คลังเก็บป้ายกำกับ: Smart City

รายงานพิเศษ: Smart City ในสหภาพยุโรป

รายงานพิเศษ: Smart City ในสหภาพยุโรป
ที่ผ่านมาในสหภาพยุโรปมีการตื่นตัวในการน าเอาแนวคิด Smart City มาดำเนินการอย่างต่อเนื่อง มีการนำาเอาแนวคิดดังกล่าวไปบรรจุเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการพัฒนาเมือง เพื่อผลักดันสร้างความสามารถ
ในการแข่งขัน นโยบายดังกล่าวได้ผ่านการรับรองและได้รับเงินสนับสนุนกว่า 113 พันล้าน ยูโรผ่านโครงการ 54 โครงการ

แนวคิด Smart city ของสหภาพยุโรป เป็นอย่างไร? และจะนำมาใช้กับประเทศไทยได้อย่างไรบ้าง?

ติดตามอ่านในรายงานของสำนักงานที่ปรึกษำด้านอุตสำหกรรมในต่างประเทศ ประจำกรุงเวียนนำ ประเทศออสเตรีย ฉบับนี้
https://goo.gl/ZRbR8P

 

ลักเซมเบิร์ก จัดทำการศึกษา Third Industrial Revolution Strategy

กระทรวงเศรษฐกิจ หอการค้าและ องค์กร IMS (องค์กรความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน) ของประเทศลักเซมเบิร์ก ได้ร่วมกันเปิดตัวการศึกษาเชิงกลยุทธ์ ยุทธศาสตร์การปฏิวัติอุตสาหกรรมที่สามของประเทศ หรือ The Third Industrial Revolution Strategy (TIR) โดยมีเป้าหมายหลักในการสร้างกลยุทธ์ทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนสำหรับลักเซมเบิร์ก การศึกษาดังกล่าวดำเนินการร่วมกับ Jeremy Rifkin ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ และทีมผู้เชี่ยวชาญจากนานาประเทศ

แนวคิดของลักเซมเบิร์กดูจะสวนทางกับเทรนของประเทศอื่น ๆ รวมทั้งไทย ที่มุ่งไปสู่การเป็น 4.0 ข้อแตกต่างระหว่างแนวคิด 4.0 และ TIR โดยหลักต่างกันตรงการจัดแบ่งช่วงการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ผ่านมา แนวคิด TIR มองว่าการปฎิวิตอุตสาหกรรมครั้งที่ 1 นั้นเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 19 ผลักดันโดยเครื่องจักรพลังไอน้ำ อุปกรณ์การพิมพ์ โทรเลข และถ่านหิน การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สองเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 20 โดยมีพลังงานไฟฟ้าแบบรวมศูนย์ (centralised electricity) โทรศัพท์ วิทยุ ทีวี นำ้มันราคาถูก และเครื่องจักรสันดาบ เป็นเทคโนโลยีที่ทำการผลักดันการปฏิวัติดังกล่าว และในปัจจุบันสหภาพยุโรปกำลังทำการวางรากฐานสำหรับการปฎิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 3 โดยมี digitalisation เป็นตัวหลักในการเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ

ในขณะที่ Industry 1.0 เป็นการใช้เครื่องจักรต่าง ๆ การขับเคลื่อนโดยน้ำและไอน้ำมาใช้ช่วยการผลิต  Industry 2.0 เป็นการใช้พลังงานไฟฟ้าและการจัด assembly line และ mass prodoction ที่เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต Industry 3.0 เป็นการนำเอาคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้จัดระบบการผลิต รวมทั้ง Internet และการใช้หุ่นยนต์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้สูงขึ้นไปอีก และยกระดับเป็น Industry 4.0 เมื่อโลกของความเป็นจริงและโลกไซเบอร์เชื่อมต่อกันอย่างไม่มีรอยต่อ ผ่านการใช้ Internet of Things Big Data และ cloud ยกระดับประสิทธิภาพของการผลิตผ่านการเชื่อมต่อดังกล่าวที่ทำให้ระบบคอมพิวเตอร์สามารถเข้ามาจัดการการดำเนินการต่าง ๆ อย่างเบ็ดเสร็จ

จะเห็นได้ว่าแนวคิดของ TIR และ Industry 1.0-4.0 มีข้อคล้ายกันตรงที่ TIR รวมเอา 3.0 และ 4.0 เข้าด้วยกันนั่นเอง

กลยุทธ์ TIR ของลักเซมเบิร์กเริ่มดำเนินการในปีค.ศ. 2016 ที่ผ่านมา ซึ่งก่อนนี้ก็ได้ดำเนินการนโยบายต่าง ๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปฎิวัติอุตสาหกรรม เช่น การพิจารนานโยบายการกระจายการลงทุนทางเศรษฐกิจ (Diversification policy) และแผนปฏิบัติการในรูปแบบต่าง ๆ มานานกว่าทศวรรษ แต่วัตถุประสงค์ของการศึกษา TIR คือการเร่งพลวัตเหล่านี้ และส่งเสริมรูปแบบทางเศรษฐกิจและสังคมที่มีความ resilience มากขึ้นเพื่อประโยชน์ของคนรุ่นปัจจุบันและอนาคต โดยผลของการวิจัยคือยุทธศาสตร์ที่มีความสอดคล้องและครอบคลุมแบบองค์รวม ที่จะทำให้ลักเซมเบิร์กสามารถก้าวไปสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สามได้

ลักเซมเบิร์กมองการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวว่าเป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะลักเซมเบิร์กตั้งอยู่บนจุดตัดในกลางยุโรป การปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป เป็นองค์ประกอบสำคัญในการพัฒนาประเทศให้มีความสำเร็จ นอกจากนี้การเข้าร่วมเป็นสมาชิกในสหภาพยุโรปก็เป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่เร่งให้เกิดการพัฒนาดังกล่าว

ปัจจุบันรูปแบบทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศลักเซมเบิร์กได้รับแรงผลักดันจากปัจจัยภายนอกเป็นอย่างมาก ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการเติบโตของกำลังแรงงาน (growth of labor-force) และความสามารถในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตที่เริ่มถึงขีดจำกัด รูปแบบทางเศรษฐกิจและวิถีชีวิตส่วนใหญ่ของประเทศยังมุ่งเน้นการใช้ทรัพยากร การบริโภคทรัพยากรยังเป็นไปอย่างทิศทางเดียว (liner resource consumption) ซึ่งก่อให้เกิดผลเสียทางเศรษฐกิจ สังคม และสร้างมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม

การนำเอาแนวคิด TIR มาดำเนินการจะช่วยให้ ลักเซมเบิร์กสามารถผันตนเองไปสู่การเติบโตเชิงคุณภาพ ที่มาจากการพัฒนาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีประสิทธิภาพในภาพรวม การเพิ่มประสิทธิผล และการจัดการทรัพยากรที่ชาญฉลาด โดยมีเป้าหมายของการปรับรูปแบบทางเศรษฐกิจและสังคม ให้มีความยั่งยืนมากขึ้น การเติบโตอย่างมีคุณภาพนี้จะช่วยสร้างความมั่งคั่งที่เป็นสิ่งที่จำเป็น ในการแก้ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ เช่น ความยากจน การว่างงาน ความไม่เท่าเทียม การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

จุดมุ่งหมายหลักอีกข้อของการศึกษาดังกล่าวคือการสร้างความตระหนักถึง และการเตรียมความพร้อมของประเทศลักเซมเบิร์กในด้านเศรษฐกิจและสังคมสำหรับ megatrends ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต อาทิเช่น อุทกภัยจากธรรมชาติ digitalisation การนำหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติมาใช้ decarbonisation และการใช้ทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพ รวมไปถึง รูปแบบเศรษฐกิจใหม่ ๆ เช่น เศรษฐกิจหมุนเวียน (circular economy) และ ระบบเศรษฐกิจแบ่งปัน (sharing economy) ผ่านการศึกษาดังกล่าว ลักเซมเบิร์กจะสามารถชี้ให้เห็นถึง ภัยคุกคามที่น่าจะเกิดขึ้นในอนาคต และสามารถพลิกให้วิกฤติกลายเป็นโอกาส สำหรับผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียและประชากรของประเทศได้

แม้ว่าลักเซมเบิร์กจะไม่ใช้แรงผลักดันหลัก ของ megatrends เหล่านี้ แต่การมีส่วนร่วม การร่วมคาดการณ์ และการเตรียมตัวต่อความเปลี่ยนแปลงที่จะมาถึงก็เป็นสิ่งสำคัญ ที่จะช่วยให้ประเทศคงความสามารถในการแข่งขันในอนาคต การศึกษายุทธศาสตร์ TIR ของประเทศลักเซมเบิร์ก จึงเปรียบเหมือนการเตรียมพร้อมกล่องเครื่องมือสำหรับอนาคต

การศึกษา TIR ของลักเซมเบิร์ก ใช้วิธี lateral bottom-up approach โดยเปิดโอกาสให้ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระดับประเทศ เข้ามาแสดงความรู้ ความคิดเห็น ประสบการณ์ และวิสัยทัศน์ เพื่อสร้างมุมมองที่แตกต่าง และนำไปสู่กระบวนการการจัดทำแผน ควบคู่ไปกับการจัดทำข้อมูลเศรษฐกิจในระดับมหภาคเพื่อการจัดทำยุทธศาสตร์นี้โดยเฉพาะ

การร่วมมือดังกล่าวของภาคส่วนต่าง ๆ ในประเทศนับเป็นการดำเนินการครั้งประวัติการณ์ และทำให้ผลการศึกษาที่ได้เหมาะสมกับความเป็นจริงในระดับท้องถิ่น การมีส่วนร่วมของผู้ที่เกี่ยวข้องจำนวนมากเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นต่อแผนดังกล่าว และสอดคล้องกับแนวทาง “collaborative commons” และ กระบวนทัศน์Open innovation ที่เป็นส่วนหนึ่งของ TIR

การมีส่วนร่วมในการทำงานร่วมกันดังกล่าวถูกจัดขึ้น โดยแบ่งหมวดหมู่ออกเป็นในเก้า working group ตามที่แสดงในภาพด้านล่าง มีการแบ่งหมดแนวคิดออกเป็นหกเสาหลักในแนวตั้ง (พลังงาน คมนาคม อาคารและสิ่งก่อสร้าง อาหาร อุตสาหกรรม และการเงิน) และสามแกนแนวนอน (เศรษฐกิจอัจฉริยะ เศรษฐกิจหมุนเวียน และ prosumers – ผู้บริโภคที่เป็นทั้งผู้ผลิต และรูปแบบทางสังคมที่เกี่ยวข้อง) working group แต่ละกลุ่ม ได้ทำการศึกษา TIR ของลักเซมเบิร์ก ด้วยการระบุและหารือเกี่ยวกับโอกาสความท้าทายและแนวโน้มที่เกี่ยวข้อง และเสนอแนะมาตรการเชิงยุทธศาสตร์และการดำเนินการที่เป็นรูปธรรมในพื้นที่ที่แตกต่างกัน โดยระบุไปถึงโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี กรอบการกำกับดูแล นโยบายรูปแบบธุรกิจใหม่ ๆ การเงิน และการศึกษา

แม้ว่าแต่ละหัวข้อจะได้รับพิจารณาแบบแยกจากกัน แต่ก็ทีมผู้ทำการศึกษาก็ตระหนักถึงการเชื่อมต่อของปัญหาที่ต้องการการศึกษา และมีการพิจารณาในภาพรวมอย่างเป็นระบบ มีการเชื่อมโยงและปฏิสัมพันธ์ ไม่เพียงผ่านในแกนนอนเท่านั้น แต่ก็มีการประสานระหว่างเสาแนวตั้งด้วย

Screenshot 2017-12-29 17.01.54

แกนแนวนอนทั้งสามเป็นปัจจัยที่มีผลต่อในทุกด้านทางเศรษฐกิจและสังคมโดยรวม เทคโนโลยีอัจฉริยะเปรียบเหมือนเป็นกระดูกสันหลังของการใช้งาน Internet of Things และมีแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจแบบหมุนเวียนเข้าแทรกซึมในทุกภาคเศรษฐกิจและปิดการหมุนเวียนของการใช้ทรัพยากรให้อยู่ภายในประเทศ นอกจากนี้ เศรษฐกิจการแบ่งปันที่เป็นระบบเศรษฐกิจและรูปแบบธุรกิจที่มาใหม่ จะส่งผลกระทบต่อเสาแนวตั้งและแนวนอนทั้งหมด แกนเสา “เงินทุน” มีหน้าที่เป็น enabler ของโครงการ TIR และการลงทุนต่าง ๆ

การดำเนินการตามแนวคิดดังกล่าว คาดว่าจะส่งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมหภาคให้กับลักเซมเบิร์ก และเปลี่ยนเส้นทางของลักเซมเบิร์กไปสู่การปฎิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สามในระยะยาว ในช่วงหลายทศวรรษต่อไป การศึกษาเชิงกลยุทธ์นี้ จะเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่สำคัญ และเป็นโอกาศที่ดีในการจัดการอภิปรายสาธารณะในวงกว้างเกี่ยวกับสังคมของประเทศและอนาคตทางเศรษฐกิจ ผลการศึกษาดังกล่าวเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเส้นทางการพัฒนาของลักเซมเบิร์กเท่านั้น

บทสรุปผลการศึกษา – http://www.troisiemerevolutionindustrielle.lu/wp-content/uploads/2016/11/TIR-Strategy-Study_Short.pdf

Industry 4.0: the fourth industrial revolution – guide to Industrie 4.0

โครงการ Citizen’s Solar Power Plants ภายใต้ Smart City ของกรุงเวียนนา

 

จากที่สำนักงานที่ปรึกษาอุตสาหกรรมแห่งกรุงเวียนนาได้นำเสนอบทความเอกสารการดูงาน Smart City Vienna ไปก่อนหน้านี้ บทความนี้ขอนำเสนอรายละเอียดของกรณีศึกษาดังกล่าวเพิ่มเติม ในเฉพาะด้าน โครงการ Citizen’s Solar Power Plants ที่มาของรายละเอียดได้รับการจุดประกาย จากเอกสารขององค์กร IGLUS และ EPFL รวมทั้งแหล่งข่าวต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง

กรุงเวียนนาได้ตั้งปณิธานในการจัดตั้ง Smart city เพื่อบรรลุเป้าหมายการเป็นเมื่องที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีสำหรับผู้อยู่อาศัยในเมือง ในขณะที่ลดการบริโภคทรัพยากรให้ต่ำที่สุด ผ่านการใช้นวัตกรรม วิสัยทัศน์ดังกล่าวครอบคลุมระบบเมืองในทุก ๆ ด้าน และสอดคล้องกับแนวความคิดการใช้พลังงาน Smart Energy ซึ่งพลังงานเป็นหนึ่งในทรัพยากรที่มีการใช้ในเมืองมากที่สุด

โครงการดังกล่าวได้จัดตั้งเป้าหมายในด้านการใช้ทรัพยากรอย่างชัดเจน อาทิ เช่น การลดปริมาณก๊าซ CO2 ลงเป็นสัดส่วนสองในสามจากระดับปัจจุบัน ภายในปีค.ศ. 2050 โดยทำการแจกแจงลงในระดับต่อประชากรที่ 1 ตันต่อประชากรของเมือง (ลดลงจากระดับปีค.ศ. 1990 ร้อยละ 80) รวมทั้งลดระดับการใช้พลังงานเป็นสัดส่วนหนึ่งในสามภายในปีค.ศ. 2050 ไปอยู่ที่ 2,000 W ต่อประชากร ลดการใช้การขนส่งส่วนต่อแบบใช้เครื่องยนต์จากร้อยละ 28 เหลือร้อยละ 15 ภายในปีค.ศ. 2030 และลดการใช้พลังงานในด้านพื้นที่ภายในตึก (ไฟฟ้า น้ำ และการปรับอากาศต่าง ๆ ) ให้น้อยลงปีละร้อยละหนึ่ง อย่างต่อเนื่อง เป้าหมายต่าง ๆ เหล่านี้เกี่ยวข้องกับพลังงานไม่โดยตรง ก็ทางอ้อมและสามารถบรรลุได้ผ่านการใช้พลังงานไฟฟ้าทดแทน

 

การดำเนินการดังกล่าวของกรุงเวียนนา มีแรงผลักดันหลักคือ ความยั่งยืนหรือแนวคิดที่ต้องการลดการใช้พลังงาน ความจำเป็นในการจัดการการเติบโตของเมือง และความจำเป็นในการเสริมสร้างและส่งเสริมนวัตกรรม ผ่านการจัดการโครงสร้างพื้นฐานในด้านพลังงาน และมาตรการ Digitalisation โดยหนึ่งในตัวอย่างมาตรการเพื่อให้บรรลุผลคือ Citizen Solar Power Plants

Citizen Solar Power Plants

กรุงเวียนนาเป็นเมืองที่มีความหนาแน่นสูง ประชากรส่วนใหญ่อาศัยในอพาร์ทเม้นท์และห้องชุด ซึ่งเป็นข้อจำกัดที่สำคัญในการลงทุนด้านพลังงานทดแทนของประชากรในเมือง (ขาดแคลนพื้นที่ในการติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์หรือกังหันลม) ภาครัฐของกรุงเวียนนาจึงริเริ่มโครงการนวัตกรรมที่มาแก้ความท้าทายดังกล่าว ผ่านโครงการ Citizen’s Solar Power Plant ในปีค.ศ. 2012 ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถลงทุนในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานทดแทน

ภายใต้โครงการดังกล่าว ประชาชนสามรถซื้อแผงหรือส่วนหนึ่งของแผงพลังงานแสงอาทิตย์ที่ตั้งอยู่บริเวณชานเมืองในราคา 950 Euro (ประมาณ 4,000 บาท) ต่อแผง ประชาชนแต่ละคนมีสิทธิในการซื้อได้ 10 แผง โดยภาครัฐมีหน้าที่ในการสร้าง ดำเนินการ และจัดการโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง และทำการเช่าแผงดังกล่าวจากประชาชนที่ถือสิทธิ พลังงานไฟฟ้าที่ได้จะถูกถ่ายเข้าสู่โครงข่ายไฟฟ้า และผู้ถือสิทธิจะได้ผลตอบแทนในอัตราร้อยละ 3.1 ของเงินที่ลงทุนต่อปี หลังจากครบรอบ 25 ปีรัฐจะทำการเปลี่ยนแผงดังกล่าวและคืนเงินลงทุนให้กับผู้ถือสิทธิ

รูปแบบการลงทุนดังกล่าวกำจัดปัญหาด้าน Feed in tariffs ของพลังงานทดแทน และมีความเป็นไปได้ด้านเศรษฐกิจที่สูง ในปัจจุบันมีการดำเนินโครงการในรูปแบบดังกล่าวแล้ว 2 โครงการรวมจำนวนแผงกว่า 4,000 แผง โครงการนี้ผลิตพลังงานให้มากกว่า 200 ครัวเรือน และเป็นส่วนหนึ่งของความตั้งใจในการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนของเมืองเป็นร้อยละ 50 ภายในปี 2030

solar-panel-1393880_1280.png

โครงการดังกล่าวสามารถบรรลุผลได้โดยเทคโนโลยีด้านพลังงานทดแทนและการใช้ Digitalisation ในการบันทึกพลังงานและติดตามเจ้าของและผู้ถือสิทธิ ส่งผลให้โครงการดังกล่าวมีความเป็นไปได้ในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานทดแทนที่เพิ่มความยั่งยืนให้กับเมือง โครงการดังกล่าวได้รับความสนใจจากประชากรของเมืองในระดับที่สูง โครงการดังกล่าวถูกซื้อหมดภายใน 1 อาทิตย์หลังการเปิดตัว และส่งผลให้มีโครงการในรูปแบบดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในปัจจุบันมีโครงการในรูปแบบดังกล่าวกว่า 10 โครงการ

นอกจากนี้ยังมีการขยายตัวโครงการไปสู่พื้นที่อื่น ๆ ในประเทศออสเตรีย เช่น Lower Austria ในเมือง Trumau, Oberwaltersdorf, Bisamberg และ Trumau-Schoenau

สามารถกล่าวได้ว่าโครงการดังกล่าวประสบความสำเร็จเพราะการดำเนินการในระดับนโยบายที่สอดคล้องและให้การสนับสนุนการดำเนินการในระดับความร่วมมือระหว่างองค์กร เช่น Wien Energy ที่ดูแลโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของเมือง ภาครัฐของกรุงเวียนนา การจัดการด้านการเงินและการถือสิทธิต่าง ๆ และประชาชนผู้สนใจเอง

โครงการนี้ยังชี้ให้เห็นว่าประชาชนมีความสนใจในการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับพลังงานทดแทนในระดับที่สูง หากโครงการดังกล่าวมีความน่าเชื่อถือ เฉกเช่นการดำเนินการโดยภาครัฐในกรณีของกรุงเวียนนา

 

ที่มาของข่าว

 

http://www.updr.eu/fileadmin/user_upload/documents/Smart_City_Wien/Citizens_solar_power_plant.pdf

https://www.wienenergie.at/eportal3/ep/channelView.do/pageTypeId/67860/channelId/-51749

https://smartcity.wien.gv.at/site/projekte/menschen-gesellschaft/burgerinnen-solarkraftwerk/

 

โครงการ Aspern Lake city ของ Smart City Vienna

ข้อมูลของ Aspern Lake City
พื้นที่รวม 240 เฮกเตอร์
พื้นที่การพัฒนาสุทธิ: 100 เฮกเตอร์
พื้นที่ชั้นการใช้งาน: 2.6 million sqm
จำนวนที่อยู่อาศั: 10,500 flats หรือมากกว่า > 20,000 คน
จำนวนงาน: ~ 20,000 ตำแหน่ง
การลงทุน: ~ € 5 พันล้านยูโร
กำหนดการพัฒน: วางแผนแม่บท ค.ศ.2007 ทำการขายในปีค.ศ. 2029

หนึ่งในโครงการภายใต้นโยบายพัฒนากรุงเวียนนา Smart City Vienna ซึ่งเป็นแนวทางการดำเนินการหรือแผนงานเบื้องต้น (Initiative) ที่มีผลบังคับใช้ในระยะยาวคือโครงการ Aspern seestadt หรือ Aspern Lake City

เป้าหมายของโครงการ Aspern lake city คือการสร้างเขตเมืองใหม่ที่มีการใช้งานหลากจุดประสงค์ เป็นที่อยู่อาศัย สำนักงาน การให้บริการ ธุรกิจ วิทยาศาสตร์ การวิจัยและการศึกษา พื้นที่ดังกล่าวมีขนาด 240 เฮกเตอร์ (2.4 km2) เป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาเมืองของสหภาพยุโรปที่ใหญ่ที่สุด มีการกำหนดให้มีสัดส่วนพื้นที่สันทนาการและพื้นที่สาธารณะถึงร้อยล 50 มีการจัดการพื้นที่ดังกล่าวให้มีคุณภาพที่สูง มีความยั่งยืนในการใช้พลังงานและนำหลักการเมืองระยะสั้น หรือ city of short distances หรือการจัดสรรพื้นที่แบบ mixed-use quarters และสนับสนุนการเดินทางโดยใช้รถสาธารณะการเดินทางโดยเท้าและจักรยาน โครงการต่าง ๆ ภายใน Aspern Lake City เองก็มีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ Smart City เช่น ด้านทรัพยากร – การใช้วัสดุท้องถิ่น การขนส่งโดยระบบราง และการผสมปูนภายในเขตทำงาน (ลดการขนย้ายกว่า  125,000 เที่ยว และก๊าซ CO2 กว่า 1,400 ตัน ด้านนวัตกรรม – การสร้างศูนย์ Smart City Cluster ที่เป็นสำนักงานด้านวิจัย researchTUb, ASCR, Abix, Theobroma (IT), LIMA (high-tech implants) และสำนักงาน start-ups ต่าง ๆ ด้านคุณภาพชีวิต เน้นการมีส่วนร่วมด้านสังคม และการจัดการชุมชนที่เน้นความมีส่วนร่วมและความเป็นมิตรในหมู่ชุมชน

หนึ่งในมาตรการการออกแบบที่น่าสนใจของ Aspern SeeStadt คือการนำเอาแนวคิด Transit-Orientated Development (TOD) หรือการพัฒนาพื้นที่การใช้สอยโดยใช้ระบบคมนาคมนำ พื้นที่ตั้งของ Aspern Seestadt นั้นอยู่ทางตอนเหนือของกรุงเวียนนา ซึ่งแต่เดิมไม่ได้มีการใช้สอยพื้นที่อย่างเต็มที่นัก โครงการได้รับการโอนสิทธ์พื้นที่ดังกล่าวจากกรุงเวียนนาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย  และหลังจากเสร็จสิ้นการวางแผนพื้นที่ดังกล่าวระหว่างกลุ่มผู้บริหารของโครงการ เทศบาลที่เกี่ยวข้อง และ Wiener Linien บริษัทที่ดูแลระบบขนส่งมวลชนของกรุงเวียนนา มีการตกลงสร้างสถานีรถไฟรางหนักของกรุงเวียนนาสาย 2  (U2) เข้าสู่พื้นที่ดังกล่าวเป็นส่วนต่อขยายของสาย 2 และมีการดำเนินการให้รถไฟเริ่มวิ่งตั้งแต่โครงการ SeeStadt ยังไม่เสร็จทั้งๆ ที่โดยปกตินั้นระบบขนส่งมวลชนจะวิ่งเข้าในพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่นสูง แต่เพื่อเป็นการให้บริการระบบคมนาคมเข้าสู่พื้นที่ดังกล่าว และสร้างแรงจูงใจในการเข้าใช้พื้นที่ดังกล่าว

นอกจากนี้แล้วโครงการ Seestadt ยังได้รับความสนใจจากหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเมือง เพราะกรุงเวียนนาได้จัดตั้งศูนย์นวัตกรรม Smart City Cluster ดังที่ได้กล่าวถึงไปแล้วในขั้นต้นอีกด้วย