คลังเก็บป้ายกำกับ: EU

ความเฉื่อยชาในการปรับตัวให้เข้ากับ Industry 4.0 ของเยอรมนี (ตอนที่ 1)

กรุงเบอร์ลิน – ในหมู่ประเทศต่าง ๆ ที่เป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป เยอรมนี มีภาคการผลิตหลากหลายประเทศอิจฉา ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์หรือส่วนประกอบของเครื่องบินหากได้ประทับตรา Made in Germany ก็เปรียบเหมือนได้ครับการรับรองคุณภาพ

นายกเยอรมันนางอังเกลา แมร์เคิล ได้พยายามผลักดันให้บริษัทขนาดใหญ่ กลาง และเล็ก ในภาคการผลิตของเยอรมนีทำการยอมรับเทคโนโลยีด้านอินเตอร์เนต นางอังเกลาได้กล่าวในงานนิทรรศการด้านอุตสาหกรรมที่เมือง Hanover ซึ่งเป็นนิทรรศการในด้านดังกล่าวที่ใหญ่ที่สุดในโลก เมื่อเดือนเมษาที่ผ่านมาว่า เยอรมนีนั้นมาถึงช่วงเวลาที่คับขัน ที่จะต้องรวมนำเอาเทคโนโลยีโทรคมนาคมมาเชื่อมต่อกับภาคการผลิตของประเทศ การเริ่มดำเนินการเปลี่ยนแปลงภาคอุตสาหกรรมดังกล่าวมีความสำคัญ เพื่อจะกำหนดความได้เปรียบของเยอรมนีในตลาดอุตสาหกรรมโลก

คณะกรรมาธิการยุโรปได้ประเมินผลของการนำเอาเทคโนโลยีโทรคมนาคมมารวมกับภาคการผลิตว่า น่าจะส่งผลด้านบวกให้กับรายได้สุทธิโดยรวมเป็นมูลค่ากว่า 110 พันล้านยูโรต่อปีในช่วงห้าปีต่อไป จะมีห้าง ร้านและบริษัทที่ได้รับประโยชน์นี้กว่า 2 ล้านกิจการ มีการสร้างงานกว่า 33 ล้านตำแหน่งและสร้างการเติบโดให้กับเศรษฐกิจของสหภาพยุโรปกว่าร้อยละ 60

อย่างไรก็ตามกิจการส่วนใหญ่ของเยอรมนีกลับไม่ต้องการที่จะเริ่มการปรับเปลี่ยนดังกล่าว ยิ่งไปกว่านั้นบริษัทส่วนใหญ่ไม่ได้ตระหนักถึงความท้าทาย Industry 4.0 ด้วยซ้ำ

รัฐบาลของนางอังเกลาได้เริ่มผลักดันการปฎิวัติอุตสาหกรรม Industry 4.0 มาตั้งแต่ปีค.ศ. 2011 โดยเน้นให้กิจการระดับ SME หรือ Mittelstand เป็นหัวหอกในการปรับเปลี่ยน กิจการ SME ในเยอรมนีมีสัดส่วนกว่า 2 ใน 3 ของเศรษฐกิจเยอรมันทั้งหมด ( 4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ) แต่จากการสำรวจครั้งล่าสุดโดยบริษัท ZEW ที่มีบริษัทและกิจการต่าง ๆ กว่า 4,500 กิจการเข้าร่วมมีเพียงร้อยละ 20 ของกิจการในเยอรมนีที่ตระหนักถึงแนวคิด Industry 4.0 และบริษัทที่ดำเนินการยิ่งมีสัดส่วนที่น้อยลงไปอีก

รายงานดังกล่าวได้สรุปว่า แม้นักการเมืองและสถาบันอุตสาหกรรมต่าง ๆ จะพยายามผลักดันให้กิจการต่าง ๆ ลงทุนใน Industry 4.0 เพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียความได้เปรียบต่าง ๆ ที่มี แต่การลงทุนที่แท้จริงนั้นยังมีจำกัดและอยู่ในจำนวนกิจการที่น้อยอยู่ การวิเคราะห์ยังพบว่ามีความแตกต่างระหว่างภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ อย่างเห็นได้ชัด เช่นในภาคโทรคมนาคมมีกิจการที่ตระหนักถึง Industry 4.0 กว่าครึ่ง ในขณะที่ในภาคอุตสาหกรรมเหล็กมีบริษัทเพียงหนึ่งในสี่ที่ตระหนักถึงแนวคิดดังกล่าว

ภาคการผลิตส่วนใหญ่ของเยอรมันนั้นยังใช้เทคโนโลยีที่มาจากศตวรรษที่ 19 ซึ่งกิจการต่าง ๆ เหล่านี้ได้ใช้เวลาหลายทศวรรษในการพัฒนาความช่ำชองกระบวนการผลิต และโดยทั่วไปแล้วบริษัทเยอรมันเห็นว่ากระบวนการผลิตนั้นจบสิ้นเมื่อสินค้าออกจากโรงงาน แต่ในโลกของ Industry 4.0 นั้นเมื่อสินค้าออกจากโรงงานกลับเป็นเพียงจุดเริ่มต้น การเชื่อมต่อระหว่างเซ็นเซอร์ต่าง ๆ ผ่านอินเตอร์เนตจะช่วยทำให้ลูกค้าและโรงงานสามารถติดต่อกันเพื่อยกระดับการให้บริการและการผลิต

หากภาคอุตสาหกรรมของเยอรมันไม่รีบที่จะปรับตัวให้เข้ากับ Industry 4.0 แล้ว มีความเป็นไปได้ที่สูงที่เยอรมันจะถูกแซงโดยภาคอุตสาหกรรมจากอเมริกาหรือเอเชีย ซึ่งจะมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการส่งออกของเยอรมนีและสหภาพยุโรป (ต่อฉบับหน้า)

FTA ระหว่าง EU และ ญี่ปุ่นส่งผลดีมากกว่า TTIP

สหภาพยุโรปและญี่ปุ่นได้เริ่มทำการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ในวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2556 หากทั้งสองฝ่ายสามารถหาข้อตกลงได้ สัญญาการค้าเสรีนี้จะเป็นข้อตกลงที่มีศักยภาพที่สูง คณะกรรมาธิการยุโรปคาดว่า ข้อตกลงระหว่างทั้งสองเขตเศรษฐกิจคาดว่าจะส่งผลให้เศรษฐกิจของสหภาพยุโรปโตขึ้นประมาณร้อยละ 0.8 ของ GDP ซึ่งมากกว่าผลจาก TTIP (ข้อตกลงการค้าระหว่าง สหรัฐฯ และสหภาพยุโรป) ที่คาดว่าจะได้รับประมาณร้อยละ 0.5 ซึ่งนาย Petr Ježek สมาชิกรัฐสภายุโรปและประธานของคณะผู้แทนรัฐสภายุโรปที่ทำการเดินทางยังประเทศญี่ปุ่นเพื่อทำการหารือ ก็ได้กล่าวว่าหากถึงมองที่ผลที่ได้รับในด้าน GDP แล้ว FTA ระหว่างสหภาพยุโรปและญี่ปุ่นนั้นมีความสำคัญมากกว่า TTIP

ญี่ปุ่นเป็นคู่ค้าอันดับสองของสหภาพยุโรปในเอเชีย รองจากจีน สหภาพยุโรปส่งออกเครื่องจักร อุปกรณ์คมนาคม ผลิตภัณฑ์สารเคมี และสินค้ากสิกรรมสู่ญี่ปุ่น ส่วนสินค้าที่ญี่ปุ่นส่งเข้าสหภาพยุโรปได้แก่ เครื่องจักร อุปกรณ์คมนาคมและสินค้าเคมีภัณฑ์ ข้อตกลงดังกล่าวคาดว่าจะเพิ่มการส่งออกของสหภาพยุโรร้อยละ 32.7 และการส่งออกของญี่ปุ่นร้อยละ 23.5 จากการประเมินการของคณะกรรมาธิการสหภาพยุโรป

การเจรจาข้อตกลงดังกล่าวใช้เวลามานานกว่า 3 ปีแล้ว มีการพบปะระหว่างทั้งสองฝ่ายถึง 16 ครั้ง การเจรจาครั้งล่าสุดจัดขึ้นที่กรุงโตเกียวเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ส่วนการประชุมครั้งต่อไปจะจัดขึ้นในเดือนกันยายนที่กรุงบรัสเซลส์

แม้ว่าผู้นำด้านการเมืองของญี่ปุ่น สหภาพยุโรป ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี และสหราชอาณาจักร ได้ยืนยันความมุ่งมั่นร่วมกันเพื่อบรรลุข้อตกลงทางการเมืองในด้านดังกล่าว ให้เร็วที่สุดในการประชุมสุดยอด G7 ครั้งล่าสุดที่เมือง Ise-Shima ประเทศญี่ปุ่น เมื่อปลายเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา แต่ในด้านการดำเนินการยังมีปัญหาของข้อตกลงหลายประเด็นที่ต้องผ่านการพิจารณาอยู่ อาทิเช่น การยกเว้นภาษียานยนต์และสินค้ากสิกรรมที่ญี่ปุ่นต้องการให้สหภาพยุโรปยกเลิก ในขณะที่ยุโรปต้องการที่จะพนวกเอาข้อยกเว้นดังกล่าวเพื่อต่อรองให้ได้มาซึ่ง การยกเว้นข้อกีดกันที่ไม่ใช้ภาษี (non-tariff barriers) ของญี่ปุ่น โดยเฉพาะในด้านยานยนต์และระบบราง ซึ่งทางรัฐบาลญี่ปุ่นได้ตกลงผ่อนผันสินค้าบางรายการไปแล้วหลังจากการประชุม ในเดือนธันวาคม 2558 แต่สหภาพยุโรปต้องการที่จะผลักดันให้มีการเพิ่มรายการสินค้าในการต่อรอง ครั้งต่อไป ก่อนที่ยุโรปจะยินยอมยกเว้นภาษีของตนเองเช่นกัน

นอกจากนี้ก็มีแรงต้านจากกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ในยุโรปที่มีความกังวลต่อข้อตกลงดังกล่าวเป็นอย่างมาก กลุ่มดังกล่าวได้ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมาธิการยุโรปให้พิจารณาและระมัดระวังผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากข้อตกลงนี้ เพราะในปัจจุบันจำนวนรถญี่ปุ่นที่ขายในยุโรปนั้นสูงกว่ารถยุโรปที่ขายในญี่ปุ่น แม้ว่าเพียงร้อยละ 32 ของรถญี่ปุ่นที่ขายในยุโรปเป็นรถยนต์นำเข้าโดยตรง ส่วนที่เหลือจากนั้นเป็นรถที่ผลิตในสหภาพยุโรปภายใต้แบรนด์ญี่ปุ่นก็ตาม

อีกประเด็นที่มีความสำคัญต่อสหภาพยุโรปคือการสามารถเข้าร่วมในตลาดการจัดซื้อและจัดจ้างของภาครัฐญี่ปุ่น โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมรางที่ปัจจุบันยุโรปมีส่วนแบ่งในตลาดเอเชียที่ต่ำ ต่างจากตลาดการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐในสหภาพยุโรปที่เป็นตลาดเปิดอยู่แล้ว

ข้อตกลงระหว่างญี่ปุ่นและยุโรปคาดว่าจะผลักดันเศรษฐกิจของทั้งของประเทศไปในทางบวก อีกทั้งส่งเสริมการลงทุนของญี่ปุ่นในยุโรป ซึ่งในปัจจุบันญี่ปุ่นก็เป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ในสหภาพยุโรปอยู่แล้ว นาย Jezek ได้แสดงความเห็นว่าเมื่อข้อตกลงดังกล่าวได้ผ่านการรับรอง จะมีความสอดคล้องกับข้อตกลง Transpacific partnership (TPP) ที่เชื่อมต่อสหรัฐฯ กับประเทศในเขตแปซิฟิก และเมื่อ Transatlantic trade and investment partnership (TTIP) ที่จะเชื่อมระหว่างสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป นั้นผ่านการรับรอง ความเชื่อมโยงระหว่างทั้งสามเขตเศรษฐกิจดังกล่าวจะทำให้การเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจเกิดขึ้น

แหล่งข่าว – http://www.euractiv.com/section/trade-society/news/eu-japan-fta-would-boost-growth-more-than-ttip/

 

ประชาสัมพันธ์การประชุม ทุนวิจัย EURAXESS Links ASEAN ที่กรุงเทพ 25-26มิถุนายน 2558

สำนักงานที่ปรึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์ (ปว.(บซ.)) ได้จัดส่งหนังสือและเอกสารแนบเกี่ยวกับรายละเอียดข้อมูลการเข้าร่วมประชุม EURAXESS Links ASEAN ในหัวข้อ “Advancing your Research Career in Europe: Funding and Fellowship Opportunities for Researchers in Southeast Asia” เพื่อเผยแพร่

การประชุมดังกล่าวจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 25-26มิถุนายน 2558 ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพื่อเติมได้ในเอกสารแนบ

ELA Mobility Event

แนวทางการส่งเสริม SMEs ของสหภาพยุโรป

วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือ SMEs เป็นหัวใจของเศรษฐกิจยุโรป SMEs คิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 99 ของกิจการทั้งหมด มีการจ้างงานเพิ่มในภาคส่วน SMEs เป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 85 ของจำนวนงานที่เกิดขึ้นใหม่ และคิดเป็นสองในสามของการจ้างงานในภาคเอกชนในสหภาพยุโรปทั้งหมด

คณะกรรมาธิการยุโรปเล็งเห็นถึงความสำคัญของ SMEs ในการส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ การสร้างนวัตกรรม การสร้างงาน และการบูรณาการทางสังคมในสหภาพยุโรป จึงได้จัดมาตรการในด้านต่างๆ เพื่อสนับสนุน SMEs มาตรการเหล่านี้สามารถแบ่งออกเป็น 6 ประเภทด้วยกันได้แก่

1.การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำธุรกิจ (business friendly environment.)
การดำเนินการหลักของคณะกรรมาธิการในด้านนี้ ได้แก่การตรากฎหมาย Small Business Act for Europe (SBA) ที่กำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้องกับ SME สำหรับสหภาพยุโรป และประเทศในสหภาพยุโรป พระราชบัญญัติ SBA นี้ส่งเสริมแนวคิด “Think Small First” หรือการริเริ่มธุรกิจในรูปแบบเล็กก่อน และส่งเสริมแนวคิดการสร้างกิจการและการเป็นผู้ประกอบการในหมู่ประชาชน

2. การส่งเสริมผู้ประกอบการ (promoting entrepreneurship)
คณะกรรมาธิการส่งเสริมผู้ประกอบการผ่านแผนดำเนินการ Entrepreneurship Action Plan สนับสนุนการให้ความรู้ผู้ประกอบการ และเครื่องมือต่างๆ สำหรับผู้ที่ต้องการริเริ่มกิจการ

3. ช่วยส่งเสริมการเข้าถึงตลาดใหม่ๆ และการยกระดับให้เป็นสากล (SME internationalisation)
คณะกรรมาธิการให้ความสำคัญต่อการสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับการทำธุรกิจและการทำการค้าข้ามพรมแดน ทั้งในสหภาพยุโรปและภายนอกสหภาพยุโรป

4. อำนวยความสะดวกในการเข้าถึงแหล่งเงิน (access to finance)
อุปสรรคในการเข้าถึงแหล่งเงินเป็นปัญหาเร่งด่วนสำหรับองค์กรขนาดเล็กจำนวนมาก คณะกรรมาธิการได้มุ่งดำเนินการพัฒนาสภาแวดล้อมทางการเงินสำหรับ SMEs และให้ข้อมูลเกี่ยวกับการระดมทุน นอกจากนี้คณะกรรมาธิการยังได้ตรา Late Payment Directive ซึ่งช่วยสร้างสิทธิในการชำระเงินให้ตรงเวลา

5. ส่งเสริมศักยภาพในการแข่งขันและการสร้างนวัตกรรม (competitiveness and innovation )
การส่งเสริมการแข่งขันและนวัตกรรม เป็นประเด็นสำคัญในนโยบายของสหภาพยุโรปในด้านอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SME

6. สร้างเครือข่ายสนับสนุนและการให้ข้อมูลสำหรับ SMEs (support networks )
คณะกรรมาธิการยุโรปได้สร้างแหล่งข้อมูลออนไลท์และฐานข้อมูลต่างๆที่จะช่วยส่งเสริมการดำเนินการของผู้ประกอบการในสหภาพยุโรป อาทิเช่น

  • Your Europe Business Portal ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลในการทำธุรกิจในยุโรปและการบริการแบบ Interactive ที่จะช่วยผู้ประกอบการขยายธุรกิจของตนเองในต่างแดน
  • Enterprise Europe Network เพื่อช่วย SMEs และผู้ประกอบการเข้าถีงข้อมูลการตลาด ข้ามพ้นอุปสรรคทางกฎหมาย และหาพันธมิตรทางธุรกิจที่มีศักยภาพ
  • SME Internationalisation ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับตลาดนอกสหภาพยุโรปและช่วยส่งเสริมกิจกรรมของผู้ประกอบการเหล่านี้
  • Access to Finance แหล่งข้อมูลด้านการเงินและการเข้าถึงแหล่งทุน

สหภาพยุโรปเปิดตัวการแข่งขัน EU Social Innovation 2015

_getimageคณะกรรมาธิการยุโรปได้เปิดการประกวดไอเดียนวัฒกรรมทางสังคมเมื่อวันที่ 23 มีนาคม ค.ศ. 2015 ที่ผ่านมา โดยในปีนี้เป็นปีที่ 3 ของการแข่งขันดังกล่าว

สหภาพยุโรปเล็งเห็นถึงความสำคัญของนวัฒกรรมในการเปลี่ยนแปลงสังคมและผลักดันให้มีการเติบโตอย่างยั่งยืนและมีส่วนร่วม จึงได้จัดการประกวดดังกล่าวขึ้น โดยในปีนี้อยู่ภายใต้หัวข้อ ‘New Way to Grow’ ตัวอย่างของไอเดียและโครงการที่คณะกรรมาธิการสนใจได้แก่

  • Collaborative economy หรือ เศรษฐกิจส่วนร่วม ที่ท้าทายสมมุติฐานด้านเศรษฐกิจดังเดิม
  • Supply and production หรือ ด้านการขนส่งและห่วงโซ่อุปทาน และการส่งสินค้าผลิตภัณฑ์
  • New technologies หรือ เทคโนโลยีและไอเดียใหม่ๆ หรือการนำเทคโนโลยีที่มีอยู่มาใช้เพื่อประโยชน์ของสังคม
  • Solutions for future challenges หรือ ผลลัพท์สำหรับความท้าทายใหม่ๆในอนาคตเช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือความยั่งยืนของอาหาร

แนวความคิดที่มีความสร้างสรรค์มากที่สุดจะได้รับเลือก เพื่อรับการพัฒนาให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น ผู้เข้ารอบสุดท้ายจะได้รับเชิญให้เข้าร่วมสถาบันการศึกษาด้านนวัตกรรมทางสังคมที่กรุงเวียนนา ในเดือนกันยายน และสามโครงการสุดท้ายที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดจะได้รับรางวัลเป็นเงินจำนวนกว่า 50,000 ยูโร

การแข่งขันจะเปิดให้ผู้สมัครจากทั่วสหภาพยุโรปและในประเทศที่เข้าร่วมในโปรแกรม Horizo​​n 2020 โดยต้องส่งรายละเอียดก่อนวันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม 2015 เวลา 12.00 เวลาบรัสเซลส์ (เที่ยง)

ที่มาของข่าว Launch of EU Social Innovation Competition 2015

สหภาพยุโรปลงนามใน Free Trade Agreement (FTA) กับแคนาดา

หลังจากการเจรจาที่นานหลายเดือน (เริ่มเมื่อเดือนตุลา 2013) สหภาพยุโรปและแคนาดาได้ลงนามในสัญญาที่จะเป็นต้นแบบของ FTA ระหว่างกลุ่มการค้าทั้งสองกลุ่ม สัญญานี้คาดว่าจะทำให้แคนาดาเป็นประเทศเศรษฐกิจหลักประเทศเดียวที่มีสัญญาด้านการค้าระหว่างอเมริกาและสหภาพยุโรป

รายการสินค้าที่ส่งออกและนำเข้าระหว่างสองกลุ่มเศรษฐกิจกว่าร้อยละ 98 จะถูกยกเลิกภาษีเมื่อ FTA นี้มีผลบังคับใช้

ร่างสัญญาที่ได้รับการลงชื่อดังกล่าวจะถูกนำไปตรวจและแปลก่อนที่จะถูกส่งไปให้รัฐทั้ง 10 รัฐของแคนาดาและสมาชิกของสหภาพยุโรปทั้ง 28 ประเทศเพื่อทำการรับรอง คาดว่ากระบวนการทั้งหมดจะเสร็จสิ้นภายในปี 2016 แหล่งข่าวได้แจ้งว่า ร่างสัญญาดังกล่าวคาดว่าจะเป็นต้นแบบของ FTA ระหว่าง สหภาพยุโรปและอเมริกาต่อไป

แคนาดาและสหภาพยุโรปวางแผนที่จะจัดการประชุม Summit ในเดือนหน้าที่ประเทศแคนาดา

Source: EU finalises free trade agreement with Canada

ความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมในยุโรป – ปัญหา และ แนวปฏิบัติ

อุตสาหกรรมในยุโรปนั้นเริ่มกระเตื้องขึ้นหลังจากสภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำ อย่างไรก็ตามการฟื้นฟูนั้นคงจะใช้ระยะเวลา เพราะผลกระทบของวิกฤติเศรษฐกิจที่ผ่านมานั้นค่อนข้างรุนแรง – ตำแหน่งงานของภาคอุตสหกรรมของสหภาพยุโรปลดลงถึง 3.8ล้านตำแหน่งจากปี คศ. 2008

จากการวิจัยของคณะกรรมาธิการยุโรป สิ่งที่บ่งบอกความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสหกรรมนั้นได้แก่ นวัฒกรรมและความยั่งยืน(innovation and sustainability); สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ (business environment), การบริการและโครงสร้างพื้นฐาน (services and infrastructure); รัฐประศาสน์ (public administration); การเงินและการลงทุน (finance and investment); และ ความสามารถ (skills) และหลักเกณฑ์นี้สามารถใช้ในการจัดหมวดหมู่ประเทศในสหภาพยุโรปได้ดังนี้:

  • กลุ่มคงเส้นคงวา (consistent cluster) ซึ่งมีการความสามารถในการแข่งขันที่ดี มีระดับผลการปฏิบัติการที่ดีในรอบด้าน ได้แก่ ประเทศ Austria, Belgium, Denmark, Finland, France, Germany, Ireland, Luxembourg, Netherlands, Spain, Sweden และ United Kingdom.
  • กลุ่มปานกลาง (moderate cluster) ซึ่งมีระดับผลการปฏิบัติการที่ดีในด้านเฉพาะแต่มีผลปฏิบัติการที่ไม่ดีและแย่ลงในด้านอื่น ได้แก่ ประเทศ Cyprus, Greece, Italy, Malta, Portugal and Slovenia.
  • กลุ่มที่ยังต้องพัฒนา (catching-up) หรือกลุ่มประเทศสมาชิกที่ยังมีสิ่งที่ต้องท้าทายและพัฒนาอย่างมากในหลายๆด้าน แต่การพัฒนานั้นเป็นไปอย่างรวดเร็ว ได้แก่ประเทศ Bulgaria, Croatia, the Czech Republic, Estonia, Hungary, Latvia, Lithuania, Poland, Romania and Slovakia.

ความล่าช้าในการเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างนั้นเป็นหนึ่งในปัญหาที่มีความรุนแรงของสหภาพยุโรป ยกตัวอย่างเช่น แม้ว่าสมาชิกของสหภาพนั้นได้ทำการพัฒนานวัฒกรรมของตนเองตั้งแต่ปี คศ. 2008 แต่การลู่เข้า(convergence)ของระดับนวัฒกรรมของประเทศสมาชิกนั้นกลับไม่เกิดขึ้น กล่าวคือประเทศสมาชิกที่มีการพัฒนาด้านนวัฒกรรมที่น้อยกว่า นั้นยังไม่สามารถพัฒนาตนเองให้เทียบเท่ากับประเทศอื่นๆ

อัตราการลงทุนที่ต่ำก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งของยุโรป ระดับการลงทุนนั้นลดลงจากร้อยละ 21.1 ของ อัตรามวลรวมของสหภาพ (EU GDP) ในปี 2007 เหลือ ร้อยละ 18ในปี 2012 ที่สำคัญนโยบายต่างๆทางการเงินไม่สามารถส่งผลต่อการระดับการลงทุนทำให้การประเมินการฟื้นฟูของเศรษฐกิจนั้นค่อนข้างลำบาก ที่สำคัญการเข้าถึงแหล่งเงินในประเทศสมาชิกนั้นยังเป็นไปอย่างค่อนข้างยาก

ในด้านวัตถุดิบการผลิตนั้น ราคาพลังงานของแต่ละประเทศนั้นก็มีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด และเป็นที่น่าสังเกตว่าประเทศที่มีราคาพลังงานที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยนั้นจะมีผลการดำเนินการทางอุตสาหกรรมที่สม่ำเสมอกว่า

แม้ว่ายังมีความท้าทายในหลายๆด้านอยู่ และการค้าขายระหว่างประเทศในสหภาพนั้นเติบโตช้า แต่การส่งออกสู่ประเทศที่สามของสหภาพนั้นก็เริ่มมีความกระเตื้องขึ้น โดยเฉพาะสินค้าในด้าน ไฮเทคและการบริการที่ใช้ความรู้และความเชี่ยวชาญสูง

สหภาพยุโรปยังมีความแน่วแน่ในการพัฒนาภาคอุตสาหกรรม โดยได้ตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มผลผลิตมวลรวม (GDP) ที่มาจากภาคอุตสาหกรรมเป็น ร้อยละ 20 ของผลผลิตมวลรวมทั้งหมดภายในปี 2020โดยคณะกรรมธิการของสหภาพนั้นได้เสนอแนวปฏิบัติสามข้อ ได้แก่

  1. การดำเนินการกิจการนั้นควรจะอย่างเรียบง่ายและลดต้นทุนปฏิบัติการให้มากที่สุด
  2. ประเทศสมาชิกจะต้องพัฒนา การเข้าถึงแหล่งเงินและแหล่งทุนของกิจการต่างๆ โดยเฉพาะกิจการขนาดกลางและเล็ก
  3. การเปิดตลาดใหม่สำหรับบริษัทสัญชาติสหภาพยุโรป ทั้งในสหภาพเอง (ภายใต้ Directive 98/34/EC และการศึกษากฎและข้อบังคับในแต่ระประเทศสมาชิก) และในประเทศที่สามเช่น จีนผ่าน Europe-China Standards Information Platform (CESIP) โดยสามารถศึกษาผ่าน ฐานข้อมูล New Approach Notified Designated Organisations (NANDO)

ที่มาของข่าว – Industrial competitiveness: Europe can do better

 

สถิติการนำเข้าและส่งออกระหว่างไทยกับกลุ่มสหภาพยุโรป

เวปไซท์ thaieurope.net ได้ทำการเผยแพร่สถิติการนำเข้าและส่งออกระหว่างประเทศไทยกับกลุ่มสหภาพยุโรปเมื่อวันที่13ก.พ. 2557 ซึ่งข้อมูลเป็นของเดือน ธันวาคม 2556 โดยข้อมูลสถิตได้แสดงให้เห็นว่า สินค้าที่ไทยนำเข้าจากกลุ่มสหภาพยุโรปที่มีมูลค่าสูงสุด10อันดับแรกได้แก่

  • เครื่องบิน (12,464ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 22 ของการนำเข้าทั้งหมด)
  • สินค้าเหล็กหรือ non-alloy steel ที่ยังไม่สำเร็จ (2,684 ล้านบาท ร้อยละ 5)
  • ยาซึ่งไม่รวมยาปฏิชีวะนะประเภท penicillin (1,286 ล้านบาท ร้อยละ2)
  • ชิ้นส่วนอิเล็กโทรนิก (1,054 ล้านบาท ร้อยละ 2)
  • นมและครีมในรูปแบบต่างๆ (633 ล้านบาท ร้อยละ 1)
  • ชิ้นส่วนเหล็กหรือเหล็กกล้า (551 ล้านบาท ร้อยละ 1)
  • ใบพัดก๊าซ (548 ล้านบาท ร้อยละ 1)
  • เทอร์โบเจ๊ท (513 ล้านบาท ร้อยละ 1)
  • ธัญพืช (459 ล้านบาท ร้อยละ 1), และ
  • เรือยอร์ท และเรือต่างๆที่ใช้ในการบันเทิง (448 ล้านบาท ร้อยละ 1)

ซึ่งสินค้าสิบอันดับแรกนี้คิดเป็น 20,645ล้านบาท หรือร้อยละ 36 ของการนำเข้าทั้งหมด (57,878 ล้านบาท)

ส่วนในด้านการส่งออกจากไทยไปสู่กลุ่มสหภาพยุโรปนั้น สินค้าที่มีมูลค่าสิบอันดับแรกได้แก่

  • อุปกรณ์บรรจุข้อมูลประเภทต่างๆ เช่น CD DVD CDR  (2,502ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 4 ของการส่งออกทั้งหมด)
  • เนื้อสัตว์ผ่านกระบวณการ (2,364 ล้านบาท ร้อยละ 4)
  • อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่บรรจุข้อมูล เช่น USB stick และ Memory card (2,204 ล้านบาท ร้อยละ4)
  • ชิ้นส่วนเครื่องประดับ (1,187 ล้านบาท ร้อยละ 2)
  • เลนส์แว่นตา (1,022 ล้านบาท ร้อยละ 2)
  • เครื่องยนต์ที่ใช้ในการขนส่ง (930 ล้านบาท ร้อยละ 2)
  • Hard disk  (868 ล้านบาท ร้อยละ 2)
  • Floppy disk (858 ล้านบาท ร้อยละ 2)
  • ยางรถยนต์ (798 ล้านบาท ร้อยละ 1), และ
  • เครื่องปรับอากาศประเภทต่างๆ (750 ล้านบาท ร้อยละ 1)

ซึ่งสินค้าสิบอันดับแรกนี้คิดเป็น 13,482ล้านบาท หรือร้อยละ 24 ของการนำเข้าทั้งหมด (56,989 ล้านบาท)

เป็นที่น่าสนใจว่ามูลค่าของการส่งออกและนำเข้าระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปนั้นมีมูลค่าที่ใกล้เคียงกัน โดยไทยนำเข้ามากกว่าส่งออก เป็นมูลค่าประมาณ 900ล้านบาท โดยสินค้านำเข้าส่วนใหญ่นั้นเป็นสินค้าจำพวกผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้าย(final product) ซึ่งมีราคาแพง เช่นเครื่องบิน ยา ซึ่งผลิตภัณฑ์เหล่านี้ประเทศไทยไม่มีศักยภาพหรือไม่สามารถ(ด้วยการปกป้องด้านสิทธิบัตร)ผลิตได้ ส่วนสินค้าส่งออกจากไทยนั้นส่วนใหญ่เป็นชิ้นส่วนผลิตภัณฑ์ หรือสินค้าที่จะถูกนำไปประกอบให้เป็นผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้ายต่อไป

ท่านสามารถอ่านรายละเอียดสถิติและหมวดหมู่ของสินค้าแต่ละประเภทได้ที่ thaieurope.net

ที่มาของข่าว: สถิติการนำเข้าจากกลุ่มสหภาพยุโรป ธันวาคม 2556

อียูปรับความเข้มงวดด้านความปลอดภัยของอุตสาหกรรมแปดประเภท

คณะกรรมธิการยุโรปได้ทำการปรับมาตรฐานความปลอดภัยของอุตสาหกรรมแปดประเภท ซึ่งได้แก่ ลิฟท์ อุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ท่อความดันแบบไม่ซับซ้อน(simple pressure vessels) เครื่องชึ่งน้ำหนักแบยไม่อัตโนมัติ เครื่องวัดชนิดต่างๆ วัตถุระเบิดสำหรับการใช้ด้านพลเรือน และผลิตภัณฑ์ที่ก่อให้เกิดการรบกวนด้านแม่เหล็กไฟฟ้า

โดยวัตถุประสงค์ของการปรับมาตรฐานนี้คือลดความซับซ้อนของกฏระเบียบและขั้นตอนต่างที่ไม่จำเป็น เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพด้านความปลอดภัยทั่วทั้งยุโรป และเพื่อให้มีความสม่ำเสมอและการปฏิบัติตามได้ง่ายในทุกภาคส่วน

การปรับมาตรฐานทางความปลอดภัยนี้คาดว่า จะช่วยลดค่าใช้จ่ายของบริษัทต่างๆ โดยจะมีผลกับบริษัทขนาดเล็กและกลางมากที่สุด

ที่มาของข่าว: Administrative burden will be slashed in eight industry sectors

สหภาพยุโรปจะทำการศึกษาผลกระทบของ REACH ต่อนวัฒกรรม ศักยภาพการแข่งขันและ SMEs

REACH หรือ บทควบคุมเกี่ยวกับ การ ลงทะเบียน(Registration), ประมวลผล(Evaluation), อนุญาติ(Authorisation), และ การจำกัด(Restriction) สารเคมีต่างๆ นั้นเริ่มมีผลบังคับใช้ในอียูตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ค.ศ. 2007 จุดประสงค์โดยรวมของบทควบคุมนี้คือการเพิ่มความคล่องตัวและปรับปรุงกรอบกฎหมายเกี่ยวกับสารเคมีของสหภาพยุโรปที่มีอยู่เดิม  เพื่อการรับรองว่าสุขภาพของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมจะได้รับการปกป้องจากความเสี่ยงต่างๆที่เกิดจากสารเคมี โดยการส่งเสริมทางเลือกของวิธีการตรวจสอบ การเผยแพร่ข้อมูลโดยใช้อินเตอร์เนตเป็นสื่อ และการยกระดับศักยภาพการแข่งขันและนวัฒกรรม ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ REACH

อย่างไรก็ต่าง การบังคับใช้ มาตรการ REACHนั้นคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อ เงื่อนไขในการปฏิบัติการ (operational conditions)และโครงสร้างของอุตสาหกรรมด้านเคมีภัณฑ์ อีกทั้งอุตสาหกรรมอื่นๆที่เกี่ยวข้อง (downstream industries) คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) จึงจัดทำการประมูลโปรเจคทำการศึกษาผลกระทบของ REACHขึ้น โดยมุ่งศึกษาผลกระทบที่เกิดขึ้นในช่วง ค.ศ. 2010-2013 รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการ

Horizon 2020 – การลงทุนด้าน R&D ครั้งประวัติการณ์ของสหภาพยุโรป

เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2556 ที่ผ่านมา ทาง European Commission ได้ประกาศเริ่มโครงการการลงทุนด้าน Research and Innovationซึ่งมีมูลค่าถึง 80 หมื่นล้านยูโร โดยให้ชื่อโครงการนี้ว่  Horizon 2020 การลงทุนครั้งนี้มีจุดประสงค์ในการช่วยกระตุ้นและขับดันเศรษฐกิจและแก้ไขปัญหาโดยมุ่งที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยโครงการนี้มีระยะเวลา7ปีและจะเปิดโอกาสให้มหาวิทยาลัย,สถาบันวิจัย,และบริษัทต่างๆเขียนโครงการเพื่อขอรับทุน เป็นที่น่าสนใจว่าสหภาพยุโรปมองเห็นการลงทุนในด้านการวิจัยและเทคโนโลยีเป็นมาตรการที่สำคัญในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและยกระดับศักยภาพในการแข่งขันของสหภาพยุโรป รายละเอียดเพิ่มเติมของข่าว ที่นี่ และ ที่นี่