คลังเก็บป้ายกำกับ: สหภาพยุโรป

โรงงานรีไซเคิลแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าแห่งแรกของสหภาพยุโรป

สาระสำคัญ

>>> โปแลนด์จัดตั้งโรงงานรีไซเคิลแห่งแรกของสหภาพยุโรป ซึ่งจะรีไซเคิลทั้งแบตเตอรี่รถยนต์และขยะโลหะอื่นๆ ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของยานยนต์และการขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้า (E-Mobility) เพื่อตอบสนองต่อการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของยานยนต์ไฟฟ้าในสหภาพยุโรป
>>> โครงการนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการนำเทคโนโลยีและความก้าวหน้าใหม่ๆ ในการทำงานร่วมกับเศรษฐกิจสีเขียว

บริษัทรีไซเคิลแบตเตอรี่รถยนต์และขยะโลหะอื่นๆ ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของยานยนต์และการขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้า (E-Mobility) แห่งแรกของสหภาพยุโรป ดำเนินการโดยบริษัท Elemental Holding ตั้งอยู่ที่เมือง Grodzisk Mazowiecki ทางตอนกลางของโปแลนด์ ซึ่งทางบริษัทมีความเชี่ยวชาญในการรวบรวมและรีไซเคิลขยะอุปกรณ์ไฟฟ้าและโลหะกลุ่มแพลตตินัม โดยยุทธศาสตร์ของบริษัท คือ มุ่งเน้นไปที่การกู้คืนและการสกัดวัตถุดิบที่สำคัญเพื่อนำไปใช้ในเทคโนโลยีและนวัตกรรมคาร์บอนต่ำ

บริษัทได้รับการสนับสนุนและได้รับทุนบางส่วนจากศูนย์วิจัยและพัฒนาแห่งชาติของโปแลนด์ (NCBR) รวมไปถึงได้รับเงินกู้จากธนาคารเพื่อการบูรณะและการพัฒนาแห่งยุโรป (EBRD) จำนวน 25 ล้านยูโร ในการสร้างโรงงานบำบัดแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่ใช้แล้วของรถยนต์ไฟฟ้า และขยะโลหะอื่นๆ ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของยานยนต์และการขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้า (E-Mobility) รวมไปถึงนำสิ่งที่ได้ไปผลิตเป็นโลหะทุติยภูมิและวัสดุอื่น ๆ ที่สามารถนำกลับมาใช้เป็นวัตถุดิบในแบตเตอรี่ใหม่หรือในการใช้งานอื่น ๆ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับห่วงโซ่คุณค่าของแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน

การนำแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนกลับมาใช้ใหม่ถือเป็นส่วนสำคัญของการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เนื่องจากลิเธียมเป็นส่วนประกอบหลักในสินค้าหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า แล็ปท็อป แท็บเล็ต และสมาร์ทโฟน ซึ่งการสกัดจะสร้างผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีข้อมูลเกี่ยวกับการรั่วไหลลงสู่แหล่งน้ำใกล้โรงงาน รวมไปถึงการเป็นอันตรายต่อดินและทำให้เกิดการปนเปื้อนในอากาศ

จากข้อมูลของ EBRD โรงงานรีไซเคิลแบตเตอรี่แห่งใหม่นี้จะช่วยทั้งการลดการปล่อยมลพิษในโปแลนด์และ ทั่วทั้งสหภาพยุโรป ตลอดจนสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียนของภาคการขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้า (E-Mobility) ซึ่งการผลิตและการใช้แบตเตอรี่และโลหะรีไซเคิลดังกล่าวนำไปสู่การประหยัดคาร์บอนได้มากถึงร้อยละ 98 เมื่อเทียบกับแบตเตอรี่แบบดั้งเดิม รวมไปถึงเป็นการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่หายากอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ทั้งนี้ โครงการนี้ถูกมองว่าเป็นข้อเสนอของวอร์ซอ เพื่อสลัดชื่อเสียงในฐานะหนึ่งในผู้ก่อมลพิษรายใหญ่ของยุโรป ตามข้อมูลในรายงานปี 2562 ที่คณะกรรมาธิการยุโรปได้วิพากษ์วิจารณ์โปแลนด์เรื่องอัตราการรีไซเคิลในเขตเทศบาลที่ต่ำที่ร้อยละ 44 ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายของสหภาพยุโรปที่ร้อยละ 50


แหล่งที่มา : https://industryeurope.com/sectors/metals-mining/poland-to-host-first-eu-battery-recycling-plant/  

ยุโรปมุ่งผลักดันเทคโนโลยี 5G เพื่อการปฏิวัติอุตสาหกรรม 4.0

ในขณะที่ประเทศไทยได้ทำการประมูลคลื่นความถี่ 4G ไปเมื่อปีที่แล้ว ยุโรปกำลังมุ่งพัฒนาผลักดันให้เทคโนโลยี 5G เป็นมาตรฐานใหม่

คณะกรรมาธิการยุโรปร่วมกับ 5G PPP (5G Public-Private Partnership) ผู้ประกอบการจากภาคอุตสาหกรรมและภาคการวิจัย ได้จัดทำและเผยแพร่ White Paper (เอกสารให้ข้อมูลต่อประชาชนทั่วไป) ที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี 5G ในสหภาพยุโรป ผ่านการประชุม Mobile World Congress ที่กรุงบาร์เซโลนา ประเทศสเปน เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์พ.ศ. 2559 ที่ผ่านมา

เอกสารดังกล่าวใช้ชื่อว่า 5G Empowering Verticals นำเสนอประโยชน์ของเทคโนโลยี 5G ว่าจะทำการปฏิรูปในเชิงแนวตั้ง (vertical sectors) ทั้งในภาคส่วนอุตสาหกรรมยานยนต์ การขนส่ง การอนามัย การผลิต รวมทั้งด้านสื่อและการบันเทิงต่าง ๆ โดยมองว่าตลาดแนวตั้ง (Vertical markets) เป็นตลาดที่เน้นสินค้าตามความต้องการของผู้บริโภค (specialised needs)

White paper ระบุว่าการผลักดัน Industrial Revolution 4.0 จะเกิดขึ้นในทศวรรษที่จะมาถึง โดยโครงสร้างของ 5G จะช่วยสนับสนุนการ digitalisation ของเศรษฐกิจในสหภาพยุโรปและผลักดันการปฏิวัติอุตสาหกรรมดังกล่าว อุตสาหกรรมการผลิตจะเปลี่ยนผันตนเองไปสู่การการกระจายตัวของการผลิต (distributed organisation of production), สินค้าที่มีความเชื่อมโยงต่อกัน (connected good) ขั้นตอนที่ใช้พลังงานต่ำ (low energy processes), collaborative robots และการบูรณาการระหว่างภาคการผลิตและการขนส่ง (integrated manufacturing and logistics)

โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม ยานยนต์ และการขนส่งจะมีการนำเอายานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยตนเองได้ (autonomous) และยานยนต์ที่สื่อสารระหว่างกัน (cooperative) มาสู่ตลาดได้ภายในปีคศ. 2020 ในขณะที่ภาคพลังงาน การพัฒนาของเทคโนโลยีพลังงานทดแทนจะผลัดดันให้โครงสร้างไฟฟ้าอย่างดั้งเดิม (traditional power grid) กลายเป็นเครือข่ายการจ่ายไฟอัจฉริยะ รวมทั้งมีการใช้มาตรวัดไฟอัจฉริยะในครัวเรือนอย่างกว้างขวาง นอกจากนี้ในภาค Digital Media จะมีการพัฒนา Integration of broadcast TV และภาคส่วนสุขภาพและอนามัยจะมีการพัฒนา E-heath M-health และนำไปสู่การให้บริการด้านสุขภาพอนามัยที่เหมาะสมต่อแต่ละปัจเจกบุคคล (personalised or individualised Healthcare)

กรรมาธิการด้าน Digital Economy และสังคม นาย Günther H. Oettinger กล่าวว่าในวิสัยทัศน์ของเขาสำหรับ 5G นั้นไม่เป็นเพียงความเร็วของการสื่อสารที่เพิ่มขึ้น หรือ bandwidth ที่สูงขึ้นเท่านั้นแต่เป็นการสร้าง communication platform เพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูป digital revolution ซึ่งหมายถึงการให้บริการทางสังคม ด้านสาธารณูปโภค การผลิต การดูแลสุขภาพ การเกษตรและกสิกรรม โดยโครงข่าย 5G จะช่วยในการสร้างผลิตภัณฑ์และการให้บริการรูปแบบใหม่ที่มีความอัจฉริยะผ่านระดับการเชื่อมโยงที่สูงขึ้น

นอกจากนี้นาย Oettinger  ได้กล่าวย้ำต่อที่ประชุมว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 5G จะต้องเริ่มในวันนี้แล้ว โดยเฉพาะการลงทุนจากภาคอุตสาหกรรม และภาคส่วนดังกล่าวควรจะต้องมีส่วนร่วมในการสนทนาถึงแนวทางการพัฒนากับผู้ ให้บริการด้านโทรคมนาคมและภาคการผลิตอุปกรณ์ แผนการดำเนินการ 5G ของยุโรปต้องครอบคลุมทุกภาคส่วนและมีการลงมือสร้างเครือข่ายในเวลาที่เหมาะหากยุโรปต้องการเป็นผู้นำในด้านเทคโนโลยีดังกล่าว

White Paper ดังกล่าวมีสาระสำคัญดังนี้

  1. 5G จะทำการเปลี่ยนแปลงโครงข่ายโทรคมนาคมให้เป็น intelligent orchestration platforms ซึ่งจะเตรียมความพร้อมสำหรับรูปแบบการพัฒนาธุรกิจและชุดความคิดใหม่ ๆ ผ่านความสัมพันธ์ระหว่าง vendors, operators และ
  2. 5G จะบูรณาการเทคโนโลยีต่าง ๆ อย่างไร้รอยต่อ (เช่น ระหว่างเทคโนโลยี mobile, fixed, satellite, และ optical)
  3. การดำเนินการ 5G สำหรับตลาดแนวตั้ง (vertical market) ในสหภาพยุโรปภายในปีคศ. 2020 ควรจะเป็นจุดประสงค์หลัก
  4. ค่า ความเฉื่อย Latency (ที่ต่ำกว่า 5ms) และความ reliability (5 nines and beyond) และ density (มากถึง 100 devices ต่อ ตารางเมตร และ peak terminal data rate เป็นค่าตัวชี้วัดที่สำคัญที่ 5G ต้องสามารถทำได้ภายใต้ข้อกำหนดด้านประชากรและพื้นที่
  5. การลำดับความสำคัญของคลื่น (identify spectrum priorities) คำนึงถึง Vertical use cases

ใน ปัจจุบันไทยเป็นหนึ่งใน 124 ประเทศที่มีระบบ LTE สเปน ฟินแลนด์และเดนมาร์คเป็นสามประเทศที่มีระบบ LTE ที่มีความเร็วสูงที่สุด (17-18 Mbps) และเกาหลีใต้ ญี่ปุ่นและคูเวต มีเครือข่ายที่ครอบคลุมมากที่สุด (ร้อยละ 95 86 และ 83) บริษัท Goggle มีแผนที่จะพัฒนาการกระจายสัญญาณ 5G ผ่านยานอากาศที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ภายใต้โครงการ Project Skybender คาดว่าจะสามารถให้สัญญาณที่มีความเร็วสูงกว่า LTE ได้ถึง 50 เท่าตัว

 

ที่มาของข่าว

http://neurope.eu/article/5g-can-boost-the-fourth-industrial-revolution/

http://www.engadget.com/2016/01/30/google-project-skybender/

http://opensignal.com/reports/2015/02/state-of-lte-q1-2015/

 

 

คู่มือการตรวจสอบข้อบังคับต่างๆของสหภาพยุโรป

ความรวดเร็วในการดำเนินการเป็นส่วนประกอบที่สำคัญที่จะนำมาซึ่งความสำเร็จของอุตสาหกรรมและธุรกิจ ข้อบังคับในด้านต่างๆของสหภาพยุโรปนั้นมีผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการทั้งในสหภาพยุโรปและนอกสหภาพยุโรปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ที่ผ่านมาสหภาพยุโรปได้ทำการเผยแพร่การอัพเดทข้อบังคับต่างๆ ผ่านเวปไซด์ EUR-Lex เพื่อให้ภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบข้อมูลที่มีความสำคัญได้อย่างสะดวก และเมื่อวันที่ 12 มีนาคม ค.ศ. 2015 ที่่ผ่านมาคณะกรรมาธิการยุโรปได้เผยแพร่คู่มือการใช้งานเวปไซด์ EUR-Lex เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและอำนวยความสะดวกในการใช้งานเวปไซด์ดังกล่าว

ผู้สนใจสามารถอ่านคู่มือดังกล่าวได้ที่ YourEurope Business website.

แนวโน้ม Decoupling ระหว่างอุตสาหกรรมการผลิตและมลภาวะทางน้ำของสหภาพยุโรป

ผลการวิเคราะห์ข้อมูลสถิติทางเศรษฐกิจและมลภาวะทางน้ำโดย European Environmental Agency (EEA) แสดงให้เห็นว่าการเพิ่มขึ้นของอัตราการผลิตภาคอุตสาหกรรมของหลายๆประเทศในยุโรป ไม่ส่งผลกระทบด้านลบต่อสิ่งแวดล้อม

EEA ได้ทำการเปรียบเทียบปริมาณของ Nutrient Pollution กับข้อมูลประเภทอื่นๆ เช่นการเติบโตด้านเศรษฐกิจและจำนวนประชากร ผลของการเปรียบเทียบแสดงให้เห็นว่าปริมาณของ Nutrient Pollution ของในประเทศส่วนใหญ่ในสหภาพยุโรปนั้นมีแนวโน้มที่ลดลง ถึงแม้ว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดจาก Nutrient Pollution นั้นยังเป็นปัญหาอยู่

ในหลายๆประเทศอัตราการลดลงของสารเคมีนั้นสูงกว่าอัตราการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมการผลิต ซึ่งแสดงถึงการตัดขาดอย่างสิ้นเชิง (absolute decoupling) ซึ่งแตกต่างจากการตัดขาดอย่างสัมพัทธ์ (absolute decoupling) ที่อัตราลดลงของสารเคมีนั้นน้อยกว่าอัตราการเติบโตของภาคอุตสาหกรรม

ในบรรดาประเทศในสหภาพยุโรปทั้งหมด ออสเตรียเป็นประเทศที่ประสบความเร็จมากที่สุด โดยมีอัตราการลดลงของปริมาณ Nutrient Pollition ที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับกับอัตราการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมการผลิต ในระหว่างปี 2004-2010 อังกฤษและฝรั่งเศษค่อนข้างประสบความสำเร็จเช่นกัน โดยมีอัตราการลดลงของปริมาณ Nutrient Pollition แม้ว่าอัตราการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมการผลิตก็ลดลงเช่นกัน และมีเพียงสามประเทศ – เบลเยี่ยม สโลวาเกีย และ โปแลนด์ ที่มีอัตราการเติบโตของปริมาณมลภาวะที่สูงขึ้นแม้ว่าอัตราการเติบโตของภาคอุตสหกรรมการผลิตนั้นลดลง

อย่างไรก็ตามนาย Jacobsen ผู้ทำการวิเคราะห์ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า การอ่านผลการศึกษานี้จะต้องคำนึงถึงจุดตั้งต้นที่แตกต่างกันของแต่ละประเทศด้วย เพราะการเปลี่ยนแปลงสัมพันธ์นั้นแสดงให้เห็นผลในระยะเวลาที่ถูกศึกษาเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น ในระหว่างปี 2004-2010 บัลแกเรียนั้นมีจุดตั้งต้นที่แย่กว่าเดนมาร์ก บัลแกเรียจึงมีแนวโน้มในการพัฒนาเพื่อลดมลภาวะในระยะเวลาที่ถูกศึกษาสูงกว่าเดนมาร์ก ทั้งนี้ผู้อ่านจะต้องคำนึงถึงจุดประสงค์ของการเปรียบเทียบ ซึ่งก็เพื่อศึกษาแนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงของแต่ละประเทศ และการนำข้อมูลที่ได้มาเป็นตัวชี้วัดให้ผู้เกี่ยวข้องตระหนักถึงสถานะในปัจจุบันของประเทศตน และกระตุ้นให้เกิดมีการพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อมในประเทศของตนให้มากขึ้น

ที่มาของข่าว – Europe ‘decoupling’ water pollution from economic growth, EEA says

(หมายเหตุ – Nutrient Pollution เป็นรูปแบบของมลภาวะทางน้ำอย่างหนึ่ง เกิดขึ้นเมื่อปริมาณสารเคมีที่ใช้ในกระบวณการผลิต โดยเฉพาะไนโตรเจนและฟอสฟอรัสมีมากเกินความจำเป็น จนเกิดการตกค้างหรือรั่วไหลของสารเคมีเข้าสู่ระบบนิเวศ)

สถิติการนำเข้าและส่งออกระหว่างไทยกับกลุ่มสหภาพยุโรป

เวปไซท์ thaieurope.net ได้ทำการเผยแพร่สถิติการนำเข้าและส่งออกระหว่างประเทศไทยกับกลุ่มสหภาพยุโรปเมื่อวันที่13ก.พ. 2557 ซึ่งข้อมูลเป็นของเดือน ธันวาคม 2556 โดยข้อมูลสถิตได้แสดงให้เห็นว่า สินค้าที่ไทยนำเข้าจากกลุ่มสหภาพยุโรปที่มีมูลค่าสูงสุด10อันดับแรกได้แก่

  • เครื่องบิน (12,464ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 22 ของการนำเข้าทั้งหมด)
  • สินค้าเหล็กหรือ non-alloy steel ที่ยังไม่สำเร็จ (2,684 ล้านบาท ร้อยละ 5)
  • ยาซึ่งไม่รวมยาปฏิชีวะนะประเภท penicillin (1,286 ล้านบาท ร้อยละ2)
  • ชิ้นส่วนอิเล็กโทรนิก (1,054 ล้านบาท ร้อยละ 2)
  • นมและครีมในรูปแบบต่างๆ (633 ล้านบาท ร้อยละ 1)
  • ชิ้นส่วนเหล็กหรือเหล็กกล้า (551 ล้านบาท ร้อยละ 1)
  • ใบพัดก๊าซ (548 ล้านบาท ร้อยละ 1)
  • เทอร์โบเจ๊ท (513 ล้านบาท ร้อยละ 1)
  • ธัญพืช (459 ล้านบาท ร้อยละ 1), และ
  • เรือยอร์ท และเรือต่างๆที่ใช้ในการบันเทิง (448 ล้านบาท ร้อยละ 1)

ซึ่งสินค้าสิบอันดับแรกนี้คิดเป็น 20,645ล้านบาท หรือร้อยละ 36 ของการนำเข้าทั้งหมด (57,878 ล้านบาท)

ส่วนในด้านการส่งออกจากไทยไปสู่กลุ่มสหภาพยุโรปนั้น สินค้าที่มีมูลค่าสิบอันดับแรกได้แก่

  • อุปกรณ์บรรจุข้อมูลประเภทต่างๆ เช่น CD DVD CDR  (2,502ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 4 ของการส่งออกทั้งหมด)
  • เนื้อสัตว์ผ่านกระบวณการ (2,364 ล้านบาท ร้อยละ 4)
  • อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่บรรจุข้อมูล เช่น USB stick และ Memory card (2,204 ล้านบาท ร้อยละ4)
  • ชิ้นส่วนเครื่องประดับ (1,187 ล้านบาท ร้อยละ 2)
  • เลนส์แว่นตา (1,022 ล้านบาท ร้อยละ 2)
  • เครื่องยนต์ที่ใช้ในการขนส่ง (930 ล้านบาท ร้อยละ 2)
  • Hard disk  (868 ล้านบาท ร้อยละ 2)
  • Floppy disk (858 ล้านบาท ร้อยละ 2)
  • ยางรถยนต์ (798 ล้านบาท ร้อยละ 1), และ
  • เครื่องปรับอากาศประเภทต่างๆ (750 ล้านบาท ร้อยละ 1)

ซึ่งสินค้าสิบอันดับแรกนี้คิดเป็น 13,482ล้านบาท หรือร้อยละ 24 ของการนำเข้าทั้งหมด (56,989 ล้านบาท)

เป็นที่น่าสนใจว่ามูลค่าของการส่งออกและนำเข้าระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปนั้นมีมูลค่าที่ใกล้เคียงกัน โดยไทยนำเข้ามากกว่าส่งออก เป็นมูลค่าประมาณ 900ล้านบาท โดยสินค้านำเข้าส่วนใหญ่นั้นเป็นสินค้าจำพวกผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้าย(final product) ซึ่งมีราคาแพง เช่นเครื่องบิน ยา ซึ่งผลิตภัณฑ์เหล่านี้ประเทศไทยไม่มีศักยภาพหรือไม่สามารถ(ด้วยการปกป้องด้านสิทธิบัตร)ผลิตได้ ส่วนสินค้าส่งออกจากไทยนั้นส่วนใหญ่เป็นชิ้นส่วนผลิตภัณฑ์ หรือสินค้าที่จะถูกนำไปประกอบให้เป็นผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้ายต่อไป

ท่านสามารถอ่านรายละเอียดสถิติและหมวดหมู่ของสินค้าแต่ละประเภทได้ที่ thaieurope.net

ที่มาของข่าว: สถิติการนำเข้าจากกลุ่มสหภาพยุโรป ธันวาคม 2556

สหภาพยุโรปจะทำการศึกษาผลกระทบของ REACH ต่อนวัฒกรรม ศักยภาพการแข่งขันและ SMEs

REACH หรือ บทควบคุมเกี่ยวกับ การ ลงทะเบียน(Registration), ประมวลผล(Evaluation), อนุญาติ(Authorisation), และ การจำกัด(Restriction) สารเคมีต่างๆ นั้นเริ่มมีผลบังคับใช้ในอียูตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ค.ศ. 2007 จุดประสงค์โดยรวมของบทควบคุมนี้คือการเพิ่มความคล่องตัวและปรับปรุงกรอบกฎหมายเกี่ยวกับสารเคมีของสหภาพยุโรปที่มีอยู่เดิม  เพื่อการรับรองว่าสุขภาพของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมจะได้รับการปกป้องจากความเสี่ยงต่างๆที่เกิดจากสารเคมี โดยการส่งเสริมทางเลือกของวิธีการตรวจสอบ การเผยแพร่ข้อมูลโดยใช้อินเตอร์เนตเป็นสื่อ และการยกระดับศักยภาพการแข่งขันและนวัฒกรรม ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ REACH

อย่างไรก็ต่าง การบังคับใช้ มาตรการ REACHนั้นคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อ เงื่อนไขในการปฏิบัติการ (operational conditions)และโครงสร้างของอุตสาหกรรมด้านเคมีภัณฑ์ อีกทั้งอุตสาหกรรมอื่นๆที่เกี่ยวข้อง (downstream industries) คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) จึงจัดทำการประมูลโปรเจคทำการศึกษาผลกระทบของ REACHขึ้น โดยมุ่งศึกษาผลกระทบที่เกิดขึ้นในช่วง ค.ศ. 2010-2013 รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการ