คลังเก็บป้ายกำกับ: SMEs

UNIDO ดำเนินการอะไรที่สนใจบ้างในเดือนเมษายน

1. สนับสนุนประเทศสมาชิกในการให้คำแนะนำทางด้านเทคนิคในการแก้ปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์โควิค-19 ที่มีต่อด้านความปลอดภัยของอาหารและการดำเนินธุรกิจอาหาร

เมื่อวันที่ 9 เมษายน ผู้เชี่ยวชาญจากเครือข่ายอาหรับด้านการวิเคราะห์ความเสี่ยงทางด้านอาหาร (AFRANet) ได้ทำรายงานการทางเทคนิคเกี่ยวกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ล่าสุดเกี่ยวกับโควิค-19 และไวรัสที่เกี่ยวข้อง SARS-CoV-2 ที่ส่งผลกระทบต่อด้านความปลอดภัยของอาหารและการดำเนินธุรกิจอาหารในกลุ่มประเทศอาหรับ โดยรวมถึงชุดมาตรการเพื่อส่งเสริมวิธีการจัดการความเสี่ยงและสุขอนามัยทางด้านอาหาร โดยมุ่งเน้นลดความเสี่ยงของการแพร่กระจายของไวรัสในกลุ่มของผู้ประกอบการอาหารและรักษาให้ภาคการผลิตอาหารเป็นภาคส่วนที่สำคัญในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจโลก

โดยผู้เชี่ยวชาญที่ร่วมในรายงานดังกล่าวเป็นผู้ที่ผ่านโครงการอบรมที่องค์การ UNIDO มีส่วนสนับสนุนในการให้ความรู้ทางด้านเทคนิคเพื่อการดำเนินงานของธุรกิจผลิตอาหารในประเทศและทั่วโลกในบริบทของสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิค-19 นอกจากนี้ฝ่ายโภชนาการและระบบอาหารในแผนกธุรกิจการเกษตรของ UNIDO มีความพร้อมที่จะช่วยเหลือประเทศสมาชิกในการให้คำแนะนำทางเทคนิคแก่ผู้ประกอบการธุรกิจอาหารและหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องกับการริเริ่มพัฒนาศักยภาพต่างๆ อีกด้วย

2. สร้างทักษะให้แก่เจ้าหน้าที่ภาคการเกษตรและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ผ่านระบบการเรียนรู้ทางอินเตอร์เน็ต (e-learning) ในประเทศมองโกเลีย

เมื่อวันที่ 20 เมษายน องค์การ UNIDO ยังคงทำพันธกิจในการช่วยประเทศสมาชิกให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างบูรณาการและยั่งยืน และเนื่องจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิค-19 จึงทำให้การจัดการฝึกอบรมต้องทำผ่านอุปกรณ์การเรียนการสอนออนไลน์และการสัมมนาผ่านเว็บการฝึกอบรมออนไลน์

รายละเอียดโครงการ – โครงการสนับสนุนให้เกิดการจ้างงานในประเทศมองโกเลีย ภายใต้การสนับสนุนเงินทุนจากสหภาพยุโรปและดำเนินร่วมกับกระทรวงอาหาร เกษตรกรรมและอุตสาหกรรมเบาของประเทศมองโกเลีย องค์การ UNIDO ได้ดำเนินการจัดสัมมนาผ่านเว็บ โดยมีผู้เข้าร่วมหลายกว่า 350 คนจากจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ 21 จังหวัด โดยสัมมนาจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-30 เมษายน 2563 โดยมีผู้เข้าร่วม คือ  เจ้าหน้าที่รัฐบาลท้องถิ่นเพื่อการเกษตรและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ผู้แทนของบริษัทและองค์กรเอกชน และกลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์ โดยวัตถุประสงค์ของโครงการเพื่อแนะนำหลักสูตรระบบการเรียนการสอนออนไลน์ของ UNIDO ซึ่งสามารถสอนหรือเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลาแก่ภาคอุตสาหกรรมเบา (light sector industry) โดยในขณะนี้หลักสูตรประกอบด้วย “วิธีจัดการกับก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์” “การปฐมพยาบาลเบื้องต้นในที่ทำงาน”, “วิศวกรรมการออกแบบรองเท้า” และ “การผลิตเครื่องหนังอย่างยั่งยืน” (ภาษามองโกเลีย)

3. ร่วมมือกับองค์การความร่วมมือเพื่อการพัฒนาแห่งนอร์เวย์ (Norad) เพื่อช่วยลดผลกระทบจากสถานการณ์โควิค-19 ที่มีต่อ SMEs

องค์การ UNIDO และองค์การความร่วมมือเพื่อการพัฒนาแห่งนอร์เวย์ (Norad) ได้เปิดเผยกรอบโปรแกรม    เชิงระบบ (large-scale new programmatic framework) ของโปรแกรม Global Market Access Program (GMAP) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อตอบสนองต่อความท้าทายด้านคุณภาพและการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่ประเทศกำลังพัฒนากำลังเผชิญ เมื่อพยายามเข้าถึงตลาดต่างประเทศและการส่งออกผลิตภัณฑ์ของตนให้สำเร็จ และยิ่งเมื่อโลกเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิค-19 ยิ่งทำให้ความท้าทายและความยากเหล่านี้มีความสำคัญมากกว่าที่เคยเป็น วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมต้องการความช่วยเหลือเพื่อความอยู่รอดปรับตัวและดำเนินธุรกิจต่อไปในสภาพแวดล้อมใหม่ที่ท้าทายมากกว่าแต่ก่อน

โดยทาง Norad จะให้เงินทุนสนับสนุนจำนวน 9.5 ล้านยูโรแก่โปรแกรม GMAP เพื่อจะช่วยผู้ประกอบการ SMEs ในประเทศกำลังพัฒนามีความยืดหยุ่นมากขึ้นและการเข้าถึงตลาดโลก โดยใช้แนวทางเชิงระบบ

โปรแกรม GMAP มุ่งเน้นการสร้างความยืดหยุ่นให้แก่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)  และการเข้าถึงตลาดโลกโดยใช้ผ่าน 3 ขั้นตอนนวัตกรรมเชิงระบบ โดยมุ่งเป้าไปที่:

  • การเสริมสร้างความสามารถทางเทคนิคและความยั่งยืนของสถาบันที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานคุณภาพ
  • ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ SMEs ปฏิบัติตามมาตรฐานสากลและระเบียบข้อบังคับทางเทคนิคสากล
  • ปลูกฝังและเสริมสร้างวัฒนธรรมด้านคุณภาพ

โดยในปัจจุบันมีประเทศที่ได้รับการคัดเลือกในการดำเนินโครงการ 3 ประเทศ คือ เอธิโอเปีย โคลอมเบียและเมียนมาและในการดำเนินการลำดับถัดไปจะมีการเพิ่มอีกสองประเทศคู่ค้า

แหล่งที่มา :

https://www.unido.org/news/unido-supports-member-states-addressing-implications-covid-19-food-safety-and-food-business-operations

https://www.unido.org/news/mongolia-building-skills-agriculture-and-sme-officers-through-e-learning

https://www.unido.org/news/unido-norway-help-smes-mitigate-negative-economic-impact-covid-19

รายงาน Job creation ชี้ทางนโยบายผลักดัน SMEs สหภาพยุโรป

สำนักงาน European Restructuring Monitor (ERM) ได้ทำการติดตามการปรับโครงสร้างของบริษัทต่าง ๆ และผลกระทบของการจ้างงานในภาพรวมของประเทศสมาชิกในสหภาพยุโรปมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2002 และได้จัดทำฐานข้อมูลของข่าวสารที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งแสดงวิธีการรวบรวมข้อมูล ที่มา รายละเอียดที่เกี่ยวข้อง และข้อจำกัดของข้อมูล เช่น ฐานข้อมูล restructuring events database ที่มีข้อมูลการปรับโครงสร้างของกิจกรรมต่าง ๆ

ในแต่ละปี ERM จะทำการเผยแพร่รายงานประจำปี และรายงานในหัวข้อเฉพาะ ล่าสุด ERM ได้เผยแพร่รายงาน Job Creation in Smes ประจำปี 2015 ซึ่งเป็นผลลัพธ์ของการศึกษาด้านการสร้างงานของกิจการขนาดกลางและเล็ก (SMEs) ในสหภาพยุโรป ข้อมูลที่ถูกรวบรวมในรายงานแสดงให้เห็นว่า อัตราการสร้างงานของ SMEs นั้นแตกต่างตามภาคส่วนของ SMEs การศึกษาดังกล่าวยังแสดงให้เห็นถึงภาคส่วน SMEs ที่มีสามารถสร้างงานได้สูง และพยายามระบุให้เห็นถึงแรงผลักดันและอุปสรรคในการสร้างงาน นอกจากนี้การศึกษาดังกล่าวได้ทำการวิเคราะห์การจ้างงานใน SMEs ระดับการโต้เถียงในพื้นที่สาธารณะในเรื่องการสร้างงานของ SMEs และมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐเพื่อผลักดันการสร้างงานใน SMEs

การศึกษาพบว่าตลาดแรงงานของสหภาพยุโรปดีขึ้นจากกลางปีค.ศ. 2013 อย่างมีนัยสำคัญ มีการจ้างงานสุทธิเพิ่มขึ้นกว่า 4.4 ล้านตำแหน่งในกลุ่มประเทศ EU28 ระหว่างไตรมาสแรกของปีค.ศ. 2013 และไตรมาสแรกของปีค.ศ. 2015 อัตราการว่างงานของสหภาพยุโรปต่ำกว่าร้อยละ 10 และมีการเพิ่มขึ้นของการจ้างงานถาวร ข้อมูลของ ERM แสดงให้เห็นถึงความสมดุลของการสร้างงานและการลดตำแหน่งการจ้างงาน อย่างไรก็ตามยังมาความแตกต่างที่สูงระหว่างประเทศสมาชิก และยังมีความแตกต่างที่สูงระหว่างสหภาพยุโรปและ อเมริกาและญี่ปุ่น ซึ่งชี้ให้เห็นว่าสหภาพยุโรปยังต้องพยายามที่จะผลักดันเพื่อเพิ่มการสร้าง งานต่อไป

วิกฤติเศรษฐกิจในสหภาพยุโรปส่งผล กระทบที่รุนแรงต่อการจ้างงานในสองภาคส่วนเป็นพิเศษ – ภาคการผลิตและภาคการก่อสร้าง จำนวนการลดลงของการจ้างงานในสองภาคดังกล่าวในช่วงปีค.ศ. 2008 – 2015 รวมกันกว่า 8 ล้านตำแหน่ง ซึ่งการลดงานดังกล่าวอาจจะไม่ใช่ผลของวิกฤติเศรษฐกิจเสียทั้งหมด การสับเปลี่ยนงาน (Employment shifts) ก็มีส่วนในการลดลงของการจ้างงานดังกล่าว โดยการสับเปลี่ยนในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจจะสูงสำหรับแรงงานที่มีค่าจ้างที่ต่ำ และสูง (lower and higher wage groups) ซึ่งรูปแบบดังกล่าวสามารถสังเกตได้ในการกระจายตัวของขนาดกิจการ (distribution of company size classes)

การศึกษาพบว่า SMEs ที่สามารถสร้างงานได้ ส่วนใหญ่จะเป็น SMEs ที่เพิ่งตั้งขึ้นได้ไม่นาน (young) มีความสร้างสรรค์และนวัตกรรม (Innovative) มีกิจกรรมในระดับนานาชาติ (Internationally active) ตั้งอยู่ในพื้นที่เขตเมือง (urban) ดำเนินการโดยผู้จัดการที่มีความสามารถ (run by skilled managers) และมีศักยภาพในการวางแผนและดำเนินการด้านการเงินและการขยายธุรกิจในเชิงรุก (active) อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการสร้างงานนั้นมากจากการผลของส่วนประกอบตัวแปรจากภายในและภาย นอกรวมกัน

รูปที่ 1 แสดงให้เห็นถึงความเกี่ยวข้องระหว่างคุณลักษณะของ SMEs ในด้านต่าง ๆ ที่มีผลต่อการสร้างงาน ตัวแปรสีเขียวจะมีผลต่อการสร้างงานมากกว่าตัวแปรสีแดง ขนาดของแท่่งกราฟแสดงให้เห็นถึงความเกี่ยวข้องที่สูง

Clipboard01

ตัวแปรภายนอกที่สำคัญในการสนับสนุนการสร้างงานได้แก่

  • สภาพแวดล้อมที่เกื้อต่อการทำธุรกิจ รวมทั้งการจัดการเชิงสถาบันที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้ง กฎหมายแรงงานและค่าแรงที่เหมาะสมกับกิจการระดับกลางและเล็ก
  • โครงสร้างสนับสนุนของภาครัฐที่มีประสิทธิภาพ
  • โครงสร้างการเงินที่ดี และการเข้าถึงแหล่งเงินภายนอกได้หากมีความจำเป็น
  • แรงดึงดูดใจสำหรับเจ้าของและผู้จัดการกิจการในการเติบโตธุรกิจและการเสี่ยง

ผลที่ได้จากการศึกษาแสดงให้เห็นถึงกลุ่มนโยบายที่จะช่วยส่งเสริมตัวแปรต่าง ๆ ที่จะผลักดันให้มีการสร้างงานในกิจการขนาดกลางและเล็กด้งต่อไปนี้

  • พัฒนาสภาพแวดล้อมการทำธุรกิจโดยรวม
  • การเข้าถึงแหล่งเงิน
  • การให้ความช่วยเหลือในช่วงแรกหลังจากทำการจัดตั้งกิจการแล้ว (นอกเหนือจากการช่วยจัดตั้งกิจการ)
  • สนับสนุนการสร้างนวัตกรรม
  • สนับสนุนการเข้าสู่ตลาดระดับนานาชาติ
  • ช่วยยกระดับความสามารถของผู้จัดการและเจ้าของกิจการ
  • จับคู่ระหว่างความต้องการด้านความสามารถแรงงานของ SMEs  และตลาดแรงงาน
  • ให้การสนับสนุนด้านการจ้างงาน
  • ช่วยดำเนินการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่ใช้ค่าแรง (non-wage labour costs)

นอกจากนี้ภาครัฐต้องคำนึงถึงความต้องการของ SMEs แต่ละภาคส่วนที่แตกต่างกัน ไม่ควรจะมอง SMEs รวมกันทั้งหมด และให้การสนับสนุนกลุ่มหรือองค์กรที่ดูแล SMEs แต่ละภาคส่วน

 

รายงาน Job creation in SMEs (ef1561en_1)

COSME มาตรการกระตุ้นการเงินของสหภาพยุโรป

COSME หรือ Competitiveness of Enterprises and Small and Medium-sized Enterprises เป็นมาตรการของสหภาพยุโรปที่มุ่งยกระดับการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SMEs ต่างๆ ที่ถูกใช้มาตั้งแต่เดือนสิงหาปี 2014 โดยดำเนินการภายใต้งบประมาณของคณะกรรมาธิการยุโรปจำนวน 1.3 พันล้านยูโร ผ่านกองทุน European Investment Fund (EIF) และความร่วมมือจากองค์กรด้านการเงินต่างๆ ในสหภาพยุโรป

มาตรการ COSME สามารถแบ่งออกเป็นสองประเภทด้วยกันคือ 1) Loan Guarantee Facility (LGF) หรือกลไกการันตีการกู้ยืมเงิน และ 2) Equity Facility for Growth (EFG)  หรือการอำนวยความสะดวกการลงทุนด้านกรรมสิทธิ์

Loan Guarantee Facility (LGF)

งบ ประมาณส่วนหนึ่งของ COSME ถูกนำไปใช้เพื่อการค้ำประกัน (guarantees) และการร่วมค้ำประกัน (counter-guarantees) สำหรับสถาบันคนกลาง (intermediaries) เช่นองค์กรค้ำประกัน ธนาคาร บริษัทให้เช่าสินทรัพย์ (ลิสซิ่ง) เพื่อช่วยบริษัทเหล่านี้ในการปล่อยเงินกู้และการเช่าสินทรัพย์ให้กับ SMEs งบประมาณส่วนนี้ครอบคลุมการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ (Securitization) ที่บาง SME ใช้ในการระดมทุนผ่าน debt-finance portfolios

กล่าว คือ COSME ช่วยลดความเสี่ยงของบริษัทและสภาบันเหล่านี้ และผลักดันให้สถาบันคนกลางต่างๆ ขยายประเภท SME ที่สามารถให้ความช่วยเหลือด้านการเงินได้ และเพิ่มรูปแบบความช่วยเหลือด้านการเงินที่สามารถให้ได้ ผลกระทบที่ได้จากการดำเนินการจะมีนัยสำคัญมาก โดยคาดว่าทุกๆ 1 ยูโรของงบประมาณที่ลงไปจะช่วยผลักดันให้มีการปล่อยเงินกู้ให้กับ SME ถึง 30 ยูโร และจะช่วยให้ SME ที่อาจจะไม่ได้รับการปล่อยกู้ให้สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ คณะกรรมาธิการยุโรปคาดว่าจะมี SME ที่ได้รับประโยชน์จาก LGF กว่า 330,000 ผู้ประกอบการ คิดเป็นเงินกู้กว่า 21 พันล้านยูโร

Equity Facility for Growth (EFG)

งบประมาณอีกส่วนหนึ่งของ COSME นั้นถูกนำไปลงทุนในกองทุน risk-capital funds ที่จะถูกไปใช้ในธุรกิจ เงินร่วมลงทุน (Venture Capital) และการให้ทุนผ่าน mezzanine finance (การให้กู้โดยเอาสินทรัพย์ของบริษัทมาค้ำประกัน) โดยกองทุนนี้จะถูกใช้เพื่อสนับสนุน SMEs ที่อยู่ในช่วง expansion หรือ growth-stage โดยเฉพาะ SMEs ที่มีกิจกรรมการค้าข้ามพรมแดน

คณะกรรมาธิการยุโรปคาดว่าจะมีผู้ประกอบการกว่า 500 รายที่จะได้รับ ทุน equity finance ดังกล่าวรวมเป็นมูลค่ากว่า 4 พันล้านยูโร

สถาบันการเงินและองค์กรในสหภาพยุโรปที่สนใจเข้าร่วมโครงการ สามารถยื่นใบสมัครได้จนถึง 20 กันยายน 2020

 

แหล่งข่าว EU

แนวทางการส่งเสริม SMEs ของสหภาพยุโรป

วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือ SMEs เป็นหัวใจของเศรษฐกิจยุโรป SMEs คิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 99 ของกิจการทั้งหมด มีการจ้างงานเพิ่มในภาคส่วน SMEs เป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 85 ของจำนวนงานที่เกิดขึ้นใหม่ และคิดเป็นสองในสามของการจ้างงานในภาคเอกชนในสหภาพยุโรปทั้งหมด

คณะกรรมาธิการยุโรปเล็งเห็นถึงความสำคัญของ SMEs ในการส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ การสร้างนวัตกรรม การสร้างงาน และการบูรณาการทางสังคมในสหภาพยุโรป จึงได้จัดมาตรการในด้านต่างๆ เพื่อสนับสนุน SMEs มาตรการเหล่านี้สามารถแบ่งออกเป็น 6 ประเภทด้วยกันได้แก่

1.การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำธุรกิจ (business friendly environment.)
การดำเนินการหลักของคณะกรรมาธิการในด้านนี้ ได้แก่การตรากฎหมาย Small Business Act for Europe (SBA) ที่กำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้องกับ SME สำหรับสหภาพยุโรป และประเทศในสหภาพยุโรป พระราชบัญญัติ SBA นี้ส่งเสริมแนวคิด “Think Small First” หรือการริเริ่มธุรกิจในรูปแบบเล็กก่อน และส่งเสริมแนวคิดการสร้างกิจการและการเป็นผู้ประกอบการในหมู่ประชาชน

2. การส่งเสริมผู้ประกอบการ (promoting entrepreneurship)
คณะกรรมาธิการส่งเสริมผู้ประกอบการผ่านแผนดำเนินการ Entrepreneurship Action Plan สนับสนุนการให้ความรู้ผู้ประกอบการ และเครื่องมือต่างๆ สำหรับผู้ที่ต้องการริเริ่มกิจการ

3. ช่วยส่งเสริมการเข้าถึงตลาดใหม่ๆ และการยกระดับให้เป็นสากล (SME internationalisation)
คณะกรรมาธิการให้ความสำคัญต่อการสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับการทำธุรกิจและการทำการค้าข้ามพรมแดน ทั้งในสหภาพยุโรปและภายนอกสหภาพยุโรป

4. อำนวยความสะดวกในการเข้าถึงแหล่งเงิน (access to finance)
อุปสรรคในการเข้าถึงแหล่งเงินเป็นปัญหาเร่งด่วนสำหรับองค์กรขนาดเล็กจำนวนมาก คณะกรรมาธิการได้มุ่งดำเนินการพัฒนาสภาแวดล้อมทางการเงินสำหรับ SMEs และให้ข้อมูลเกี่ยวกับการระดมทุน นอกจากนี้คณะกรรมาธิการยังได้ตรา Late Payment Directive ซึ่งช่วยสร้างสิทธิในการชำระเงินให้ตรงเวลา

5. ส่งเสริมศักยภาพในการแข่งขันและการสร้างนวัตกรรม (competitiveness and innovation )
การส่งเสริมการแข่งขันและนวัตกรรม เป็นประเด็นสำคัญในนโยบายของสหภาพยุโรปในด้านอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SME

6. สร้างเครือข่ายสนับสนุนและการให้ข้อมูลสำหรับ SMEs (support networks )
คณะกรรมาธิการยุโรปได้สร้างแหล่งข้อมูลออนไลท์และฐานข้อมูลต่างๆที่จะช่วยส่งเสริมการดำเนินการของผู้ประกอบการในสหภาพยุโรป อาทิเช่น

  • Your Europe Business Portal ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลในการทำธุรกิจในยุโรปและการบริการแบบ Interactive ที่จะช่วยผู้ประกอบการขยายธุรกิจของตนเองในต่างแดน
  • Enterprise Europe Network เพื่อช่วย SMEs และผู้ประกอบการเข้าถีงข้อมูลการตลาด ข้ามพ้นอุปสรรคทางกฎหมาย และหาพันธมิตรทางธุรกิจที่มีศักยภาพ
  • SME Internationalisation ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับตลาดนอกสหภาพยุโรปและช่วยส่งเสริมกิจกรรมของผู้ประกอบการเหล่านี้
  • Access to Finance แหล่งข้อมูลด้านการเงินและการเข้าถึงแหล่งทุน

การลดขั้นตอนการจัดตั้ง SMEs ในยุโรป

คณะกรรมาธิการยุโรปได้เปิดเผยข้อมูลที่แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของแต่ละประเทศสมาชิกในการลดความซับซ้อนในการตั้ง SMEs คณะกรรมาธิการยุโรปได้ให้ความสำคัญต่อประเด็นดังกล่าวและได้ทำการติดตามผลการดำเนินการของประเทศสมาชิกมาได้ระยะหนึ่งแล้ว พบว่าในปีค.ศ. 2014 มีการดำเนินการลดขั้นตอนและค่าใช้จ่ายในการจัดตั้ง บริษัทส่วนบุคคล (private limited company) ให้น้อยลง ในภาพรวมนั้นระยะการดำเนินการลดลงจาก 12 วัน (ค.ศ. 2007) เหลือ 3.5 วัน (ค.ศ. 2014) ส่วนค่าใช้จ่ายลดลงจาก 485 ยูโร (ค.ศ. 2007) เหลือ 313 ยูโร (ค.ศ. 2014) ค่าเฉลี่ยที่ลดลงเป็นผลมาจาก ระยะเวลาเฉลี่ยที่ใช้ในการดำเนินการที่ลดลงในสาธารณรัฐเช็กและสวีเดน และลดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องในบัลแกเรียและกรีซ

Clipboard04
เฉลี่ยค่าใช้จ่ายและระยะเวลาทีใช้ในการจัดทะเบียนบริษัทส่วนบุคคล

ซึ่งผลการติดตามแสดงให้ว่าสหภาพยุโรปยังต้องดำเนินการพัฒนาในด้านดังกล่าวต่อไป เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ในปีค.ศ. 2011 – มุ่งสร้างศูนย์จัดการแบบเบ็ดเสร็จในการะจดทะเบียนบริษัท โดยใช้ระยะเวลาในการจดทะเบียนบริษัทภายใน 3 วันและมีค่าใช้จ่ายเพียง 100 ยูโร ภายในปีค.ศ. 2012 ตารางข้างล่างแสดงให้เห็นจำนวนประเทศสมาชิกที่ประสบความสำเร็จในเป้าหมายดังกล่าวแล้ว

จำนวนประเทศสมาชิก สำเร็จแล้ว ยังไม่สำเร็จ
One-stop-shop 23 5
ระยะเวลาดำเนินการ 19 9
ค่าใช้จ่าย 10 18

โดยมี 6 ประเทศสมาชิกที่ประสบความสำเร็จในเป้าหมายทั้ง 3 เป้าหมาย  (เดนมาร์ก, กรีซ, ลัตเวีย, โรมาเนีย, สโลวีเนียและสหราชอาณาจักร) 13 ประเทศผ่านเป้าหมาย 2 ใน 3  (เบลเยียม, บัลแกเรีย, ไซปรัส, เอสโตเนีย, ฝรั่งเศส, ฮังการี, ไอร์แลนด์, อิตาลี, ลิทัวเนีย, ลักเซมเบิร์ก, โปแลนด์, โปรตุเกสและสเปน) 8 ประเทศผ่านเป้าหมาย 1 ใน 3 (ออสเตรีย, โครเอเชีย, สาธารณรัฐเช็ก, ฟินแลนด์, มอลตา, เนเธอร์แลนด์, สโลวาเกียและสวีเดน) และ 1 ประเทศยังไม่ผ่านเป้าหมายใดเลย (ประเทศเยอรมัน)

สามารถรับชมตารางข้อมูลรายประเทศได้ ที่นี้ 2014 START-UP

ที่มา – Start-up procedures: progress made by EU countries in 2014

อียูปรับความเข้มงวดด้านความปลอดภัยของอุตสาหกรรมแปดประเภท

คณะกรรมธิการยุโรปได้ทำการปรับมาตรฐานความปลอดภัยของอุตสาหกรรมแปดประเภท ซึ่งได้แก่ ลิฟท์ อุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ท่อความดันแบบไม่ซับซ้อน(simple pressure vessels) เครื่องชึ่งน้ำหนักแบยไม่อัตโนมัติ เครื่องวัดชนิดต่างๆ วัตถุระเบิดสำหรับการใช้ด้านพลเรือน และผลิตภัณฑ์ที่ก่อให้เกิดการรบกวนด้านแม่เหล็กไฟฟ้า

โดยวัตถุประสงค์ของการปรับมาตรฐานนี้คือลดความซับซ้อนของกฏระเบียบและขั้นตอนต่างที่ไม่จำเป็น เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพด้านความปลอดภัยทั่วทั้งยุโรป และเพื่อให้มีความสม่ำเสมอและการปฏิบัติตามได้ง่ายในทุกภาคส่วน

การปรับมาตรฐานทางความปลอดภัยนี้คาดว่า จะช่วยลดค่าใช้จ่ายของบริษัทต่างๆ โดยจะมีผลกับบริษัทขนาดเล็กและกลางมากที่สุด

ที่มาของข่าว: Administrative burden will be slashed in eight industry sectors

เบื้องหลังความสำเร็จของภาคอุตสาหกรรมของเยอรมนี

การมีภาคอุตสาหกรรมการผลิตที่เข้มแข็งทำให้เยอรมนีประสบความสำเร็จในด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลของเยอรมนีนั้นมีนโยบายที่ให้ความสนับสนุนต่อภาคอุตสาหกรรมอย่างต่อเนืองโดนมุ่งลงทุนและออกมาตรการเพื่อเพิ่มศักยภาพในการผลิต เช่นการปรับโครงสร้างของระบบการศึกษา การให้ทุนสถาบันวิจัยพัฒนาระบบการผลิต การสนับสนุนความร่วมมือระหว่างสถาบันวิจัย,มหาวิทยาลัย,และภาคอุตสาหกรรม และการสนับสนุนบริษัทขนาดกลางและเล็ก(SMEs)ในการการเข้าถึงทุน การผลิต นอกจากนี้เยอรมันยังให้ความสำคัญต่อการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัฒกรรมต่างๆเพราะเล็งเห็นว่าเป็นสิ่งที่สำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ

แม้ว่าสถานการณ์ทางเศรษฐกิจโดยรวมของอียูนั้นยังไม่มีวี่แววที่จะดีขึ้น แต่เศรษฐกิจของเยอรมนีนั้นกลับเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในภาคอุตสหกรรม เยอรมนีมีเศรษฐกิจที่มีมูลค่ามากที่สุดในยุโรป โดยร้อยละ 30 ของมูลค่า GDPของยุโรปมาจากเยอรมนี นอกจากนี้ยังเป็นผู้ส่งออกอันดับที่สองของโลกรองจากประเทศจีน และอัตราว่างงานของชาวเยอรมันต่ำเป็นอันดับสองในยุโรป

หนึ่งในตัวแปรสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจของเยอรมนีประสบความสำเร็จ ซึ่งสวนทางกับสถานการณ์วิกฤตทางเศรษฐกิจที่ประเทศส่วนใหญ่ในสหภาพยุโรปประสบคือความเข้มแข็งและคุณภาพของภาคอุตสาหกรรมการผลิต ซึ่งมีขนาดถึงร้อยละ 20 ของเศรษฐกิจในประเทศ ยี่ห้อที่มีชื่อเสียงระดับโลกเช่น BMW, Siemens, และ Volkswagen นั้นเป็นบริษัท “สัญชาติ”เยอรมันที่มีขนาดใหญ่และเป็นที่รู้จักกันค่อนข้างแพร่หลาย แต่แท้ที่จริงแล้ว บริษัทขนาดกลางและเล็ก(SMEs หรือ Mittlestand ในภาษาเยอรมัน)กลับได้รับการยกย่องว่าเป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจเยอรมนี

ปัจจัยหลักที่ทำให้บริษัทขนาดกลางและเล็กเหล่านี้ประสบความสำเร็จคือ การสนับสนุนที่ต่อเนื่่องขอรัฐบาล ซึ่งกว่าสิบปีที่ผ่านมารัฐบาลเยอรมันลงทุนและออกนโยบายต่างๆเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิต เช่น 1) การปรับเปลี่ยนโครงสร้างระบบการศึกษาเพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถเข้าถึงทรัพยากรทางบุคคลที่มีฝีมือ (Skilled worker) ผ่าน apprenticeship programs, 2) การให้การสนับสนุนเงินทุนการวิจัยต่อสถาบันการวิจัยวิทยาศาสตร์ประยุกต์ (Applied Science) เช่น Fraunhofer and the Max Planck Society ซึ่งก็มีนักวิทยาศาสตร์ไทยที่มีความสามารถทำงานอยู่เช่นกัน และ, 3) สนับสนุนการเข้าถึงแหล่งทุนของบริษัทขนาดกลางและเล็กโดยใช้แหล่งทุนในชุมชน เช่น municipal banks และ, 4) การให้ความร่วมมือที่แน่นเฟ้นระหว่างผู้ประกอบการผลิตและสถาบันการศึกษาต่างๆ ซึ่งเป็นการทำให้สถานบันการศึกษาเหล่านี้ได้เข้าใจถึงปัญหาของผู้ประกอบการ และนำไปพัฒนาองค์ความรู้ที่สามารถนำมาใช้ได้จริง

อีกทั้งเยอรมนีให้ความสำคัญเป็นอย่างมากต่อการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัฒกรรมต่างๆ ด้วยเล็งเห็นว่าเป็นสิ่งที่สำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจและเป็นมาตรการสำคัญในการแข่งขันกับผู้ผลิตที่มีต้นทุนการผลิตที่ต่ำในเอเชีย แม้ว่ามาตรการนี้จะเป็นการลงทุนในระยะยาวและเห็นผลได้ช้า แต่ก็เป็นการสร้างข้อได้เปรียบทางการแข่งขันและเป็นช่องทางในการยกระดับการผลิตของอุตสาหกรรมที่มีอยู่ ยกตัวอย่างเช่น จากการผลิตสิ่งทอพื้นฐาน ให้เป็นการผลิตสิ่งทอที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูงเพื่อใช้ในภาคยานยนต์และการบินและอวกาศ

อีกหนึ่งตัวแปรที่สำคัญคือความสามารถในการสร้างทรัพยากรทางบุคลากรที่มีคุณภาพซึ่งสิ่งนี้มีความสำคัญมากสำหรับภาคอุตสาหกรรมการผลิต เยอรมนีสามารถผลิตบุคลกรที่มีฝีมือสำหรับภาคอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่องเพราะมีการร่วมมือระหว่างรัฐ,ผู้ผลิต,และสถาบันการศึกษาที่เหนียวแน่น สังคมเยอรมันเป็นสังคมที่มี community spirit ที่สูง คนเยอรมันส่วนใหญ่ มองการทำงานเป็นทีมและการประสบความสำเร็จร่วมกันของเพื่อนร่วมงานนั้นมีความสำคัญมากกว่าความสำเร็จหรือประโยชน์ส่วนตัว การศึกษาของเยอรมันนั้นมุ่งให้ความรู้เพื่อนำไปใช้งานได้จริง โดยให้ความสำคัญกับการศึกษาในสายอาชีพมาก ซึ่งแตกต่างจากประเทศอื่นๆในยุโรบเช่นสหราชอาณาจักรซึ่งให้ความสำคัญกับการเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยมากกว่า ในแต่ละปีเยอรมนีสร้างช่างเทคนิคและช่างฝีมือจำนวนกว่า 80,000 ต่อปี อีกทั้งสภาวะแวดล้อมของการทำงานในเยอรมนีนั้นสูง (อัตราเงินเดินที่สมเหตุสมผล, สวัสดิการที่ดี, ความมั่นคงของงาน,และ การให้โอกาสในฝึกฝนและการศึกษาเพิ่มเติม (training and retraining))

ความสำเร็จของภาคอุตสหกรรมของเยอรมนีนั้น เป็นผลมากจากการมุ่งมั่นของประเทศต่อภาคส่วนนี้ โดยมีการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากทุกภาคส่วนโดยมีรัฐเป็นเจ้าภาพ ประเทศไทยสามารถเรียนรู้ความสำเร็จของเยอรมนีและนำไปประยุกต์ใช้ได้ ซึ่งทางสำนักงานที่ปรึกษาด้านอุตสาหกรรมจะนำเอาความรู้และบทความที่เกี่ยวข้องกับบริษัทขนาดกลางและเล็กของเยอรมนีมาเสนอให้ท่านในโอกาศต่อไป

Source: http://www.tradegood.com/en/insights/viewpoints/manufacturing-lessons-from-germany.html