คลังเก็บป้ายกำกับ: industry 4.0

ลักเซมเบิร์ก จัดทำการศึกษา Third Industrial Revolution Strategy

กระทรวงเศรษฐกิจ หอการค้าและ องค์กร IMS (องค์กรความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน) ของประเทศลักเซมเบิร์ก ได้ร่วมกันเปิดตัวการศึกษาเชิงกลยุทธ์ ยุทธศาสตร์การปฏิวัติอุตสาหกรรมที่สามของประเทศ หรือ The Third Industrial Revolution Strategy (TIR) โดยมีเป้าหมายหลักในการสร้างกลยุทธ์ทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนสำหรับลักเซมเบิร์ก การศึกษาดังกล่าวดำเนินการร่วมกับ Jeremy Rifkin ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ และทีมผู้เชี่ยวชาญจากนานาประเทศ

แนวคิดของลักเซมเบิร์กดูจะสวนทางกับเทรนของประเทศอื่น ๆ รวมทั้งไทย ที่มุ่งไปสู่การเป็น 4.0 ข้อแตกต่างระหว่างแนวคิด 4.0 และ TIR โดยหลักต่างกันตรงการจัดแบ่งช่วงการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ผ่านมา แนวคิด TIR มองว่าการปฎิวิตอุตสาหกรรมครั้งที่ 1 นั้นเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 19 ผลักดันโดยเครื่องจักรพลังไอน้ำ อุปกรณ์การพิมพ์ โทรเลข และถ่านหิน การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สองเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 20 โดยมีพลังงานไฟฟ้าแบบรวมศูนย์ (centralised electricity) โทรศัพท์ วิทยุ ทีวี นำ้มันราคาถูก และเครื่องจักรสันดาบ เป็นเทคโนโลยีที่ทำการผลักดันการปฏิวัติดังกล่าว และในปัจจุบันสหภาพยุโรปกำลังทำการวางรากฐานสำหรับการปฎิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 3 โดยมี digitalisation เป็นตัวหลักในการเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ

ในขณะที่ Industry 1.0 เป็นการใช้เครื่องจักรต่าง ๆ การขับเคลื่อนโดยน้ำและไอน้ำมาใช้ช่วยการผลิต  Industry 2.0 เป็นการใช้พลังงานไฟฟ้าและการจัด assembly line และ mass prodoction ที่เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต Industry 3.0 เป็นการนำเอาคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้จัดระบบการผลิต รวมทั้ง Internet และการใช้หุ่นยนต์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้สูงขึ้นไปอีก และยกระดับเป็น Industry 4.0 เมื่อโลกของความเป็นจริงและโลกไซเบอร์เชื่อมต่อกันอย่างไม่มีรอยต่อ ผ่านการใช้ Internet of Things Big Data และ cloud ยกระดับประสิทธิภาพของการผลิตผ่านการเชื่อมต่อดังกล่าวที่ทำให้ระบบคอมพิวเตอร์สามารถเข้ามาจัดการการดำเนินการต่าง ๆ อย่างเบ็ดเสร็จ

จะเห็นได้ว่าแนวคิดของ TIR และ Industry 1.0-4.0 มีข้อคล้ายกันตรงที่ TIR รวมเอา 3.0 และ 4.0 เข้าด้วยกันนั่นเอง

กลยุทธ์ TIR ของลักเซมเบิร์กเริ่มดำเนินการในปีค.ศ. 2016 ที่ผ่านมา ซึ่งก่อนนี้ก็ได้ดำเนินการนโยบายต่าง ๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปฎิวัติอุตสาหกรรม เช่น การพิจารนานโยบายการกระจายการลงทุนทางเศรษฐกิจ (Diversification policy) และแผนปฏิบัติการในรูปแบบต่าง ๆ มานานกว่าทศวรรษ แต่วัตถุประสงค์ของการศึกษา TIR คือการเร่งพลวัตเหล่านี้ และส่งเสริมรูปแบบทางเศรษฐกิจและสังคมที่มีความ resilience มากขึ้นเพื่อประโยชน์ของคนรุ่นปัจจุบันและอนาคต โดยผลของการวิจัยคือยุทธศาสตร์ที่มีความสอดคล้องและครอบคลุมแบบองค์รวม ที่จะทำให้ลักเซมเบิร์กสามารถก้าวไปสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สามได้

ลักเซมเบิร์กมองการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวว่าเป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะลักเซมเบิร์กตั้งอยู่บนจุดตัดในกลางยุโรป การปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป เป็นองค์ประกอบสำคัญในการพัฒนาประเทศให้มีความสำเร็จ นอกจากนี้การเข้าร่วมเป็นสมาชิกในสหภาพยุโรปก็เป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่เร่งให้เกิดการพัฒนาดังกล่าว

ปัจจุบันรูปแบบทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศลักเซมเบิร์กได้รับแรงผลักดันจากปัจจัยภายนอกเป็นอย่างมาก ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการเติบโตของกำลังแรงงาน (growth of labor-force) และความสามารถในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตที่เริ่มถึงขีดจำกัด รูปแบบทางเศรษฐกิจและวิถีชีวิตส่วนใหญ่ของประเทศยังมุ่งเน้นการใช้ทรัพยากร การบริโภคทรัพยากรยังเป็นไปอย่างทิศทางเดียว (liner resource consumption) ซึ่งก่อให้เกิดผลเสียทางเศรษฐกิจ สังคม และสร้างมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม

การนำเอาแนวคิด TIR มาดำเนินการจะช่วยให้ ลักเซมเบิร์กสามารถผันตนเองไปสู่การเติบโตเชิงคุณภาพ ที่มาจากการพัฒนาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีประสิทธิภาพในภาพรวม การเพิ่มประสิทธิผล และการจัดการทรัพยากรที่ชาญฉลาด โดยมีเป้าหมายของการปรับรูปแบบทางเศรษฐกิจและสังคม ให้มีความยั่งยืนมากขึ้น การเติบโตอย่างมีคุณภาพนี้จะช่วยสร้างความมั่งคั่งที่เป็นสิ่งที่จำเป็น ในการแก้ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ เช่น ความยากจน การว่างงาน ความไม่เท่าเทียม การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

จุดมุ่งหมายหลักอีกข้อของการศึกษาดังกล่าวคือการสร้างความตระหนักถึง และการเตรียมความพร้อมของประเทศลักเซมเบิร์กในด้านเศรษฐกิจและสังคมสำหรับ megatrends ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต อาทิเช่น อุทกภัยจากธรรมชาติ digitalisation การนำหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติมาใช้ decarbonisation และการใช้ทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพ รวมไปถึง รูปแบบเศรษฐกิจใหม่ ๆ เช่น เศรษฐกิจหมุนเวียน (circular economy) และ ระบบเศรษฐกิจแบ่งปัน (sharing economy) ผ่านการศึกษาดังกล่าว ลักเซมเบิร์กจะสามารถชี้ให้เห็นถึง ภัยคุกคามที่น่าจะเกิดขึ้นในอนาคต และสามารถพลิกให้วิกฤติกลายเป็นโอกาส สำหรับผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียและประชากรของประเทศได้

แม้ว่าลักเซมเบิร์กจะไม่ใช้แรงผลักดันหลัก ของ megatrends เหล่านี้ แต่การมีส่วนร่วม การร่วมคาดการณ์ และการเตรียมตัวต่อความเปลี่ยนแปลงที่จะมาถึงก็เป็นสิ่งสำคัญ ที่จะช่วยให้ประเทศคงความสามารถในการแข่งขันในอนาคต การศึกษายุทธศาสตร์ TIR ของประเทศลักเซมเบิร์ก จึงเปรียบเหมือนการเตรียมพร้อมกล่องเครื่องมือสำหรับอนาคต

การศึกษา TIR ของลักเซมเบิร์ก ใช้วิธี lateral bottom-up approach โดยเปิดโอกาสให้ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระดับประเทศ เข้ามาแสดงความรู้ ความคิดเห็น ประสบการณ์ และวิสัยทัศน์ เพื่อสร้างมุมมองที่แตกต่าง และนำไปสู่กระบวนการการจัดทำแผน ควบคู่ไปกับการจัดทำข้อมูลเศรษฐกิจในระดับมหภาคเพื่อการจัดทำยุทธศาสตร์นี้โดยเฉพาะ

การร่วมมือดังกล่าวของภาคส่วนต่าง ๆ ในประเทศนับเป็นการดำเนินการครั้งประวัติการณ์ และทำให้ผลการศึกษาที่ได้เหมาะสมกับความเป็นจริงในระดับท้องถิ่น การมีส่วนร่วมของผู้ที่เกี่ยวข้องจำนวนมากเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นต่อแผนดังกล่าว และสอดคล้องกับแนวทาง “collaborative commons” และ กระบวนทัศน์Open innovation ที่เป็นส่วนหนึ่งของ TIR

การมีส่วนร่วมในการทำงานร่วมกันดังกล่าวถูกจัดขึ้น โดยแบ่งหมวดหมู่ออกเป็นในเก้า working group ตามที่แสดงในภาพด้านล่าง มีการแบ่งหมดแนวคิดออกเป็นหกเสาหลักในแนวตั้ง (พลังงาน คมนาคม อาคารและสิ่งก่อสร้าง อาหาร อุตสาหกรรม และการเงิน) และสามแกนแนวนอน (เศรษฐกิจอัจฉริยะ เศรษฐกิจหมุนเวียน และ prosumers – ผู้บริโภคที่เป็นทั้งผู้ผลิต และรูปแบบทางสังคมที่เกี่ยวข้อง) working group แต่ละกลุ่ม ได้ทำการศึกษา TIR ของลักเซมเบิร์ก ด้วยการระบุและหารือเกี่ยวกับโอกาสความท้าทายและแนวโน้มที่เกี่ยวข้อง และเสนอแนะมาตรการเชิงยุทธศาสตร์และการดำเนินการที่เป็นรูปธรรมในพื้นที่ที่แตกต่างกัน โดยระบุไปถึงโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี กรอบการกำกับดูแล นโยบายรูปแบบธุรกิจใหม่ ๆ การเงิน และการศึกษา

แม้ว่าแต่ละหัวข้อจะได้รับพิจารณาแบบแยกจากกัน แต่ก็ทีมผู้ทำการศึกษาก็ตระหนักถึงการเชื่อมต่อของปัญหาที่ต้องการการศึกษา และมีการพิจารณาในภาพรวมอย่างเป็นระบบ มีการเชื่อมโยงและปฏิสัมพันธ์ ไม่เพียงผ่านในแกนนอนเท่านั้น แต่ก็มีการประสานระหว่างเสาแนวตั้งด้วย

Screenshot 2017-12-29 17.01.54

แกนแนวนอนทั้งสามเป็นปัจจัยที่มีผลต่อในทุกด้านทางเศรษฐกิจและสังคมโดยรวม เทคโนโลยีอัจฉริยะเปรียบเหมือนเป็นกระดูกสันหลังของการใช้งาน Internet of Things และมีแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจแบบหมุนเวียนเข้าแทรกซึมในทุกภาคเศรษฐกิจและปิดการหมุนเวียนของการใช้ทรัพยากรให้อยู่ภายในประเทศ นอกจากนี้ เศรษฐกิจการแบ่งปันที่เป็นระบบเศรษฐกิจและรูปแบบธุรกิจที่มาใหม่ จะส่งผลกระทบต่อเสาแนวตั้งและแนวนอนทั้งหมด แกนเสา “เงินทุน” มีหน้าที่เป็น enabler ของโครงการ TIR และการลงทุนต่าง ๆ

การดำเนินการตามแนวคิดดังกล่าว คาดว่าจะส่งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมหภาคให้กับลักเซมเบิร์ก และเปลี่ยนเส้นทางของลักเซมเบิร์กไปสู่การปฎิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สามในระยะยาว ในช่วงหลายทศวรรษต่อไป การศึกษาเชิงกลยุทธ์นี้ จะเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่สำคัญ และเป็นโอกาศที่ดีในการจัดการอภิปรายสาธารณะในวงกว้างเกี่ยวกับสังคมของประเทศและอนาคตทางเศรษฐกิจ ผลการศึกษาดังกล่าวเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเส้นทางการพัฒนาของลักเซมเบิร์กเท่านั้น

บทสรุปผลการศึกษา – http://www.troisiemerevolutionindustrielle.lu/wp-content/uploads/2016/11/TIR-Strategy-Study_Short.pdf

Industry 4.0: the fourth industrial revolution – guide to Industrie 4.0

ยูนิโดร่วมจัดอภิปรายการเตรียมตัว Industry 4.0 สำหรับประเทศกำลังพัฒนา

เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2560 ที่ผ่านมาองค์การ UNIDO ร่วมกับ International Telecommunication Union (ITU) ได้จัดการอภิปรายเกี่ยวกับ Industry 4.0 โดยกิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการประชุม Work Summit for the Information Society (WSIS) forum 2017

กิจกรรมดังกล่าวมีเนื้อหาเกี่ยวกับการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศต่าง ๆ เพื่อ ช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาในการเตรียมตัวสำหรับ Industry 4.0 หรือการพัฒนาอุตสาหกรรมผ่านการใช้ระบบดิจิทัล กิจกรรมดังกล่าวเป็นรูปแบบฟอรั่มโดยมีการอภิปรายระหว่างวิทยากร (panel discussion) ได้แก่ Ratika Jain, Executive Director of Manufacturing at the Confederation of Indian Industries (อินเดีย); Sami Haddadin, Professor and Director of the Institute of Automatic Control at Leibniz University (เยอรมนี); และ Sebastián Díaz Mesa, Head of Marketing and Communications team at Start-Up Chile (ชิลี)

การอภิปรายเน้นถึงความสำคัญในการมีนโยบายที่สอดคล้องสำหรับการผลักดัน Industry 4.0 และความจำเป็นในการสร้างระบบนิเวศเพื่อสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยี มิใช่เพียงการสนับสนุนบริษัทและกิจการเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่สำคัญคือความจำเป็นในการทำงานร่วมกันภายในประเทศนั้น ๆ และในระดับนานาชาติ เพื่อปรับตัวให้เข้ากับ Industry 4.0 และเพื่อเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น

วิทยากรยังได้เน้นว่าส่วนประกอบที่สำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรม 4.0 ที่ถูกทอดทิ้งคือบทบาทที่สำคัญของ Start-up ต่าง ๆ และการร่วมมือระหว่างกิจการในระดับนี้ ที่มีจุดเด่นในด้านนวัตกรรมและความสามารถในการแก้ปัญหาใหม่ ๆ  กับบริษัทขนาดใหญ่ที่มีเงินทุนสูง การสร้างความร่วมมือระหว่างกิจการทั้งสองประเภทจึงน่าสนใจเป็นพิเศษ

ผู้ร่วมอภิปรายได้เน้นถึงบทบาทที่สำคัญขององค์กรระหว่างประเทศในการแบ่งปันความรู้และเทคโนโลยี เชื่อมต่อภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ข้ามพรมแดนของตลาดและวัฒธรรม อีกทั้งการสร้างศักยภาพ การให้การศึกษาและการฝึกอบรม รวมทั้งความสำคัญของการอยู่ร่วมกันระหว่างอุตสาหกรรมประเภทต่าง ๆ (coexistence of Industry 1.0,2.0,3.0 และ4.0) ในประเทศกำลังพัฒนาเหล่านี้ ซึ่งในอีกมุมมองหนึ่ง การอยู่ร่วมกันของอุตสาหกรรมประเภทต่าง ๆ เหล่านี้ จะเป็นอีกหนึ่งความท้าทายขององค์กรระดับนานาชาติ รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการให้การพัฒนาอุตสาหกรรม

การอภิปรายได้กล่าวถึงหัวข้ออื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎหมายด้านความปลอดภัยในโลกไซเบอร์การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาและบทบาทของรัฐบาลตลอดจนมาตรฐานและโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวกับการพัฒนาด้านทรัพยากรบุคคลแบบดิจิทัลความต้องการทางกายภาพสถาบันและเทคโนโลยี

ที่มา – http://www.unido.org//news/press/the-challenge-of-pre.html?tx_ttnews%5Byear%5D=2017&tx_ttnews%5Bmonth%5D=06&cHash=eed96379dab7ac0f5b5c4340bb3ca4b1

รายงานโอกาสและความท้าทายของอุตสาหกรรม 4.0 โดย PwC

การปฎิวัติอุตสาหกรรม 4.0 เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เพิ่มความเชื่อมต่อระหว่างสินค้า ห่วงโซ่คุณค่า (value chain) และรูปแบบธุรกิจต่าง ๆ ผ่านการใช้ระบบดิจิทัล เพื่อทำความเข้าใจการพัฒนาดังกล่าว บริษัทที่ปรึกษา PWC ได้ทำการสอบถามบริษัทอุตสาหกรรมในเยอรมนีกว่า 235 บริษัท เพื่อสำรวจความคิดเห็นและระบุโอกาส ความท้าทาย และปัจจัยที่สำคัญของการพัฒนาดังกล่าว บริษัทที่เข้าร่วมการสำรวจมาจากภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ วิศวะการ การผลิต อุปกรณ์และระบบอิเล็กโทรนิกส์ รวมทั้งอุตสาหกรรมโทรคมนาคม

การลงทุนที่สูง

ผู้ร่วมการสำรวจคาดว่า การเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบบดิจิทัลจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในบริษัทของตนอย่างมีนัยสำคัญ และจะต้องใช้มูลค่าการลงทุนที่สูงพอสมควร โดยคาดว่าจะการปรับตัวให้เป็น Industry 4.0 จะใช้การลงทุนคิดเป็นร้อยละ 50 ของการลงทุนในอีกห้าปีข้างหน้าเลยทีเดียว ซึ่งหากเป็นจริงภาคอุตสาหกรรมของเยอรมันจะลงทุนต่อ Industry 4.0 เป็นมูลค่าถึง 40 พันล้านยูโรต่อปีจากปีค.ศ. 2020 ไป และเมื่อใช้สัดส่วนดังกล่าวทำการคำนวนการลงทุนของภาคอุตสาหกรรมในยุโรปพบว่าการลงทุนต่อปีในด้านดังกล่าวนั้นสูงถึง 140 พันล้านยูโรเลยทีเดียว

สามแรงผลักดันที่สำคัญ

แรงผลักดันที่สำคัญของการใช้ระบบอินเตอร์เนตในภาคอุตสาหกรรมคือ โอกาสในการบูรณาการและจัดการห่วงโซ่มูลค่าในแนวตั้งและแนวนอน (horizontal and vertical value chains) ซึ่งบริษัทที่เข้าร่วมการสำรวจคาดว่าจะเพิ่มศักยาภาพด้านการผลิตกว่าร้อยละ 18 ในช่วงห้าปีถัดไป แม่ว่าในปัจจุบันจะมีกิจการจากภาคอุตสาหกรรมใช้ระบบดิจิทัลในกระบวณการหลักของตนเพียงร้อยละ 20 แต่ภายใน 5 ปีข้างหน้าคาดว่าร้อยละ 85 ของกิจการจะทำการปรับใช้ระบบดิจิทัลในภาคส่วนธุรกิจที่มีความสำคัญ

แรงผลักดันที่สำคัญรองลงมาคือ digitization และการเชื่อมต่อของอุปกรณ์และการให้บริการต่าง ๆ (Internet of Things / Service) ที่จะสร้างความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มรายได้ให้กับกิจการโดยเฉลี่ยร้อยละ 2-3 ต่อปี ซึ่งในบริบทของเยอรมันคิดเป็นรายได้ที่เพิ่มขึ้นถึง 30 พันล้านยูโรต่อปี และ 110 พันล้านยูโรในบริบทของสหภาพยุโรป

แรงผลักดันที่สามคือรูปแบบธุรกิจใหม่ ๆ ที่สร้างความแตกต่างให้กับวงการธุรกิจ ( disruptive and digital business models) สร้างมูลค่าเพิ่มในสัดส่วนที่สูงให้กับผู้บริโภคผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีรูปแบบเฉพาะ (tailor-made solutions) รูปแบบธุรกิจใหม่ ๆ เหล่านี้ จะยกระดับความร่วมมือระหว่างบริษัทต่าง ๆ ในแนวราบ (horizontal cooperation) ของห่วงโซ่และบูรณาการการใช้และการวิเคราห์ข้อมูลต่าง ๆ กิจการเหล่านี้จะสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดีกว่ารูปแบบเดิม ๆ

โอกาสที่จะตามมา

โอกาสใหม่ ๆ ที่จะมาจากการเปลี่ยนแปลง และมูลค่าการลงทุนที่สูง ทำให้การพัฒนาอุตสาหกรรมดังกล่าวมีความสำคัญต่อภาคส่วนต่าง ๆ โดยเฉพาะการจัดการองค์กร (cooperate management) ที่จะต้องคำนึงถึงความท้าทายในด้านต่าง ๆ และความไม่แน่นอนของการเปลี่ยนแปลง เช่น รูปแบบธุรกิจที่จะเกิดขึ้น มาตรฐานใหม่ ๆ ที่จะต้องถูกสร้างและปรับให้เหมาะ รวมทั้งการป้องกันความปลอดภัยของข้อมูล บริษัทที่ร่วมแสดงความคิดเห็นยังมองว่าบุคลากรที่มีความสามารถเหมาะสมเป็นความท้าทายที่สูงและสำคัญที่สูง และเห็นว่านักวางนโยบายในภาครัฐและหน่วยงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องจะสามารถช่วยจัดการปัญหาในด้านดังกล่าวได้

สรุปสาระสำคัญจากการสำรวจความคิดเห็น ดังนี้

  1. Industry 4.0 หรือ Industrial Internet จะเปลี่ยนแปลงบริษัทอย่างสิ้นเชิง และต้องเป็นหนึ่งในอาณัติของ CEO ในบริษัทต่าง ๆ 

การพัฒนาอุตสาหกรรม Industry 4.0 จะปฎิวัติรูปแบบของผลิตภัณฑ์และการให้บริการ โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการยกระดับความสามารถในการตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้สูงขึ้น ศักยภาพของ Industrial Internet มากกว่าการ optimization เทคโนโลยีการผลิต อย่างไรก็ตามการนำทำโอกาสดังกล่าวให้เกิดผลต้อใช้การลงทุนอย่างสูง และจะเป็นประเด็นที่ระดับผู้บริหารของกิจการภาคอุตสาหกรรมจะต้องขบคิด

  1. ภายในปีค.ศ. 2020 ภาคอุตสาหกรรมของสหภาพยุโรปจะลงทุนกว่า 140 พันล้านยูโรต่อปีเพื่อผลักดัน Industry 4.0

บริษัทที่ร่วมแสดงความคิดเห็นคาดว่าในห้าปีถัดไป แต่ละบริษัทจะลงทุนเพื่อผลักดัน Industry 4.0 ของตนเป็นสัดส่วนร้อยละ 3.3 ของรายได้ต่อปี เทียบเท่ากับร้อยละ 50 ของมูลค่าการลงทุนที่คาดไว้ในแต่ละปี ซึ่งในภาครวมคิดเป็น 140 พันล้านยูโร เม็ดเงินดังกล่าวจะถูกอัดฉีดไปที่ระดับต่าง ๆ ของห่วงโซ่การผลิต

  1. ภายใน 5 ปีถัดจากนี้ ร้อยละ 80 ของกิจการทั้งหมดจะรับเอาระบบดิจิทัลเข้าสู่ห่วงโซ่คุณค่าของตน

ปัจจุบันหนึ่งในสี่ของบริษัทที่ร่วมการสำรวจได้ประยุกต์ใช้ระบบดิจิทัลกับห่วงโซ่คุณค่าของตนแล้ว แม้ว่าจะใช้เพิ่งบางส่วนของห่วงโซ่ก็ตาม กิจการเหล่านี้คาดว่าร้อยละ 86 ของห่วงโซ่แนวนอน (horizontal value chain) และร้อยละ 80 ของห่วงโซ่แนวตั้ง (vertical value chain) จะรับเอาระบบดิจิทัลภายในปีค.ศ. 2020

  1. Industry 4.0 จะเพิ่มผลผลิต (productivity) และประสิทธิภาพที่ร้อยละ 18 ภายในห้าปีจากนี้

บริษัทต่าง ๆ คาดว่าการนำเอาระบบดิจิทัลมาใช้จะเพิ่มประสิทธิภาพให้กับภาคอุตสาหกรรมร้อยละ 3.3 ต่อปี รวมเป็นร้อยละ 18 ภายในห้าปีจากนี้ และคาดว่าจะช่วยลดต้นทุนการผลิตได้ร้อยละ 2.6 ต่อปี

  1. การวิเคราห์และการใช้ข้อมูลอย่างบูรณาการเป็นความสามารถที่สำคัญของ Industry 4.0

ปัจจุบันกว่าครึ่งหนึ่งของบริษัทที่ร่วมแสดงความคิดเห็น ต่างมีระดับประสิทธิภาพในการวิเคราะห์และใช้ข้อมูลที่สูงอยู่แล้ว แต่กว่าร้อยละ 90 คาดว่าความสามารถในการวิเคราห์ข้อมูลจะมีความสำคัญอย่างสูงต่อรูปแบบธุรกิจของตนภายใน 5 ปีถัดไป บริษัทเหล่านี้ให้ความสำคัญต่อการวิเคราะห์ข้อมูลภายใน value chain ของตน ระบบ digital labelling ของผลิตภัณฑ์ และการใช้ข้อมูล real-time ในการจัดการการผลิต

  1. ระบบดิจิทัลมีความสำคัญในการสร้างบริษัทที่มีความยั่งยืนให้สำเร็จ

ร้อยละ 30 ของบริษัทได้ทำการนำเอาระบบดิจิทัลมาใช้กับกระบวณการผลิตของตนและ และเริ่มขยายรูปแบบการใช้งานไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่เชื่อมต่อ และการบริการอัตโนมัติ แต่กว่าร้อยละ 75 (ยกเว้นกิจการในภาค process industry) คาดว่ากิจการของตนจะต้องยกระดับการใช้ระบบดิจิทัลให้สูงขึ้นภายใน 5 ปี

  1. ผลิตภัณฑ์และการบริการดิจิทัลจะสร้างรายได้ให้กับภาคอุตสาหกรรมของสหภาพยุโรปเพิ่มขึ้น 110 พันล้านยูโรต่อปี

บริษัทที่รับเอาระบบดิจิทัลเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินการ มีการเติบโตที่สูงความค่าเฉลี่ยในช่วงสามปีที่ผ่านมา โดยครึ่งหนึ่งคาดว่าจะมีการเติบโตในสัดส่วนที่สูง(เลขสองหลัก) ในห้าปีถัดจากนี้ เนื่องจากการนำเอาระบบดิจิทัลมาใช้เพิ่มขึ้นในการดำเนินการ ผลิตภัณฑ์และการให้บริการ โดยหนึ่งในห้าของกิจการเหล่านี้คาดว่าจะสามารถเพิ่มมูลค่าการขายได้ถึงร้อยละ 20 ในภาพรวมนั้นคิดเป็นการเพิ่มมูลค่าการขายที่ร้อยละ 2.5 ต่อปี คิดเป็นมูลค่า 30 พันล้านยูโรในบริบทของเยอรมันและ 110 พันล้านยูโรในบริบทของสหภาพยุโรป

  1. การพัฒนา Industry 4.0 จะสร้างรูปแบบใหม่และเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำธุรกิจ

การนำเอาระบบดิจิทัลมาใช้จะส่งผลให้เกิดเทรนการทำธุรกิจใหม่ ๆ ที่ให้ผลตอบแทนกับลูกค้าที่สูงขึ้น เพิ่มรูปแบบผลิตภัณฑ์ การให้บริการ ร่วมทั้งการติดต่อสื่อสารระหว่างกิจการและลูกค้าที่รวดเร็ว คุณภาพที่พิเศษของการเปลี่ยนแปลงนี้คือความเร็ว นวัตกรรมที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงและส่งผลกระทบในช่วงเวลาสั้น ๆ

  1. ความร่วมมือในแนวราบระหว่างกิจการ (Horizontal co-operation) จะเพิ่มศักยภาพในการตอบสนองความต้องการของลูกค้า

กว่าครึ่งของบริษัทต่าง ๆ เห็นว่า ความร่วมมือที่เน้นเฟ้นมากขึ้นระหว่างกิจการต่าง ๆ เป็นคุณลักษณ์ที่มีความสำคัญของการพัฒนา Industry 4.0 โดยเฉพาะในกรณีที่รูปแบบธุรกิจใหม่ ๆ เกิดขึ้น มากว่าร้อยละ 80 ของบริษัทที่ร่วมแสดงความคิดเห็นเชื่อว่าความร่วมมือที่แน่นเฟ้นให้ห่วงโซ่มูลค่าแนวราบจะเป็นส่วนที่สำคัญภายใน 5 ปีจากนี้

  1. ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมจะมีส่วนสำคัญในการช่วยเหลือการพัฒนาดังกล่าว

ความท้าทายและอุปสรรค์ เช่น ระดับการลงทุนที่สูง และความไม่ชัดเจนของรูปแบบธุรกิจ ของบริษัทต่าง ๆ ในการพัฒนา Industry 4.0 นั้นสามารถผ่อนปรนลงหากได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผ่านการร่างมาตรฐานที่เหมาะสมสำหรับระดับสหภาพยุโรป และการผลักดันให้มีข้อบังคับที่มีประสิทธิภาพในด้านความปลอดภัยของข้อมูล

รายงานฉบับเต็ม – https://www.pwc.nl/en/assets/documents/pwc-industrie-4-0.pdf

ไบโออีโคโนมีและสหภาพยุโรป

 

เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2559 ที่ผ่านมารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายอุตตม สาวนายน ได้ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจเกี่ยวกับทิศทางการดำเนินการของกระทรวง โดยได้กล่าวถึงการดำเนินการไบโออีโคโนมี (หรือ Bioeconomy) ให้เกิดภายใน 5 ปี ผ่านการลงทุนราว 1 ล้านล้านบาท และให้สอดรับกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0

บทสัมภาษณ์ดังกล่าวได้จุดประกายให้สำนักงานที่ปรึกษาฯ จัดทำบทความนี้เพื่อรายงานการดำเนินการ Bioeconomy ของสหภาพยุโรปที่ผ่านมาเพื่อเผยแพร่ความรู้ให้ผู้สนใจในด้านดังกล่าวพร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจ

อะไรคือ Bioeconomy

เศรษฐกิจ Bioeconomy ประกอบด้วยการผลิตทรัพยากรหมุนเวียนชีวภาพ (renewable biological resource) ที่สามารถเปลี่ยนเป็นอาหารคน อาหารสัตว์ ผลิตภัณฑ์ชีวภาค และพลังงานชีวภาค ผ่านเทคโนโลยีนวัตกรรมที่ประสิทธิภาพจากอุตสาหกรรม Biotechonology เศรษฐกิจ bioeconomy นั้นเกิดขึ้นจริงแล้วในปัจจุบัน และเป็นแนวทางที่จะสร้างโอกาสและคำตอบในปัญหาและความท้าทายด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการแก้ปัญหาสภาพวะอากาศเปลี่ยนแปลง พลังงาน ความมั่นคงทางอาหารและการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

pumpkin

สหภาพยุโรปและ Bioeconomy

สหภาพยุโรปได้มุ่งพยายามผลักดันเศรษฐกิจที่มีความยั่งยืนและใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายที่จะยกระดับนวัตกรรมของเศรษฐกิจ ลดอัตราการปล่อยของเสีย สร้างความมั่นคงด้านอาหาร จัดระดับการบริโภคที่ยั่งยืนให้กับสินค้าเกษตร ปลาและการใช้ทรัพยากรชีวภาพหมุนเวียนอื่น ๆ และปกป้องความหลากหลายในชีวพันธ์และธรรมชาติ

หนึ่งในยุทธศาสตร์ที่สหภาพยุโรปได้นำมาใช้คือ Bioeconomy Strategy และแผนการดำเนินการที่ประกอบด้วยสามส่วนที่สำคัญได้แก่

  1. การพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ และกระบวนการต่าง ๆ สำหรับ Bioeconomy
  2. การพัฒนาตลาดและความสามารถในการแข่งขันของภาคส่วน Bioeconomy
  3. การผลักดันการทำงานร่วมกันระหว่างผู้ร่างนโยบายและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง

นอกจากนี้คณะกรรมาธิการยุโรปยังพยายามสร้างแนวการทำงานและการประสานงานระหว่างโครงการต่าง ๆ  อย่างมีความสอดคล้องกัน อาทิเช่น นโยบาย Common Agricultural Policy นโยบาย Common Fisheries Policy โครงการ Horizon 2020 โครงการ Blue Growth initiative สำหรับการประมง และ European Innovative Partnership on Sustainable Agriculture ที่ผลักดันการเกษตรอย่างยั่งยืน

bioeconomy_graphic_full.jpg

ยุทธศาสตร์ Bioeconomy

สหภาพยุโรปได้รับรองนโยบาย Bioeconomy ในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2012 โดยให้อยู่ภายใต้ DG Research and Innovation และมีสำนักงานอื่น ๆ ของสหภาพยุโรปลงชื่อมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย เช่น DG Agriculture and Rural Development, DG Environment, DG Maritime Affairs, DG Industry and Entrepreneurship ยุทธศาสตร์ดังกล่าวไม่ใช่กรอบกฎหมายที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ แต่เป็นข้อบังคับที่มุ่งโฟกัสการทำงานร่วมกันของหน่วยงานต่าง ๆ ของสหภาพยุโรปให้มีทิศทางที่ถูกต้อง ไปในทางเดียวกัน รวมทั้งทำการ streamline นโยบายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง

ยุทธศาสตร์ Bioeconomy ประกอบดัวยหลักการสามข้อด้วยกัน คือ 1) การลงทุนด้านการวิจัย นวัตกรรมและความเชี่ยวชาญ 2) การส่งเสริม policy interaction และการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ (stakeholder engagement) การเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันการยกระดับการซื้อขาย (Enhancement of markets) ยุทธศาสตร์ดังกล่าวพยายามตอบคำถามที่ท้าทายสหภาพยุโรปและโลกในปัจจุบัน เช่น จำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นและปัญหาปากท้อง การขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ยุทธศาสตร์ดังกล่าว ยังมุ่งเปลี่ยนแหล่งพลังงานจากพลังงานที่มาจากถ่านหิน (fossil fuels) ไปเป็นพลังงานจากธรรมชาติที่มีความยั่งยืนและเข้าสู่สังคมยุคหลังการใช้พลังงานถ่านหิน (post-petroleum society) คณะกรรมาธิการได้กำหนดการประเมินผลและทบทวนนโยบายดังกล่าวในปีค.ศ. 2017

ผลที่คาดว่าจะได้รับจาก Bioeconomy

ในอาณัติด้าน Job, Growth, Fairness และ Democratic Change นาย Juncker ประธานคณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปได้ระบุ 10 หัวข้อสำคัญสำหรับการทำงานของคณะกรรมาธิการ ซึ่งใน 3 หัวข้อมี Bioeconomy เป็นแก่นสำคัญ:

  1. A New Boost for Jobs, Growth and Investment – เศรษฐกิจ bioeconomy เป็นแหล่งงานใหม่ที่สำคัญ โดยเฉพาะในระดับท้องถิ่นและภูมิภาค ในเขตชนบทและชายฝั่ง รวมทั้งมีโอกาสที่สำคัญในการสร้างตลาดใหม่ ๆ สำหรับสินค้า bio-fuels อาหาร และ สินค้าชีวภาพต่าง ๆ
  2. A Resilient Energy Union with a Forward-Looking Climate Change Policy – ยุโรปมีความจำเป็นที่จะต้องขยายฐานแหล่งพลังงานของต้น และสนับสนุนการวิจัยในด้านเทคโนโลยี low-carbon technology รวมทั้งการทำวิจัยอย่างเป็นระบบ โดยการยกเลิกการใช้พลังงานรูปแบบต่าง ๆ ที่มาจากถ่านหินและหันมาใช้พลังงานที่มาจากทรัพยากรชีวภาพเป็นส่วนที่มีความสำคัญขอนโยบายก้าวหน้าด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  3. A Deeper and Fairer Internal Market with a Strengthened Industrial Base – อุตสาหกรรม bio-based และอาหาร ที่เน้นการใช้นวัตกรรมจะสามารถสร้างเม็ดเงินคิดเป็นสัดส่วน GDP ได้ถึงร้อยละ 16 – 20 รวมทั้งสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนและการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ในปัจจุบันอุตสาหกรรมการผลิตอาหารและเครื่องดื่มนั้นเป็นภาคส่วนที่ใหญ่ที่สุดในสหภาพยุโรป

นอกจากนี้ประเด็นการประมงและความมั่นคงด้านอาหารยังเป็นอีกสองส่วนของ bioeconomy ที่สหภาพยุโรปสามารถและควรจะเป็นผู้นำอาณัติดังกล่าวในระดับนานาชาติ

ขับเคลื่อนโดยการวิจัย DG Research and Innovation

คณะกรรมาธิการได้มอบหมายให้นาย Carlos Moedas หนึ่งในทีมงาน รับผิดชอบในการผลักดันให้โครงการวิจัยและการให้ทุนวิจัยต่าง ๆ โดยเฉพาะ Horizon 2020 มีส่วนช่วยผลักดันการทำงานของคณะกรรมาธิการในด้าน growth และ Investment ผ่านสามยุทธศาสตร์ในระดับสหภาพยุโรปได้แก่ 1) Open Innovation, 2) Open Science, และ 3) Open to the World จะเห็นได้ว่า Bioeconomy สอดคล้องกับการดำเนินการดังกล่าว เพราะ Bioeconomy สามารถช่วยแก้ปัญหาด้านอาหารและพลังงานที่จำเป็นในการใช้ open innovation approach และความร่วมมือที่แน่นเฟ้นระหว่างผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ส่งเสริมการวิจัยในรูปแบบ across disciplines และข้ามพรมแดน (Open Science) และการร่วมมือระหว่างนักวิจัยในยุโรปและประเทศอื่น ๆ (Open World)

index

ข้อสังเกต

เห็นได้ว่าการพัฒนาประเทศไทยไปสู่ Bioeconomy นั้นเป็นแนวทางที่ตามเทรนของโลก โดยเฉพาะสหภาพยุโรป หากมองดูการดำเนินการของสหภาพยุโรปแล้วมีข้อสังเกตดังนี้

  1. Research-driven – สหภาพยุโรปใช้การวิจัยเป็นหนึ่งในกลไกขับเคลื่อนหลักของการผลักดัน Bioeconomy โดยผ่านโครงการ Horizon 2020 ที่มีกระจายเม็ดเงินกว่า 80 พันล้านยูโรในระยะเวลา 6 ปี (2014-2020)
  2. การทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ แม้การผลักดัน Bioeconomy จะเป็นภาระหน้าที่ของ DG Research and Innovation แต่ก็มีสำนักงานอื่น ๆ ของสหภาพยุโรปลงชื่อมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย เช่น DG Agriculture and Rural Development, DG Environment, DG Maritime Affairs, DG Industry and Entrepreneurship นอกจากนี้โครงการ Horizon 2020 ก็เป็นโครงการที่สำนักงานต่าง ๆ มีส่วนเกี่ยวข้องเช่น DG research and innovation (DG RTD) DG for communications networks, content and Technology หรือ executive agencies เช่นResearch Executive Agency (REA), the Executive Agency for SMEs (EASME) และ the ERC Executive Agency (ERCEA) ความหลากหลายขององค์กรที่มีส่วนร่วมน่าจะทำให้มุมมองและแนวคิดของการดำเนินการมีความหลากหลายตามไปด้วย
  3. การดำเนินการที่ต่อเนื่องรวมทั้งการติดตามและประเมิน นโยบาย Bioeconomy ได้รับการรับรองเมื่อปีค.ศ. 2012 และจะมีการประเมินผลการดำเนินการและทบทวนยุทธศาสตร์ในปีค.ศ. 2017 นี้ จะเห็นได้ว่าการดำเนินการผลักดัน Bioeconomy นั้นเป็นการดำเนินการระยะยาว ดังนั้นการติดตามและประเมินผลการดำเนินการเพื่อนำมาปรับแนวทางการดำเนินการจึงเป็นส่วนสำคัญ

ที่มา

http://www.efibforum.com/about/what-is-the-bioeconomy

https://ec.europa.eu/research/bioeconomy/index.cfm?pg=policy&lib=strategy

https://ec.europa.eu/research/bioeconomy/index.cfm?pg=policy

 

ยุโรปทำการศึกษา Big Data ด้านสาธารณะสุข

คณะกรรมาธิการยุโรปได้ทำการเผยแพร่รายงานเกี่ยวกับ Big Data in public health, telemedicine, and health care. รายงานดังกล่าวนำเสนอข้อแนะนำ 10 ด้าน ได้แก่ 1) การสร้างการตระหนักถึง 2) การศึกษาและการฝึกอบรม 3) แหล่งข้อมูล 4) Open Data และ Data Sharing, 5) การนำไปใช้, 6) วัตถุประสงค์, 7) การวิเคราะห์ข้อมูล, 8) การควบคุมการเข้าถึงข้อมูลและการใช้ข้อมูล, 9) แหล่งทุน และ 10) กฎหมายและความเป็นส่วนตัว

หลังจากได้ทำการประเมินมูลค่าเพิ่ม (added value) และคุณภาพของหลักฐานต่าง ๆ ที่มี ทีมงานที่ทำการศึกษาดังกล่าวได้เลือกกรณีตัวอย่าง 10 ตัวอย่างในการใช้ Big Data ด้านการบริการสาธารณะสุข พร้อมทั้งการระบุนโยบายการที่น่าจะเป็นไปได้ในการดำเนินการ Big Data ในด้านดังกล่าว ทีมงานยังได้ทำการวิเคราะห์ SWOT Analysis เพื่อตรวจสอบความเป็นไปได้ของนโยบายเหล่านี้อีกด้วย

ทีมงานได้ทำการพัฒนาข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย 10 ข้อในด้านดังกล่าวจากผลการวิเคราะห์ ร่วมกับความช่วยเหลือของผู้เชี่ยวชาญที่มีชื่อเสียง และนำข้อเสนอแนะนั้นไปผ่านที่ประชุมแลกเปลี่ยนความคิดกับประชาชนในงานประชุมที่เกี่ยวข้องในสหภาพยุโรปอย่างน้อยสามครั้ง ก่อนที่จะถูกตรวจสอบโดยคณะผู้เชี่ยวชาญอีกครั้ง

ข้อเสนอแนะของการศึกษาดังกล่าวมุ่งส่งเสริมโอกาสที่ Big Data จะสร้างให้กับกับภาคสาธารณะสุขของสหภาพยุโรปในการพัฒนาสุขภาพของผู้ป่วยและศักยภาพของระบบสาธารณะสุขประเทศสมาชิก ข้อแนะนำทั้งหมดตั้งอยู่บนหลักการเช่น ความจำเป็นในการสร้างมาตรฐานด้านจริยธรรม ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของประชาชน รวมทั้งการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ เช่นองค์การภาคประชาชน ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง

ข้อเสนอแนะเหล่านี้จะถูกนำเสนอต่อที่ประชุมของคณะกรรมาธิการยุโรปเพื่อนำไปเป็นส่วนหนึ่งของแผนการดำเนินการพัฒนา Big Data value chain ในบริบทของยุทธศาสตร์ Digital Single Market ของสหภาพยุโรปต่อไป

รายงานดังกล่าว

ที่มา https://ec.europa.eu/digital-single-market/en/news/study-big-data-public-health-telemedicine-and-healthcare

Industry 4.0 Focus: ศูนย์วิจัย Centre for Industrial Productivity (CiP) Darmstadt

Industry Review ฉบับนี้จะพาท่านผู้อ่านมาทำความรู้จักศูนย์ Centre for industrial Productivity ของมหาวิทยาลัย Darmstadt ซึ่งเป็นหนึ่งใน Cluster ด้านอุตสาหกรรม 4.0 ของเยอรมนี

ศูนย์วิจัยและศึกษานวัตกรรมดังกล่าวได้รับงบประมานสนับสนุนจากมหาวิทยาลัย Technical University of Darmstadt และบริษัทที่ปรึกษา McKinsey & Company ศูนย์ CiP มีความเชี่ยวชาญด้าน Lean technique, Lean Management และการนำหลักการ Lean Principles ไปประยุกต์ใช้ในด้านการควบคุมคุณภาพและการบำรุงอุตสาหกรรม ซึ่งในปีค.ศ. 2016 มีการขยายหลักสูตรให้ครอบคลุมแนวคิด Industry 4.0 และการ Digitalisation กระบวนการผลิตต่าง ๆ ศูนย์ CiP ได้ทำการฝึกอบรมนักศึกษาและพนักงานอุตสาหกรรมในด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับศักยภาพด้านการผลิตในด้านต่าง ๆ เช่น inbound raw material process, packaging, และ shipping of finished goods โดยได้สร้างบุคลากรให้ภาคอุตสาหกรรมรวมกว่า 6,000 คน ตั้งแต่มีการจัดตั้งศูนย์ในปีค.ศ. 2007 เป็นต้นมา

cip_web_529x0

นอกเหนือจากนี้แล้ว CiP ยังมีกิจกรรมด้านการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการผลิต โดยเฉพาะในด้าน lean production รวมทั้งให้การช่วยเหลือบริษัทอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในการดำเนินการที่ท้าทาย เช่นการดูและโครงการนำร่อง ให้คำปรึกษาด้าน assembly หรือ internal logistic รวมทั้งจัดการฝึกอบรมผ่าน workshop ต่าง ๆ

95062438_b2825dcf2d

ETA model factory – ต้นแบบโรงงานแห่งอนาคต

สถาบันวิจัย CiP ได้สร้างต้นแบบโรงงานแห่งอนาคตและเปิดทำการเมื่อเดือนกรกฎาคม 2559 ที่ผ่านมา การเปิดโรงงานดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยที่พยายามศึกษาศักยภาพในการเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดพลังงานในภาคการผลิตของอุตสาหกรรมจากการดำเนินการจริง โครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือของหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการผลิตอุตสาหกรรม ในด้านต่าง ๆ เช่น network of building envelop, building technology และ production process มีผู้เชี่ยวชาญจาก วิศวช่างกล สถาปัตย์ วิศวโยธา และวิศวะไฟฟ้า เข้าร่วมโครงการ

95062541_61a85ab0f7.jpg

โรงงานดังกล่าวไม่ใช่เพียงเป็นโครงสร้างหรือ shell แต่เป็นส่วนหนึ่งของขั้นตอนการผลิต ผนังด้านข้างทำจาก pre-fabricated concrete module ที่สามารถปรับเปลี่ยนขนาดได้อีกทั้งมีการรองพื้นโดยวัศดุที่มีความสามารถในการดูดซืมของเหลว โรงงานดังกล่ามีความสามารถในการประหยัดความร้อนหรือความเย็นในการระบายอากาศ ผ่าน Thermal activation อีกทั้งใช้วัสดุในการป้องกันแสงสะท้อน แต่ก็สามารถให้แสงอาทิตย์สามารถส่องผ่านเข้ามาในโรงงานได้

บริษัท Industry 4.0 ที่น่าสนใจในออสเตรีย (พฤศจิกายน 59)

 

บริษัท ENGEL AUSTRIA GmbH

Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCtQLwGdZpvyK91fEWMJ0E0Q

บริษัท Engel เป็นบริษัทครอบครัว ( family-run company) ด้านการอุตสาหกรรมการฉีดพลาสติก ที่ประสบความสำเร็จบริษัทหนึ่งในออสเตรีย บริษัทก่อตั้งในปีค.ศ. 1945 ในปัจจุบันมีโรงงานกว่า 9 แห่งในทวีปยุโรป อเมริกาเหนือ และเอเชีย นอกจากนี้ยังมาสาขาย่อยในประเทศต่าง ๆ อีกกว่า 85 ประเทศรวมมีพนักงานมากกว่า 5,400 คนทั่วโลก  ในปี 2015/2016 บริษัทมี turnover มากกว่า 1.25 พันล้านยูโร

ผลิตภัณฑ์ที่บริษัททำการผลิตนั้นมีมากมาย ตั้งแต่ด้านยานยนต์ teletronic เครื่องมือแพทย์ อุปกรณ์หีบห่อต่าง ๆ นอกจากนี้บริษัทยังให้บริการการปรึกษาด้านระบบ injection moulding กับโรงงานต่าง ๆ อีกด้วย บริษัท Engel มีที่ตั้งในออสเตรีย 3 แห่งด้วยกัน

2  Schwertberg, Austria: สำนักงานใหญ่ สำนักงานด้านวิศวกรรมและการพัฒนา มีโรงงานผลิตเครื่องจักรขนาดกลางและเล็กขนาด 5000 kN clamping force

 clipboard02

 St. Valentin, Austria: โรงงานผลิตเครื่องจักรขนาดใหญ่ 3500 kN ถึง 55000 kN clamping force

 clipboard03

 Dietach, Austria: โรงงานผลิตสำหรับหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติต่าง ๆ

 

 

บริษัท Sick Österreich

Youtube: https://youtu.be/DazejUdV2Pc

ที่อยู่ Objekt M11 2355, IZ NÖ-Süd Straße 6 2, 2351 Wiener Neudorf, Austria

บริษัท Sick เป็นบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญด้านอุปกรณ์ที่ใช้ในระบบ automation ต่าง ๆ เช่น sensor, แผงไฟ และตัว detection ประเภทต่าง ๆ ที่ใช้ในการตรวจวัดระดับสารเคมี แสง สี เสียง ระยะห่าง ทั้งที่เป็นไอเสียและของเหลว สนามแม่เหล็ก การตรวจ ID และลายนิ้วมือต่าง ๆ ไปจนถึงการตรวจนับจำนวนรถบนท้องถนนอีกด้วย บริษัท Sick ได้รับการจัดตั้งในปีค.ศ. 1946 และในปัจจุบันมีสาขามากกว่า 50 แห่งทั่วโลก ในปีค.ศ. 2015 มีพนักงานกว่า 7,400 คน และมีมูลค่าการขายที่สูงถึง 1.3 พันล้านยูโร 

clipboard04

บริษัท Sick เป็นหนึ่งในบริษัทแนวหน้าของโลกในด้านการผลิตและเทคโนโลยี sensor ที่ใช้สำหรับการควบคุมระบบการผลิตสินค้าให้มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูงสุด นอกจากการผลิตอุปกรณ์ต่าง ๆ บริษัทยังให้การบริการวิเคราะห์และให้คำปรึกษาในด้านการวัดและติดตามผลระดับสารเคมี และออกแบบ software ที่ใช้ในการควบคุมระบบต่าง ๆ อีกด้วย

บริษัท Festo Gmb

https://www.festo.com/group/en/cms/10903.htm

Youtube: https://www.festo.com/Youtube_selection/index.htm

บริษัท Festo เป็นบริษัทครอบครัวระดับโลกในด้าน automation และการฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากรในด้านดังกล่าว บริษัททำการผลิตอุปกรณ์ ระบบ และการให้บริการที่เกี่ยวข้องกับ pneumatic และการควบคุมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และการขับเคลื่อนเทคโนโลยี ทั้งในโรงงานและภาคระบบ automation

สาขา Didactic ของบริษัทเป็นผู้นำอุตสาหกรรมในการให้ความรู้ด้านอุตสาหกรรม ทั้งในการฝึกฝนสถานศึกษาต่าง ๆ และการให้บริการคำปรึกษากับบริษัทอุตสาหกรรมต่าง ๆ บริษัทได้จัดตั้ง เครือข่ายการเรียนรู้  Bionic Learning Network ที่เชื่อมต่อและทำงานร่วมกับสถานบันการศึกษา นักประดิษฐ์ และ มหาวิทยาลัย ต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้จากธรรมชาติและนำมาพัฒนาระบบ automation

บริษัท Festo ตั้งอยู่ที่ถนน Linzer Straße 227 1140 Wien กรุงเวียนนา

บริษัทอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

– Infineon Technologies AG  – ด้าน semiconductor solutions

Siemensstraße 2, 9500 Villach, Austria

http://www.infineon.com/cms/en/about-infineon/press/press-releases/2015/INFXX201510-005.html

– PHOENIX CONTACT – ด้านอุปกรณ์ควบคุมระบบต่าง ๆ เพื่อช่วยการเชื่อมต่อระหว่างเครื่องจักรกับ Internet

https://www.phoenixcontact.com

Ada-Christen-Gasse 4, 1108 Wien, Austria

– บริษัท Linematric – ด้าน sensor การติดตามและตรวจสอบสภาพสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ใช้ในการควบคุมสภาพแวดล้อมในสถานะการณ์ต่าง ๆ

https://www.linemetrics.com

Steyrer Str. 51, 3350, Austria

– Klüber Lubrication Austria GmbH ด้านการผลิตน้ำมันหล่อลื่น

http://www.klueber.com/en/

Franz-Wolfram-Scherer-Straße 32, 5020 Salzburg, Austria

– KNAPP ระบบ logistic ใน warehouse ต่าง ๆ

Manfred Fuchs

Günter Knapp-Straße 5-7, 8075 Hart bei Graz, Austria

– Zellstoff Pöls ผลิด sulphate pulp สำหรับกระดาษ

http://www.zellstoff-poels.at/en/

Doktor-Luigi-Angeli-Straße 9, 8761 Pöls, Austria

– Norske Skog ด้านผลิตภัณฑ์กระดาษชนิดต่าง ๆ

http://www.norskeskog.com/Business-units/Europe/Norske-Skog-Bruck.aspx

Fabriksgasse 10, 8600 Bruck an der Mur, Austria

– Voestalpine Wire Rod Austria GmbH – โรงงานผลิต wire rode ที่ทันสมัยที่สุดในโลก

https://www.voestalpine.com/wiretechnology/de/unternehmen/produktion/WireRodAustria

Drahtstraße 1, 8792 St. Peter-Freienstein

– Magna Fahrzeugtechnik – ด้านอุปกรณ์ชิ้นส่วนยานยนต์

http://www.magna.com/

Liebenauer Hauptstraße 317, 8041 Graz, Austria

– บริษัท EATON – ด้านการจัดการพลังงาน

http://www.eaton.com/

Eugenia 1, 3943 Schrems, Austria

อุตสาหกรรมสิ่งทอในบริบท Industry 4.0

Industry 4.0 หรือการปฎิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 เป็นแนวโน้มการพัฒนาของภาคอุตสาหกรรมที่มุ่งนำเอาเทคโนโลยี digital และการสื่อสาร (Information technology) ต่าง ๆ มาประยุกต์ใช้กับภาคอุตสาหกรรม เช่น cyber-physical systems, แนวคิด Internet of Things หรือ Cloud computer ซึ่งเป้าหมายในภาพรวมคือการพัฒนาที่จะนำไปสู่โรงงานอัจฉริยะ หรือ Smart Factory แนวโน้มดังกล่าวได้รับการกล่าวถึงเป็นอย่างมากในวงการอุตสาหกรรมปัจจุบัน บทความนี้จะกล่าวถึงผลกระทบของแนวโน้มดังกล่าวต่ออุตสาหกรรมสิ่งทอในภาพรวม

หากมองย้อนกลับไปในอดีต จะเห็นได้ว่าในการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งก่อน ๆ ส่งผลกระทบที่สูงต่ออุตสาหกรรมสิ่งทอ การทอผ้าที่เปลี่ยนมาใช้เครื่องกลแทนการทอมือ ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตลดลงและในขณะที่สามารถเพิ่มความรวดเร็วในกระบวนการผลิตให้สูงขึ้น ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงของภาคอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ผ่านการพัฒนานวัตกรรมด้านโครงสร้าง Digital และ Biological สิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ เช่น 3-D printing หรือ artificial intelligence และ Biomaterial จึงน่าจะมีผลกระทบต่อภาคดังกล่าวเช่นเดียวกัน

นาย Klaus Schwab ผู้ก่อตั้งและประธานของ World Economic Forum ได้กล่าวว่า ในขณะนี้มนุษย์ชาติยังไม่สามารถเข้าใจความเร็วและขอบเขตของผลกระทบที่จะมาจากการปฎิวัติอุตสาหกรรมครั้งนี้ การเชื่อมต่อของประชาชนหลายพันล้านคนผ่านเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่จะสร้างความเป็นไปได้ที่ไม่มีขอบเขตเลยทีเดียว การประชุม Economic Forum ตระหนักถึงความสำคัญดังกล่าวจึงได้เลือกให้ Industry 4.0 เป็นหัวข้อการประชุม

การพัฒนาอุตสาหกรรม 4.0 นั้นจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทุกภาคส่วนของอุตสาหกรรม ในด้านแฟชั่นนั้นผลประโยชน์ที่จะได้รับโดยตรงคือการพัฒนาของวิทยาศาสตร์ด้านวัตถุ (materials science) ที่จะเปิดความเป็นไปได้ในการผลิตสิ่งทอที่มีคุณประโยชน์และความสวยงามใหม่ ๆ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาอุตสาหกรรมสิ่งทอเองก็มีการพัฒนาการที่น่าสนใจ มีการผลิต Shrilk ซึ่งเป็นสิ่งทอที่มีความใสและย่อยสลายได้จากเปลือกกุ้งเหลือใช้และโปรตีนที่มาจากผ้าไหม Shrilk มีจุดเด่นในด้านความแข็งแรงที่สูงพอๆกับอลูมิเนียมโดยที่มีน้ำหนักเบากว่าถึงครึ่งหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีสิ่งทอ Qmilk ที่เป็นวัสดุสิ่งทอผลิตจากนมเปรี้ยว มีความทนทานต่อไฟและแบคทีเรีย อีกทั้งสิ่งทอที่สามารถสร้างและเก็บพลังงานได้

แต่แม้ว่าเทคโนโลยีด้านสิ่งทอเหล่านี้จะถูกผลิตขึ้นมาแล้ว แต่การนำมาใช้ให้แพร่หลายยังเป็นเรื่องที่ท้าทายอยู่ และจำเป็นที่จะต้องมีการสร้างความร่วมมือระหว่างนักวิทยาศาสตร์ ผู้ผลิต และนักออกแบบ ที่มีความเข้าใจต่อความต้องการของลูกค้าและศักยภาพของเทคโนโลยีเหล่านี้ นาย Mark Zuckerberg กล่าวถึงความสำคัญของการสร้างความร่วมมือดังกล่าวที่จะนำเอาเทคโนโลยี wearable ที่อยู่ในมือของ technology people หรือผู้เชี่ยวชาญไปสู่กลุ่มนักคิดที่เห็นถึงศักยภาพของเทคโนโลยีดังกล่าวจากมุมมองของตลาด ซึ่งมุมมองนี้มีความสำคัญที่สูงในบริบทของอุตสาหกรรมสิ่งทอที่ตลาดมีความหลากหลายในด้านความต้องการของผู้บริโภคกว่าอุตสาหกรรมอื่น ๆ สิ่งค้าสิ่งทอจะต้องถูกออกแบบให้เหมาะสมกับกลุ่มลูกค้า (ชาย หญิง เด็ก วัยรุ่น วัยกลางคน ฯลฯ) ในขณะที่สินค้าของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เช่น Iphone สามารถขายให้กับบุคคลต่างกลุ่มต่างวัยได้ง่ายกว่า

นอกจากการเปลี่ยนแปลงผลิตภัณฑ์แล้ว อีกหนึ่งผลกระทบของนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีต่ออุตสาหกรรมสิ่งทอคือการเปลี่ยนแปลงด้านวัตถุดิบ ในปัจจุบันปัญหาวัตถุดิบขาดแคลน เช่นความต้องการหนังแท้คุณภาพสูงปริมาณสูงทำให้ตลาดหนังโลกขาดแคลนวัตถุดิบ ผลกระทบด้านโลกร้อนเองก็มีส่วนทำให้วัตถุดิบที่มาจากธรรมชาติเช่น ไหมและแคชเมีย ลดปริมาณลง นาง Suzanne Lee หัวหน้าแผนกความคิดสร้างสรรค์ของบริษัท Modern Meadow ในกรุงนิวยอร์ก ได้กล่าวว่าความต้องการหนังที่สูงทำให้คุณภาพของวัตถุดิบลดลง ในปัจจุบันอัตราส่วนของหนังที่ไม่ผ่านการตรวจคุณภาพนั้นสูงถึงร้อยละ 30-80 ซึ่งเป็นการสิ่งเปลืองทรัพยากรเป็นอย่างยิ่ง บริษัท Modern Meadow จึงได้ทำการพัฒนาการผลิตหนังแท้ภายในห้องวิจัย นาง Marie-Claire Daveu หัวหน้าแผนก Sustainability ของบริษัท Kering หนึ่งในบริษัทที่สร้างห้องทดลองนวัตกรรมเพื่อการสร้างวัตถุดิบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมกล่าวว่า ความสามารถในการผลิตทรัพยากรผ่านนวัตกรรมใหม่ ๆ จะช่วยลดความกดดันในการหาวัตถุดิบคุณภาพสูงอย่างต่อเนื่องได้

การพัฒนาด้าน Material Science จะสามารถตอบปัญหาที่จะมาจากความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นของผู้บริโภคและด้านของเสียที่เกิดจากการผลิตได้ ซึ่งปริมาณของเสียฝังกลบที่มาจากภาคสิ่งทอประเทศสหรัฐฯ มีสูงถึง 10.5 ล้านตันต่อปี นักวิจัยจาก Massachusetts Institute of Technology (MIT) ทำการสร้าง 3D printer ที่สามารถสร้างเครื่องประดับจากของเสียประเภทเปลือกกุ้ง (Shrimp Chitin) ได้ เครื่องประดับที่ผลิตมาจากกระบวนการดังกล่าวสามารถย่อยสลายตามธรรมชาติได้ และมีอายุการใช้งานเพียง 3 เดือน เป็นการสร้างแฟชั่นในรูปแบบ Wear it while you Can – หรือใส่/ใช้มันในขณะที่คุณยังใส่มันได้

เทคโนโลยี 3-D printing หรือการสร้างวัสดุผ่านการพิมพ์เป็นชั้นจากรูปแบบ digital drawing มีความสามารถใหนการสร้างความเปลี่ยนแปลงในรูปแบบ disruptive กระบวนการผลิตสิ่งทอและแฟชั่นต่าง ๆ ผ่านความสามารถในการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ซับซ้อนได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว บริษัทต่าง ๆ จะสามารถสร้างตัวอย่างและทดสอบสินค้าได้ก่อนที่จะทำการผลิตอย่างเป็นทางการมากขึ้น อีกทั้งเปิดโอกาสให้ผู้ บริโภคสามารถสร้างสินค้าที่ตนเองต้องการได้ (customisation) ราคาของเทคโนโลยีดังกล่าวนั้นลดลงอย่างต่อเนื่อง มีการคาดการณ์ว่าราคาของสินค้าที่ถูกผลิตโดย 3-D printing จะลดลงกว่าร้อยละ 50 ระหว่างปีค.ศ 2013 – 2018 ซึ่งทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณของสินค้าที่ถูกผลิต บริษัทเช่น Adidas และ Nike ได้เริ่มใช้เทคโนโลยีดังกล่าวแล้ว โดยเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อออกแบบและสร้างรองเท้าที่ตนต้องการ

Artificial Intelligence เป็นอีกนวัตกรรมที่จะมีบทบาทในการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ความสามารถด้าน automation หรือการดำเนินการโดยอัตโนมัติกิจกรรมต่าง ๆ ที่ทำโดยมนุษย์ การนำนวัตกรรมดังกล่าวมาใช้คาดว่าจะมีผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมทั้งหมด ในภาคแฟชั่นนั้นความสามารถดังกล่าวอาจจะถูกนำมาใช้ในการตัดสินใจที่มีความซับซ้อนผ่านหลักฐานด้านข้อมูลต่าง ๆ (data-driven decision making) ช่วยให้บริษัทต่าง ๆ สามารถคาดเดาแนวโน้มการบริโภคผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ได้ หรือแม้แต่การคาดเดาว่าสินค้าชิ้นได้จะได้รับความนิยมสูง การวิเคราห์ข้อมูลที่มีจำนวนมากเช่น ข้อมูลการซื้อขายสินค้าออนไลน์ หรือการดึงข้อมูลจากสิ่งทออัจฉริยะ (Smart Garments) สามารถช่วยให้ผู้ผลิตและนักออกแบบคาดเดาความต้องการสินค้าได้ รวมทั้งจัดการปริมาณสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพลดความสิ้นเปลืองในด้านต่าง ๆ การนำเอานวัตกรรมมาใส่ในอุปกรณ์และสินค้าแฟชั่นยังสามารถช่วยแก้ปัญหาของภาคส่วนอื่น ๆ เช่นสุขภาพ อย่างที่เห็นในปัจจุบันว่า Smart Watch อย่าง Fitbit และ Apple Watch รวมทั้งบริษัท Chromat (ร่วมกับ Intel) ได้สร้างสินค้าที่มาเติมเติมช่องว่างดังกล่าว ในอนาคตอุปกรณ์ต่าง ๆ เหล่านี้อาจจะสามารถนำมาใช้ในการติดตามสุขภาพ และสภาวะทางร่างกายของผู้สูงอายุได้

แม้ว่าผลกระทบของการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ต่อภาคอุตสาหกรรมสิ่งทอนั้นยังไม่ชัดเจน แต่ผลต่อระบบของภาคอุตสาหกรรมดังกล่าวนั้นค่อนข้างแน่นอน ปัจจุบันอุปสรรคของการนำเอานวัตกรรมต่าง ๆ มาใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอคือความเฉื่อยของแนวคิดของบุคลากรในภาคอุตสาหกรรมต่อเทคโนโลยีใหม่ ๆ และความไม่สนใจในการลงทุนด้าน R&D ของบริษัทสิ่งทอต่าง ๆ อีกทั้งความเชื่อมต่อระหว่างภาคอุตสาหกรรมการผลิตและเทคโนโลยียังมีช่องว่างอยู่ อย่างไรก็ตามเริ่มมีบริษัทและสถาบันด้านสิ่งทอต่าง ๆ ให้ความสนใจลงทุนในด้านเทคโนโลยีมากขึ้น สถาบัน Revolutionary Fibres and Textiles Manufacturing Institute ในสหรัฐฯ ได้จัดสรรงบประมาณกว่า 300 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สำหรับการลงทุนเพื่อสร้างสิ่งทอในรูปแบบใหม่ ๆ ความร่วมมือระหว่างบริษัทและหน่วยงานต่าง ๆ ก็เริ่มเกิดมากขึ้น เช่นความร่วมมือระหว่างบริษัทยีนชื่อดัง Levi กับบริษัทด้านเทคโนโลยี Google

ก้าวต่อไปของอุตสาหกรรมสิ่งทอในโลกดิจิตัลนั้นเต็มไปด้วยโอกาสและความท้าทาย การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 จะสร้างความท้าทายใหม่ ๆ ทั้งด้านการออกแบบ ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร ความปลอดภัยและจริยธรรม การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะนำไปสู่การเปิดตลาดมิติใหม่ของอุตสาหกรรมสิ่งทอและผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ในขณะเดียวกันก็เป็นความเสี่ยงและความคับขันของภาคสิ่งทอที่ต้องปรับตัว การพิจารณาเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนั้นเป็นหน้าที่ของหน่วยงานและบริษัทที่เกี่ยวข้องทั้งในภาครัฐและเอกชน การหารือ ปรึกษาและทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนเพื่อปรับตัวและผลักดันการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวต่อไป

แหล่งข่าว https://www.businessoffashion.com/articles/fashion-tech/fashions-fourth-industrial-revolution-2

การประชุมที่เกี่ยวข้องกับ Industry 4.0

โครงการ http://bind40.com/ ได้ทำการรวบรวมการประชุมและกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ Industry 4.0 มาดังต่อไปนี้

ปีพ.ศ. 2559

Smart Industry: 26 – 28 กันยายน เมือง Chicago

Bosch ConnectedWorld Chicago: 27 และ 28 กันยายน เมือง Chicago

M2M Summit: 5 และ 6 ตุลาคม เมือง Düsseldorf (Germany)

M2M and IOT Strategies Summit:  11 และ 13 ตุลาคม เมือง Berlin

IEC General Meeting (การประชุมหลักของปีในด้าน Industy 4.0): 10 ถึง 14 ตุลาคม เมือง Frankfurt

IoT Tech Expo North America: 20 และ 21 ตุลาคม เมือง Santa Clara (California)

IoT Solutions World Congress Barcelona (เกี่ยวข้องกับ smart cities):  25 ถึง 27 ตุลาคม เมือง Barcelona

Smart Factory Expo:  2 และ 3 พฤศจิกายน เมือง Birmingham.

IT2Industry: 8 ถึง 11 พฤศจิกายน เมือง Munich

Basque Industry 4.0: 16 พฤศจิกายน เมือง San Sebastian (Spain)

ปีพ.ศ. 2570

IoT Tech Expo London:  23 ถึง 24 มกราคม in London

The Internet of Manufacturing: 7 – 8 กุมภาพันธ์ เมือง Munich

The Internet of Manufacturing:  7 และ 8 มีนาคม เมือง Chicago

Industry 4.0 Summit:  4 และ 5 เมษายน เมือง Manchester (UK)

บุคคลที่มีผลด้านการชักนำ (influencers) ต่อ Industry 4.0 มากที่สุด

โครงการ Bind 4.0 ทำการจัดอันดับบุคคลที่มีผลด้านการชักนำ (influencers) ต่อ Industry 4.0 มากที่สุด โดยได้แสดงผลดังกล่าวเมื่อวันที่ 7 กันยายน 59 ที่ผ่านมา โดย 1 ในนั้นเป็นนักศึกษาต่างชาติในประเทศไทย

โครงการ Bind 4.0 เป็นการดำเนินการร่วมระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่มีช่วงดำเนินการการ 24 อาทิตย์เป็นโครงการของ Basque Country เขตการปกครองที่เป็นเอกเทศโดยตนเองที่ตั้งอยู่ในประเทศสเปน โครงการดังกล่าวให้ความสำคัญกับการผลักดันบริษัท start-up ในภาคส่วน Industry 4.0 ที่เกี่ยวข้องกับ big data, additive manufacturing, artificial vision, cloud computing, augmented reality, cybersecurity, cyberphysical system และ collaborative robotics บริษัท start-up ทั่วโลกสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการดังกล่าวได้ และหากได้รับการคัดเลือกจะต้องทำการย้ายบริษัทไปดำเนินการที่ Basque Country โครงการ Bind 4.0 จะช่วยเหลือในการหาตลาดให้บริษัทเหล่านี้ เมื่อสามารถหาตลาดที่เหมาะสมได้บริษัท start up เหล่านี้จะสามารถเติบโตและหาเงินทุนสนับสนุนได้โดยง่าย

การจัดอันดับ most influential professional ในด้าน Industry 4.0 ของโครงการ Bind 4.0 นั้นมาจากการทำการสำรวจบุคคลที่เกี่ยวข้องกับด้านดังกล่าว 300 คนและทำการวิเคราะห์ Big Data ของบุคคลเหล่านี้ว่ามีการพูดถึง Industry 4.0 ผ่านสื่อ Social Media ต่าง ๆ บ่อยเพียงไร การวิเคราะห์ดังกล่าวพบว่า Twitter และ Linkedin เป็นสื่อที่ถูกใช้ในการสื่อสารแนวคิดดังกล่าวมากที่สุด และบุคคลที่สื่อสารเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมากที่สุดมากจากสหรัฐอเมริกา เยอรมนีและ ฝรั่งเศส โดยส่วนใหญ่ทำงานให้กับบริษัทนานาชาติขนาดใหญ่เช่น Bosch IBM Amazon Cisco Microsoft และ Siemen

บุคคลที่เป็น Influencer ในด้าน Industry 4.0 สิบอันดับแรกได้แก่

  1. Warner Vogels – CTO ของบริษัท Amazon ตั้งแต่ปีค.ศ. 2005 และเริ่มเขียนเกี่ยวกับระบบ scalable and robust distributed systems ตั้งแต่ปีค.ศ. 2001 และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านระบบ cloud computing
  2. Scott Hanselman ทำงานให้กับ Microsoft ในตำแหน่ง Principal Community Architect for Web Platform and Tools เป็นผู้เชี่ยวชาญในด้าน could computing เช่นกัน
  3. Eric Vanderburg เป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน Cyber Security และทำงานให้กับบริษัทที่ปรึกษาขนาดเล็ก เขียนบล็อก Security Spotlight
  4. Craig Brown เป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน Big Data และ artificial intelligence เป็นนักเขียน วิทยากร และ mentor ให้กับบริษัท start up ต่าง ๆ
  5. Dana Blouin เป็น Serial Entrepreneur นักพูดและนักคิดด้าน Internet of Things ปัจจุบันทำการศึกษาที่ SIIT มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  6. Harriet Green เป็นผู้นำในด้าน Internet of Thing Business ของบริษัท IBM
  7. Vala Afshar ทำหน้าที่ Chief Digital Evangelist ให้บริษัท Salesforce และเป็นนักเขียนหนังสือ The Pursuit of Social Business Excellence
  8. Soraya Paniagua เป็นนักข่าวอิสระจาก Madrid เคยทำงานให้ Telefonica และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน 3D Printing และ Big Data
  9. Rowan Trollpe เป็น Senior Vice President และ General Manager ของบริษัท Cisco แผนก Internet of Things and Application
  10. Paul Sonnier เป็น Digital Heath Social Entrepreneur, Keynote Speaker, และ Executive Management Strategy Consultant.

 

ที่มา Bind 4.0

ความเฉื่อยชาในการปรับตัวให้เข้ากับ Industry 4.0 ของเยอรมนี (ตอนที่ 2)

ผลกระทบจากความเฉื่อยชาในการปรับตัวให้เข้ากับ Industry 4.0 นั้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเยอรมนีเท่านั้น ประเทศอื่น ๆ ในสหภาพยุโรปก็คาดว่าได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยเฉพาะประเทศที่ยังมีความชะลอตัวของเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา เช่น สเปนและอิตาลี ประเทศเหล่านี้เสี่ยงที่จะถูกประเทศอื่น ๆ แซงหน้าหากไม่มีการลงทุนในด้านเทคโนโลยี ส่วนประเทศในสหภาพยุโรปอื่น ๆ ที่มีสัดส่วนภาคอุตสาหกรรมที่ต่ำ เช่น กรีซ และโปรตุเกส การลงทุนในปัจจุบันอาจจะช้าเกินไปแล้ว

ที่แล้วที่สุดการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ของยุโรปจะประสบความสำเร็จหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับเยอรมนี เศรษฐกิจเยอรมนีมีสัดส่วนที่ขึ้นอยู่กับภาคอุตสาหกรรมสูงกว่าประเทศพัฒนาอื่น ๆ โดยคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 22 ของผลผลิตมวลรวม (GDP) ทั้งหมดของเยอรมนี ในขณะที่สหรัฐอเมริกามีสัดส่วนดังกล่าวเพียงร้อยละ 12 เท่านั้น

รายงานล่าสุดของบริษัทที่ปรึกษา Roland Berger และ German Federation of Industries สรุปว่าความล้มเหลวในการลงทุนเพื่อปรับตัวให้เข้ากับอุตสาหกรรมที่ใช้ดิจิตอลจะมีผลกระทบต่อเยอรมนีในปีค.ศ. 2025 ถึง 220 พันล้านยูโร จะเห็นได้ว่ารัฐบาลเยอรมันมีความจำเป็นอย่างสูงที่จะต้องผลักดันโครงสร้างพื้นฐาน broadband ซึ่งมีความจำเป็นอย่างสูงกับ Industry 4.0 ในการจัดลำดับพัฒนาการของสมาชิกสหภาพยุโรปในด้าน digitization ครั้งล่าสุดเยอรมนีได้อันดับที่ 9 แต่การผลักดันให้บริษัทต่าง ๆ ลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ ๆ นั้นรัฐบาลอาจจะทำได้เพียงแจ้งเตือนถึงความคับขันเท่านั้น เพราะการลงทุนในด้าน Digital Transformation นั้นขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของแต่ละปัจเจกบริษัท

หากมองมาตรฐานของเยอรมันจาก benchmark stock index ของตลาดหุ้น DAX แล้ว จะสามารถเห็นปัญหาของความท้าทายดังกล่าวอย่างชัดเจน เพราะมีเพียงบริษัทด้าน software ชื่อ SAP ที่จัดตั้งในปี 1972 เป็นบริษัทเดียวที่อยู่ในหมู่บริษัท 30 blue chip แต่แม้ว่าบริษัทเยอรมันส่วนใหญ่จะยังไม่เริ่มลงทุนเพื่อทำการปฏิวัติ Digital ภาคอุตสาหกรรมเยอรมันก็ยังประสบความสำเร็จผ่านการผลิตรูปแบบที่ทำอยู่เดิม แต่สิ่งที่นาง Merkel เป็นกังวลคือแม้แต่อุตสาหกรรมดังกล่าวที่เยอรมันทำได้ดี ก็เริ่มจะถูกคุกคาม และนาง Merkel ได้กล่าวเตือนถึงความสำคัญในการดำเนินการพัฒนาด้าน Digital อย่างรวดเร็วมิเช่นนั้นประเทศที่เป็นผู้นำในด้าน Digital อยู่แล้วจะทำการแย่งชิงภาคการผลิตไปจากเยอรมัน

ในอีกแง่มุมหนึ่งจะเห็นได้ว่าอุตสาหกรรมเยอรมันนั้นเป็นเหยื่อความสำเร็จของตนเอง หลังจากการปรับตัวครั้งใหญ่ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจปีค.ศ. 2008 อุตสาหกรรมเยอรมันได้รับลมส่งจากความต้องการสินค้าเยอรมันของผู้บริโภคในจีนและประเทศ Emerging Market ซึ่งส่งผลให้เศรษฐกิจของเยอรมันมีการเติบโตทุกปีอย่างต่อเนื่องแม้ว่าประเทศสมาชิกอื่น ๆ ในยุโรปจะประสบกับปัญหาก็ตาม จะเห็นได้ว่าเศรษฐกิจของเยอรมนีนั้นยังมีความคล่องตัวที่ดี บริษัทและกิจการต่าง ๆ จึงไม่เห็นความจำเป็นในการต้องเปลี่ยนแปลง

นาย Jörg Ohnemus นักวิจัยในโครงการของ ZEW กล่าวว่าบริษัทส่วนใหญ่ยังดำเนินได้ไม่แย่มากนัก นอกจากนี้การต่อต้านความเปลี่ยนแปลงนั้นถูกฝังให้อยู่ใน DNA ของชาวเยอรมันจำนวนมาก เหตุเพราะเยอรมนีประสบกับปัญหาด้านต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา ประชาชนส่วนใหญ่จึงโหยหาความมั่นคง นาง Merkel มักจะชอบยกเอาคำกล่าวของปราญ Victor Hugo ที่มีเนื้อหาในการชักชวนให้มองอนาคตให้เป็นโอกาส แต่ความรู้สึกโดยสามัญของคนส่วนใหญ่นั้นกลับเป็นความกลัวต่ออนาคต บริษัทต่าง ๆ มีความกังวลในการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่อาจจะไม่คืนทุนและทำเงิน พนักงานโรงงานเองก็หวาดกลัวว่า Industry 4.0 อาจจะทำตนถูกปลดออกจากงานหากการผลิตถูกปรับให้มีความคล่องตัว (streamline) มากขึ้น

การเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงมักจะก่อให้เกิดความกลัวและความกังวล ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา โดยเฉพาะในปัจจุบัน ความกลัวที่เกิดขึ้นเป็นเพราะความรวดเร็วของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว นาย Sascha Stowasser ผู้อำนวยการสถาบัน Applied Labour Studies แห่ง Düsseldorf กล่าว

ความกลัวของชาวเยอรมันไม่ใช่เพียงสิ่งเดียวที่ชะลอการขับเคลื่อนของเศรษฐกิจในสหภาพยุโรป กฎหมายเป็นอีกหนึ่งตัวแปร ความไม่แน่นอนของกฎหมายด้านการป้องกันข้อมูล (data protection law) ที่ทำให้กิจการต่าง ๆ มีความยากลำบากในการประกอบการเศรษฐกิจแบ่งปัน (Sharing Economy) เช่น AirBnB และ Uber ในเยอรมนี นั้นจะมีผลต่ออุตสาหกรรม Industry 4.0 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นาย Ulrich Grillo ประธานของ German Federation of Industries กล่าวไว้ว่า ระบบกฎหมายของเยอรมนีต้องได้รับการปรับให้เข้ากับ digital กฎหมายจะต้องไม่ล้าสมัยกว่าการก้าวหน้าของเทคโนโลยีหรือทำให้เกิดค่าใช้จ่ายที่หลีกเลี่ยงได้ที่จะลดความสามารถในการแข่งขันของบริษัทและกิจการต่าง ๆ

หากพิจารณาอุตสาหกรรมยานยนต์ ปัจจุบันอุตสาหกรรมดังกล่าวในเยอรมันเพิ่งจะเริ่มเข้าสู่ช่วงการทดสอบรถยนต์ที่สามารถขับเคลื่อนเอง ส่งให้มีความต้องการในการเก็บข้อมูลต่าง ๆ เช่นตำแหน่ง ปลายทาง และความเร็วของยานยนต์ ซึ่งการเก็บข้อมูลประเภทนี้จะทำให้คนเยอรมันจำนวนมากไม่พอใจ การพาดหัวข่าวของหนังสือพิมพ์ Bild ที่ขายดีในเยอรมนีเกี่ยวกับรถยนต์ขับเคลื่อนเองแสดงให้เห็นถึงความหวาดกลัวดังกล่าวได้ดี – รถคันนี้รู้ทุกอย่างที่เกี่ยวกับคุณ (This car knows everything about you) คำถามว่าความกังวลดังกล่าวจะมีผลต่อเศรษฐกิจของเยอรมนีเพียงใดนั้น สามารถประเมินได้จากสัดส่วนของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่มีมูลค่าประมาณหนึ่งในสี่ของเศรษฐกิจประเทศเลยทีเดียว นอกจากนี้อุตสาหกรรมดังกล่าวยังมีห่วงโซ่ผู้ประกอบการจำนวนมากที่เกี่ยวข้องอีกด้วย

แม้ว่าที่ผ่านมาวิศวกรรมของเยอรมันจะสามารถคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ ของอุตสาหกรรมตั้งแต่เครื่องยนต์ดีเซลไปจนถึงหัวเทียนเครื่องยนต์ แต่กลับมีความเชื่องช้าในการรับเอาเทคโนโลยีและแนวโน้มต่าง ๆ ที่เป็นหัวใจของอุตสาหกรรม 4.0 เช่น รถไฟฟ้า หรือรถที่ขับเคลื่อนเอง แต่ทั้งนี้ภาคอุตสาหกรรมของเยอรมนีอาจจะสามารถเร่งเครื่องตามที่หลังได้ ภาครัฐเองก็ได้ให้การสนับสนุนในการสร้างสนามทดสอบรถยนต์ที่ขับเคลื่อนเองบนถนนทางหลวง (Autobahn) และมีการวางแผนที่จะสร้างเพิ่มขึ้นอีก แม้ว่าอาจจะไม่ชัดเจนว่าโครงการดังกล่าวเป็นเพียงการโปรโมต PR หรือความมุ่งมั่นในการดำเนินการอย่างจริงจังก็ตาม สิ่งที่นักวางแผนนโยบายในเยอรมนีเป็นห่วงคือความมืดบอดของภาคอุตสาหกรรมที่มาจากความสำเร็จที่ยาวนาน จะเห็นได้จากข่าวฉาวของ Volkswagen (เรื่องการทดสอบเครื่องยนต์ดีเซล) นั้นเป็นผลมาจากความเย่อหยิ่งของภาคอุตสาหกรรม ภาคอุตสาหกรรมเฝ้ารอแต่เงินสนับสนุนจากภาครัฐในการพัฒนารถไฟฟ้าหรือเทคโนโลยีใหม่ ๆ

ความเย่อหยิ่งดังกล่าวเป็นสิ่งที่ทำให้บริษัท Nokia ของฟินแลนด์ต้องประสบกับปัญหา Nokia เคยเป็นบริษัทอันดับหนึ่งในการผลิดโทรศัพท์มือถือ แต่ก็ไม่ได้ตอบรับการท้าทายจากบริษัท Apple อย่างจริงจัง ทั้งที่ Apple ไม่เคยที่จะทำโทรศัพท์มือถือมาก่อน ต่างจากบริษัท Nokia ที่มีส่วนช่วยในการคิดค้นโทรศัพท์มือถือมาตั้งแต่ต้น แต่ภายในไม่ปี Nokia เกือบจะล้มและต้องถูกแบ่งขายในที่สุด

ในเยอรมนีเองก็มีความกังวลว่าภาคอุตสาหกรรมยานยนต์นั้นจะเข้าสู่จุดผลิกพันอย่างนั้นเช่นกัน เมื่อ digital มีการพัฒนามากขึ้นจนสามารถข้ามพ้นอุปสรรคในการเข้าสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ได้ รถยนต์ขับเคลื่อนเองของ Google และ Apple ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่คาดฝันได้เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาอาจจะเป็นจริงในไม่ช้านี้ อุตสาหกรรมยานยนต์ที่ใช้น้ำมันในการขับเคลื่อนของเยอรมนีอาจจะหมดอายุได้และถูกแทนที่โดยรถไฟฟ้าที่เชื่อมต่อกับอินเตอร์เนตก็เป็นได้

อย่างไรก็ตามกรณีดังกล่าวนั้นยังเป็นสิ่งที่คาดคิดไม่ถึงของคนเยอรมันส่วนใหญ่ หากลองถามผู้บริหารบริษัทยานยนต์ของเยอรมันส่วนใหญ่เกี่ยวกับรถ Tesla น่าจะได้การกรอกตาไปมาแทนคำตอบ ตามด้วยจำนวนเงินที่บริษัท Tesla สูญเสียในช่วงที่ผ่านมา นาย Jörg Ohnemus กล่าวทิ้งท้ายว่า หากพูดถึงการปฏิวัติอย่างสิ้นเชิงในช่วงเวลาอันสั้นแล้วอาจจะเกินจริงไป การเข้าใจของนักการเมืองต่อความจำเป็นในการผลักดันประเด็นดังกล่าวนั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่ต้องใช้เวลาในการผลักดันให้สำเร็จ

Source:http://www.politico.eu/article/why-europes-largest-economy-resists-new-industrial-revolution-factories-of-the-future-special-report/

ความเฉื่อยชาในการปรับตัวให้เข้ากับ Industry 4.0 ของเยอรมนี (ตอนที่ 1)

กรุงเบอร์ลิน – ในหมู่ประเทศต่าง ๆ ที่เป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป เยอรมนี มีภาคการผลิตหลากหลายประเทศอิจฉา ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์หรือส่วนประกอบของเครื่องบินหากได้ประทับตรา Made in Germany ก็เปรียบเหมือนได้ครับการรับรองคุณภาพ

นายกเยอรมันนางอังเกลา แมร์เคิล ได้พยายามผลักดันให้บริษัทขนาดใหญ่ กลาง และเล็ก ในภาคการผลิตของเยอรมนีทำการยอมรับเทคโนโลยีด้านอินเตอร์เนต นางอังเกลาได้กล่าวในงานนิทรรศการด้านอุตสาหกรรมที่เมือง Hanover ซึ่งเป็นนิทรรศการในด้านดังกล่าวที่ใหญ่ที่สุดในโลก เมื่อเดือนเมษาที่ผ่านมาว่า เยอรมนีนั้นมาถึงช่วงเวลาที่คับขัน ที่จะต้องรวมนำเอาเทคโนโลยีโทรคมนาคมมาเชื่อมต่อกับภาคการผลิตของประเทศ การเริ่มดำเนินการเปลี่ยนแปลงภาคอุตสาหกรรมดังกล่าวมีความสำคัญ เพื่อจะกำหนดความได้เปรียบของเยอรมนีในตลาดอุตสาหกรรมโลก

คณะกรรมาธิการยุโรปได้ประเมินผลของการนำเอาเทคโนโลยีโทรคมนาคมมารวมกับภาคการผลิตว่า น่าจะส่งผลด้านบวกให้กับรายได้สุทธิโดยรวมเป็นมูลค่ากว่า 110 พันล้านยูโรต่อปีในช่วงห้าปีต่อไป จะมีห้าง ร้านและบริษัทที่ได้รับประโยชน์นี้กว่า 2 ล้านกิจการ มีการสร้างงานกว่า 33 ล้านตำแหน่งและสร้างการเติบโดให้กับเศรษฐกิจของสหภาพยุโรปกว่าร้อยละ 60

อย่างไรก็ตามกิจการส่วนใหญ่ของเยอรมนีกลับไม่ต้องการที่จะเริ่มการปรับเปลี่ยนดังกล่าว ยิ่งไปกว่านั้นบริษัทส่วนใหญ่ไม่ได้ตระหนักถึงความท้าทาย Industry 4.0 ด้วยซ้ำ

รัฐบาลของนางอังเกลาได้เริ่มผลักดันการปฎิวัติอุตสาหกรรม Industry 4.0 มาตั้งแต่ปีค.ศ. 2011 โดยเน้นให้กิจการระดับ SME หรือ Mittelstand เป็นหัวหอกในการปรับเปลี่ยน กิจการ SME ในเยอรมนีมีสัดส่วนกว่า 2 ใน 3 ของเศรษฐกิจเยอรมันทั้งหมด ( 4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ) แต่จากการสำรวจครั้งล่าสุดโดยบริษัท ZEW ที่มีบริษัทและกิจการต่าง ๆ กว่า 4,500 กิจการเข้าร่วมมีเพียงร้อยละ 20 ของกิจการในเยอรมนีที่ตระหนักถึงแนวคิด Industry 4.0 และบริษัทที่ดำเนินการยิ่งมีสัดส่วนที่น้อยลงไปอีก

รายงานดังกล่าวได้สรุปว่า แม้นักการเมืองและสถาบันอุตสาหกรรมต่าง ๆ จะพยายามผลักดันให้กิจการต่าง ๆ ลงทุนใน Industry 4.0 เพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียความได้เปรียบต่าง ๆ ที่มี แต่การลงทุนที่แท้จริงนั้นยังมีจำกัดและอยู่ในจำนวนกิจการที่น้อยอยู่ การวิเคราะห์ยังพบว่ามีความแตกต่างระหว่างภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ อย่างเห็นได้ชัด เช่นในภาคโทรคมนาคมมีกิจการที่ตระหนักถึง Industry 4.0 กว่าครึ่ง ในขณะที่ในภาคอุตสาหกรรมเหล็กมีบริษัทเพียงหนึ่งในสี่ที่ตระหนักถึงแนวคิดดังกล่าว

ภาคการผลิตส่วนใหญ่ของเยอรมันนั้นยังใช้เทคโนโลยีที่มาจากศตวรรษที่ 19 ซึ่งกิจการต่าง ๆ เหล่านี้ได้ใช้เวลาหลายทศวรรษในการพัฒนาความช่ำชองกระบวนการผลิต และโดยทั่วไปแล้วบริษัทเยอรมันเห็นว่ากระบวนการผลิตนั้นจบสิ้นเมื่อสินค้าออกจากโรงงาน แต่ในโลกของ Industry 4.0 นั้นเมื่อสินค้าออกจากโรงงานกลับเป็นเพียงจุดเริ่มต้น การเชื่อมต่อระหว่างเซ็นเซอร์ต่าง ๆ ผ่านอินเตอร์เนตจะช่วยทำให้ลูกค้าและโรงงานสามารถติดต่อกันเพื่อยกระดับการให้บริการและการผลิต

หากภาคอุตสาหกรรมของเยอรมันไม่รีบที่จะปรับตัวให้เข้ากับ Industry 4.0 แล้ว มีความเป็นไปได้ที่สูงที่เยอรมันจะถูกแซงโดยภาคอุตสาหกรรมจากอเมริกาหรือเอเชีย ซึ่งจะมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการส่งออกของเยอรมนีและสหภาพยุโรป (ต่อฉบับหน้า)