คลังเก็บป้ายกำกับ: FTA

FTA ระหว่าง EU และ ญี่ปุ่นส่งผลดีมากกว่า TTIP

สหภาพยุโรปและญี่ปุ่นได้เริ่มทำการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ในวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2556 หากทั้งสองฝ่ายสามารถหาข้อตกลงได้ สัญญาการค้าเสรีนี้จะเป็นข้อตกลงที่มีศักยภาพที่สูง คณะกรรมาธิการยุโรปคาดว่า ข้อตกลงระหว่างทั้งสองเขตเศรษฐกิจคาดว่าจะส่งผลให้เศรษฐกิจของสหภาพยุโรปโตขึ้นประมาณร้อยละ 0.8 ของ GDP ซึ่งมากกว่าผลจาก TTIP (ข้อตกลงการค้าระหว่าง สหรัฐฯ และสหภาพยุโรป) ที่คาดว่าจะได้รับประมาณร้อยละ 0.5 ซึ่งนาย Petr Ježek สมาชิกรัฐสภายุโรปและประธานของคณะผู้แทนรัฐสภายุโรปที่ทำการเดินทางยังประเทศญี่ปุ่นเพื่อทำการหารือ ก็ได้กล่าวว่าหากถึงมองที่ผลที่ได้รับในด้าน GDP แล้ว FTA ระหว่างสหภาพยุโรปและญี่ปุ่นนั้นมีความสำคัญมากกว่า TTIP

ญี่ปุ่นเป็นคู่ค้าอันดับสองของสหภาพยุโรปในเอเชีย รองจากจีน สหภาพยุโรปส่งออกเครื่องจักร อุปกรณ์คมนาคม ผลิตภัณฑ์สารเคมี และสินค้ากสิกรรมสู่ญี่ปุ่น ส่วนสินค้าที่ญี่ปุ่นส่งเข้าสหภาพยุโรปได้แก่ เครื่องจักร อุปกรณ์คมนาคมและสินค้าเคมีภัณฑ์ ข้อตกลงดังกล่าวคาดว่าจะเพิ่มการส่งออกของสหภาพยุโรร้อยละ 32.7 และการส่งออกของญี่ปุ่นร้อยละ 23.5 จากการประเมินการของคณะกรรมาธิการสหภาพยุโรป

การเจรจาข้อตกลงดังกล่าวใช้เวลามานานกว่า 3 ปีแล้ว มีการพบปะระหว่างทั้งสองฝ่ายถึง 16 ครั้ง การเจรจาครั้งล่าสุดจัดขึ้นที่กรุงโตเกียวเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ส่วนการประชุมครั้งต่อไปจะจัดขึ้นในเดือนกันยายนที่กรุงบรัสเซลส์

แม้ว่าผู้นำด้านการเมืองของญี่ปุ่น สหภาพยุโรป ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี และสหราชอาณาจักร ได้ยืนยันความมุ่งมั่นร่วมกันเพื่อบรรลุข้อตกลงทางการเมืองในด้านดังกล่าว ให้เร็วที่สุดในการประชุมสุดยอด G7 ครั้งล่าสุดที่เมือง Ise-Shima ประเทศญี่ปุ่น เมื่อปลายเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา แต่ในด้านการดำเนินการยังมีปัญหาของข้อตกลงหลายประเด็นที่ต้องผ่านการพิจารณาอยู่ อาทิเช่น การยกเว้นภาษียานยนต์และสินค้ากสิกรรมที่ญี่ปุ่นต้องการให้สหภาพยุโรปยกเลิก ในขณะที่ยุโรปต้องการที่จะพนวกเอาข้อยกเว้นดังกล่าวเพื่อต่อรองให้ได้มาซึ่ง การยกเว้นข้อกีดกันที่ไม่ใช้ภาษี (non-tariff barriers) ของญี่ปุ่น โดยเฉพาะในด้านยานยนต์และระบบราง ซึ่งทางรัฐบาลญี่ปุ่นได้ตกลงผ่อนผันสินค้าบางรายการไปแล้วหลังจากการประชุม ในเดือนธันวาคม 2558 แต่สหภาพยุโรปต้องการที่จะผลักดันให้มีการเพิ่มรายการสินค้าในการต่อรอง ครั้งต่อไป ก่อนที่ยุโรปจะยินยอมยกเว้นภาษีของตนเองเช่นกัน

นอกจากนี้ก็มีแรงต้านจากกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ในยุโรปที่มีความกังวลต่อข้อตกลงดังกล่าวเป็นอย่างมาก กลุ่มดังกล่าวได้ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมาธิการยุโรปให้พิจารณาและระมัดระวังผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากข้อตกลงนี้ เพราะในปัจจุบันจำนวนรถญี่ปุ่นที่ขายในยุโรปนั้นสูงกว่ารถยุโรปที่ขายในญี่ปุ่น แม้ว่าเพียงร้อยละ 32 ของรถญี่ปุ่นที่ขายในยุโรปเป็นรถยนต์นำเข้าโดยตรง ส่วนที่เหลือจากนั้นเป็นรถที่ผลิตในสหภาพยุโรปภายใต้แบรนด์ญี่ปุ่นก็ตาม

อีกประเด็นที่มีความสำคัญต่อสหภาพยุโรปคือการสามารถเข้าร่วมในตลาดการจัดซื้อและจัดจ้างของภาครัฐญี่ปุ่น โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมรางที่ปัจจุบันยุโรปมีส่วนแบ่งในตลาดเอเชียที่ต่ำ ต่างจากตลาดการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐในสหภาพยุโรปที่เป็นตลาดเปิดอยู่แล้ว

ข้อตกลงระหว่างญี่ปุ่นและยุโรปคาดว่าจะผลักดันเศรษฐกิจของทั้งของประเทศไปในทางบวก อีกทั้งส่งเสริมการลงทุนของญี่ปุ่นในยุโรป ซึ่งในปัจจุบันญี่ปุ่นก็เป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ในสหภาพยุโรปอยู่แล้ว นาย Jezek ได้แสดงความเห็นว่าเมื่อข้อตกลงดังกล่าวได้ผ่านการรับรอง จะมีความสอดคล้องกับข้อตกลง Transpacific partnership (TPP) ที่เชื่อมต่อสหรัฐฯ กับประเทศในเขตแปซิฟิก และเมื่อ Transatlantic trade and investment partnership (TTIP) ที่จะเชื่อมระหว่างสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป นั้นผ่านการรับรอง ความเชื่อมโยงระหว่างทั้งสามเขตเศรษฐกิจดังกล่าวจะทำให้การเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจเกิดขึ้น

แหล่งข่าว – http://www.euractiv.com/section/trade-society/news/eu-japan-fta-would-boost-growth-more-than-ttip/

 

FTA เวียดนาม-อียู เดินหน้าเต็มสูบ

เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ที่ผ่านมาคณะกรรมาธิการยุโรปได้เผยแพร่รายละเอียดของความตกลงด้านการค้าเสรี ระหว่าง สหภาพยุโรปและเวียดนาม (EU-Vietnam Free Trade Agreement) เอกสารดังกล่าวผ่านการรับรองโดยคณะกรรมาธิการยุโรปแล้ว และจะถูกส่งต่อไปให้ คณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป (the Council of the European Union) และ รัฐสภายุโรป ( European Parliament) เพื่อทำการรับรองต่อไป เมื่อผ่านการรับร้องทั้งหมดแล้วข้อตกลงดังกล่าวจึงจะมีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย

คาดว่าขึ้นตอนดังกล่าวจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว FTA ดังกล่าวน่าจะมีผลบังคับใช้ภายในปีนี้

เวียดนาม และสหภาพยุโรปถือเป็นคู่ค้าที่มีความสำคัญต่อกันและกัน ในปีพ.ศ. 2558 สหภาพยุโรปทำการลงทุน (FDI) ในเวียดนามกว่า 1.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ (มีมูลค่าเป็นอันดับ 3 ของทุนต่างชาติ) สหภาพยุโรปนำเข้าจากเวียดนามมากกว่าส่งออก ในปีพ.ศ. 2557 การค้าขายระหว่างทั้งสองประเทศมีมูลค่า 28.3 พันล้านยูโร (สหภาพยุโรปนำเข้าเป็นมูลค่ากว่า 22.1 พันล้านยูโร และส่งออกไปเวียดนาม 6.2 พันล้านยูโร) สินค้าที่ยุโรปส่งไปเวียดนามได้แก่ อุปกรณ์ไฮเทค เครื่องจักร เครื่องบิน ยานยนต์ และยา สินค้าที่ยุโรปนำเข้าจากเวียดนามได้แก่ อุปกรณ์โทรศัพท์ อุปกรณ์ไฟฟ้า รองเท้า สิ่งทอ กาแฟ ข้าว อาหารทะเล และเฟอร์นิเจอร์

การเจรจาการค้าเสรี (Free Trade Agreement – FTA) ดังกล่าวเริ่มมาตั้งแต่พ.ศ. 2555 และเป็นข้อตกลงการค้าเสรีที่มีความทะเยอทะยานมากที่สุดระหว่างสหภาพยุโรปและ ประเทศกำลังพัฒนา และเป็น FTA ที่สองระหว่างสหภาพยุโรปกับประเทศในกลุ่มอาเซียน (สิงคโปร์เป็นประเทศแรก) ข้อตกลงดังกล่าวคาดว่าจะช่วยผู้ส่งออกของสหภาพยุโรปในการเข้าถึงตลาดของ เวียดนามที่เติบโตอย่างรวดเร็วและมีผู้บริโภคถึง 90 ล้านคน FTA ระหว่างสหภาพยุโรปและเวียดนามครอบคลุม  10 ประเด็นหลัก ได้แก่

  1. การ กำจัดภาษีศุลกากร – FTA ดังกล่าวจะกำจัดภาษีต่างๆ ระหว่างสองประเทศ กว่าร้อยละ 99 ยกเว้นสินค้าในบางจำพวก ที่มีการตกลงให้มีการค้ากึ่งเสรี (partial liberalisation) ผ่านโควต้า zero-duty Tariff Rate Quotas (TRQs) – เช่น ข้าว ข้าวโพดหวาน กระเทียม เห็ด น้ำตาลและสินค้าที่มีน้ำตาลสูง แป้งมันสำปะหลัง ปูอัด และปลาทูน่ากระป๋อง โดยสหภาพ ยุโรปจะทำการยกเว้นภาษีสินค้านำเข้าจากเวียดนามในระยะ 7 ปี เวียดนามจะทำการยกเว้นภาษีสินค้าที่นำเข้าจากสหภาพยุโรปร้อยละ 65 ของสินค้านำเข้าทั้งหมดทันทีที่ FTA มีผล เช่น เครื่องจักรกล สารเคมี (บางส่วน) สินค้าสิ่งทอ และจะทำการยกเว้นสินค้าในส่วนอื่น อย่างค่อยเป็นค่อยไปในระยะ 10 ปี เช่น รถจักรยานยนต์ (7ปี) รถยนต์ (10ปี) ชิ้นส่วนรถยนต์ (7ปี)  ไวน์และสุรา (7ปี) เนื้อหมูแช่แข็ง (7ปี) เนื้อวัวแช่แข็ง (3ปี) ไก่ (10ปี)
  2. ลดมาตรการ กีดกันการค้าที่มิใช่ภาษี – ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าวทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะเพิ่มความเข้มงวดในการปฏิบัติตาม ข้อตกลง WTO Technical Barriers to Trade (TBT) agreement โดยเฉพาะในด้าน Sanitary and Phytosanitary measures (SPS) ที่กำหนดสำหรับสินค้าประเภทพืชและเนื้อสัตว์ นอกจากนี้เวียนนามได้ทำการยอมรับการตีตรา Made in EU ของสินค้าที่ไม่ใช่สินค้ากสิกรรม เป็นครั้งแรก
  3. การ ปกป้อง European Geographical Indications – FTA ดังกล่าวยอมรับสินค้าที่มาจากท้องถิ่นเฉพาะ (specific geographical origin) จำนวน 169 ชิ้นของสหภาพยุโรป เช่น Champagne, Rioja Wien, Scotch Whisky เป็นต้น สินค้าของเวียดนามเช่น ชา Mộc Châu  และ กาแฟ Buôn Ma Thuột ก็ได้รับการปกป้องเช่นกัน
  4. เปิด โอกาสให้บริษัทจากสหภาพยุโรปเข้าร่วมประมูลงานและสัญญาภาครัฐ (public contracts) – เช่น งานของกระทรวงต่าง ๆ ของเวียดนาม รวมทั้งโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ เช่น ถนนและท่าเรือ กิจการภาครัฐที่สำคัญ เช่น การจ่ายไฟฟ้า และการดำเนินการระบบราง กิจการโรงพยาบาลต่าง ๆ (34 โรงพยาบาล) และสัญญางานต่าง ๆ ของเมืองฮานอยและโฮจิมิน นอกจากนี้ยังมีการตกลงกฎการประมูลภาครัฐ (Government Procurement Agreement – GPA) ข้อตกลงดังกล่าวทำให้บริษัทจากสหภาพยุโรป เป็นบริษัทต่างชาติกลุ่มแรกสามารถเข้าถึงตลาดในเวียดนามได้ในระดับนี้
  5. การ สร้างความเท่าเทียมในระดับการแข่งขันและการสร้างนวัตกรรม – มีการตกลงข้อบังคับของรัฐวิสหกิจ (State Owned Enterprises) ในการเข้าแข่งขันโดยเฉพาะในด้านความโปร่งใส และการใช้เงินรัฐสนับสนุน (subsidy) เวียดนามได้ตกลงที่จะยกระดับการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา ให้มากกกว่ามาตรฐานของของตกลง WTO TRIPs ข้อตกลงดังกล่าวเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรมและยาของ สหภาพยุโรป
  6. การเปิดตลาดด้านการบริการ – ข้อตกลงดังกล่าวจะส่งผลให้เวียดนามต้องเปิดตลาดในประเทศให้กับผู้ประกอบการ การบริการจากสหภาพยุโรปในด้านต่าง ๆ  เช่น ด้านการให้บริการธุรกิจ บริการที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม การขนส่งและไปรษณีย์ การธนาคาร การประกัน และการขนส่งทางน้ำ นอกจากนี้เวียดนามยังได้รับข้อบังคับที่เกี่ยวกับธุรกิจภาคการเงิน ภาคโทรคมนาคม การเดินเรือ และการไปรษณีย์ โดยข้อบังคับดังกล่าวมีความเข้มงวดกว่าข้อบังคับของ WTO และ FTA อื่น ๆ ที่เวียดนามเข้าร่วม
  7. ส่งเสริมและปกป้องการลงทุน – FTA นี้บังคับให้เวียดนามเปิดโอกาสการลงทุนในด้านการผลิตให้กับบริษัทจากสหภาพ ยุโรป ในภาคต่อไปนี้: ภาคอาหารและเครื่องดื่ม ปุ๋ยและส่วนประกอบไนโตรเจนต่างๆ ยางรถและยางในรถ ถุงมือและผลิตภัณฑ์พลาสติก เซรามิ วัสดุก่อสร้าง เครื่องจักรต่างๆ เครื่องใช้ในบ้านและจักรยาน นอกจากนี้ยังมีข้อกำหนดในการปกป้องการลงทุนต่าง ๆ อีกด้วย
  8. จัด ตั้งกลไกการแก้ไขหากมีกรณีพิพาท – FTA นี้เป็นพื้นฐานของโครงสร้างการแก้ไขของพิพาทระหว่างสหภาพยุโรปและเวียดนาม ที่จะมาจากการตีความหมายและการดำเนินการข้อตกลงตังกล่าว
  9. การเสริม สร้างมาตรฐานการป้องกันสังคมและสิ่งแวดล้อม – FTA ดังกล่าวระบุรายชื่อกิจกรรมที่ทั้งสองฝ่ายต้องดำเนินการในด้านดังกล่าว เช่น การดำเนินการด้านมาตรฐานแรงงาน การบังคับใช้กฎหมายของแต่ละฝ่ายในด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด การส่งเสริม Corporate Social Responsibility และความรับผิดชอบด้าน Climate Change และการมีส่วนร่วมของประชาชน
  10. การส่งเสริมด้านมนุษยธรรมและประชาธิปไตย – FTA นี้มีข้อบังคับทางกฎหมาย EU-Vietnam Partnership and Cooperation Agreement (PCA) ที่เกี่ยวกับด้านสิทธิมนุษยธรรม ประชาธิปไตย และกฎหมายต่าง ๆ โดยระบุเป็นเนื้อหาสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างสองฝ่าย และได้ระบุถึงการมาตรการที่สามารถทำได้รวมทั้งการยกเลิกสัญญา FTA หากมีการละเมิดในด้านดังกล่าว

ผู้ประกอบการในสหภาพยุโรปมีความคิดเห็นต่อ FTA ดังกล่าวที่แตกต่างกัน ผู้ประกอบการด้านสิ่งทอมีความเห็นด้านบวกต่อ FTA เพราะอัตราภาษีการนำเข้าสินค้าสิ่งทอจากเวียดนามจะถูกลดต่ำลง แม้ความกฎข้อบังคับด้าน Rule of origin ยังมีความซับซ้อนอยู่ เช่น การอนุญาตอัตราการใช้วัตถุดิบสิ่งทอที่ไม่ผ่านกฎ Rule of origin ในทางกลับกันผู้ผลิตแป้งมันในสหภาพยุโรปมองวางสัญญาการค้าดังกล่าวจะส่งผลด้านลบต่อผู้ประกอบการในสหภาพยุโรป เพราะแป้งมันสำปะหลังนั้นเป็นคู่แข่งโดยตรงกับแป้งมันของสหภาพยุโรป ผู้อำนวยการขององค์กร Starch Europe ได้เขียนจดหมายเปิดผนึกต่อคณะกรรมาธิการฯ เพื่อแจ้งผลกระทบของ FTA ดังกล่าว และร้องขอให้คณะกรรมาธิการฯ ทำการทบทวนการดำเนินการต่าง ๆ รวมทั้ง FTA ระหว่างไทยที่กำลังดำเนินการอยู่ด้วย

สำหรับคณะกรรมาธิการยุโรปแล้ว ข้อตกลง FTA ระหว่างสหภาพยุโรปและเวียดนามถือเป็นก้าวสำคัญในการดำเนินการทำข้อตกลง FTA ระหว่างกลุ่ม ASEAN ที่ผ่านมาได้มีการพยายามเจรจา FTA ระหว่าง EU และ ASEAN ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2550 ผ่าน กรรมการร่วมจัดทำความตกลงการค้าเสรี อาเซียน – สหภาพยุโรป (Joint Committee for ASEAN-EU FTA) แต่ด้วยความเห็นที่แตกต่าง เช่นด้านการเปิดตลาดสินค้า (อาเซียนต้องการเปิดเพียงร้อยละ 75-80 ในขณะที่สหภาพยุโรปต้องการให้เปิดตลาดในระดับร้อยละ 90 อีกทั้งปัญหาในการยอมรับพม่าเข้าร่วมประชุมด้วย สหภาพยุโรปจึงยุติความพยายามในการเจรจาระดับพหุภาคี และเริ่มทำการเจรจาในระดับทวิภาคีแทน โดยมุ่งเจรจากับ 3 ประเทศในกลุ่มได้แก่ สิงคโปร์ เวียดนามและไทย การประชุมระหว่างไทยและสหภาพยุโรปได้หยุดไปตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557

ที่ผ่านมาสหภาพยุโรปได้ทำการตกลง FTA กับประเทศเอเซีย เช่น เกาหลีใต้ ปาปัวนิวกินี ฟิจิ และคาดว่าจะทำการตกลง FTA กับญี่ปุ่นและฟิลิปินส์ได้ภายในปีนี้ และคาดว่าจะเริ่มทำการเจรจากับออสเตรเลียภายในปีนี้

ที่มา –  http://europa.eu/rapid/press-release_MEMO-15-5468_en.htm

http://ec.europa.eu/trade/policy/countries-and-regions/countries/vietnam/

http://www.globaltrademag.com/global-trade-daily/news/eu-vietnam-sign-free-trade-agreement

http://www.thaifta.com/thaifta/Home/NegoLastestStatus/tabid/117/Default.aspx

 

 

US-EU free trade agreement อาจมีผลกระทบต่อมาตรฐานการค้าของสหภาพยุโรป

นาย Joerg Leichtfried หัวหน้าพรรค Austrian Social Democrate ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกสภาผู้แทนของออสเตรียได้กล่าวถึง US-EU FTA ว่าอาจจะส่งผลกระทบในด้านลบต่อมาตรฐานของสหภาพยุโรปที่สูงได้ หากการเจรจาที่จะเกิดขึ้นนั้นไม่มีความโปร่่งใส นอกจากนี้ นาย Joerg Leichtfried ยังได้ได้กล่าวอีกว่าความคลุมเครือที่เกิดขึ้นนั้นจะทำให้ข้อตกลงที่จะเกิดขึ้นนั้นอาจจะถูกเลื่อนออกไป

แหล่งข่าวได้กล่าวอีกว่าองค์กร Austrian Labour Union ก็ได้แสดงความกังวลที่คล้ายคลึงกับนาย Leichtfried เช่นกันโดยเฉพาะความกังวลในด้านความโปร่งใสของข้อตกลงที่จะเกิดขึ้น

ในปัจจุบันข้อตกลงทางการค้าดังกล่าวยังไม่ถุกประกาศใช้และยังมีการปรับแก้ข้อบังคับต่างๆ  โดยล่าสุดสหภาพยุโรปอาจจะทำการยกเว้น investor-state dispute settlement clause ที่ค่อนข้างเข้มงวดออกไปจากข้อตกลงนี้ ซึ่งการยกเว้นนี้จะทำให้นักลงทุนสามารถดำเนินการทางกฎหมายกับรัฐบาลในกรณีพิพาททีนักลงทุนเชื่อว่ารัฐบาลได้ทำการละเมิดข้อตกลงที่ได้วางไว้ ซึ่งปกติแล้วสหภาพยุโรปจะทำการบรรจุไว้ใน FTA ของตน FTA ระหว่างยุโรปกับแคนาดาที่เพิ่งสำเร็จไปหลังจากผ่านการดำเนินการมามากว่าห้าปีก็มีเงื่อนไขนี้อยู่

ซึ่งหากเงื่อนไขดังกล่าวจะได้รับการยกเว้นในกรณีนี้ ก็เพราะยุโรปมีความต้องการที่จะผลักดันให้ US-EU FTA เกิดขึ้นโดยเร็ว สหภาพยุโรปหวังว่าสนธิสัญญานี้จะเป็นแรงผลักดันในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของสหภาพยุโรปอีกทาง อย่างไรก็ตามการเจรจาสนธิสัญญาดังกล่าวก็ยังไม่สิ้นสุดและจะต้องจำตามองกันต่อไปว่าสหภาพยุโรปจะยกเว้นเงื่อนไขอันเข้มงวดของตนเองนี้หรือไม่

ที่มาของข่าว AP

 EU-U.S. Free-Trade Talks May Drop Controversial Investor Protection Rule

 

 

 

สหภาพยุโรปลงนามใน Free Trade Agreement (FTA) กับแคนาดา

หลังจากการเจรจาที่นานหลายเดือน (เริ่มเมื่อเดือนตุลา 2013) สหภาพยุโรปและแคนาดาได้ลงนามในสัญญาที่จะเป็นต้นแบบของ FTA ระหว่างกลุ่มการค้าทั้งสองกลุ่ม สัญญานี้คาดว่าจะทำให้แคนาดาเป็นประเทศเศรษฐกิจหลักประเทศเดียวที่มีสัญญาด้านการค้าระหว่างอเมริกาและสหภาพยุโรป

รายการสินค้าที่ส่งออกและนำเข้าระหว่างสองกลุ่มเศรษฐกิจกว่าร้อยละ 98 จะถูกยกเลิกภาษีเมื่อ FTA นี้มีผลบังคับใช้

ร่างสัญญาที่ได้รับการลงชื่อดังกล่าวจะถูกนำไปตรวจและแปลก่อนที่จะถูกส่งไปให้รัฐทั้ง 10 รัฐของแคนาดาและสมาชิกของสหภาพยุโรปทั้ง 28 ประเทศเพื่อทำการรับรอง คาดว่ากระบวนการทั้งหมดจะเสร็จสิ้นภายในปี 2016 แหล่งข่าวได้แจ้งว่า ร่างสัญญาดังกล่าวคาดว่าจะเป็นต้นแบบของ FTA ระหว่าง สหภาพยุโรปและอเมริกาต่อไป

แคนาดาและสหภาพยุโรปวางแผนที่จะจัดการประชุม Summit ในเดือนหน้าที่ประเทศแคนาดา

Source: EU finalises free trade agreement with Canada