คลังเก็บป้ายกำกับ: อินทรีย์

รายงานสถิติ แนวโน้มและทิศทางเกษตรอินทรีย์ 2015

สหภาพยุโรปถือเป็นหนึ่งในสามตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ใหญ่ที่สุดแห่งของโลก ซึ่งเมื่อรวมเอาตลาดของสหภาพยุโรปเข้ากับอีกสามตลาดใหญ่คือ อเมริกา ฝรั่งเศสและแคนาดาแล้วจะได้สัดส่วนของตลาดเกษตรอินทรีย์ของโลกถึงร้อยละ 95 เลยทีเดียว

สถาบันวิจัยด้านการเกษตรอินทรีย์ FiBL (Forschungsinstitut für biologischen Landbau) และ สหพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ IFOAM ได้จัดทำรายงานสถิติที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรอินทรีย์ประจำปี 2015 โดยได้ทำการเปิดตัวรายงานดังกล่าว ณ งานแสดงนิทรรศการอาหารและงานบริการอินทรีย์ชั้นนำของโลกซึ่งได้ทำการจัดที่เมือง เนือร์นแบร์ก (Nuremburg) ประเทศเยอรมนี รายละเอียดที่น่าสนใจมีดังนี้

  • จำนวนประเทศที่มีข้อมูลด้านเกษตรอินทรีย์ 170 ประเทศ (ค.ศ. 2013)
  • พื้นที่เกษตรอินทรีย์ 43.1 ล้านเฮกเตอร์ (2013) [11 ล้านเฮกเตอร์ ในปี ค.ศ. 1999]
    • ประเทศออสเตรเลียมีพื้นที่เกษตรอินทรีย์มากที่สุด (17.2 ล้านเฮกเตอร์ – 2013) รองลงมาคือ อาเจนติน่า (3.2 ล้านเฮกเตอร์) และ สหรัฐ (2.2 ล้านเฮกเตอร์ – ข้อมูลปี 2011)
  • เป็นสัดส่วนเพียงร้อยละ 1 ของพื้นที่เกษตรทั้งหมดในโลก มี 11 ประเทศที่มีพื้นที่เกษตรอินทรีย์มากกว่าร้อยละ 10 (นำโดย ฝรั่งเศส ร้อยละ 36.3 ลิกเตนสไตน์ ร้อยละ 31 และ ออสเตรียร้อยละ 19.5)
  • มีเกษตรกรอินทรีย์ 2 ล้านคน (2013) โดยประมาณ 3 ใน 4 อยู่ในประเทศกำลังพัฒนา [1.9 ล้านคน ในปี 2012 และ 1.8 ล้านคน ในปี 2011]
    • มีเกษตรกรอินทรีย์ในประเทศอินเดียมากที่สุด (650,000 คน) ตามด้วย ยูกาดา (189,610 คน) และแม็กซิโก 169,703 คน
  • ตลาดเกษตรอินทรีย์ 72 ล้าน US Dollar (2013) [15.2 ล้าน US Dollar ในปี 1999]
    • สหรัฐเป็นตลาดเกษตรอินทรีย์ที่ใหญ่ที่สุด (27.5 ล้าน US dollar) รองลงมาคือ เยอรมนี (8.6 ล้าน US dollar) และ ฝรั่งเศส (5 ล้าน US dollar)
  • การซื้อสินค้าเกษตรอินทรีย์ ต่อคนต่อปี โดยเฉลี่ย 10 USdollar (ปี 2013)
    • สวิส (238 US dollar) เดนมารค์ (184 US dollar) และ ฝรั่งเศส (178 US dollar)

 

 

 

 

Clipboard02
พื้นที่เกษตรอินทรีย์

ในช่วงสิบปีที่ผ่านมามีกิจกรรมและ landmark event ที่เกี่ยวข้องกับเกษตรอินทรีย์โดยเฉพาะในสหภาพยุโรป EU-Industry Review ได้ทำการรวบรวมและสรุปเนื้อหาของกิจกรรมเหล่านี้ดังต่อไปนี้

  • สหภาพยุโรปได้ทำการปรับเปลี่ยน Common Agricultural Policy (CAP) หรือนโยบายกสิกรรมของสหภาพยุโรป ให้เปิดกว้างต่อการยอมรับข้อดีต่างๆ ของเกษตรอินทรีย์มากขึ้น เช่นผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่ต่ำ คุณภาพของสินค้าที่สูง
  • ในปี 2005 สหภาพยุโรปได้จัดตั้งมาตรการที่ป้องกันสหภาพยุโรปจาก พืชพันธุ์ GMO โดยการไม่ยอมรับเมล็ตพันธุ์ที่มี trace ของ GMO
  • NGO และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทำการต่อต้าน EU ECO-Label สำหรับอาหารจนทำให้เกิดการยกเลิกการติดฉลากดังกล่าวไปในปี 2012 เพราะระบบการติดตราฉลากดังกล่าวมีความซับซ้อนสำหรับผู้บริโภคจนเกินไป
  • มีการจัดตั้งสถาบันวิจัย TP Organics ในปี 2007 ซึ่งเป็นพื้นที่ในการทำวิจัยด้านอินทรีย์
  • มีการออกข้อบังคับ EU Organic Regulation (EC) No. 834/2007 ยอมรับให้มาตรฐานประเภท private standard ด้านเกษตรอินทรีย์สามารถใช้ต่อไปได้ และมีการดำเนินการทบทวนข้อบังคับดังกล่าว
  • มีการจัดประชุม European Organic Congress โดยครั้งล่าสุด (ครั้งที่ 8) ได้มีการจัดประชุมที่ประเทศ Lithuania เมื่อเดือนกันยายน 2014
  • คณะกรรมาธิการยุโรปจัดตั้ง European Organic Action Plan และมีการผลักดันการสร้างวิศัยทัศน์ European Organic Vision 2030 โดย IFOAM EU
  • รัฐสภายุโรปลงมติที่จะเปิดทางให้พืชจีเอ็มเข้ามาในสหภาพยุโรปได้

ในภาพรวมแนวโน้มเกษตรอินทรีย์ค่อนข้างที่จะมีการพัฒนาไปในทิศทางที่ดี มีการเติบโตของตลาดที่มั่นคงและต่อเนื่อง ประเทศไทยซึ่งมีนโยบายในการเป็นครัวโลกจึงน่าให้ความสนใจกับตลาดอินทรีย์ เพราะแม้จะเป็นตลาดที่ในปัจจุบันมีขนาดที่เล็ก แต่ก็มีมูลค่าเป็นสัดส่วนที่สูงและเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อที่สูง สิ่งที่รัฐบาลต้องคำนึงถึงในการผลักดันเกษตรอินทรีย์คือการสนับสนุนผู้ผลิตรายเล็ก (ระดับ SME) และการออกนโยบายที่จำกัดการใช้และปลูกพืช GMO หรือพืชดัดแปลงพันธุกรรม ซึ่งอาจให้ผลผลิตปริมาณที่สูงแต่มีมูลค่าที่ต่ำและสวนทางกับหลักการของพืชอินทรีย์อย่างสิ้นเชิง นอกจากนี้ทิศทางการดำเนินนโยบายดังกล่าวอาจขัดต่อผลประโยชน์ของนายห้างและบริษัทขนาดใหญ่ การผลักดันเกษตรอินทรีย์จึงไม่ใช่เป็นแค่การช่วยสนับสนุนอุตสาหกรรมแขนงหนึ่ง แต่เป็นถึงวาระแห่งชาติเพราะเกี่ยวข้องกับทิศทางการกสิกรรมของประเทศในระยะยาว

รายงานฉบับเต็ม the World of organic agriculture 2015

การประชุม Biofach – งานแสดงนิทรรศการอาหารและงานบริการอินทรีย์ชั้นนำของโลก ประจำปี 2014

Biofach เป็นงานแสดงนิทรรศการอาหารและงานบริการอินทรีย์ชั้นนำของโลกซึ่งได้ทำการจัดที่เมือง เนือร์นแบร์ก(Nuremburg) ประเทศเยอรมนี ติดต่อกันมาเป็นเวลา 25 ปี โดยในปี2014นี้มีผู้เข้าชมงานกว่า 42,000 คนจาก 134ประเทศ ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่นั้นมาจากประเทศเยอรมนี ออสเตรีย อิตาลี ฝรั่งเศสและเนเธอร์แลนด์ ระยะเวลาของงานแสดงนิทรรศการมีทั้งหมดสี่วัน ซึ่งนอกจากการแสดงสินค้าจากผู้ประกอบการ 2,235 รายแล้วยังมีการประชุมต่างๆทั้งขนาดใหญ่และเล็กกว่า 74 รายการซึ่งรวมไปถึงการประชุมเชิงนโยบายของกลุ่มผู้ประกอบการด้านอินทรีย์อีกด้วย

ในปีนี้ มีผู้ประกอบการจากประเทศไทยส่งสินค้าเข้าร่วมนิทรรศการ Biofach ทั้งหมด 66 ประเภทจาก 13 ผู้ประกอบการซึ่งได้แก่

  1.  C.K. Industry (2000) Co., Ltd.
  2. Chita Organic Food Co., Ltd.
  3. Choke Chamroen Tea Co., Ltd.,
  4. Erawan Premier Co., Ltd.
  5. Grace Bio Co.,Ltd.
  6. Green Net Cooperative
  7. Jiraphon Food Limited Partnership
  8. MEMORYTOO CO., LTD.
  9. MERIT FOOD PRODUCTS,
  10. Promgungwahn Ltd.,
  11. Southeast Asia Organic Co., Ltd.,
  12. Top Organic Products & Supplies
  13. Tropical Nutrition Co. Ltd.

โดยสินค้าส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์เกษตรทั้งแบบแปรรูปและไม่แปรรูปอาทิเช่น น้ำมันมะพร้าวจาก บริษัท Tropical Nutrition Co. Ltd. และ ข้าวดำและข้าวแดงจาก บริษัท Grace Bio Co.,Ltd.

งาน Biofach ในปี 2015 นั้นจะถูกจัดขึ้นอีกครั้งที่เมือง เนือร์นแบร์กระหว่างวันที่ 11-14 กุมภาพันธ์ 2015 ซึ่งในงานนี้ประเทศเนเธอร์แลนด์ได้รับเลือกให้เป็นประเทศที่จะเป็นประเทศกรณีศึกษาหรือ Country of the Year เนเธอร์แลนด์มีอุตสหกรรมอาหารและงานบริการอินทรีย์ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยในปัจจุบันเนเธอร์แลนด์มีผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมนี้กว่า 1,500 บริษัทและมีอัตราการจ้างงานกว่า 100,000 ตำแหน่ง และมีอัตราการบริโภคสินค้าอินทรีย์ที่สูง โดยเฉลี่ยแล้วชาวดัตช์ซื้อสินค้าอินทรีย์เป็นมูลค่า 46 ยูโรต่อปีต่อคน ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ยของยุโรปซึ่งอยู่ที่ 27 ยูโรต่อปีต่อคน (ข้อมูลปี 2011)

หนึ่งในหัวข้อสัมมนาที่น่าสนใจที่ได้รับการเผยแพร่ในงาน Biofach ปี 2014 ที่ผ่านไป คืองานศึกษาทิศทางและแนวโน้ม ( trend study) ของอุตสาหกรรมอินทรีย์ซึ่งนำเสนอโดย Hanni Rützler จาก Zukunftsinstitut และ future food studio เมืองเวียนนาประเทศออสเตรี Hanni Rützler เป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับศึกษาด้านอาหารและการบริโภคในอนาคต วิทยากรได้นำเสนอหลักการ Organic 3.0 ซึ่งเป็นหลักการที่ให้ความสำคัญกับการคาดเดาพฤติกรรมการบริโภคและแนวทางในการใช้ชีวิตของลูกค้าในการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา วิทยากรได้นำเสนอหกแนวโน้มหลักที่จะมีผลต่ออุตสาหกรรมอินทรีย์ซึ่งได้แก่ – individualization, connectivity, neo-ecology, globalization, health และ mobility นอกจากนี้วิทยากรได้ให้บทสรุปหลัก 8 ข้อด้วยกันโดยมีรายละเอียดดังนี้

1) Quality profile ของสินค้าอินทรีย์ที่ชัดเจนจะส่งผลให้ผลระทบของสินค้านั้นสูงขึ้นไปด้วย

2) สินค้าอินทรีย์นั้นความที่จะเลิกให้ความสำคัญต่อตัวสินค้าเอง และให้ความสำคัญต่อผู้บริโภคมากขึ้น

3) นอกเหนือจากการขายและการให้บริการแล้ว การออกแบบ ความเรียบง่าย และการให้การดูแลลูกค้า โดยใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ ระหว่างการซื้อ และการใช้สินค้า(การเตรียมและทำอาหาร) จะมีบทบาทที่มากขึ้นในอนาคต

4) ปรัชญาแบบองค์รวมของการเกษตรอินทรีย์นั้นต้องมีถูกนำไปใช้ในขั้นตอนการผลิตทั้งหมดในอนาคต

5) การแบ่งปันความรู้และconcept จะทำให้เกิดพลังผลักดันในกลุ่มผู้ร่วมมือระดับภาค และจะช่วยในการส่งเสริมให้เกิด synergies หรือความร่วมมือกันระหว่างชนบทและเมือง การเชื่อมต่ออย่างใกล้ชิดระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภคจะทำให้เกิดกลุ่มใหม่คือ prosumers หรือผู้บริโภคที่ผันตัวมาเป็นผู้ผลิตโดยที่ยังใช้สินค้าอยู่

6) สินค้าอินทรีย์นั้นควรที่จะเลิกแข่งขันกับสินค้ากลุ่มหลัก โดยมุ่งไปที่ soft health strategy และบริบทของสุขภาพอย่างเป็นระบบมากกว่าการโปรโมต monocausal health

7) การกลับไปสู่พันธุ์พืชรุ่นเก่า(old varieties) และการเก็บเกี่ยวเกษตรอินทรีย์ต้องควบคู่ไปกับการวิจัยเพื่อแสดงให้เห็นถึงผลสุขภาพด้านบวก

8) ผู้บริโภคนั้นไม่ได้คิดว่าสินค้าอินทรีย์เป็นเพียงแค่สินค้า เพราะฉะนั้น ผู้ประกอบการควรจะสร้างโอกาสและสถานที่เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับรู้สินค้าอย่าง comprehensive, cognitive, และ multisensory และสร้างโอกาสให้ลูกค้าได้มีการสื่อสารกัน เพื่อให้ลูกค้าเป็นส่วนหนึ่งของ complex self-image ของลูกค้าเอง

สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Organic 3.0 ได้ที่นี้ 

ข่าวสารที่เกี่ยวข้อง: สถานการณ์เกษตรอินทรีย์ของสหภาพยุโรป

 

Organic and Ethical fashion: อีกหนึ่งทางเลือกของอุตสาหกรรมสิ่งทอไทย

Fast fashion (เสื้อผ้าที่ระยะการใช้สั้น เปลี่ยนใหม่เร็ว) นั้นเป็นเทรนของผลิตภัณฑ์เสื้อผ้าที่ได้รับความสนใจในปัจจุบัน ยี่ห้อเสื้อผ้าที่เป็นที่รู้จักแพร่หลายเช่น Zara, H&M, หรือ Topshop ต่างก็เป็นสินค้าประเภท Fast fashion ที่ได้รับความนิยมและประสบความสำเร็จในตลาดโลก แต่ข้อเสียและผลกระทบด้านลบของสินค้าfast fashionนั้นก็เริ่มเป็นที่ตระหนักต่อผู้บริโภคอย่างแพร่หลาย ทำให้เกิดช่องว่างของตลาดที่ผู้บริโภคเสาะหาสินค้าอื่นมาทดแทน

จุดเด่นของสินค้า fast fashionคือที่รูปแบบที่ทันสมัย สวยเก๋ และราคาที่ถูก แต่อีกจุดด้อยของมันคือ เมื่อราคานั้นถูกลงก็ส่งผลให้คุณภาพของสินค้านั้นต่ำลง และทำให้ผู้บริโภคต้องซื้อสินค้าใหม่มาหมุนเวียนบ่อยขึ้น เพิ่มอัตราการจับจ่ายและปริมาณขยะขึ้นไปอีกด้วย อีกทั้งเพื่อกดราคาสินค้าให้ต่ำ มีการใช้แรงงานเด็กหรือการกดค่าแรงเพื่อลดต้นทุนการผลิต และการใช้สารเคมีในปริมาณที่สูงในการปลูกป่าน และการผลิตฝ้าย ซึ่งสารเคมีเหล่านี้มีผลกระทบโดยตรงกับระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม

ผลกระทบด้านลบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ของ fast fashion ส่งผลให้ผู้บริโภคและเจ้าของกิจการเริ่มมองหาผลิตภัณฑ์ที่มีผลกระทบด้านลบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมที่น้อยกว่า Organic and Ethical fashion หรือสินค้าที่ผลิตมาจากวัตถูติบและมีกระบวนการผลิตที่ได้รับการรับรองว่าปลอดจากสารพิษโดยการใช้แรงงานที่ถูกต้องตามจริยะธรรมนั้น จึงเริ่มได้รับความนิยม Ethical Fashion Forum (EEF)รายงานว่าในปีค.ศ. 2011 ขนาดของตลาดOrganic Cottonหรือฝ้ายอินทรีย์ เติบโตถึง ร้อยละ 72 จนมีมวลค่ากว่า 177 ล้านปอนด์ ในเวลาเพียงสองปี อีกทั้งมีแรงกดดันจากผู้บริโภคที่ต้องการให้บริษัทต่างๆมีจริยะธรรมในการประกอบการมากขึ้น แม้แต่บริษัท H&M ซึ่งเป็น Fast fashion trader ที่มีขนาดใหญ่มาก ก็เริ่มมีผลิตภัณฑ์ที่ใช้ ฝ้ายอินทรีย์ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2010 และตั้งเป้าหมายที่จะทำให้ผลิตภัณฑ์ของตนเองทั้งหมดใช้ ฝ้ายอินทรีย์ภายในปี 2020.

แม้ว่าในปัจจุบันมาตรฐานที่สูงของฝ้ายอินทรีย์และยังมีข่าวอื้อฉาวเกี่ยวกับsupply chain แต่แนวโน้มในการเลือกใช้ฝ้ายอินทรีย์น่าจะยังคงเพิ่มสูงขึ้น อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มนั้นมีความสาคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของไทย แต่ในปัจจุบัน ปริมาณการส่งออกสิ่งทอและ อัตราการจ้างงานของอุตสาหกรรมดังกล่าวกลับมีแนวโน้มที่ลดลง เนื่องจากปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจในยุโรปและสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นตลาดเป้าหมายหลักของไทย และค่าแรงในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ตามการถดถอยของตลาดสิ่งทอไทยในปัจจุบัน ก็อาจจะเป็นโอกาสที่จะปรับเปลี่ยนแนวทางและสร้างเอกลักษณ์ของตนเองขึ้นมาใหม่เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมสิ่งทอไทยในตลาดโลกต่อไป

แหล่งข่าว: Ethical Fashion, not Fast Fashion
ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง: แนวโน้มการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของไทยภาพรวม ปี 2557