คลังเก็บป้ายกำกับ: circular economy

คณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปเผยแพร่ยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจของสหภาพยุโรปของปี ค.ศ. 2020 (Economic Strategy for people and planet)

ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจปี ค.ศ.2020 ตั้งกรอบไว้ว่าต้องเป็นเศรษฐกิจเพื่อผู้คนและโลก โดยให้ความสำคัญไปที่การเปลี่ยนแปลงสหภาพยุโรปไปสู่เศรษฐกิจยั่งยืนและช่วยให้ทั้งสหภาพยุโรปบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs)

ยุทธศาสตร์การเติบโตอย่างยั่งยืนปี ค.ศ. 2020 (Annual Sustainable Growth Strategy 2020) เป็น “Green Deal” ลำดับที่สองของคณะกรรมาธิการ (Commission’s European Green Deal) โดยให้ความสำคัญไปที่ “work for people and a Europe fit for the Digital age” ด้วยรูปแบบการเติบโตแบบใหม่และยั่งยืน ที่ต้องตระหนักถึงความท้าทายจากทั้งการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ การเสื่อมลงของทรัพยากรธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงด้านประชากรและความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ทำให้ต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างและการเติบโตรูปแบบใหม่ให้สามารถตอบโจทย์การมีทรัพยากรที่จำกัด การสร้างงานและการความมั่งคั่งในอนาคต

ยุทธศาสตร์ดังกล่าวจะขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง 2 ด้านด้วยกัน คือ ด้านสภาพภูมิอากาศและด้านดิจิทัล โดยการนำ 4 มิติมาร่วมกัน ได้แก่ สิ่งแวดล้อม ผลิตภาพ ความมั่นคง และความเท่าเทียม

ในแง่ของสิ่งแวดล้อม สหภาพยุโรปต้องการเป็นผู้นำในการเปลี่ยนผ่านไปสู่ nature-friendly และ climate neutral ภายในปี ค.ศ. 2050 ในขณะที่ก็ให้ความสนใจด้วยว่าทุกคนจะได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลง ในครั้งนี้ โดยสหภาพยุโรปแสดงความมุ่งมั่นในการดำเนินการในเรื่อง ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (circular economy) พลังงานหมุนเวียน (renewable energy) อาคารประหยัดพลังงาน (energy-efficient building) และการขนส่งที่ปล่อยมลภาวะต่ำ (low-emission transport) พร้อมทั้งระบุว่าอุตสาหกรรมของสหภาพยุโรปถือเป็นภาคอุตสาหกรรมที่มีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดในโลก จึงมีการเสนอให้ใช้ประโยชน์จากจุดนี้โดยการเสนอผลประโยชน์ส่วนเพิ่ม (additional incentives) แก่นักลงทุนและภาคธุรกิจเพื่อให้ประเทศสมาชิกสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ทางสภาพภูมิอากาศ

ในแง่ของความเท่าเทียม จะให้ความสำคัญเรื่องความเท่าเทียมและผู้คนมาเป็นลำดับแรก โดยเฉพาะกับภูมิภาคเชิงพื้นที่ อุตสาหกรรมและแรงงานซี่งต้องสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างยิ่งใหญ่ โดยจะมุ่งเน้นไปที่การลดช่องว่างการจ้างงานและค่าจ้างของแรงงานผู้หญิง การส่งเสริมนโยบาย work-life balance และการเข้าถึงบริการสุขภาพของเด็กที่มีคุณภาพ

ในแง่ของการบริหารจัดการอย่างยั่งยืน เนื่องจากแต่ละประเทศมีจุดเริ่มต้นและศักยภาพที่ไม่เหมือนกัน ทำให้ต้องมีการประสานงานด้านนโยบายกันอย่างใกล้ชิด โดยคณะกรรมาธิการจะเสริมสร้างความแข็งแกร่งในการวิเคราะห์และติดตามในประเด็นของ SDGs โดยในรายงานของประเทศในปี ค.ศ. 2020 จะเพิ่มบทเกี่ยวกับความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อมเข้าไปด้วย นอกจากนี้ในแต่ละรายงานจะใส่ภาคผนวกของศักยภาพของแต่ละประเทศไว้เช่นกัน ทั้งนี้จะนำตัวชี้วัดดังกล่าวมาจาก EU SDG indicator set ที่แต่ละประเทศมีอยู่แล้ว เช่น Voluntary National Reviews (VNRs)

ในขณะที่ การจะทำให้สหภาพยุโรปเป็นแถวหน้าด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจและผู้นำโลกด้านดิจิทัล จะเน้นย้ำไปที่บทบาทของเทคโนโลยีใหม่และวิธีการอย่างยั่งยืน โดยระบุว่าเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นกุญแจสำคัญของ European Green Deal และการสร้างความแข็งแกร่งกับสกุลเงินยูโรในระดับนานาชาติด้วย

ในส่วนของ Green Deal คณะกรรมาธิการประกาศว่าภายใน 100 วันแรกของปีจะนำเสนอกฎหมายเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศ (European Climate Law) เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนความมุ่งมั่นที่จะทำให้สหภาพยุโรปเป็นทวีปแรกของโลกในการบรรลุ climate-neutral ในขณะที่ยุทธศาสตร์และร่างข้อเสนออื่นๆ เกี่ยวกับ Green Deal นั้น จะเสนอ Sustainable Europe Investment plan ภายในต้นปี ค.ศ. 2020 โดยตั้งกรอบงบประมาณระยะยาวอย่างน้อยร้อยละ 25 จะถูกนำไปสนับสนุนด้านการดำเนินการเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศ พร้อมทั้งยังวางแผนเปิดตัว Climate Pact ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2020 ซึ่งเป็นการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการให้ข้อเสนอแนะและข้อคิดเห็นในการออกแบบการดำเนินการรูปแบบใหม่ๆ 

แหล่งอ้างอิง : http://sdg.iisd.org/news/ec-releases-economic-strategy-for-people-and-planet/

Annual sustainable growth strategy : https://ec.europa.eu/info/sites/info/files/2020-european-semester-annual-sustainable-growth-strategy_en.pdf

EC communication on the green deal : https://ec.europa.eu/info/sites/info/files/european-green-deal-communication_en.pdf

เสวนาบทบาทของภาคอุตสาหกรรมในเมืองหมุนเวียน

เมื่อวันที่ 5 มีนาคม ที่ผ่านมา องค์กรยูนิโดได้เป็นเจ้าภาพร่วมกับประเทศออสเตรีย เอกวาดอร์ สโลวีเนีย มูลนิธิ Ellen MacArthur และ UNDESA ในการจัดกิจกรรมภายใต้หัวข้อ Making it Circular: The Role of Industries in Circular Cities ณ สำนักงานใหญ่ขององค์กรสหประชาชาติในกรุงนิวยอร์ก กิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของ Circular City Week New York

ภายใต้กิจกรรมดังกล่าวมีการโต้วาทีเกี่ยวกับการยกเอาตัวอย่างการดำเนินการด้าน Circular Economy จากภาคอุตสาหกรรม โดยเน้นมาตรการที่นำมาผลักดัน นโยบาย เทคโนโลยี และรูปแบบธุรกิจ (Business Model) ที่ถูกนำมาผลักดัน

การดำเนินการด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนในภาคการผลิตที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงโอกาสในการสร้างความหลากหลาย (Diversification) และการดำเนินการในท้องถิ่น (Localisation) ในการผลิตและการดำเนินการที่ช่วยสนับสนุนให้เมืองต่าง ๆ มีความสามารถในการดำรงอยู่ได้ด้วยตนเอง (self-sufficient) และมีความ Resilient ต่อความเปลี่ยนแปลงในตลาดโลกได้ มูลนิธิ Ellen MacArthur ได้เน้นถึงบทบาทที่สำคัญของเทคโนโลยีดิจิตอลที่มีบทบาทที่สำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจแบ่งปันและสร้างภาคการผลิตในท้องถิ่นของเขตเมือง

ในด้านนโยบาย ผู้เข้าร่วมเสวนาได้กล่าวถึงความสำคัญของการสร้างความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งเอกชนและรัฐบาลในการก้าวข้ามการดำเนินการแบบเดิมที่ไม่มีการบูรณาการ รวมทั้งการก้าวไปสู่การมองกระบวณการจัดการของเสียและการหมุนเวียนทรัพยากร รวมทั้งการร่วมใช้สาธารณูปโภคเพื่อลดค่าดำเนินการต่าง ๆ การสร้างศักยภาพของกิจการขนาดเล็กและกลางจะเป็นตัวแปรที่สำคัญในการปลดล๊อกการดำเนินการธุรกิจในเศรษฐกิจหมุนเวียน และการ upscale กระบวนการผลิตในท้องถิ่นได้

ผู้เข้าร่วมเสวนาได้แก่ H.E. Luis Gallegos Chiriboga ผู้แทนถาวรของเอกวาดอร์ต่อสหประชาชาติ; Darja Bavdaž Kuret ผู้แทนถาวรของสาธารณรัฐสโลวีเนียต่อสหประชาชาติ; Lindsay Clinton รองประธานอาวุโส New York City Economic Development Corporation Miranda Schnitger หัวหน้าโครงการเมืองของมูลนิธิ Ellen MacArthur; Brian Matuszewski Global Head of Brand Partnerships ที่ประกอบด้วย TerraCycle, Loop; และ Ditte Lysgaard Vind หุ้นส่วนผู้จัดการ Lendager TCW และ Michael Shank ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสาร Carbon Neutral Cities

ที่มา – https://www.unido.org/news/making-it-circular-role-industries-circular-cities

World Forum Circular Economy ย้อนมองปีที่แล้ว

การประชุม World Circular Economy 2018 (WCEF2018) หรือ ฟอรัมเศรษฐกิจหมุนเวียนระดับโลกครั้งที่ 2  ที่กระทรวงสิ่งแวดล้อมของประเทศญี่ปุ่นและ บริษัท Sitra ของฟินแลนด์เป็นเจ้าภาพ ถูกจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-24 ตุลาคมที่ผ่านมา การประชุมดังกล่าวได้พิจารณาถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ความเสมอภาคทางสังคมของระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน พลังงานและสภาพภูมิอากาศ โซลูชั่นสำหรับระบบเศรษฐกิจดังกล่าว เครือข่ายห่วงโซ่มูลค่าระดับโลก และการค้าแบบหมุนเวียน รวมทั้งด้าน shared mobility และการแก้ขยะพลาสติกจากทะเล นอกจากนี้ในการประชุม WCEF2018 ยังมีการหารือเกี่ยวกับประสบการณ์ของญี่ปุ่นในการก้าวสู่ประเทศเศรษฐกิจหมุนเวียนและแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดของญี่ปุ่นเพื่อประสานความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนและภาครัฐ

ฟอรัมการประชุมเศรษฐกิจหมุนเวียนระดับโลกได้รับการริเริ่มจากฟินแลนด์ผ่านกองทุนนวัตกรรมฟินแลนด์ Sitra การประชุม WCEF รวบรวมผู้นำทางธุรกิจ ผู้กำหนดนโยบาย และผู้เชี่ยวชาญในด้านดังกล่าวกว่า 1,000 รายเพื่อร่วมหารือแนวทางการคว้าโอกาส และการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันผ่านทางโซลูชั่นเศรษฐกิจแบบหมุนเวียน รวมถึงวิธีการที่เศรษฐกิจหมุนเวียนจะช่วยในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (UNGGs) การบูรณาการเศรษฐกิจแบบหมุนเวียนวงกลมลงในวาระการพัฒนา 2030 Agenda ความท้าทายด้านนวัตกรรมสำหรับระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน เมืองหมุนเวียน การวิจัยเศรษฐกิจเกี่ยวกับเศรษฐกิจหมุนเวียนและการจัดหาเงินทุน

จากการประชุมครั้งที่แล้วในปีค.ศ. 2017 ที่ประเทศฟินแลนด์ระหว่างวันที่ 5-7 มิถุนายน  ที่เมืองเฮลซิงกิประเทศฟินแลนด์และมีผู้เชี่ยวชาญประมาณ 1,500 คนและผู้มีอำนาจตัดสินใจในสาขาเศรษฐกิจแบบหมุนเวียนจากกว่า 100 ประเทศ ประเทศเจ้าภาพฟินแลนด์ได้นำเสนอประสบการณ์ในการเปลี่ยนวิสัยทัศน์ของเศรษฐกิจแบบหมุนเวียนให้เป็นจริงและส่งผลประโยชน์ไปทั่วทุกภาคส่วนของธุรกิจและสังคม ข้อความสำคัญจากที่ประชุมคือการเรียกร้องให้ผู้เกี่ยวข้องภาครัฐและเอกชนนำกระแสเศรษฐกิจแบบหมุนเวียนไปสู่รูปแบบเศรษฐกิจโลกและใช้แนวความคิดด้านเศรษฐกิจแบบหมุนเวียนให้เป็นการขับเคลื่อนเพื่อบรรลุ SDGs และการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ระหว่างการประชุม WCEF 2017 มีการเปิดองค์ประชุมทั้งหมด 17 ครั้งและมีการจัดสัมมนาแบบคู่ขนานเพื่อนำเสนอโซลูชั่นเศรษฐกิจแบบหมุนเวียนสำหรับธุรกิจและการเงิน ภายใต้หัวข้อที่ได้กล่าวถึงในเบื้องต้น

การจัดประชุมได้จัดขึ้นโดยใช้รูปแบบที่เป็นนวัตกรรม ได้แก่ การแสดง เกม การพูดคุย เพื่อสร้างโอกาสในการจัดเครือข่ายรวมทั้งมีการจัด Marketplace ที่มีผู้เข้าร่วมงาน 24 รายใช้เป็นเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ อีกทั้งมีการจัดการทัศนศึกษาธุรกิจและกิจกรรมด้านอื่น ๆ ผู้จัดงานหลักของ WCEF2017 คือ Sitra กองทุนนวัตกรรมของประเทศฟินแลนด์โดยได้รับการสนับสนุนจากคณะรัฐมนตรีของยุโรป มูลนิธิเอลเลนอาร์เทอร์ หน่วยงานต่าง ๆ ของฟินแลนด์ อาทิ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงเศรษฐกิจและการจ้างงาน ผู้จัดงานร่วมประกอบด้วยคณะกรรมาธิการยุโรป (EC), องค์การสิ่งแวดล้อมยุโรป (EEA), สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (IISD), ฟอรัม Koli, โครงการสิ่งแวดล้อมของสหประชาชาติ (UN Environment), สภาธุรกิจโลกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ( WBCSD) และ World Resources Forum (WRF)

การจัดการประชุมในปีที่แล้วสอดคล้องกับวันสิ่งแวดล้อมโลกของสหประชาชาติ (5 มิถุนายน) และครบรอบ 100 ปีแห่งการเป็นเอกราชของฟินแลนด์ WCEF2017 ถูกนำเสนอเป็น “ของขวัญจากฟินแลนด์สู่โลก” โดยฟินแลนด์ให้บริการในฐานะผู้บุกเบิกด้านเศรษฐกิจแบบหมุนเวียน

สำนักงานที่ปรึกษาจะนำเอาสรุปการประชุมในปีนี้ (ค.ศ. 2018) มาเผยแพร่ในวาระต่อไป

ที่มา

Circular Economy Forum Discusses Links with 2030 Agenda

WCEF Visions 2050 สู่เศรษฐกิจหมุนเวียน

 

ระหว่างการประชุม World Circular Economy Forum 2018 ณ เมืองโยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น มีการประกาศวิสัยทัศน์สู่เศรษฐกิจหมุนเวียนในปีค.ศ. 2050 ที่รวมถึงด้าน ทรัพยากรธรรมชาติ การผลิต การขนส่ง การบริการ อาหาร การใช้ชีวิต พลาสติก และการพัฒนาศักยภาพ

วิสัยทัศน์ดังกล่าวตั้งอยู่บนความตระหนักถึงว่าเราอยู่ในจุดสำคัญในประวัติศาสตร์ที่สังคมโดยรวม ต้องการที่จะเลือกอนาคตที่ยั่งยืนซึ่งสร้างขึ้นจากหลักการของเศรษฐกิจหมุนเวียน รูปแบบการบริโภคในปัจจุบันของมนุษย์ไม่เพียง แต่เป็นภัยคุกคามต่อระบบสังคมเศรษฐกิจและระบบเศรษฐกิจทั่วโลกในอนาคตเท่านั้น ในปัจจุบันผลด้านลบในรูปแบบการบริโภคดังกล่าวเริ่มแสดงอาการให้เห็นได้ทั่วโลกแล้ว

เศรษฐกิจแบบหมุนเวียนคือกุญแจสำคัญในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศการ สูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตามการสำรวจรากเหง้าของปัญหาปัจจุบันก็เป็นสิ่งที่สำคัญ รวมทั้งการสร้างสะพานความร่วมมือในระดับโลกและระดับท้องถิ่น รวมทั้งการหาจุดร่วมมือกันระหว่างภาคเอกชนรัฐ และประชาชนในการสร้างอนาคตร่วมกัน วิสัยทัศน์ดังกล่าวเป็นการสร้างจินตนาการเปรียบเทียบว่าอนาคตน่าจะเป็นอย่างไรภายใต้การดำเนินตามปกติและภายใต้เศรษฐกิจหมุนเวียน ในแต่ละด้าน

  การดำเนินตามปกติ ภายใต้เศรษฐกิจหมุนเวียน
ทรัพยากรธรรมชาติและการผลิต

 

เศรษฐกิจยังอยู่บนพื้นฐานของเชื้อเพลิงถ่านหินและการสกัดทรัพยากรธรรมชาติที่ไม่ยั่งยืน

ผลิตภัณฑ์และวัสดุส่วนใหญ่จะถูกใช้และไปสิ้นสุดในหลุมฝังกลบ กระบวนการผลิตมีการปรับให้เหมาะกับการทำงานในทิศทางเดียว ตั้งแต่การสกัดและสังเคราะห์ไปจนถึงการบริโภคและการกำจัด

 

ผลิตภัณฑ์ได้รับการออกแบบด้วยความระมัดระวัง อายุการใช้งานและ lifecycle มีการเพิ่มมูลค่าผ่าน 3R, upcycling การอัพเกรดและซ่อมแซม อุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่นอุตสาหกรรมการผลิตและการเกษตรทำงานในระบบหมุนเวียนสิ้นเชิง ( Closed loops) ไม่สามารถผลิตผลิตภัณฑ์ที่ไม่จำเป็น เครือข่ายมูลค่าทั่วโลกผ่านการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 และการปรับให้เหมาะกับเทคโนโลยีดิจิตอลและระบบอัตโนมัติ ของเสียกลายเป็นวัตถุดิบและพลังงาน มนุษย์รับรู้ถึงทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างจำกัด เศรษฐกิจได้รับการปรับให้เข้ากับขอบเขตของระบบนิเวศน์ การลงทุนมุ่งสู่ธุรกิจที่ยั่งยืน
คมนาคมและการให้บริการ ยานพาหนะติดขัด ถนนแออัด การปล่อยมลพิษทางอากาศจากแก๊ส ทำให้คุณภาพอากาศในเมืองต่ำ ยานพาหนะไฟฟ้าที่ขับเคลื่อนเองมีราคาสูงและคนส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าถึง ระบบขนส่งสาธารณะมีราคาแพงและเครือข่ายการขนส่งเสื่อมลง การให้บริการแบบออนดีมานด์ด้วยยานพาหนะที่เป็นนวัตกรรมใหม่ ที่ไม่ก่อให้เกิดมลพิษ ทำให้การขนส่งสะดวกและมีคุณภาพสูงและมีชีวิตที่สะดวกสบายมากขึ้น การเชื่อมต่อความเร็วสูงและการสื่อสารแบบไร้รอยต่อทำให้เราสามารถใช้บริการต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ต้องเป็นเจ้าของสินทรัพย์ วัสดุใหม่และสารชีวเคมีสามารถผลิตเชื้อเพลิงยานพาหนะและโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อาหารและการใช้ชีวิต การเผาไหม้ของเชื้อเพลิงฟอสซิลเพื่อผลิตพลังงานยังคงเร่งภาวะโลกร้อน ทำให้พื้นที่ส่วนใหญ่ไม่สามารถเป็นที่อาศัยอยู่ มีความพยายามที่จะเพิ่มการผลิตอาหารเพื่อตอบสนองความต้องการของประชากรโลกภายใต้วัฏจักรสภาพอากาศที่ไม่สม่ำเสมอทำให้เกิดการพังทลายของดินอย่างรุนแรงและลดผลตอบแทนของพืชผล มีความอดอยากอย่างรุนแรงในประเทศที่ยากจน การก่อสร้างใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างไม่มีประสิทธิภาพ และไม่ได้รับการออกแบบให้ใช้ซ้ำ คนอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ผลิต อนุรักษ์ และใช้พลังงานทดแทนของตนเอง การใช้ชีวิตร่วมกัน(communal living) เป็นวิถีชีวิตแบบใหม่ มีอาหารท้องถิ่นและอุดมสมบูรณ์สำหรับทุกคน ในเมืองและชนบทที่มีประสิทธิภาพและวิธีการผลิตที่เป็นนวัตกรรมใหม่ ดินอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติ มีการใช้วัสดุทดแทนในระดับภูมิภาคเพื่อการก่อสร้าง ควบคู่ไปกับคอนกรีตที่นำกลับมาใช้ใหม่อลูมิเนียมและเหล็กกล้าที่ผลิตในห่วงโซ่ปิดคาร์บอนต่ำ
พลาสติก การเจริญเติบโตของความต้องการพลาสติกจะได้รับการตอบสนองจากการใช้ทรัพยากรฟอสซิลที่ไม่หมุนเวียนเพิ่มขึ้น ผลิตภัณฑ์จากพลาสติกเช่นภาชนะบรรจุและบรรจุภัณฑ์ยังคงได้รับการออกแบบมาเพื่อการใช้งานแบบครั้งเดียวโดยไม่คำนึงถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในภายหลัง มหาสมุทรของเราเต็มไปด้วยพลาสติกและปราศจากชีวิต หลุมฝังกลบยังคงเติบโตต่อเนื่องโดยมีกองขยะที่เน่าเสีย การใช้ซ้ำอีกครั้งเป็นพฤติกรรมการบริโภคที่สำคัญและได้รับการยอมรับ พลาสติกมีการผลิตขึ้นเมื่ออายุสัมบูรณ์และการผลิตใช้วัตถุดิบรีไซเคิลแทนทรัพยากรฟอสซิลที่บริสุทธิ์ เราได้เปลี่ยนไปใช้วัสดุทางเลือกที่ยั่งยืนแทนพลาสติก เช่นวัสดุชีวภาพ มหาสมุทรและพื้นที่อยู่อาศัยของเราเป็นสภาพแวดล้อมที่สะอาดตามธรรมชาติปลอดจากขยะพลาสติก
ศักยภาพ เราเผชิญกับการว่างงานในวงกว้างและสูญเสียทุนมนุษย์เนื่องจากมีทักษะและความรู้ที่ซ้ำซ้อน การศึกษาส่วนใหญ่เป็นสิทธิ์ของผู้มั่งคั่งและก่อให้เกิดสาขาวิชาส่วนใหญ่ที่มีขีดความสามารถ จำกัด เพื่อท้าทายโครงสร้างที่มีอยู่ของการสร้างมูลค่า คนยากจนและไม่ได้รับการศึกษา และถือว่าไม่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ต้องเผชิญกับการเลือกปฏิบัติ การศึกษาเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต สังคมตระหนักถึงคุณค่าของทักษะและความสามารถของมนุษย์ เศรษฐกิจหมุนเวียนสร้างงานที่มีจุดประสงค์มากกว่ารายได้ส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว โรงเรียนและสถาบันการศึกษาอื่น ๆ มุ่งเน้นการสร้างและขยายความหลากหลายของความรู้และความรู้สึกที่มีคุณค่าเช่นความคิด แบบ “Mottainai” สำหรับทุกคนในทุกอาชีพ

วิธีการเรียนแบบ peer-to-peer และ cross-disciplinary กลายเป็นเรื่องปกติที่ได้รับการยอมรับและสนับสนุนโดยภาครัฐและเอกชน การสนับสนุนทางการเงินที่เข้มแข็งและการสนับสนุนนวัตกรรมและการวิจัยและพัฒนาเป็นวิธีการสำคัญในการพัฒนาขีดความสามารถทางสังคม

 

ที่มา https://www.sitra.fi/en/articles/wcef-visions-2050/

รองผอ. UNIDO ร่วมประชุม World Circular Economy Forum

โยโกฮามา ญี่ปุ่น, 23 ต.ค. 2018

รองผอ.องค์การ UNIDO นาย Hiroshi Kuniyoshi ได้กล่าวในสุนทรพจน์ต่อที่ประชุม Grand Finale ของ World Circular Economy Forum จัดโดยกระทรวงสิ่งแวดล้อมของประเทศญี่ปุ่นและกองทุนนวัตกรรมฟินแลนด์ (Sitra) เรียกร้องให้มีการจัดการความร่วมมือในด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนระดับโลกอย่างสอดคล้องกัน

นาย Hiroshi กล่าวต่อที่ประชุมว่า “ในขณะที่มีการใช้หลักการของเศรษฐกิจแบบหมุนเวียนมาเป็นเวลาหลายปีในหลายประเทศ (แสดงให้เห็นว่า) การรับรู้เกี่ยวกับประโยชน์ของเศรษฐกิจแบบ Circular เป็นเรื่องที่ค่อนข้างเร็ว อย่างไรก็ตามความจำเป็นที่จะต้องสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่ง เพราะทุกประเทศควรมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียมกันในการสร้างความมั่งคั่งและความยั่งยืนในอนาคตของตน ”

องค์การ UNIDO ตระหนักถึงศักยภาพที่สำคัญของภาคอุตสาหกรรม ในการเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกแบบหมุนเวียนผ่านพอร์ตการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงาน ที่ผ่านมาองค์กร UNIDO ได้พัฒนา ส่วนต่าง ๆ (Building blocks) ของเศรษฐกิจหมุนเวียน ในประเทศที่กำลังพัฒนาและมีการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจทั่วโลกมานานกว่าสองทศวรรษ สร้างศักยภาพให้กับผู้ผลิตของประเทศกำลังพัฒนาเหล่านี้ ( Global South) ให้ สามารถเป็นได้รับประโยชน์ผ่านการเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานระดับโลและระบบการค้าที่เป็นผลมาจากการนำระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้มากขึ้น

ในขณะเดียวกัน UNIDO ก็ตระหนักถึงความสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องดังกล่าว ซึ่งล่าสุดได้มีการแถลงการณ์ที่กรุงเทพฯ (the Bangkok Statement) ที่ได้เน้นถึง การประสานความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างมีประสิทธิภาพผ่านความโปร่งใสและเปิดกว้าง และการแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมในเศรษฐกิจแบบวงกลม การแถลงการณ์ดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างการประชุมอุตสาหกรรมสีเขียวครั้งที่ 5  แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นขององค์การในการสร้างความมั่นใจ และการประสานสัมพันธ์ระหว่างแนวทางที่มีความหลากหลายเพื่อนำไปสู่การยอมรับระบบเศรษฐกิจแบบหมุนเวียนในนานาประเทศ

ณ การประชุม WCEF 2018 Grand Finale นอกจาก รองผู้อำนวยการ Hiroshi Kuniyoshi แล้ว ยังมีตัวแทนจากองค์กรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจหมุนเวียนเข้าร่วมม อาทิ UNEP International Resource Panel คุณ Janez Potocnik ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกำกับยุโรปของ DG Environment คุณ Daniel Calleja และผู้อำนวยการสำนักงานเลขาธิการของ อาเซียน คุณ Adeline Lee  และได้รับเกียรติจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อมของญี่ปุ่น นาย Tsukasa Akimoto และ และกรรมการขององค์กร Sitra นาง Mari Pantsar กล่าวปิดประชุม

การประชุม WCEF 2018 ดึงดูดผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 1,000 คนจากกว่า 70 ประเทศเพื่อพิจารณาโอกาศของภาคส่วนธุรกิจในการสร้างความได้เปรียบผ่านโซลูชันที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจหมุนเวียน และแนวทางที่จะใช้เศรษฐกิจหมุนเวียนเป็นมาตรการผลักดันให้สามารถบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนได้

source

https://www.unido.org/news/unido-deputy-director-general-kuniyoshi-calls-globally-coherent-approach-circular-economy-during-2018-wcef-yokohama

ยูนิโดร่วมจัดการประชุมเศรษฐกิจหมุนเวียนในลาตินอเมริกา

กรุง มอนเตวิเดโอ, อุรุกวัย, 31 สิงหาคม พ.ศ. 2560 –

จะมีการจัดฟอรั่มการประชุมที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ในกลุ่มประเทศละตินขึ้นครั้งแรกในระหว่างวันที่ 7-8 กันยายนที่ กรุงมอนเตวิเดโอ ประเทศอุรุกวัย โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อสร้างแรงบันดาลใจและขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงสู่ระบบเศรษฐกิจ Circular Economy ในประเทศอุรุกวัยและภูมิภาคดังกล่าว

ฟอรั่มการประชุมดังกล่าว เป็นการประสานงานร่วมกันระหว่าง องค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO) และกระทรวงอุตสาหกรรมพลังงานและเหมืองแร่ กระทรวงปศุสัตว์การเกษตรและการประมง และกระทรวงการเคหะการวางแผนดินแดนและสิ่งแวดล้อม ของอุรุกวัย โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Biovalor ที่ได้รับการสนับสนุนจากองค์การ Global Environment Facility (GEF) และได้รับการสนับสนุนจากธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งละตินอเมริกา (CAF) โครงการดังกล่าวได้รับการดำเนินการในอุรุกวัยโดย UNIDO ตั้งแต่ปีค.ศ. 2014

การประชุมนี้จะนำเสนอความรู้และแนวทางรูปธรรมต่าง ๆ ที่จะช่วยให้เข้าใจถึงรูปแบบการผลิตภายใต้แนวคิด เศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งเป็นรูปแบบเศรษฐกิจที่ใช้การออกแบบมาช่วยการบูรณะและฟื้นฟู (restorative and regenerative) ซึ่งตรงข้ามกับแนวทาง “ผลิต – ขาย – ทิ้ง” ที่เป็นเศรษฐกิจแบบเส้นตรง นอกการสัมมนาดังกล่าวยังเน้นการสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบบเศรษฐกิจแบบหมุนเวียน ผ่านการจัดแสดงผลกระทบและความท้าทายในด้านต่าง ๆ ผ่านกรณีศึกษาที่เกิดขึ้นจริงจากทั่วโลก นอกจากนี้ยังจะช่วยสร้างชุมชนองค์กร บริษัท และผู้ประกอบการที่จะผลักดันการเปลี่ยนแปลงไปสู่เศรษฐกิจในรูปแบบดังกล่าผ่านกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์และรูปแบบธุรกิจใหม่ ๆ และเป็นโอกาสในการสร้างความ ความร่วมมือระหว่างผู้เกี่ยวข้องในด้านดังกล่าวระดับประเทศและนานาชาติ

“เศรษฐกิจแบบหมุนเวียน (Circular Economy) เน้นย้ำถึงกระบวนทัศน์ของการเติบโตจากภายใน – การเติบโตที่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีวัฏจักรห่วงกลับชีวภาพ (technological back loop cycles) เพื่อเพิ่มมูลค่าในขณะที่ลดผลกระทบต่อทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม” ตัวแทน UNIDO ในประเทศอุรุกวัยนาย Manuel Albaladejo กล่าว

ผู้อำนวยการแผนกสิ่งแวดล้อมของ UNIDO นาย Stephan Sicars ที่จะเข้าร่วมการประชุมยังกล่าวอีกว่า “องค์การ UNIDO ได้เริ่มดำเนินการสร้างระบบเศรษฐกิจแบบหมุนเวียนในภูมิภาค ผ่านโครงการด้านความร่วมมือเชิงเทคนิคที่เกี่ยวกับทรัพยากรและประสิทธิภาพในการใช้พลังงานการผลิตที่สะอาดและการจัดการของเสีย”

คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมฟอรั่มดังกล่าวกว่า 300 คน เพื่อร่วมทำการศึกษาว่าการเปลี่ยนแปลงสู่ระบบเศรษฐกิจแบบหมุนเวียนจะสามารถช่วยให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติได้อย่างไร

ที่มา  – http://www.unido.org/news/press/helping-boost-the-tr.html

เศรษฐกิจหมุนเวียน (CIRCULAR ECONOMY)

Circular economy (PDF)

บทนำ

เศรษฐกิจคือ “งานอันเกี่ยวกับการผลิต การจำหน่ายจ่ายแจก และการบริโภคใช้สอยสิ่งต่าง ๆ ของชุมชน”[1] ซึ่งตามคำนิยามแล้วเศรษฐกิจในความหมายดังกล่าวเป็นการใช้ทรัพยากรในทิศทางเดียว (one-way consumption) ที่ให้ความสำคัญกับการผลิตหรือสกัดทรัพยากรเพื่อนำมาจ่ายแจก จำหน่าย และมาใช้ประโยชน์ กรอบดังกล่าวไม่ได้ให้ความสำคัญกับการจัดการของเสียหรือกากที่เกิดขึ้นจากการบริโภค หรือการนำกากและของเสียมาใช้ประโยชน์ในทางใดทางหนึ่งอีกครั้ง

รูปแบบเศรษฐกิจที่ได้กล่าวถึงคงจะดำเนินต่อไป หากข้อจำกัดในด้านปริมาณทรัพยากรธรรมชาติและผลกระทบจากของเสียที่เกิดขึ้นจากการบริโภคไม่ทวีความรุนแรงขึ้น ปัญหาสภาวะอากาศเปลี่ยนแปลง ของเสียเป็นพิษ และการขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติ เป็นหนึ่งในหลาย ๆ ปัจจัยที่ทำให้เกิดการทบทวนรูปแบบเศรษฐกิจที่เป็นไปในปัจจุบัน

รูปที่ 1 แผนผังเศรษฐกิจที่ใช้ใช้ทรัพยากรในทิศทางเดียว (one-way consumption)

f1 a.jpg

หลักการของเศรษฐกิจหมุนเวียน

เศรษฐกิจหมุนเวียนคือเศรษฐกิจที่คุณค่าของวัตถุดิบ ทรัพยากรและผลิตภัณฑ์ได้รับการรักษาให้คงไว้ให้นานที่สุดและมีการสร้างของเสียที่ต่ำที่สุด ซึ่งตามความหมายนี้แล้วระบบเศรษฐกิจที่มีความหมุนเวียนจะมีคุณสมบัติที่สามารถพื้นคืนและกลับสู่สภาพเดิม และสามารถคงภาคส่วนต่าง ๆ ที่อยู่ภายในระบบให้มีคุณภาพและคุณค่าสูงสุด

รูปที่ 2 แผนผังเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

f 3.jpg

 

เศรษฐกิจหมุนเวียนตั้งอยู่บน 3 หลักการ ได้แก่

  • หลักการที่ 1 การรักษาและเสริมทุนด้านธรรมชาติ (natural capital) ผ่านการจัดการ ควบคุมทรัพยากรธรรมชาติที่มีจำกัด โดยเริ่มจากการสร้างประโยชน์หรือคุณค่าของทรัพยากรในทุกโอกาสที่สามารถทำได้ การจัดการระบบหมุนเวียนของทรัพยากรจะนำไปสู่การเลือกการใช้ทรัพยากรอย่างชาญฉลาด ผ่านการดำเนินการโดยใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพ การที่ใช้พลังงานทดแทน รวมทั้งการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้ เศรษฐกิจหมุนเวียนจะช่วยเสริมสร้างทุนด้านธรรมชาติ จากการจัดการการไหลเวียนของทรัพยากรในระบบและการสร้างเงื่อนไขที่เหมาะสมต่อการฟื้นคืนสภาพของทรัพยากร เช่น คุณภาพของดิน
  • หลักการที่ 2 การใช้ประโยชน์ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผ่านการหมุนเวียนผลิตภัณฑ์ ส่วนประกอบ และวัตถุต่าง ๆ ให้ได้ประโยชน์สูงสุด ซึ่งทั้งนี้จะนำไปสู่การออกแบบการแปรรูปทรัพยากรหลังจากที่ทรัพยากรผ่านการใช้งาน (remanufacturing) การซ่อมแซม (refurbishing) และการนำมาใช้อีกครั้ง (recycling) เพื่อคงการหมุนเวียนของส่วนประกอบและวัตถุต่าง ๆ ภายในเศรษฐกิจ
  • หลักการที่ 3 การรักษาประสิทธิภาพของระบบ ผ่านการออกแบบเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบด้านลบ (negative externalities) จากผลิตภัณฑ์ หลักการดังกล่าวครอบคลุม ทั้ง 1) การลดผลกระทบด้านลบต่าง ๆ ต่อ human utility เช่น อาหาร การคมนาคม ที่อยู่อาศัย การศึกษา และสุขภาพ และ 2) การจัดการผลกระทบด้านลบต่าง ๆ ที่มาจากการใช้ทรัพยากร เช่น การใช้ที่ดิน อากาศ น้ำ มลภาวะทางเสียง และการเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศ

คุณลักษณะหลักของเศรษฐกิจหมุนเวียน

  1. การออกแบบเพื่อลดของเสีย

ของเสียจะไม่เกิดขึ้นหากส่วนประกอบด้านชีวภาพและเทคนิคของผลิตภัณฑ์นั้นได้รับการออกแบบเพื่อให้เข้ากับห่วงโซ่ชีวภาพหรือห่วงโซ่เทคนิค วัตถุชีวภาพจะต้องไม่มีสารพิษ ย่อยสลายได้ง่าย ส่วนผลิตภัณฑ์ทางเทคนิคเช่น โพลีเมอร อัลลอย หรือวัสดุประดิษฐ์อื่น ๆ จะต้องถูกออกแบบให้สามารถนำมาใช้ได้อีกครั้งโดยใช้พลังงานน้อยที่สุดและสามารถคงคุณภาพเดิมได้มากที่สุด เพราะโดยปกติแล้วกระบวนการ Recycle จะลดคุณภาพของวัสดุลง รวมทั้งส่งผล กระทบต่อกระบวนการการหมุนเวียนทรัพยากร

  1. การสร้างความยืดหยุ่น (resilience) ผ่านความหลากหลาย (diversity)

คุณสมบัติการแยกส่วน (modularity) ความสามารถรอบตัว (versatility) และความสามารถในการปรับตัวเป็นลักษณะเด่นที่มีความสำคัญในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว ระบบที่มีความหลากหลายและการเชื่อมต่อจำนวนมากจะมีความยืดหยุ่นที่สูงกว่าเมื่อเกิดการกระทบ (shocks) จากภายนอก เมื่อเทียบกับระบบที่เรียบง่าย เน้นการสร้างประสิทธิภาพแต่มีความเปราะบางที่สูง (simply system, through put maximisation driven to the extreme results in fragility)

  1. มุ่งใช้พลังงานทดแทน

ระบบต่าง ๆ ควรจะมุ่งใช้พลังงานทดแทน และมุ่งลดระดับพลังงานที่ต้องใช้ในการคืนสภาพรวมทั้งการหมุนเวียนเศรษฐกิจ ระบบการผลิตของภาคเกษตรกรรมนั้นตั้งอยู่บนการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ แต่ก็มีการใช้ปุ๋ย การใช้เครื่องยนต์และเครื่องจักรในขั้นตอนต่าง ๆ ที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงที่สูงเช่นกัน การสร้างระบบอาการและกสิกรรมที่รวมศูนย์จะช่วยลดความจำเป็นในการใช้พลังงานเชื้อเพลิงให้น้อยลง

  1. การคิดอย่างเป็นระบบ (System thinking)

ความสามารถในการเข้าใจถึงความเกี่ยวเนื่องต่อกันของส่วนต่าง ๆ และความสัมพันธ์ของระบบต่อส่วนต่าง ๆ มีความสำคัญ การพิจารณาสสารต่าง ๆ ควรจะอยู่ในบริบทของสภาพแวดล้อมและสังคม แม้ว่าเครื่องจักรต่าง ๆ จะเป็นระบบแต่ก็เป็นเพียงภาพเล็ก ๆ ที่สามารถคาดเดาได้ การคิดแบบ System thinking นั้นจะคำนึงถึงระบบต่าง ๆ ในโลกที่มีความซับซ้อน มีความ non-linear มี feedback-rich และเกี่ยวเนื่องซึ่งกันและกัน ในระบบดังกล่าวจุดเริ่มต้นที่มีความคลุมเครือ รวมกับ feedback นำไปสู่ผลที่น่าตกใจ (surprising consequences) อยู่เสมอ นอกจากนี้ ผลที่ได้รับก็อาจจะไม่มีสัดส่วนที่เทียบได้กับ input (เช่น runaway หรือ undamped feedback) ระบบดังกล่าวจึงไม่สามารถคาดเดาหรือจัดการโดยใช้รูปแบบการเติบโตแบบ linear ได้

  1. การคิดอย่างมีความต่อเนื่อง (think in cascade)

สำหรับวัสดุชีวภาพ ขั้นตอนที่สำคัญในการสร้างมูลค่าคือการใช้ประโยชน์จากผลิตภัณฑ์และวัสดุโดยนำไปผ่านขั้นตอนต่าง ๆ ในการสลายตัวทางชีวภาพไม่ว่าจะโดยธรรมชาติหรือผ่านกระบวนการหมักที่มีการควบคุมดูแล วัสดุต่าง ๆ จะถูกย่อยสลายตามขั้นตอนโดยจุลินทรีย์ เช่น แบคทีเรียหรือเชื้อราที่ดึงเอาพลังงานและสารอาหารจากคาร์โบไอเดรต ไขมันและโปรตีน ยกตัวอย่างเช่น การนำต้นไม้ไปย่อยสลายโดยขั้นตอนชีวภาพก่อนที่จะนำไปเผานั้นสามารถดึงเอาพลังงานและคุณค่าของไม้ออกมาได้มากกว่าการนำไปเผาทำลายเลย

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการผลักดัน Circular Economy

  1. สร้างงานและผลักดันเศรษฐกิจ
  2. เสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันและสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากร
  3. ผลักดันการสร้างนวัตกรรม
  4. ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (เช่นปริมาณก๊าซเรือนกระจกและของเสีย)
  5. สร้างโอกาสให้กับรูปแบบธุรกิจใหม่ ๆ เช่น Chemical Leasing

ตัวอย่างการนำแนวคิด Circular Economy ไปดำเนินการ

Circular Economy Package โดย คณะกรรมาธิการยุโรป

คณะกรรมาธิการยุโรปเป็นหนึ่งในภาครัฐที่ตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนารูปแบบเศรษฐกิจในปัจจุบัน ในปีค.ศ. 2012 คณะกรรมาธิการฯ ได้ตีพิมพ์เอกสาร Manifesto for a Resource Efficient Europe ซึ่งกล่าวถึงความสำคัญในการเปลี่ยนรูปแบบเศรษฐกิจของตนให้มีความหมุนเวียน[2] ต่อมาคณะกรรมาธิการฯ ได้จัดทำนโยบาย European environmental research and innovation policy ในปีค.ศ. 2013 หนึ่งในวาระหลักของนโยบายดังกล่าวคือการผลักดันให้มีการดำเนินการด้านนวัตกรรมและการวิจัย เพื่อผลักดันเศรษฐกิจและสังคมของสหภาพยุโรปโดยรวมเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

ในปีค.ศ. 2015 คณะกรรมาธิการฯ ได้นำเสนอ Circular Economy Package เป็นครั้งแรก ซึ่งประกอบด้วย 1) แผนการดำเนินการ (Action Plan) 2) รายชื่อโครงการ และ 3) ข้อเสนอการแก้กฎหมายที่เกี่ยวกับของเสีย 4 ข้อ

รูปที่ 3 EU Circular Economy Package

f 2.jpg

ข้อเสนอเชิงนโยบายดังกล่าวเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญ โดยปกติแล้วนโยบายของสหภาพยุโรปในด้านดังกล่าว จะให้ความสำคัญกับการจัดการของเสีย ซึ่งเป็นเป็นภาคส่วนหลังจากการบริโภค และให้ความสำคัญต่อการออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม (Eco-design) ซึ่งเป็นภาคส่วนแรกก่อนการบริโภคน้อยว่า นโยบาย Circular Economy เป็นนโยบายที่ให้ความสำคัญต่อทั้งสองภาคส่วน โดยมี Key action areas ทั้งหมด 4 ด้านด้วยกันคือ

1) การผลิต (Production) 2) การบริโภค (Consumption) 3) การจัดการของเสีย (Waste management) และ 4) การใช้วัตถุดิบรอบสอง (Secondary raw material)

รูปที่ 4 Key action areas ของ EU Circular Economy package

f 1

คณะกรรมาธิการฯ ได้ดำเนินการในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อผลักดัน Circular Economy Package อาทิเช่น จัดตั้งงบประมาณให้กว่า 650 ล้านยูโรจากกองทุน Horizon 2020 และกว่า 5.5 พันล้านยูโรจากกองทุน structural fund; มาตรการลดขยะอาหาร เช่น การพัฒนาการติดฉลาก; การพัฒนามาตรฐาน secondary raw material; การวางแผน Eco-design working plan; การทบทวนข้อบังคับที่เกี่ยวกับปุ๋ย; นโยบายที่เกี่ยวกับพลาสติก และการนำน้ำมาใช้อีกครั้ง เป็นต้น

คณะกรรมาธิการยุโรปได้เพิ่มความเข้มงวดของข้อบังคับด้านการเผาขยะและการฝังกลบ และเสนอร่างระเบียบและการทบทวนกฎหมายใน 6 หัวข้อ

  1. ของเสียตามกฎหมายว่าด้วยของเสียของสหภาพยุโรป (EU Waste Framework Directive 2008/98/EC)
  2. บรรจุภัณฑ์และของเสียจากบรรจุภัณฑ์ (Packaging and Packaging Waste Directive 94/62/EC)
  3. หลุมฝังกลบ (Landfill Directive 1999/31/EC)
  4. ยานพาหนะหมดสภาพ (End of Life Vehicles Directive 2000/53/EC)
  5. แบตเตอรี่ต่างๆ (Batteries and Accumulators and Waste Batteries Directive 2006/66/EU) และ
  6. ขยะอิเล็กทรอนิกส์ (WEEE directive 2002/96/EC)

และทำการปรับเป้าหมายด้านของเสียที่เกี่ยวข้อง เช่น 1) เพิ่มสัดส่วนการ Re-use ของเสียจากเทศบาลต่างๆในสหภาพยุโรปให้เป็นร้อยละ 70 ของของเสียทั้งหมดที่เกิดขึ้นทั้งหมดภายในปีค.ศ. 2030 2) เพิ่มสัดส่วนการ Recycle บรรจุภัณฑ์ต่างๆ เป็นร้อยละ 80 ภายในปีค.ศ. 2030 และ 3) ยุติการฝังกลบของเสียที่ Recycle ได้ (Recyclable Waste) และของเสียที่ไม่เป็นของเสียอันตราย (Non-hazardous Waste) โดยสิ้นเชิง เป็นต้น

 

ที่มา

https://en.wikipedia.org/wiki/European_environmental_research_and_innovation_policy

http://ec.europa.eu/environment/circular-economy/pdf/seminar/1%20DG%20ENV_Circular%20Economy%20package.pdf

http://europa.eu/rapid/press-release_IP-15-6203_en.htm

http://ec.europa.eu/environment/circular-economy/index_en.htm

[1] พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542

[2] “In a world with growing pressures on resources and the environment, the EU has no choice but to go for the transition to a resource-efficient and ultimately regenerative circular economy.”

สหภาพยุโรปมุ่งผลักดัน Circular Economy ส่งเสริมการเข้าถึงของผู้มีความพิการและต่อต้านผู้ก่อการร้าย

ในเดือนธันวาคม 2558 ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปได้กำหนดการดำเนินการใน 3 ด้านที่มีความสำคัญต่อประเทศสมาชิกคือ 1) ด้านวางมาตรการที่จะตอบโต้กับผู้ก่อการร้าย 2) มุ่งผลักดันเศรษฐกิจ Circular Economy ที่ใช้ทรัพยากรอย่างมีความยั่งยืนมากขึ้น และ 3) นำเสนอการผ่านกฎหมาย European Accessibility Act สำหรับผู้มีความพิการ

ภาย ใต้หัวข้อ European Agenda on Security คณะกรรมาธิการยุโรปได้ยกระดับการต่อต้านผู้ก่อการร้ายและการขนย้ายอาวุธและวัตถุระเบิดอย่างผิดกฎหมาย โดยมีหัวข้อหลักสองข้อด้วยกันคือ

  1. การเสนอให้จัดตั้งกฎหมาย Directive on Terrorism ที่จะสร้างความเข้มแข็งให้กับสหภาพยุโรปในการป้องกันการโจมตีจากผู้ก่อการ ร้าย กฎหมายดังกล่าวมีข้อบังคับต่อผู้ที่ดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเตรียมตัว ก่อการร้าย เช่นการฝึกฝน การเดินทางไปต่างประเทศ การสนับสนุน การให้ความช่วยเหลือ และการพยายามก่อการร้าย
  2. จัดตั้งแผนการดำเนินการเพื่อขัดขวางอาชญากรและผู้ก่อการร้ายในการเข้าถึงและใช้อาวุธและวัตถุระเบิด ผ่านการยกระดับการควบคุมการครอบครองและการนำเข้าอย่างผิดกฎหมาย

การผลักดันเศรษฐกิจ Circular Economy ที่ทรัพยากรต่างๆ จะถูกใช้อย่างมีความยั่งยืนมากขึ้น เป็นเป้าหมายที่ทะเยอทะยานของ Circular Economy Package ของสหภาพยุโรป โครงการดังกล่าวเป็นการดำเนินการร่วมกันของหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง และจะช่วยในการพัฒนา lifecycles ของผลิตภัณฑ์ต่างๆ ผ่านการ recycle และการนำมาใช้อีกครั้ง (re-use) ข้อเสนอดังกล่าวจะช่วยในการลดผลกระทบที่มาจากการเติบโตของเศรษฐกิจจากการใช้ทรัพยากร ส่งผลประโยชน์ให้กับเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยกระดับความสามารถในการแข่งขันของสหภาพยุโรปสร้างงานและการเติบโตที่มีความยั่งยืน

สหภาพยุโรปมีประชากรพิการมากกว่า 80 ล้านคน การผลักดันข้อเสนอ European Accessibility Act จึงเป็นการดำเนินการที่จะมีประโยชน์ต่อประชากรเหล่านี้โดยตรง ข้อเสนอดังกล่าวจะทำให้มีการกำหนดข้อบังคับสำหรับการเข้าถึงผลิตภัณฑ์และการให้บริการต่างๆ อีกทั้งการแข่งขันด้านราคาของสินค้าสำหรับประชากรที่มีความพิการในสหภาพยุโรป เช่น การออกแบบตู้ ATM  การให้บริการด้านธนาคาร ผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ โทรทัศน์  การให้บริการด้านโสตทัศน์ การคมนาคม e-book และ e-commerce เป็นต้น

กฎหมายพื้นฐานของสหภาพยุโรปนี้ จะช่วยกระตุ้นให้มีการสร้างนวัตกรรมและเพิ่มจำนวนผลิตภัณฑ์ต่างๆ ร่วมทั้งเพิ่มการค้าข้ามพรมแดน ลดกำแพงการมีส่วนร่วมของประชากรที่มีความพิการในสังคมและให้โอการและ ประโยชน์ต่อคนที่มีความพิการเหล่านี้และบริษัทต่างๆ

ที่มา http://ec.europa.eu/news/2015/12/20151202-2016_en.htm

Vision Zero และ Circular Economy Package วิสัยทัศน์การจัดการของเสียของสหภาพยุโรป

Zero Waste Europe เป็นวิสัยทัศน์ของสหภาพยุโรปในการลดปริมาณของเสียให้เหลือศูนย์ กล่าวคือพยายามลดปริมาณของเสียที่ต้องนำไปจัดการขั้นสุดท้ายด้วยการฝังกลบหรือการเผาทำลายให้เหลือน้อยที่สุด วิสัยทัศน์ดังกล่าวริเริ่มมาตั้งแต่ปี 2011 และตั้งอยู่บนพื้นฐานที่พยายามผลักดันให้เศรษฐกิจของสหภาพยุโรปเป็น Circular Economy เพื่อลดภาระด้านสิ่งแวดล้อมที่คนรุ่นต่อไปจะต้องแบกรับ และเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรของประชากร

หลักการ Zero Waste Europe เน้นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานของการจัดการของเสีย และกำหนดมาตรการป้องกันการเกิดของเสียไว้ในแผนชุมชน นอกจากนี้แล้วยังเน้นถึงความจำเป็นของการศึกษาลักษณะของของเสียแต่ละประเภท (Waste Stream) เพื่อระบุปริมาณของเสียตกค้าง (residual waste) ซึ่งเป็นของเสียที่ไม่สามารถนำไป Reuse หรือ Recycle ได้เพื่อลดปริมาณของเสียตกค้างให้เหลือน้อยที่สุด

ชุมชนจำนวนมากโดยเฉพาะในอิตาลีและสเปน ได้นำเอาแนวคิดดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ เช่น เมือง Capannori ในแคว้น Tuscany ประเทศอิตาลี เมืองดังกล่าวมีประชากร 47,000 คน โดยในช่วงปี 1990 ประชาชนในเมืองต่อต้านการสร้างเตาเผาขยะและได้เสนอแนวคิด Zero Waste มาใช้เพื่อจัดการของเสียแทนการเผา ผลที่ได้คือเมืองสามารถลดปริมาณของเสียของตนได้ถึงร้อยละ 39 (เทียบกับปีค.ศ. 2004) ซึ่งหมายความว่าประชาชนในเมืองสามารถลดปริมาณของเสียโดยเฉลี่ยต่อปีจาก 700 กิโลกรัมต่อปี ให้เหลือเพียง 430 กิโลกรัมได้ นอกจากนี้ ของเสียกว่าร้อยละ 80 ของเมืองได้รับการคัดแยกที่แหล่งกำเนิด (sorted at source) และถูกนำไปใช้ประโยชน์ใหม่ (Reuse/Recycle) หรือนำไปทำปุ๋ย (composing) ส่งผลให้ปริมาณของเสียที่ต้องนำไปฝังกลบเหลือเพียงร้อยละ 18 ในปัจจุบันเมือง Capannori ได้ตั้งเป้าหมายที่จะลดปริมาณของเสียที่จะนำไปฝังกลบให้หมดไปภายในปีค.ศ. 2020

อย่างไรก็ตามในการนำเอาวิสัยทัศน์ดังกล่าวมาดำเนินการในสหภาพยุโรปยังมีความท้าทายเป็นอย่างมาก เพราะประเทศสมาชิกมีศักยภาพในการจัดการของเสียที่แตกต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น ออสเตรียและเยอรมนีสามารถ Recycle ของเสียได้มากกว่าร้อยละ 65 ในขณะที่โรมาเนียสามารถ Recycle ของเสียได้เพียงร้อยละ 1

ข้อจำกัดที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ การออกระเบียบเพื่อบังคับใช้ สหราชอาณาจักรเป็นหนึ่งในประเทศสมาชิกที่ไม่เห็นด้วยกับการบังคับใช้กฎหมายและการตั้งเป้าหมายดังกล่าว เพราะมองว่าเป็นการเพิ่มภาระให้กับผู้ประกอบการและบริษัทต่างๆ กฎหมายการฝังกลบขี้เถ้าที่เกิดจากการเผาขยะ เป็นอีกประเด็นที่ต้องได้รับการพิจารณาอยู่ เพราะยังไม่มีความชัดเจนว่าหลุมฝังกลบขี้เถ้า (Landfill for Inertial Waste) จะถูกรวมอยู่ในเป้าหมาย No landfill หรือไม่

อย่างไรก็ตามคณะกรรมาธิการยุโรปยังเดินหน้าเพื่อผลักดันแนวคิดดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง โดยได้เสนอ Circular Economy Package เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 2014 ซึ่งระบุเป้าหมายในการเพิ่มสัดส่วนการ Recycle ของเสียชนิดต่างๆ เพิ่มความเข้มงวดของข้อบังคับด้านการเผาขยะและการฝังกลบ และเสนอร่างระเบียบและการทบทวนกฎหมายในหกหัวข้อ ได้แก่ 1) ของเสียตามกฎหมายว่าด้วยของเสียของสหภาพยุโรป (EU Waste Framework Directive 2008/98/EC) 2) บรรจุภัณฑ์และของเสียจากบรรจุภัณฑ์ (Packaging and Packaging Waste Directive 94/62/EC) 3) หลุมฝังกลบ (Landfill Directive 1999/31/EC) 4) ยานพาหนะหมดสภาพ (End of Life Vehicles Directive 2000/53/EC) 5) แบตเตอรี่ต่างๆ (Batteries and Accumulators and Waste Batteries Directive 2006/66/EU) และ 6) ขยะอิเล็กทรอนิกส์ (WEEE directive 2002/96/EC)

ข้อเสนอดังกล่าวได้กำหนดเป้าหมายในด้านต่างๆไว้ เช่น 1) เพิ่มสัดส่วนการ Re-use ของเสียจากเทศบาลต่างๆในสหภาพยุโรปให้เป็นร้อยละ 70 ของของเสียทั้งหมดที่เกิดขี้นทั้งหมดภายในปีค.ศ. 2030 2) เพิ่มสัดส่วนการ Recycle บรรจุภัณฑ์ต่างๆ เป็นร้อยละ 80 ภายในปีค.ศ. 2030 และ 3) ยุติการฝังกลบของเสียที่ Recycle ได้ (Recyclable Waste) และของเสียที่ไม่เป็นของเสียอันตราย (Non-hazardous Waste) โดยสิ้นเชิง เป็นต้น (เป้าหมายอื่นๆ สามารถดูได้ที่นี่)

ปัจจุบันคณะกรรมาธิการยุโรปได้เริ่มกระบวนทบทวน Circular Economy Package เพื่อเพิ่มความเข้มงวดของข้อเสนอต่างๆ และคาดว่าจะมีการยื่นข้อเสนอใหม่ภายในปีค.ศ. 2015 นี้

ที่มา

http://ec.europa.eu/environment/ecoap/about-eco-innovation/good-practices/eu/20131204-zero-waste_en.htm

http://ec.europa.eu/environment/waste/target_review.htm

http://www.euractiv.com/sections/circular-economy/eu-touts-70-recycling-and-zero-landfill-law-2030-302640

http://www.euractiv.com/sections/sustainable-dev/circular-economy-package-be-ditched-and-re-tabled-310866

สหภาพยุโรปตั้งเป้าหมายการจัดการขยะใหม่ (2014)

สหภาพยุโรปเสนอเป้าหมายใหม่ของการ recycling เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรและลดการสูญเสียทรัพยากรโดยเปล่าประโยชน์ เป้าหมายใหม่ดังกล่าวมีรายละเอียดดังต่อไปนี้:

  • ห้ามฝังกลบขยะที่นำไปใช้ได้อีกครั้ง (recyclable) หลังปี 2025
  • นำขยะประจำวันมาใช้อีกครั้ง (recycle) ร้อยละ 70 และนำวัสดุห่อและบรรจุภัณฑ์ต่างๆ ไปใช่ร้อยละ 80
  • ลดขยะที่ทิ้งลงทะเลและขยะที่เป็นเศษอาหาร

ผลที่คณะกรรมาธิการคาดว่าจะได้รับคือ

  • ลดผลกระทบของเศรษฐกิจต่อสิ่งแวดล้อม และการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์
  • ลดอุปสงค์ของทรัพยากรที่มีราคาแพงและมีปริมาณอุปทานน้อย
  • การสร้างงานในภาคการจัดการขยะประมาณ 580,000 ตำแหน่ง
  • การลดลงของค่าดำเนินการของภาคธุรกิจประมาณร้อยละ 8

สหภาพยุโรปพยายามที่จะผลักดันให้เศรษฐกิจในยุโรปเป็นไปในรูปแบบ circular economy ซึ่งเป็นรูปแบบเศรษฐกิจที่นำมีการ reuse repair และ rycycling ทรัพยากรต่างๆ แทนการสกัดหรือผลิตวัตถุดิบใหม่มาแทนที่ผลิตภัณฑ์ที่ถูกใช้แล้ว สหภาพยุโรปมุ่งที่จะจัดตั้งตัวชี้วัดโดยใช้สัดส่วนระหว่าง Gross Domestic Product และ ปริมาณการใช้วัตถุดิบ มาตรการที่สหภาพยุโรปคาดว่าน่าจะสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจ circular economy ได้คือ

  • การออกแบบให้ผลิตภัณฑ์สามารถซ่อม อัพเกรด และ นำไปใช้อีกครั้งได้ง่าย
  • สร้างผลิตภัณฑ์ที่ใช้ได้นาน และมีขั้นตอนการผลิตที่มีประสิทธิภาพ
  • ลดการใช้วัตถุดิบที่อันตรายหรือยากต่อการในไปใช้อีกครั้ง
  • สร้างแรงจูงใจในการลดปริมาณขยะ
  • เปลี่ยนขยะให้เป็นวัตถุดิบโดยใช้ความก้าวหน้าเชิงเทคนิค

 

แหล่งข่าว – EU aims for zero-waste economy with higher recycling targets