คลังเก็บป้ายกำกับ: Industrial policy

ยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมของสหภาพยุโรป (ตอนที่ 3-ภาคผนวก)

รายละเอียด Industrial Policy Strategy

1.การสร้างโอกาสและความเชี่ยวชาญให้กับประชาชน (Empowering industry and its people with opportunities and skills to thrive in the Single Market)

1-1 โครงการ modernize โครงสร้างกฎหมายด้านสมบัติทางปัญญา (Intellectual Property Framework) – เริ่มดำเนินการจากฤดูใบไม้ร่วงปีค.ศ. 2017 มีการทำรายงานตรวจสอบการดำเนินการของ Directive ด้านการบังคับใช้กฎหมายสมบัติทางปัญญา และมีการสื่อสารอย่างชัดเจนต่อประชาชนและองค์กรที่เกี่ยวข้องในด้านกรอบการดำเนินการขอรับรอง Standard Essential Patents

1-2 โครงการพัฒนาการดำเนินการจัดซื้อของหน่วยงานราชการในสหภาพยุโรป (public procurement in the EU) – เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ฤดูใบไม้ผลิปีค.ศ. 2017 ผ่านการสร้างกลไกการรายงานจากหน่วยงานราชการเมื่อมีการจัดซื้อด้านโครงสร้างพื้นฐานที่มีมูลค่าสูง โดยกลไกดังกล่าวเป็นการดำเนินการอย่างอาสาสมัคร

1-3 โครงการ Workforce with the right skill and social right – ดำเนินการตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2016 เป็นโครงการสร้างเสริมศักยภาพของแรงงานและความเข้าใจด้านสิทธิทางสังคม

1-4 โครงการสร้างความสามารถในการแข่งขันด้านการบริการที่เกี่ยวข้องกับภาคอุตสาหกรรม – ดำเนินการตั้งแต่เดือนมกราคม ค.ศ. 2016 ผ่านมาตรการต่าง ๆ ในภาคบริการและอุตสาหกรรม

2.ยกระดับภาคอุตสาหกรรมเข้าสู่ยุค Digital

2-1 การพัฒนา cybersecurity ของภาคอุตสาหกรรมในยุโรป – ดำเนินการตั้งแต่เดือนกันยายน ค.ศ. 2017 ผ่าน comprehensive package และการสร้างความสามารถด้าน Cybersecurity ของสหภาพยุโรปผ่านการวิจัย มีการจัดตั้ง Cybersecurity Agency จากหน่วยงาน European Agency for Network and Information Security (ENISA) หน่วยงานที่ได้รับการสร้างขึ้นมาใหม่นี้ จะมีหน้าที่ในการช่วยประเทศสมาชิกในการป้องกันและตอบโต้ cyber-attack ที่จะเกิดขึ้น และจะช่วยพัฒนาความพร้อมของสหภาพยุโรปในด้านดังกล่าว ผ่านจัดประชุมประจำปี pan-European Cybersecurity และการแบ่งปันข้อมูลและข่าวสร้างผ่านเครือข่าย Information Sharing and Analysis Centre สำหรับประเทศสมาชิก การดำเนินการนี้เป็นหนึ่งในกลไกที่ช่วยดำเนินการ Directive ด้าน Security of Network and Information System

2-2 การจัดตั้งกรอบ Certification Framework – เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่เดือนกันยายนปีค.ศ.  2017 องค์การ Cyber security Agency ได้จัดทำกรอบการรับรองด้านความปลอดภัยทาง cyber security สำหรับสหภาพยุโรป เพื่อให้ความมั่นใจต่อผู้บริโภค เฉกเช่นการให้การรับรองความปลอดภัยด้านอาหารของสหภาพยุโรป กรอบการรับรองดังกล่าวจะถูกนำมาใช้กับอุปกรณ์ Internet of Things กว่าพันล้านชิ้นที่เป็นส่วนสำคัญของโครงสร้างชาญฉลาด เช่นด้านพลังานและโครงข่ายคมนาคม ใบรับรอง Cybersecurity จะเป็นที่ยอมรับในประเทศสมาชิกทั้งหมดและลดความซับซ้อนของกระบวนการจัดการและค่าใช้จ่ายในด้านดังกล่าวให้กับประเทศสมาชิกและบริษัทต่าง ๆ

pexels-photo-267350.jpeg

3.การสร้างความเป็นผู้นำในด้าน low-carbon และเศรษฐกิจหมุนเวียน

3-1 ระบบการเงินยั่งยืน หรือ Sustainable finance (เริ่มดำเนินการต้นปีค.ศ. 2018) คณะกรรมาธิการกำลังพัฒนายุทธศาสตร์ด้านการเงิน ที่จะช่วยยกระดับการหมุนเวียนของเงินทุนภายใต้บริบท Capital Market Union หรือ แผนการระดมทุนของสหภาพยุโรป

3-2 Skill Agenda หรือการยกระดับความชำนาญของภาคส่วนอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น การก่อสร้าง เหล็ก กระดาษ และอุตสาหกรรมใหม่ ๆ เช่น พลังงานหมุนเวียน เทคโนโลยีสีเขียว เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ฤดูใบไม้ร่วงปีค.ศ. 2017

3-3 โครงการด้าน balanced and progressive trade policy เริ่มดำเนินการตั้งแต่กันยายน 2017 เป็นโครงสร้างของสหภาพยุโรปในการตรวจสอบการลงทุนจากต่างชาติ (Foreign Direct Investment) ที่อาจจะส่งความเสี่ยงหรืออันตรายด้านความปลอดภัยและความเรียบร้อยของสังคม (Public Order) ให้กับประเทศสมาชิก

3-4 ผลักดันด้าน clean energy transition เริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2016 เป็นโครงการสำหรับประเทศสมาชิกทั้งหมดภายใต้ชื่อ Clean Energy for all European

4.การร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิก ภูมิภาค เมืองและธุรกิจในการส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันในทุกระดับ

4-1 พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการเชื่อมต่อ เป็นโครงการภายใต้ Digital Single Market Strategy ที่คณะกรรมาธิการทำการผลักดันการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ Digital Economy เช่น โครงข่าย Internet ความเร็วสูง รวมทั้งการประยุกต์ใช้อื่น ๆ ของ Internet of Thinks (IoT) เช่น รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ และ Smart City

4-2 การช่วยเหลือภูมิภาคต่าง ๆ ในวิจัย การจัดหาเครื่องมือที่เหมาะสมในการช่วยเปลี่ยนแปลงภาคอุตสาหกรรม เช่น European Semester โครงการ Horizon 2020 และการพัฒนา Smart Specialization Platform

4-3 โครงการจัดการการหมุนเวียนอย่างเป็นเสรีของข้อมูลที่ไม่ใช่ส่วนบุคคล เริ่มตั้งแต่เดือนกันยายน ค.ศ. 2017 เป็นโครงการที่จะช่วยการเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ ข้ามพรมแดนของประเทศสมาชิก และช่วยยกระดับความทันสมัยของภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ และสร้างพื้นที่ข้อมูลสาธารณะสำหรับสหภาพยุโรปที่แท้จริง (Common European Data Space)

4-5 แนวทางการดำเนินการด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนชุดใหม่ เริ่มดำเนินการฤดูใบไม้ร่วงปีค.ศ. 2017 เป็นต้นไป เช่นยุทธศาสตร์การจัดการพลาสติก มาตรการพัฒนาการผลิตทรัพยากรชีวภาพที่สามารถนำมาใช้ได้ไหม ร่วมทั้งการเปลี่ยนทรัพยากรดังกล่าวให้เป็นผลิตภัณฑ์และพลังงานชีวภาค

4-6 การจัดฐานข้อมูลทรัพยากรที่มีความสำคัญ เริ่มเดือนกันยายน ค.ศ. 2017 เป็นต้นไปโดยคณะกรรมาธิการ เพื่อช่วยเหลือการจัดการและวางแผนการใช้และจัดหาทรัพยากรที่มีความสำคัญต่อภาคอุตสาหกรรมในสหภาพยุโรป

4-7 ข้อเสนอนโยบายการคมนาคมที่สะอาด เชื่อมต่อและมีความสามารถในการแข่งขัน (clean, connected and competitive mobility) เริ่มฤดูใบไม้ร่วงค.ศ. 2017 เป็นต้นไป มุ่งสร้างมาตรฐานที่รัดกุมด้านการปล่อยก๊าซ CO2 สำหรับรถและรถตู้ สร้างแหล่งเชื้อเพลิงทดแทนและโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง เช่นจุดเติมไฟฟ้าและการดำเนินการเพื่อสนับสนุน autonomous vehicle

5.การลงทุนเพื่อสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

การลงทุนเพื่อยกระดับความทันสมัยและเปลี่ยนแปลงพื้นที่อุตสาหกรรมเก่า ผ่านการลงทุนด้านนวัตกรรมของสหภาพยุโรป ภายใต้ทุน European Structural and Investment Funds (ทั้งหมดห้าทุน รวมมูลค่ากว่า 450 พันล้านยูโร) ทุนการพัฒนา Horizon 2020 (77 พันล้านยูโร ในช่วงปีค.ศ. 2014 – 2020) ทุน Connecting Europe Facility (30.4 พันล้านยูโร ระหว่างค.ศ. 2014 – 2020) และทุน COSME สำหรับ SME (กว่า 2 พันล้านยูโรจนถึงปีค.ศ. 2020)

6. การจัดเก็บผลประโยชน์จากอุตสาหกรรมและการค้าเสรีและการค้าที่มีการควบคุม เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนกันยายน ค.ศ. 2017 เน้นการปรับกฎและข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนจากต่างชาติ หรือทุนที่มาจากประเทศที่สาม เพื่อตรวจสอบการดำเนินการในด้านต่าง ๆ ที่อาจมีผลกระทบต่อประเทศสมาชิก (เกี่ยวข้องกับข้อ 3-3)

7. ช่วยสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรม ผ่านโครงการที่ให้ทุนการวิจัย อาทิ เช่น Horizon 2020 โดยเน้นการสร้างนวัตกรรมที่นำไปสู่การเปิดตลาดการค้ารูปแบบใหม่ ๆ และการเพิ่มบทบาทของภาคอุตสาหกรรม

ความเห็นส่งท้าย

ประธานาธิบดี Juncker ได้แสดงความชัดเจนอย่างต่อเนื่อ ว่าภาคอุตสาหกรรมมีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของสหภาพยุโรป และสามารถเห็นได้ว่าสหภาพยุโรปได้วางแผนและนโยบายในการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมของตนอย่างครอบคลุม มีการวางนโยบายที่ผลักดันโดยตรงเช่น การสร้างโอกาสให้กับภาคอุตสาหกรรม และการยกระดับความทันสมัยในการดำเนินการต่าง ๆ  อีกทั้งผลักดันทางอ้อมผ่านกระบวนการสร้างข้อบังคับและกลไกทางกฎหมาย และการสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ที่จะอำนวยการดำเนินการและพัฒนาอุตสาหกรรมให้ประสบความสำเร็จ

หนึ่งในหัวใจของนโยบายที่คณะกรรมาธิการฯ ได้นำมาผลักดันการพัฒนาด้านดังกล่าวคือ นโยบายการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน ผ่านการเปลี่ยนแนวทางการลงทุนจากเทคโนโลยีเดิมไปสู่เทคโนโลยีรูปแบบใหม่ ๆ

เป็นที่น่าสังเกตว่าแนวทางการดำเนินการของสหภาพยุโรปแม้จะมีความหลากหลาย แต่หัวข้อโดยหลักคือด้าน Digitalisation การสร้างนวัตกรรม และผลักดันเศรษฐกิจหมุนเวียน นอกจากนี้ชุดนโยบายที่นำเสนอ ต่างมีความเชื่อมต่อซึ่งกันและกันและมีส่วนช่วยในการผลักดันซึ่งกันและกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เช่น นโยบายการผลักดันด้าน การยกระดับภาคอุตสาหกรรมเข้าสู่ยุค Digital (ชุดนโยบายที่ 2) มีความเกี่ยวเนื่องกับนโยบายชุดที่ 4 การร่วมมือเในการส่งเสริมความสามารถในการแข่งขัน

ยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมดังกล่าวเป็นการดำเนินการที่ท้าทายสำหรับสหภาพยุโรป ที่หากดำเนินการได้ครบถ้วนน่าจะสามารถส่งผลให้สหภาพยุโรปคงความเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมโลกได้ อย่างไรก็ตามยังมีความท้าทายมากมายในการดำเนินผลให้สำเร็จ ตามเหตุผลที่ได้กล่าวถึงในบทที่ผ่านมา อีกทั้งภายในกลุ่มประเทศสมาชิกเองก็มีความแตกต่างในด้านการพัฒนาอุตสาหกรรม

 

ที่มาและรายงานที่เกี่ยวข้อง

นโยบายยุทธศาสตร์ด้านอุตสาหกรรมฉบับใหม่ของสหภาพยุโรป https://wp.me/p4d8DU-We

สหภาพยุโรปจัดทำยุทธศาสตร์จัดการขยะพลาสติกใหม่ https://wp.me/p4d8DU-YH

สภาสหภาพยุโรปรับร่างกฎหมายด้าน free flow of data แล้ว https://wp.me/p4d8DU-Yj

http://www.europarl.europa.eu/RegData/etudes/BRIE/2017/608808/EPRS_BRI(2017)608808_EN.pdf

http://europa.eu/rapid/press-release_SPEE CH-18-945_en.htm

http://www.europarl.europa.eu/thinktank/en/document.html?reference=EPRS_BRI(2017)608808

https://ec.europa.eu/commission/news/new-industrial-policy-strategy-2017-sep-18_en

http://europa.eu/rapid/press-release_IP-17-3185_en.htm

ยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมของสหภาพยุโรป (ตอนที่ 2)

Industrial Policy Strategy

เมื่อวันที่ 13 กันยายน ค.ศ. 2017 คณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปได้ทำการประกาศยุทธศาสตร์นโยบายด้านอุตสาหกรรม (Industrial Policy Strategy) ของสหภาพยุโรป ที่มุ่งผลักดันให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถทำการสร้างงานเพิ่มขึ้นและทำหน้าที่เป็นกลไกขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจ ยุทธศาสตร์ดังกล่าวครอบคลุมหลากหลายด้าน เช่น การป้องกันผลกระทบต่อสหภาพยุโรปและแรงงานของตนจากการเปลี่ยนแปลงของภาคอุตสาหกรรม เสริมสร้างความสามารถในการแข่งขัน โดยเน้นความสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียนและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง นาย Jean-Claude Juncker ประธานาธิบดีของสหภาพยุโรป ได้กล่าวย้ำความตั้งใจของสหภาพยุโรปในด้านดังกล่าว ต่อที่ประชุมผ่าน State of the Union speech แสดงความต้องการเสริมสร้างอุตสาหกรรมของสหภาพยุโรปให้มีความเข้มแข็งมากขึ้นโดยจะ “ช่วยให้อุตสาหกรรมของเรา(สหภาพยุโรป) คงอยู่และเป็นผู้นำในด้านนวัตกรรม Digitalisation และ Decarbonisation และได้ทำการรับรองเอกสาร communication ในด้านดังกล่าวหัวข้อ Investing in a smart, innovative and sustainable industry – A renewed EU industrial policy strategy ในวันเดียวกัน เป็นผลให้คณะกรรมาธิการ ฯ ได้จัดตั้งกิจกรรมเพื่อทำการกระตุ้นและทำการติดตามผลการดำเนินการด้านดังกล่าวสองกิจกรรมด้วยกัน คือ i) การประชุมโต๊ะกลมระดับสูงด้านอุตสาหกรรม ii) งาน European industry day ประจำปี เริ่มจากปีค.ศ. 2017 เป็นต้นมา เป็นงานประชุมสำหรับนักนโยบาย นักธุรกิจ นวัตกรรม start-up และตัวแทนของภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง

ยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมใหม่ของสหภาพยุโรปรวมเอาโปรแกรมที่ดำเนินการอยู่และโปรแกรมใหม่ที่จะเริ่มดำเนินการภายในปีค.ศ. 2018 โครงการทั้งหมดนี้สามารถแบ่งออกเป็น เจ็ดประเภทด้วยกัน (รายละเอียดยุทธศาสตร์ทั้งเจ็ดอยู่ในบทที่หก)

  1. สร้างโอกาสและความเชี่ยวชาญให้กับประชาชน (Empowering industry and its people with opportunities and skills to thrive in the Single Market)
  2. ยกระดับภาคอุตสาหกรรมเข้าสู่ยุค Digital (upgrading industry for the digital age)
  3. การสร้างความเป็นผู้นำในด้าน low-carbon และเศรษฐกิจหมุนเวียน (building on Europe’s leadership in a low-carbon and circular economy)
  4. การร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิก ภูมิภาค เมืองและธุรกิจในการส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันในทุกระดับ (partnership with Member States, regions, cities, and the private sector)
  5. การลงทุนเพื่อสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (investing in the industry of the future)
  6. การจัดเก็บผลประโยชน์จากอุตสาหกรรมและการค้าเสรีและการค้าที่มีการควบคุม (the international dimension)
  7. ช่วยสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรม (supporting industrial innovation on the ground)

ที่มา http://www.glassinchina.com/news/detail54222.html

construction-site-build-construction-work-159306.jpeg

โครงการที่จะดำเนินการในช่วงปลายปีค.ศ. 2017 และ 2018

ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ใหม่ สหภาพยุโรปได้ทำการบรรจุโครงการใหม่และทำการทบทวนโครงการที่ได้เริ่มดำเนินการไปแล้ว โครงการที่ริเริ่มขึ้นใหม่ที่สำคัญได้แก่ Cyber Security Package ที่ผ่านการรับรองเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2017 โครงการดังกล่าวมุ่งสร้างความปลอดภัยให้กับประเทศสมาชิกจากการโจมตี Cyber attack ผ่านมาตรการต่าง ๆ เช่น การสร้างศูนย์ EU cybersecurity agency (พัฒนาจากศูนย์ European Agency for Network and Information Security – ENISA) การจัดร่าง Blueprint เพื่อตอบโต้การโจมตี Cyber-attack การร่าง Directive เพื่อตอบโต้การปลอมแปลง non-cash payment ภายในสหภาพยุโรป และทำการเพิ่มขอบเขตการความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกที่กำหนดไว้ใน Permanent Structured Cooperation (PESCO) และ European Defense Fund ให้รวมเอาความร่วมมือด้าน Cyber Security เข้าไปด้วย

นอกจากความร่วมมือด้าน Cyber Security ที่กล่าวถึงแล้ว ยังมีโครงการด้าน การควบคุมการถ่ายเทข้อมูลที่ไม่ใช่ข้อมูลส่วนบุคคลระหว่างประเทศสมาชิก (free flow of non-personal data) โครงการด้านการค้าและการลงทุนเพื่อดูแลและควบคุมการลงทุนจากประเทศที่สามในสหภาพยุโรป การดูการจัดซื้อโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ การทบทวนรายชื่อวัตถุดิบที่มีความสำคัญ 27 รายชื่อ และการทบทวนแผนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานทดแทน

เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular economy)

โดยปกติแล้ว ระบบเศรษฐกิจดั้งเดิมเป็นระบบที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการดำเนินการแบบเส้นตรง กล่าวคือเป็นระบบที่ทำการผลิต ใช้ และนำไปทิ้ง ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน ต่างจากระบบดังเดิมด้าวยการพยายามใช้ทรัพยากรและวัตถุดิบที่มีอยู่ อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด โดยการนำเอาระบบห่วงโซ่แบบปิด หรือ closed-loop system มาใช้ ระบบดังกล่าวตั้งอยู่บนการนำเอาทรัพยากรมาใช้อีกครั้งและหลีกเลี่ยงการสูญเสีย และเสื่อมสภาพของทรัพยากร อีกทั้งการปล่อยก๊าซของเสียสู่ดิน น้ำ และอากาศ ให้มากที่สุดเท่าทีจะทำได้

การเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจดั้งเดิมไปสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนต้องมีการเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจและสังคมในภาพรวม (socio-economic transition) การสร้างระบบการผลิตขึ้นมาใหม่ (restructure of production system) เปลี่ยนแปลงกระบวนการออกแบบผลิตภัณฑ์(product design) ห่วงโซ่ supply chain ระดับโลก และพฤติกรรมการบริโภค ในกรณีของสหภาพยุโรป การเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจไปสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน เป็นโอกาสในการเปลี่ยนแปลงและสร้างความสามารถในการแข่งขันที่ยั่งยืน (คณะกรรมาธิการยุโรป) จากการศึกษาของ Ellen MacArthur Foundation และ McKinsey การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะช่วยสร้างคุณประโยชน์ในด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว มีการประเมินมูลค่าที่จะเกิดขึ้น หากมีการเพิ่มประสิทธิภาพของสหภาพยุโรปในการใช้ทรัพยากรเพียงร้อยละ 3 ภายในปีค.ศ. 2030 ถึง 600 พันล้านยูโรต่อปีและมากกว่า 1.8 ล้านล้านในด้านอื่น ๆ นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวยังสามารถที่จะช่วยให้สหภาพยุโรปลดการพึ่งพาการนำเข้าทรัพยากรและวัตถุดิบที่ขาดแคลนและช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

สำนักงานฯ ได้จัดทำรายงานเกี่ยวกับเศรษฐกิจหมุนเวียนในภาพรวม ผู้สนใจสามารถติดตามอ่านได้ที่นี้

โครงการที่สหภาพยุโรปทำการทบทวนจากการดำเนินการก่อนหน้านี้ และมีแผนจะทำการดำเนินการใหม่ภายในช่วงปีค.ศ. 2017 – 2018 ได้แก่มาตรการที่เกี่ยวข้องกับ Circular Economy เช่น ยุทธศาสตร์ด้านพลาสติกและการใช้วัตถุดิบชีวภาค เพื่อให้นำไปสู่การหมุนเวียนทรัพยากรมาใช้อีกครั้ง การทบทวนโครงสร้างกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา ที่จะทำการร่างข้อบังคับและขั้นตอนการข้อจดสิทธิบัตร standard-essential patens การทบทวนมาตรการด้าน New Skills Agenda for Europe เพื่อพัฒนาความสามารถและความเชี่ยวชาญของประชาชน ที่จะขยายไปสู่ภาคอุตสาหกรรมการก่อสร้าง เหล็ก กระดาษ เทคโนโลยีสีเขียวและพลังงานทดแทน ภาคการผลิตและการเดินเรือ การเตรียมร่างโครงสร้างยุทธศาสตร์การเงินยั่งยืน ที่จะดึงเอาแหล่งทุนจากภาคเอกชนเข้ามาร่วมพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และความยั่งยืน

pexels-photo-248933.jpeg

ความคิดเห็นของภาคส่วนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องต่อยุทธศาสตร์ดังกล่าว

จากการสำรวจความเห็นขององค์การต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ Industrial Policy Strategy พบว่ามีความเห็นที่หลากหลาย องค์การ Business Europe ตัวแทนของกลุ่มธุรกิจเห็นว่าการทบทวนยุทธศาสตร์ด้านอุตสาหกรรมดังกล่าว เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อความมั่งคั่งของสหภาพยุโรป ธุรกิจของสหภาพยุโรปตั้งอยู่บนห่วงโซ่มูลค่าโลก (Global Value Chains) ยุทธศาสตร์ของสหภาพยุโรปจะต้องหลีกเลี่ยงการให้ความสำคัญแต่สหภาพยุโรป และสร้างสภาวะสำหรับภาคอุตสาหกรรมในการปรับตัวให้เข้ากับเทรนในอนาคต

องค์การ European Trade Union Confederation (ETUC) ต้อนรับเป้าหมายที่จะสนับสนุนภาคอุตสหกรรมของยุโรปและการจ้างงานในภาคส่วนดังกล่าว แต่ตั้งข้อสังเกตว่ายุทธศาสตร์ดังกล่าวขาดแนวทางการจัดการการเปลี่ยนแปลง (managing change) การมีส่วนร่วมของผู้ใช้แรงงาน (worker participation) การปรับองค์กรและการปลดออกจากงาน องค์กร ETUC แสดงความเห็นว่าการขาดแนวทางดังกล่าวอาจจะทำให้แนวโน้มอนาคตเช่น digitalization และ decarbonisation ส่งผลกระทบต่อการจ้างงานให้ลดลงกว่าที่คาดไว้ นอกจากนี้ ETUC ได้ร้องขอต่อคณะกรรมาธิการและประเทศสมาชิกให้ทำตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้

องค์การด้านมาตรฐานสหภาพยุโรป CEN และ CENELEC สนับสนุนการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม และกล่าวเน้นถึงความได้เปรียบของสหภาพยุโรปด้านมาตรฐาน ที่มีความมีส่วนร่วม ครอบคลุม และลดอุปสรรคในการค้าและเข้าถึงการให้บริการ องค์กร European Chemical Industry Council (CEFIC) และ องค์กร European Aluminum มองยุทธศาสตร์ดังกล่าวเป็นจุดเริ่มที่ดี และเป็นมาตรการที่จะส่งเสริมนวัตกรรม ความยั่งยืน และการค้าที่มีความเป็นธรรม ผ่านข้อบังคับที่มีความสมดุลทั้งการจัดตั้งและบังคับใช้ อย่างไรก็ตามองค์กร Fuels Europe เห็นว่ายุทธศาสตร์ดังกล่าวให้ภาพทางบวกของภาคอุตสาหกรรมการผลิตมากเกินไป ในขณะที่ราคาพลังงานเพิ่มสูงขึ้น ข้อบังคับต่าง ๆ ส่งผลให้การลงทุนไม่แน่นอน แต่ก็มองเห็นว่าการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ ในการเจรจาเป็นสิ่งที่ดี องค์กรอุปกรณ์เครื่องยนต์ CECIMO เห็นว่ายุทธศาสตร์ดังกล่าวยังขาดมุมมองระยะยาวและมาตรการที่ชัดเจนที่จะช่วยสหภาพยุโรปเป็นผู้นำด้านนวัตกรรม digitation และ decarbonisation แต่ก็แสดงความเห็นชอบกับการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ โดยเฉพาะการเจรจาโต๊ะกลม

 

 

 

เหลียวหลัง มองไปข้างหน้า กับนโยบายด้านอุตสาหกรรมของสหภาพยุโรป ตอนที่ 1

เพื่อเป็นการส่งท้ายปีเก่า และต้อนรับปีใหม่ที่จะมาถึง กองบรรณาธิการ Industry Review ได้ทำการรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับนโยบายด้านอุตสาหกรรมของสหภาพยุโรป โดยจะเริ่มตีพิมพ์ในรูปแบบของบทความสั้น “เหลียวหลัง มองไปข้างหน้า กับนโยบายด้านอุตสาหกรรมของสหภาพยุโรป” ซึ่งจะลำดับการพัฒนาการนโยบายอุตสาหกรรมของสหภาพยุโรปตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา รวมทั้งเอกสารเชิงนโยบายต่างๆที่เกี่ยวข้อง กองบรรณาธิการหวังว่าบทความชุดนี้จะช่วยสร้างบริบทในการวิเคราะห์นโยบายด้านอุตสาหกรรมของสหภาพยุโรปและบทความต่างๆ ที่นำเสนอผ่านจดหมายข่าว Industry Review ต่อไป

เริ่มตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมาสหภาพยุโรปได้ให้ความสำคัญต่อภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น มีการกำหนดแนวทางพัฒนาและนโยบายเฉพาะสำหรับภาคอุตสาหกรรม เพื่อสนับสนุนให้สหภาพยุโรปมีพื้นฐานด้านอุตสาหกรรมที่เข้มแข็ง หลากหลาย และมีศักยภาพในการแข่งขัน การดำเนินการเชิงนโยบายที่ว่านี้ สามารถกล่าวได้ว่าเป็นนโยบายเศรษฐกิจเชิงรุกเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจถดถอยของโลก

สหภาพยุโรปได้รับผลกระทบจากปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจค่อนข้างสูง มีการอัตราคนตกงานที่สูง การจ้างงานที่ลดลงและการชะลอตัวของการเติบโตของเศรษฐกิจที่สูง

ในวันที่ วันที่ 28 ตุลาคม 2010 คณะกรรมาธิการยุโรปได้ทำการเผยแพร่เอกสาร “An integrated industrial policy for the globalisation era” ซึ่งอยู่ภายใต้ Europe 2020 strategy  เอกสารดังกล่าวได้กำหนดนโยบายของสหภาพยุโรปในภาพรวม ที่มุ่งผลักดันเพื่อทำการเพิ่มการจ้างงาน ผลักดันการเติบโต และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมในสหภาพยุโรป

คณะกรรมาธิการยุโรปมองว่า การกำหนดนโยบายในภาพรวมที่มีความบูรณาการนั้นมีประสิทธิภาพที่สูงกว่าการที่ประเทศสมาชิกจะร่างนโยบายเฉพาะสำหรับประเทศตนเอง  นโยบายในรูปแบบดังกล่าวมีความเหมาะสมในบริบทโลกโลกาภิวัตน์มากกว่า อีกทั้งจะนำมาซึ่งการรวบรวมทรัพยากรต่างๆทั้งด้านเงินทุนและบุคลากร และการจัดการการเปลี่ยนแปลงอย่างมีเอกภาพ ที่น่าจะส่งผลให้สหภาพยุโรปสามารถหลุดพ้นออกจากวิกฤติทางเศรษฐกิจได้

การเปลี่ยนแปลงในเบื้องต้นที่คณะกรรมาธิการยุโรปได้กำหนดเป็นเป้าหมายมี 4 เป้าหมายด้วยกัน 1. more favourable business environment 2. faster industrial innovation 3. fight protectionism 4. help industry to transform to meet new challenge (source)

นอกจากนี้การร่างนโยบายอุตสาหกรรมที่มีความบูรณาการ ยังจะต้องคำนึงถึงนโยบายด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ด้านการแข่งขัน การค้าขาย หรือด้านพลังงาน เพราะนโยบายในด้านต่างๆ เหล่านี้ล้วนมีผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมทั้งสิ้น ซึ่งในหมู่นโยบายที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมนั้น สหภาพยุโรปให้ความสำคัญกับด้าน intellectual property right (IPR) เป็นพิเศษ โดยการปกป้องนั้นครอบคลุม สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า สิทธิของการออกแบบ และลิขสิทธิ์ต่างๆ สหภาพยุโรปให้เหตุผลว่าการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาที่เข้มงวดนั้นช่วยเพิ่มความน่าดึงดูดในการลงทุนเพื่อพัฒนานวัฒกรรม ส่งเสริมความสำเร็จของ knowledge-based economy และเพิ่มความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในการซื้อสินค้าหรือการบริการต่างๆ

ตอนต่อไป: 2012 Communication “A Stronger European Industry for Growth and Economic Recovery

 

สหภาพยุโรปมุ่งผลักดันเรเนซองส์อุตสาหกรรมเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ

ภาคอุตสาหกรรมของยุโรปนั้นได้มีการเสื่อมถอยอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2008เป็นต้นมา คณะกรรมาธิการยุโรปจึงพยายามที่จะผลักดันให้เกินการเรเนซองส์ของภาคอุตสาหกรรมในยุโรป โดยตั้งเป้าหมายให้สัดส่วนผลผลิตมวลรวมของยุโรปที่มาจากภาคอุตสาหกรรมนั้นเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 16 เป็นร้อยละ 20 ภายในปี 2020

แผนการของคณะกรรมาธิการยุโรปนั้นมุ่งที่จะยกระดับอุตสาหกรรมในยุโรปให้มีความทันสมัย ลงทุนในการวิจัยและนวัตกรรมใหม่ๆ เทคโนโลยีใหม่ๆ ความเชี่ยวชาญ การคุ้มครองสิทธิบัตร และการเข้าถึงแหล่งทุน

คณะกรรมาธิการยุโรปหวังว่าการฟื้นฟูภาคอุตสหกรรมของยุโรปนั้น จะทำให้เกิดการสร้างงานและผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโต กว่าหนึ่งในสี่ของตำแหน่งงานในภาคเอกชนนั้นอยู่ในภาคอุตสาหกรรม การลงทุนจะมุ่งไปสู่ภาคอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะมีการเติบโตเช่น Smart electrical grid และ Clean vehicles

ที่มาของข่าว: EU calls for “industrial renaissance” to support recovery