีอยู่ในปัจจุบันมาใช้อย่างแพร่หลายให้มากขึ้น บางส่วนเป็นมาตรการด้านผู้บริโภคที่ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค หรือเกี่ยวข้องกับการปรับเปลี่ยนนโยบายของภาครัฐ นอกจากนี้ยังมีมาตรการที่จำเป็นต้องกมีการพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ รายงานดังกล่าวนำเน้นการพัฒนา 10 มาตรการด้วยกัน

  • เนื้อสัตว์จากพืช โดยเฉลี่ยแล้ว โปรตีนที่มาจากเนื้อวัวและเนื้อแกะใช้พื้นที่ และปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่าโปรตีนที่มาจากพืชกว่า 20 เท่า การผลิตสินค้าเนื้อที่มีความคล้ายพืช และให้ความรู้สึกในการกินที่คล้ายกับเนื้อสัตว์จะช่วยลดปริมาณการบริโภคเนื้อสัตว์ลด ในปัจจับันมีหลายบริษัท อาทิ Impossible Foods และ Beyond Meat ริเริ่มที่จะพัฒนาสินค้าของตนไปในทิศทางดังกล่าว
  • การเพิ่ม Shelf lives หรือระยะเวลาที่สินค้าอาหารสามารถอยู่บนชั้นวางของ Supermarket ได้ สัดส่วนของอาหารที่ถูกทิ้งหรือกลายเป็นของเสีย (ระหว่าง farm และ fork) คิดเป็นสัดส่วนที่สูงถึงหนึ่งในสามเลยทีเดียว ปัจจุบันมีการคิดค้นแนวทางการพัฒนาเพื่อชะลอเวลาที่อาหารจะเสีย โดยใช้ส่วนประกอบจากธรรมชาติ อาทิ Apeel Sciences ที่ทำการพัฒนาสารสเปย์ที่ลดอัตราการเติบโตของแบคทีเรีย และการสูญเสียน้ำในผลไม้ บริษัทที่คล้าย ๆ กันอื่น ๆ ได้แก่ Nanology และ Bluapple
  • ลดการปล่อยก๊าซจากวัว กว่าร้อยละสามสิบของก๊าซเรือนกระจกที่มาจากภาคเกษตรกรรม (ไม่นับจากการเปลี่ยนแปลงการใช้พื้นที่ หรือ land use change) มาจากการเรอของวัวที่มีปริมาณก๊าซมีเทนที่สูง สถาบันการวิจัยของเนเธอร์แลนด์ DSM ได้พัฒนาสารเคมีที่ช่วยลดปริมาณก๊าซมีเทนที่ถูกปล่อยโดยวัวได้กว่าร้อยละ 30 ในการทดสอบ โดยคาดว่าจะไม่มีผลกระทบข้างเคียงต่อสุขภาคและสิ่งแวดล้อม
  • ลดการสูญเสียไนโตรเจนของดิน กว่าร้อยละ 20 ของก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตของภาคเกษตรกรรม มาจากการใช้ปุ๋ยและสารเคมีเพื่อทดแทนสารไนโตรเจนในดิน ซึ่งก๊าซดังกล่าวมาจากการสร้าง Nitrous oxide โดย micro organism ที่เปลี่ยนสารไนโตรเจนจากรูปแบบหนึ่งไปอีกรูปแบบหนึ่ง การป้องกันไม่ให้เกิดการเปลี่ยนรูปแบบสารดังกล่าว ผ่านการใช้ nitrification inhibitors ผ่านการเคลือบสามารถจะลดการสูญเสียสารไนโตรเจนและเพิ่มการดูดซึมสารดังกล่าวโดยพืช ลดการปล่อยก๊าชเรือนกระจกและลดมลภาวะด้านสารพิษทางน้ำที่เป็นประโยชน์ทางอ้อมอีกด้วย อย่างไรก็ตามการผลักดันมาตรการดังกล่าวต้องพึ่งพามาตรการเชิงนโยบาย เพื่อให้เทคโนโลยีดังกล่าวถูกกระจายไปใช้อย่างแพร่หลาย
  • Nitrogen-absorbing crops การพัฒนาพืชที่สามารถดูดซึมไนโตรเจนได้มากกว่าปกติ หรือพืชที่สามารถ inhibit nitrification ก็สามารถลดปริมาณก๊าซ nitrous oxide ได้ ปัจจุบันนักวิจัยสามารถระบุสายพันธุ์ของพืชที่มีความสามารถในการลดหรือยับยังกระบวนการ nitrification ของพืชสายพันธุ์หลักได้แล้ว
  • สายพันธุ์ข้าวที่มีก๊าซมีเทนต่ำ ข้าวเป็นหนึ่งในสายพันธุ์พืชที่มีการปลูกอย่างแพร่หลาย สัดส่วนของก๊าซเรือนกระจกที่มาจากการปลูกข้าวคิดเป็นร้อยละ 15 ของปริมาณก๊าซเรือนกระจกจากภาคการผลิตการเกษตรทั้งหมด นักวิจัยได้ดำเนินการและสามารถระบุสายพันธุ์ข้าวที่ปล่อยก๊าซมีเทนน้อยกว่าสายพันธุ์อื่น ๆ (ร้อยละ 30 จากค่าเฉลี่ย) อย่างไรก็ตามประเทศที่มีการปลูกข้าวมาก ยังไม่ทำการผลักดันการนำเอาข้าวสายพันธุ์ดังกล่าวไปปลูกใช้แต่อย่างไร
  • การใช้ CRISPR หรือ clustered regularly interspaced short palindromic repeats หรือการปรับสายพันธุ์ของพืชและสัตว์ให้เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตอาหาร ลดการใช้น้ำและทรัพยากรอื่น ๆ และความสามารถในการต่อต้านโรค เทคโนโลยีดังกล่าวจะทำให้นักวิจัยสามารถเลือกเปิดหรือปิด Genes ในพืชและสัตว์ได้
  • สายพันธุ์ต้นปามล์ที่มีประสิทธิภาพสูง ปริมาณการบริโภคน้ำมันปาล์มของโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ น้ำมันปาล์มถูกนำไปใช้ในรูปแบบต่าง ๆ จากแชมพูไปถึงเพื่อประกอบอาหาร Demand ที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้มีการตัดป่าไม้ในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วโลกเพื่อปลูกปาล์ม หนึ่งในมาตรการที่สามารถจะลดผลกระทบจากการบริโภคน้ำมันปาล์มที่สูงขึ้นคือการเปลี่ยนไปปลูกปาล์มที่ให้ผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น บริษัท PT Smart ได้ดำเนินการในรูปแบบดังกล่าวในประเทศอินโดนีเซียในช่วงที่ผ่านมา
  • การผลิตอาหารปลาจาก Algae การเพิ่มขึ้นของฟาร์มปลาทั่วโลกนำไปสู่ความต้องการของวัตถุดิบอาหารปลา อาทิปลาและสัตว์น้ำขนาดเล็ก ที่เพิ่มขึ้น ความต้องการดังกล่าวส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อาหารของโลกอย่างมีนัยสำคัญ หนึ่งในมาตรการเทคโนโลยีที่ถูกนำมาใช้จัดการปัญหาดังกล่าวคือ การผลิตอาหารปลาโดยนำเอา Algae หรือ oilseeds ที่มีสาร Omega-3 มาใช้ในการผลิตอาหารปลา มาตรการดังกล่าวกำลังถูกพัฒนาโดยหลากหลายบริษัท
  • การผลิตปุ๋ยจากพลังงานแสงอาทิตย์ ขั้นตอนการผลิตปุ๋ยที่มีสารไนโตรเจนนั้นใช้พลังงานและน้ำมันถ่านหินที่สูง และนำไปสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งจากการเผาผลาญเชื้อเพลิง และการรวมตัวกันระหว่างสารไนโตรเจนและไฮโดรเจน ปัจจุบันมีการดำเนินการโครงการนำร่องในประเทศออสเตรเลียเพื่อทำการผลิตปุ๋ยโดยใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ เพื่อนำไปสู่การผลิต loc-carbon fertilizer ต่อไป

แม้ว่ามาตรการเหล่านี้จะมีศักยภาพที่สูงในการลดปริมานก๊าซเรือนกระจกในตัวของมันเอง แต่ในปัจจุบันกลับยังไม่ได้รับการผลักดันอย่างสมควร การดำเนินการต่าง ๆ เป็นไปอย่างล่าช้า ด้วยขาดการผลักดันจากภาครัฐในด้านต่าง ๆ อาทิ ด้านการลงทุน ด้วยเทคโนโลยีเหล่านี้ แม้จะมีศักยภาพในการลดค่าใช้จ่ายในระยะใกล้ แต่ก็ต้องมีการลงทุนที่สูงในเบื้องต้น รวมทั้งต้องมีการปรับข้อบังคับและกลไกต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง การผลักดันดังกล่าวจะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นหากได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ และแม้ว่าเทคโนโลยีและมาตรการเหล่านี้ยังไม่ได้รับการดำเนินการอย่างแพร่หลาย แต่ก็แสดงให้เห็นถึงโอกาสและความเป็นไปได้ในการจัดการความท้าทายดังกล่าว

https://www.wri.org/blog/2019/07/10-breakthrough-technologies-can-help-feed-world-without-destroying-it

พลังงานไฮโดรเจน หนึ่งในมาตรการอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

กรุงเวียนนา, 18 เมษายน 2019 –

พลังงานไฮโดรเจนมีศักยภาพที่ยอดเยี่ยมในการเป็นแหล่งพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและ ช่วยสร้างความหลากหลายให้กับเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามการพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนโดยนโยบายที่ปรับแต่งโดยเฉพาะ และผ่านการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างรัฐบาลและอุตสาหกรรม เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถได้รับประโยชน์จากการพัฒนาดังกล่าว ข้อสรุปดังกล่าวเป็นใจความที่สำคัญของรายงานจากผลลัพธ์ของการประชุมกลุ่มผู้เชี่ยวชาญระหว่างประเทศ ที่ถูกจัดขึ้นที่ระหว่างการเจรจาสภาพภูมิอากาศขององค์การสหประชาชาติ COP24 ณ ประเทศโปแลนด์ในเดือนธันวาคม 2561 ที่ผ่านมา การประชุมมุ่งเน้นพิจารณาความก้าวหน้าของเทคโนโลยีไฮโดรเจนในปัจจุบันและเส้นทางการพัฒนาเทคโนโลยีในรูปแบบ Climate neutral จัดขึ้นโดยองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO) กระทรวงการต่างประเทศโปแลนด์และกระทรวงพลังงานและรัฐบาลญี่ปุ่น

ไฮโดรเจนเป็นสารเคมีที่มีมากที่สุดในจักรวาล และมีศักยภาพที่โดดเด่นในการเก็บพลังงานอย่างคงที่ คุณสมบัติดังกล่าวทำให้ไฮโดรเจนเป็นพลังงานที่เหมาะสำหรับภาคพลังงานหมุนเวียน ซึ่งในปัจจุบันขาดแหล่งการจัดเก็บพลังงานให้เพียงพอต่อความสมดุลของการผลิตและการใช้

Michael Losch ผู้อำนวยการฝ่ายพลังงานและเหมืองแร่ในกระทรวงสหพันธ์ออสเตรียเพื่อความยั่งยืนและการท่องเที่ยวกล่าวต่อที่ประชุม ว่า“ เราต้องคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราเพิ่มพลังงานหมุนเวียนเช่นลมและแสงอาทิตย์ทั้งสหภาพยุโรปเป็นส่วนแบ่ง 50 ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ของการผลิตไฟฟ้าของเรา ในสถานการณ์ดังกล่าวจะมีบางครั้งที่ความต้องการไม่สามารถใช้พลังงานไฟฟ้านี้ได้ทันที่ ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องพัฒนาโซลูชั่นการจัดเก็บพลังงาน และหนึ่งในคำตอบนั้นคือคือไฮโดรเจน”

ความก้าวหน้าในปัจจุบันในการผลิตผ่านอิเล็กโทรไลซิสและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องรวมถึงเซลล์เชื้อเพลิงรวมถึงคุณลักษณะที่หลากหลายของมันนำเสนอโซลูชั่นแบบองค์รวม เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกระดับโลก การเปลี่ยนมาใช้สังคมไฮโดรเจนสนับสนุนการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ที่แท้จริงในพื้นที่การจัดเก็บพลังงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับพลังงานหมุนเวียนในระดับอุตสาหกรรม นอกจากนี้ยังมีโอกาสสำหรับระบบพลังงานแบบบูรณาการบนพื้นฐานของพลังงานทดแทน

นาย Tareq Emtairah ผู้อำนวยการภาคพลังงานของ UNIDO กล่าวต่อที่ประชุมว่า “เราต้องการความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนความรู้ที่มากขึ้น ระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อสนับสนุนการพัฒนาระบบจัดเก็บพลังงานไฟฟ้า ที่สามารถใช้ในการสร้างความสมดุลของกริดไฟฟ้าและเพื่อลดอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนของภาคขนส่ง”. “นวัตกรรมดังกล่าวสามารถยกระดับคุณภาพชีวิต เสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจ และช่วยรับมือกับความท้าทายระดับโลกที่สำคัญเช่นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้”

ในส่วนของนาย Federico Villatico Campbell ผู้จัดการประจำภูมิภาคสำหรับ LAC, แอฟริกาตะวันตกและกลางที่ประจำอยู่ที่ Climate Technology Center and Network (CTCN) กล่าวเสริมว่า:“ เราจำเป็นต้องหาวิธีแก้ปัญหาที่เป็นไปได้ทั้งหมดเพื่ออัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนจากการใช้พลังงาน UNIDO สามารถช่วยประเทศกำลังพัฒนาให้เข้าสู่ธุรกิจไฮโดรเจนนี้และแบ่งปันความรู้ให้กับประเทศเหล่านี้ต่อไป”

อุปสรรคที่สำคัญของเทคโนโลยี Hydrogen แม้ว่าเทคโนโลยีมีความเป็นไปได้ที่สูง คือการกำหนดนโยบายและกรอบการกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องยังคงอยู่ในระดับที่ไม่เพียงพอทั่วโลก ดังนั้นสูตรแห่งความสำเร็จคือการเรียกร้องให้มีการร่วมมือกันอย่างต่อเนื่องระหว่างภาครัฐภาคอุตสาหกรรมและภาคการศึกษา ในเศรษฐกิจไฮโดรเจนนั้นจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทั้งภาคอุตสาหกรรมและผู้กำหนดนโยบายนาย Eric Sebellin รองประธานฝ่ายการตลาดและกลยุทธ์ของ Air Liquide กล่าวไว้

รายงานสรุปการประชุมดังกล่าวยังได้ระบุถึงกิจกรรมที่สำคัญและจำเป็นเพื่อให้บรรลุไปสู่สังคมที่ใช้พลังงานไฮโดรเจน และรวมถึงกลยุทธ์การเปลี่ยนผ่านในระดับภูมิภาค อีกทั้งกรณีศึกษาเพื่อสนับสนุนความพยายามในการพัฒนาที่ยั่งยืนและเสริมสร้างความร่วมมือที่แข็งแกร่งกับประเทศกำลังพัฒนาเพื่อรับมือกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

https://www.unido.org/news/greening-industry-through-transition-hydrogen-societies