คลังเก็บป้ายกำกับ: สถิติ

อัตราการว่างงานและอัตราเงินเฟ้อของสหภาพยุโรปประจำเดือนกันยา 59

สำนักงานสถิติของสหภาพยุโรปหรือ Eurostat ได้ประกาศอัตราการว่างงานของประเทศในกลุ่มสมาชิกประจำเดือนกันยายนพ.ศ. 2559 โดยมีอัตรารวมที่ร้อยละ 10.1 (กลุ่มประเทศยุโรป 28 มีอัตราที่ร้อย 8.6 ) โดยลดลงเมื่อเทียบกับเดือนสิงหาคมในปีที่แล้ว (ร้อยละ 10.7) อัตราดังกล่าวยังเป็นอัตราที่ต่ำที่สุดหลังจากเดือนมีนาคม พ.ศ. 2550 สำนักงาน Eurostat ได้ทำการเปรียบเทียบและประเมินว่าจำนวนในช่วงดังกล่าวคนว่างงานของกลุ่มประเทศ EU28 ลดลง 1.587 ล้านคนส่วนในพื้นที่สหภาพยุโรป ลดลง 875 000 คน

หากดูอัตราการว่างงานของแต่ละประเทศสมาชิกแล้ว ประเทศที่มีอัตราการว่างงานต่ำที่สุดในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2559 ได้แก่ สาธารณะรัฐเช็คฯ (ร้อยละ 3.9) และ เยอรมนี (ร้อยละ 4.2) ส่วนประเทศที่มีอัตราการว่างงานสูงสุดได้แก่ กรีซ ( ร้อยละ 23.4 ในเดือนมิถุนายน) และสเปน (ร้อยละ 19.5). และเมื่อเทียบกับอัตราดังกล่าวของเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว มีทั้งหมด 24 ประเทศที่อัตราการว่างงานลดลง โดยในประเทศเดนมารค์มีอัตราว่างงานคงที่ ส่วนกลุ่มที่มีอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นได้แก่ เอสโตเนีย (จากร้อยละ  5.3 เป็นร้อยละ 6.8% ระหว่างเดือนก.ค. 2556 และก.ค. 2557), ออสเตรีย (จาก ร้อยละ 5.7 เป็นร้อยละ 6.2) และเบลเยี่ยม (จากร้อยละ 8.0 เป็นร้อยละ 8.2). ประเทศที่อัตราการว่างงานลดมากที่สุดได้แก่ โครเอเชีย (ลดลงจากร้อยละ 16.6 เป็นร้อยละ 12.9) และไซปรัช (จากร้อยละ 14.7  เป็นร้อยละ 12.1) ซึ่งหากเปรียบเทียบกับสหรัฐฯ แล้วในเดือนสิงหาคมพ.ศ. 2559 อัตราการว่างในของอเมริกาอยู่ที่ร้อยละ 4.9 ซึ่งลดลงเมื่อเทียบกับเดือนสิงหาคมในปีที่แล้ว (จากร้อยละ 5.1)

ส่วนอัตราเงินเฟ้อของสหภาพยุโรปของเดือนกันยายนพ.ศ. 2559 นั้นอยู่ที่ร้อยละ 0.4 โดยเพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม (ร้อยละ 0.2) ตามการประเมินโดยสำนักงาน  Eurostat หาแบ่งตามภาพส่วนต่าง ๆ แล้ว สำนักงาน Eurostat คาดว่าในเดือนกันยายนนี้อัตราเงินเฟ้อของภาคบริการจะมีการเพิ่มสูงที่สุดเมื่อเทียบกับภาคส่วนอื่น ๆ (ร้อยละ 1.2 เทียบกับร้อยละ 1.1 ในเดือนสิงหาคม) ตามมาด้วยภาคส่วนอาหาร เครื่องดื่มมึนเมา และบุหรี่ (ร้อยละ 0.7 เทียบกับร้อยละ 1.3 ในเดือนสิงหาคม), สินค้าอุตสาหกรรมที่ไม่เกี่ยวกับพลังงาน (ร้อยละ 0.3 คงตัวเมื่อเทียบกับเดือนสิงหาคม) และพลังงาน (ร้อยละ -3.0 เมื่อเทียบกับร้อยละ-5.6 ในเดือนสิงหาคม).

ที่มา http://ec.europa.eu/eurostat/documents/2995521/7672391/3-30092016-AP-EN.pdf/8edaae35-cb0e-46db-b8c7-6148cc6970d1

http://ec.europa.eu/eurostat/documents/2995521/7672376/2-30092016-BP-EN.pdf/509dcde7-8766-402e-9176-4220e25a6eeb

สถิติการค้าปลีกของสหภาพยุโรปประจำเดือนมีนา 59

รายงานจาก Eurostat แสดงให้เห็นว่าเมื่อเทียบปริมาณการค้าปลีกเดือนมีนาคมและเดือนกุมภา ค.ศ. 2016 พบว่า มีการหดตัวของภาคการค้าปลีกร้อยละ 0.5 ในกลุ่มประเทศ Euro Area (EA19)และลดลงร้อยละ 0.7 ในกลุ่มประเทศ EU28 แต่เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีค.ศ. 2015 ยังพบว่ามีแนวโน้มที่ไม่น่าเป็นห่วงเท่าไร ในปีค.ศ. 2016 การขายปลีกในสหภาพยุโรปเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 2.1 และร้อยละ 2.4 ในเขต EU28

graph.jpg

เปรียบเทียบภาคค้าปลีกรายเดือน

การหดตัวของปริมาณการค้าปลีกร้อยละ 0.5 ใน Euro Area เดือนมีนาคม ค.ศ. 2016 เมื่อเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2016 พบว่ามาจากการลดลงของหมวด อาหาร เครื่องดื่ม และบุหรี่ (ร้อยละ 1.3) และ non-food products (ร้อยละ 0.5) และเชื้อเพลิงของยานยนต์ (ร้อยละ 0.4) ซึ่งเมื่อเทียบกับเขต EU28 ที่ลดลงร้อยละ 0.7 แล้วพบว่ามีการลดลงของหมวด อาหาร เครื่องดื่ม และบุหรี่ (ร้อยละ 1.3) และ non-food products (ร้อยละ 0.6) และเชื้อเพลิงของยานยนต์ (ร้อยละ 0.1)

เปรียบเทียบภาคค้าปลีกรายปี

การเพิ่มขึ้นของปริมาณการค้าปลีกร้อยละ 2.1 ใน Euro Area เมื่อเทียบข้อมูลของเดือนมีนาคม ค.ศ. 2016 และค.ศ. 2015 พบว่ามาจากการเพิ่มขึ้นของเชื้อเพลิงของยานยนต์ (ร้อยละ 2.5) หมวด อาหาร เครื่องดื่ม และบุหรี่ (ร้อยละ 1.5) และ non-food products (ร้อยละ 2.1)   ซึ่งเมื่อเทียบกับเขต EU28 ที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.4 แล้วพบว่ามีการเพิ่มขึ้นของเชื้อเพลิงของยานยนต์ (ร้อยละ 3.6) หมวด อาหาร เครื่องดื่ม และบุหรี่ (ร้อยละ 1.5) และ non-food products (ร้อยละ 2.5)

ในกลุ่มประเทศสมาชิกที่มีข้อมูลทั้งหมดพบว่าประเทศที่มีการขยายตัวด้านการค้าปลีกที่สูงที่สุดได้แก่ โรมาเนีย (ร้อยละ 18.4) ลักเซมเบิร์ก (ร้อยละ 14.8) บัลแกเรีย ( ร้อยละ 6.2) และ ไอร์แลนด์ (ร้อยละ 6.1) ส่วนที่ลดลงสูงสุดได้แก่ เดนมาร์ก (ร้อยละ 4.9) และ เบลเยียม (ร้อยละ 2.2)

ที่มา Euro stat

http://ec.europa.eu/eurostat/documents/2995521/7247830/4-04052016-AP-EN.pdf/4f1b5a12-c3c8-4f2f-a3aa-d56b78b1197d

สถิติการนำเข้าและส่งออกระหว่างไทยกับกลุ่มสหภาพยุโรป

เวปไซท์ thaieurope.net ได้ทำการเผยแพร่สถิติการนำเข้าและส่งออกระหว่างประเทศไทยกับกลุ่มสหภาพยุโรปเมื่อวันที่13ก.พ. 2557 ซึ่งข้อมูลเป็นของเดือน ธันวาคม 2556 โดยข้อมูลสถิตได้แสดงให้เห็นว่า สินค้าที่ไทยนำเข้าจากกลุ่มสหภาพยุโรปที่มีมูลค่าสูงสุด10อันดับแรกได้แก่

  • เครื่องบิน (12,464ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 22 ของการนำเข้าทั้งหมด)
  • สินค้าเหล็กหรือ non-alloy steel ที่ยังไม่สำเร็จ (2,684 ล้านบาท ร้อยละ 5)
  • ยาซึ่งไม่รวมยาปฏิชีวะนะประเภท penicillin (1,286 ล้านบาท ร้อยละ2)
  • ชิ้นส่วนอิเล็กโทรนิก (1,054 ล้านบาท ร้อยละ 2)
  • นมและครีมในรูปแบบต่างๆ (633 ล้านบาท ร้อยละ 1)
  • ชิ้นส่วนเหล็กหรือเหล็กกล้า (551 ล้านบาท ร้อยละ 1)
  • ใบพัดก๊าซ (548 ล้านบาท ร้อยละ 1)
  • เทอร์โบเจ๊ท (513 ล้านบาท ร้อยละ 1)
  • ธัญพืช (459 ล้านบาท ร้อยละ 1), และ
  • เรือยอร์ท และเรือต่างๆที่ใช้ในการบันเทิง (448 ล้านบาท ร้อยละ 1)

ซึ่งสินค้าสิบอันดับแรกนี้คิดเป็น 20,645ล้านบาท หรือร้อยละ 36 ของการนำเข้าทั้งหมด (57,878 ล้านบาท)

ส่วนในด้านการส่งออกจากไทยไปสู่กลุ่มสหภาพยุโรปนั้น สินค้าที่มีมูลค่าสิบอันดับแรกได้แก่

  • อุปกรณ์บรรจุข้อมูลประเภทต่างๆ เช่น CD DVD CDR  (2,502ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 4 ของการส่งออกทั้งหมด)
  • เนื้อสัตว์ผ่านกระบวณการ (2,364 ล้านบาท ร้อยละ 4)
  • อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่บรรจุข้อมูล เช่น USB stick และ Memory card (2,204 ล้านบาท ร้อยละ4)
  • ชิ้นส่วนเครื่องประดับ (1,187 ล้านบาท ร้อยละ 2)
  • เลนส์แว่นตา (1,022 ล้านบาท ร้อยละ 2)
  • เครื่องยนต์ที่ใช้ในการขนส่ง (930 ล้านบาท ร้อยละ 2)
  • Hard disk  (868 ล้านบาท ร้อยละ 2)
  • Floppy disk (858 ล้านบาท ร้อยละ 2)
  • ยางรถยนต์ (798 ล้านบาท ร้อยละ 1), และ
  • เครื่องปรับอากาศประเภทต่างๆ (750 ล้านบาท ร้อยละ 1)

ซึ่งสินค้าสิบอันดับแรกนี้คิดเป็น 13,482ล้านบาท หรือร้อยละ 24 ของการนำเข้าทั้งหมด (56,989 ล้านบาท)

เป็นที่น่าสนใจว่ามูลค่าของการส่งออกและนำเข้าระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปนั้นมีมูลค่าที่ใกล้เคียงกัน โดยไทยนำเข้ามากกว่าส่งออก เป็นมูลค่าประมาณ 900ล้านบาท โดยสินค้านำเข้าส่วนใหญ่นั้นเป็นสินค้าจำพวกผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้าย(final product) ซึ่งมีราคาแพง เช่นเครื่องบิน ยา ซึ่งผลิตภัณฑ์เหล่านี้ประเทศไทยไม่มีศักยภาพหรือไม่สามารถ(ด้วยการปกป้องด้านสิทธิบัตร)ผลิตได้ ส่วนสินค้าส่งออกจากไทยนั้นส่วนใหญ่เป็นชิ้นส่วนผลิตภัณฑ์ หรือสินค้าที่จะถูกนำไปประกอบให้เป็นผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้ายต่อไป

ท่านสามารถอ่านรายละเอียดสถิติและหมวดหมู่ของสินค้าแต่ละประเภทได้ที่ thaieurope.net

ที่มาของข่าว: สถิติการนำเข้าจากกลุ่มสหภาพยุโรป ธันวาคม 2556

ประเมินสถานะการณ์เศรษฐกิจในปีค.ศ.2014 และหกดัชนีชี้วัดด้านสถิติที่สำคัญ

เศรษฐกิจในภาพรวมของปีค.ศ. 2014นั้น น่าจะดีกว่าปีที่ค.ศ. 2013 ถึงแม้จะมีความเสี่ยงบางประการเช่น การจนแต้มของสภาคองเกรสในสหรัฐ, Fed tapering (การลดมาตรการช่วยเหลือตลาดการเงินโดยใช้ bond-programme), ผลกระทบของตลาดที่เกิดขึ้นใหม่, และผลกระทบต่อเนื่องของการว่างงานระยะยาว

ราคาน้ำมันดิบในปี2014น่าจะไม่เพิ่มสูงขึ้นไปกว่าราคาในปี 2013 (ประมาน US$100 ) คาดว่าน่าจะมีการอัตราการเจริญเติบโตของ Real GDPที่เพิ่มสูงขึ้นในกลุ่มประเทศ G8 (ยกเว้นญี่ปุ่น) อินเดียและรัสเซีย แต่อัตราการเติบโตนี้จะไม่เพิ่มขึ้นในประเทศจีนและบราซิลซึ่งจะคงอยู่ในระดับปี ค.ศ.2013 ปริมาณการจับจ่ายน่าจะเพิ่มสูงขึ้นแต่ผู้บริโภคคงยังจะมีความระมัดระวังที่สูงในการใช้สอยส่งผลให้การเติบโตของตลาดเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป

ตัวชี้วัดด้านสถิติที่น่าสนใจ
  1. จะมีทารกเกิดใหม่ 138ล้านคน โดยครึ่งหนึ่งอยู่ใน เอเชียแปซิฟิก
  2. การจับจ่ายของผู้บริโภคทั้งโลกจะเพิ่มขึ้นประมาณ ร้อยละ 3 (real terms) ร้อยละ 10 ของการเพิ่มขึ้นนี้จะมาจากประเทศยุโรปตะวันตก
  3. การเติบโตของ Real GDP จะเพิ่มขึ้นเป็น ร้อยละ 3.7 โดยมีการเพิ่มขึ้นทั่วทั้งภูมิภาค
  4. รายได้ที่บุคคลสามารถนำไปใช้จ่ายได้จริง ต่อคน หรือ Disposable income per capita จะเพิ่มขึ้น (real term) เป็นครั้งแรกหลังจากปี ค.ศ. 2007
  5. จำนวนครัวเรือนทั่วโลกจะเพิ่มเป็น 2พันล้าน โดน ร้อยละ 89 ของการเพิ่มขึ้นจะมาจาก emerging markets
  6. สังคมของประชากรโลกมีอายุที่เกิน 30ปีเป็นครั้งแรก โดยความแตกต่างระหว่างภูมิภาคที่มีอายุเฉลี่ยมากที่สุด (ยุโรปตะวันออก) และ น้อยที่สุด (ยุโรปกลางและอัฟริกา) มีถึง 19ปี

โดยในบริบทของอุตสาหกรรมไทยนั้น ผู้ประกอบการไทยนั้นยังไม่สามารถคาดหวังกับการเติบโดยอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจโลกในปี 2014 ยังต้องพึงระมัดระวังกับการลงทุน เพราะแม้ว่าจะมีการเจริญเติบโตของ Real GDP แต่รายได้ที่เพิ่มขึ้นนี้น่าจะถูกผันไปเป็นเงินเก็บออม และการชำระหนี้สินเสียมากกว่า นอกจากนี้แล้วผู้ประกอบการอาจจะต้องมองถึงการเปลี่ยนไปของประชากร เช่นการปรับเปลี่ยนไปสู่สังคมผู้สูงอายุ

ที่มาของข่าว: What to Expect in 2014: Six Key Statistics