คลังเก็บป้ายกำกับ: พลังงาน

ราคาน้ำมันโลกร่วงเปิดโอกาสผลิกนโยบายพลังงาน

ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2014 เป็นต้นมา ได้มีการลดลงของราคาน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนอกจากส่งผลดีด้านเศรษฐกิจแล้วก็ยังถือเป็นโอกาสในการแก้ไขนโยบายด้านพลังงานของรัฐบาลต่างๆให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น การยกเลิกเงินสนับสนุนราคาพลังงานที่ในปัจจุบันยังเป็นแนวนโยบายสามัญของหลายๆประเทศอยู่ อย่างในประเทศสหรัฐก็มีการให้เงินสนับสนุนการปลูกพืชที่นำไปใช้ผลิต ethanol การผลิตพลังงานนิวเคลียร์ และการขุดหาน้ำมันอยู่ ซึ่งการยกเลิกเงินสนับสนุนการผลิตพลังงานจะช่วยลดหย่อนภาระค่าใช้จ่ายของรัฐบาลต่างๆ ซึ่งในปีที่แล้วเงินสนับสนุนด้านพลังงานของรัฐบาลต่างๆ มีมูลค่ารวมกันกว่า 550 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ รัฐบาลบางประเทศเช่น อินเดียและอินโดนีเซียได้เริ่มทำการตัดเงินสนับสนุนพลังงานของตนแล้ว และนำเงินที่ออมจากส่วนนี้ไปใช้ในด้านอื่นเช่นการพัฒนาโรงพยาบาลและโรงเรียนแทน แต่ก็ยังมีอีกหลายประเทศโดยเฉพาะประเทศที่เป็นผู้ผลิตและส่งออกน้ำมัน เช่นเวเนซูเอล่า ที่ยังไม่มีท่าทีที่จะลดเงินสนับสนุนพลังงานของตนเอง

ราคาพลังงานที่ต่ำยังเปิดโอกาสให้มีการเพิ่มภาษีพลังงานโดยเฉพาะพลังงานที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่สูงและการผลักดันนโยบายพลังงานระดับนานาชาติที่มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมากขึ้น ที่ผ่านมาภาษีด้านพลังงานในหลายประเทศแทบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง เพราะนักการเมืองต่างหวั่นเกรงผลกระทบต่อฐานเสียงของตนเองหากมีการปรับภาษีให้สูงขึ้้น ทั้งที่หากมีการปรับภาษีพลังงานให้เพิ่มสูงขึ้นน่าช่วยจะส่งเสริมการประหยัดพลังงาน ลดการเปลี่ยนแปลงราคาอย่างเฉียบพลัน และเพิ่มรายได้ของรัฐบาล

ประเทศไทยเองก็เป็นหนึ่งในประเทศที่นำเข้าพลังงานในสัดส่วนที่สูง จึงน่าจะฉวยโอกาสในช่วงราคาน้ำมันต่ำนี้ทำการพิจารณาและปรับปรุงโครงสร้างด้านพลังงานของประเทศให้มีประสิทธิภาพที่สูงขึ้น

สหภาพยุโรปมุ่งเพิ่มความเสถียรภาพทางพลังงาน

หลังจากเหตุการณ์ตึงเครียดทางการเมืองระหว่างสหภาพยุโรปและรัสเซียในช่วงที่ผ่านมา สหภาพยุโรปเริ่มรู้สึกถึงความจำเป็นและความเร่งด่วนที่จะต้องเพิ่มความเสถียรภาพของตนด้านพลังงาน

ในปัจจุบันสหภาพยุโรปนำเข้าพลังงานเป็นสัดส่วนมากกว่า ร้อยละ 50 ของพลังงานที่ใช้ทั้งหมด ซึ่งสัดส่วนการนำเข้าที่สูงนี้เป็นจุดเปราะบางจุดหนึ่งของสหภาพยุโรปที่จะได้รับจากผลกระทบทางการเมืองที่มาจากภายนอกสหภาพ โดยเฉพาะพลังงานจากก๊าซธรรมชาติ ซึ่งในปัจจุบันถูกส่งเข้าสู่สหภาพยุโรปผ่านท่อ เพราะการส่งก๊าซผ่านท่อนั้นมีข้อจำกัดที่ค่อนข้างสูงในการเปลี่ยนแหล่งที่มาของก๊าซหากมีความจำเป็น

ในอดีตนั้นสหภาพยุโรปเคยประสบกับการขาดแคลนก๊าซธรรมชาติที่รุนแรงมาแล้วสองครั้ง ในปี 2006 และ 2009 ซึ่งหลังจากเหตุการณ์ทั้งสองครั้ง สหภาพยุโรปก็ได้เดินหน้าทำการสร้างเสถียรภาพทางพลังงานมาแล้ว เหตุการณ์พิพาทระหว่างสหภาพยุโรปและรัสเซียในช่วงที่ผ่านมา ได้แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการเพิ่มเสถียรภาพทางพลังงานอีกครั้ง

ในเบื้องต้น สหภาพยุโรปเสนอการทำการทดสอบความสามารถในการรับรองสถานะการณ์ฉุกเฉิน โดยการจำลองการถูกตัดจากแหล่งก๊าซธรรมชาติ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการรองรับของระบบพลังงานในสหภาพยุโรป ข้อสังเกตต่างๆ ที่ได้จากการจำลองนี้จะถูกนำไปใช้พัฒนาแผนฉุกเฉิน และระบบการเตรียมพรอมในด้านต่างๆ เช่นการเพิ่มอัตราการกักตุนก๊าซธรรมชาติสำรอง

ส่วนในระยะยาวนั้น สหภาพยุโรปได้เสนอ 4 หัวข้อในการพัฒนาความปลอดภัยทางพลังงานดังต่อไปนี้

  1. Diversifying – กระจายแหล่งพลังงานที่ยุโรปนำเข้า จากปัจจุบันที่สหภาพยุโรปนำเข้าก๊าซธรรมชาติกว่าร้อยละ 90 จากประเทศเพียง 4 ประเทศ ซึ่งได้แก่ รัสเซีย, แอลจีเรีย, ลิเบียและนอร์เวย์
  2. Saving – ประหยัดพลังงาน และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงานของสหภาพยุโรป
  3. Exploiting the EU’s own energy resources หรือมุ่งใช้พลังงานของประเทศในสหภาพเอง- แม้ว่าปริมาณพลังงานที่ผลิตภายในสหภาพยุโรปลดลงถึงร้อยละ 20 ระหว่างปี 1995 และปี 2012  แต่อาจจะสามารถพัฒนาให้เพิ่มขึ้นได้โดยใช้น้ำมันดิบที่มีวิธีการผลิตอย่างยั่งยืน และการใช้พลังงานทดแทนประเภทต่างๆ
  4. Completing the internal energy market หรือ สร้างตลาดพลังงานภายในสหภาพยุโรป (เพื่อช่วยในการส่งพลังงานภายในสหภาพยุโรป ในปัจจุบันมีประเทศในสหภาพยุโรปถึง 6 ประเทศที่นำเข้าก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียทั้งหมดของปริมาณก๊าซธรรมชาติที่ใช้ ดังนั้นความสามารถในการเปลี่ยนแหล่งพลังงานจะช่วยลดผลกระทบที่จะเกิดกับประเทศเหล่านี้ได้

ข้อเสนอของคณะกรรมาธิการยุโรปเหล่านี้จะถูกส่งต่อ ให้ผู้นำของประเทศต่างๆในสหภาพยุโรป เพื่อทำการพิจารณาอีกครั้ง ระหว่างวันที่ 26-27 มิถุนายน 2014

ข้อมูลเพิ่มเติม

Press release – strategy to strengthen energy security

Q&A – energy security in the EU

ที่มาของข่าว: EU looks to strengthen energy security

 

พลังงานนิวเคลียร์:การทบทวนที่จำเป็นหลังภัยพิบัติฟุกุชิมะ

ภัยพิบัตินิวเคลียร์ที่เกิดขึ้น ณ เมืองฟุกุชิมะประเทศญี่ปุ่นเมื่อปีค.ศ.2011 ส่งผลกระทบด้านลบอย่างมากมายต่ออุตสาหกรรมพลังงานนิวเคลียร์ ประเทศเยอรมันและสวิสเซอร์แลนด์ได้เข้าสู่ขั้นตอนในการล้มเลิก(phase out )โรงงานไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ที่มีอยู่ทั้งหมด โรงงานพลังงานไฟฟ้านิวเคลียร์ในหลายๆประเทศถูกสั่งให้ปิดตัวลง จำนวนโรงงานไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ทั่วโลกลดลงเหลือ 434 โรง (ปีค.ศ.2012) จาก 442โรง (ปี ค.ศ.2010) สัดส่วนพลังงานของโลกที่มาจากโรงงานพลังงานนิวเคลียร์ลดต่ำลงเหลือเพียงร้อยละ 4.5 ซึ่งเป็นสัดส่วนที่น้อยที่สุดตั้งแต่ปี ค.ศ. 1984

อย่างไรก็ตามคาดว่าภัยพิบัติที่เกิดขึ้นที่ฟุกุชิมะ นั้นจะมีผลเพียงแค่ชะลอการสร้างหรือการถูกระงับของโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์เพียงในระยะสั้นเท่านั้น แต่ในระยะยาวยังคาดว่าจะคงมีการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์เพิ่มขึ้นต่อไป ทั้งนี้เพราะตัวแปรที่จะผลักดันให้เกิดอุปสงค์ในการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์นั้นยังคงมีความเข้มแข็งอยู่ อาทิเช่น การเพิ่มขึ้นของอุปสงค์ด้านพลังงาน, ราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้น, ความต้องการในการเพิ่มความเป็นเอกเทศด้านพลังงาน, และเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก(greenhouse emissions)ของประเทศต่างๆ โดยเฉพาะด้านก๊าซเรือนกระจกนั้น พลังงานนิวเคลียร์ยังมาตรการที่่ดีในการลดก๊าซเรือนกระจก เพราะเป็นพลังงานที่มีผลิตก๊าซ CO2 ต่ำที่สุด (ในการผลิตพลังงานไฟฟ้า 2,518 TWh โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ ผลิตก๊าซ CO2 เพียง 73.0 ล้านตัน หรือเพียง ร้อยละ 3 ของก๊าซCO2ที่ผลิตโดยโรงงานไฟฟ้าถ่านหิน และเพียงร้อยละ6 ของก๊าซCO2ที่ผลิตโดยโรงงานไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ)

ดังนี้โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์จึงยังถูกสร้างขึ้นในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ เช่น จีน อินเดีย อัฟริกาใต้ และ รัสเซีย โดยในประเทศบราซิล รัสเซีย อินเดียและจีน (BRIC) นั้นมีการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ถึง44โรง(ปี ค.ศ. 2012) จาก 62โรงทั่วโลก โดยจีนเป็นประเทศที่มีโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์มากที่สุด (15โรงในปัจจุบัน และกำลังสร้างอยู่อีก 26 โรง)

ประเทศไทยเองแม้จะสามารถผลิตพลังงานด้านไฟฟ้าโดยใช้ถ่านหิน,ก๊าซธรรมชาติ,และน้ำมันเองได้ แต่อุปสงค์ด้านพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นและความต้องการในการสร้างเสถียรภาพทางพลังงาน อาจจะทำให้โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์เป็นทางที่ต้องเลือกในอนาคตสำหรับประเทศไทย อย่างไรก็ตามควรที่จะมีการวิเคราะห์ให้รอบด้าน โดยคำนึงถึงผลกระทบในระยะสั้นและระยะยาว และความเหมาะสมของโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ในบริบทของประเทศไทย เช่น การกำจัดกากกัมมันตรังสีที่เกิดขึ้นจากโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์, ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม, คุณภาพของบุคลากร องค์ความรู้และประสบการณ์ที่มี, ความเสี่ยงของผลกระทบจากภัยพิบัติที่คล้ายกับฟุกุชิมะ อีกทั้งทางเลือกอื่นๆ เช่น พลังงานทดแทนและการควบคุมอุปสงค์ของการใช้พลังงาน ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกใช้โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์หรือไม่

นอกจากความสูญเสียทางชีวิตและทรัพยสิน ในอีกแง่มุมหนึ่ง ภัยพิบัติฟุกุชิมะก็แสดงให้เห็น ว่าแม้แต่ประเทศที่พึ่งพาไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์เป็นหลักอย่างญี่ปุ่นเอง ก็สามารถ“อยู่ได้”โดยใช้พลังงานไฟฟ้าจากแหล่งอื่น และเมื่อประชาชนพร้อมใจกันลดปริมาณการใช้ไฟฟ้าลง แม้จะเป็นเพียงระยะเวลาชั่วคราว โดยญี่ปุ่นนั้นลดสัดส่วนพลังงานที่มากจากพลังงานนิวเคลียร์ลงกว่าร้อยละ 90ก่อนภัยพิบัติฟุกุชิมะ

ที่สำคัญ องค์กรระหว่างประเทศที่พยายามจะลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของอุตสาหกรรมพลังงานโดยการตั้งเป้าลดก๊าซเรือนกระจก อาจจะต้องทบทวนถึงวิธีการที่จะบรรลุเป้าหมายของตนอีกครั้ง เพราะหากมาตรการที่หลายๆประเทศใช้เพื่อลดก๊าซเรือนกระจกนั้นเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ ความความเสี่ยงที่จะเกิดภัยพิบัตินิวเคลียร์อย่างเมืองฟุกุชิมะก็อาจจะเพิ่มสูงขึ้น และถ้าหากเกิดขึ้น ผลด้านลบที่รุนแรงและส่งผลระยะยาวต่อสิ่งแวดล้อมและมนุษย์นั้นอาจจะส่งผลบั่นทอนต่อจุดประสงค์ที่ต้องการในภาพรวม ภัยพิบัติฟุกุชิมะนั้นเป็นโศกนาฎกรรมที่จะต้องจดจำไว้ และเป็นโอกาสในการทบทวนทิศทางของนโยบายด้านอุตสาหกรรมพลังงานและสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย

ที่มาของข้อมูล: Global Dependence on Nuclear Energy Drops

รัฐ Kärnten (Carinthia) ต้องการที่จะเป็นเอกเทศ (independent) ทางพลังงาน

วันที่ 25 ตุลาคม 2556, 12:33

http://derstandard.at/1381369876492/Kaernten-will-bis-2035-energieautark-sein

อุตสาหกรรมทางพลังงานของรัฐ Kärnten นั้นกำลังเข้าสู่จุดพันเปลี่ยน โดยรัฐได้ตั้งเป้าหมายว่าภายในปี พ.ศ. 2578 จะต้องเป็นเอกภาพทางพลังงานโดยสิ้นเชิง โดยจะต้องเป็นเอกภาพในด้าน heating (ความร้อน) และด้านการใช้พลังงานการไฟฟ้าภายในปีพ.ศ. 2568 และในด้านคมนาคมและขนส่งภายในปีพ.ศ. 2578 พลังงานที่ใช้ทั้งหมดจะต้องมาจากพลังงานทดแทน และไม่มีการใช้พลังงานที่มาจากถ่านหิน น้ำมัน และนิวเคลียร์

 800px-Kärnten_in_Austria.svg

รูปที่ ๑ รัฐ Carinthia

ผู้เชี่ยวชาญกว่า 150คนได้รับเชิญให้เข้าร่วมในการวางแผนซึ่งแบ่งเป็น 11กลุ่มด้วยกันเช่น ด้าน Energy efficiency, renewable energy, infrastructure, spatial planning, and energy poverty alleviation work.  โดยตั้งเป้าหมายว่าการวางแผนนี้จะเสร็จสิ้นในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2557.  ประชาชนทั่วไปรวมทั้งผู้อยากไร้การวางแผนจะได้มีส่วนร่วมในการวางแผนนี้ด้วย (กว่า100,000 ประชากรในรัฐมีฐานะต่ำกว่า poverty line) Master Plan ในด้านพลังงานนี้จะเป็นแผนที่จะทำให้สิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจของทุกครัวเรือนได้รับประโยชน์

รัฐ Kärnten มีอาณาบริเวณกว่า 9,538.01 ตารางกิโลเมตร (จังหวัดนครสวรรค์ มีพื้นที่ 9,597 ตารางกิโลเมตร) และมี ประชากรทั้งหมด 558,300 คน (จังหวัดพิจิตร มีประชากร 549,395คนในปี พ.ศ. 2555) สัดส่วนการจ้างงานนั้น ประมาณร้อยละ 7.0 เป็นงานภาคเกษตรกรรมและป่าไม้ ร้อยละ 26.6เป็นงานในภาคอุตสาหกรรมและการค้าขาย และร้อยละ 66.4 เป็นงานในภาคบริการ ในด้านพลังงานนั้นปัจจุบันร้อยละ 48.6 ของพลังงานที่ใช้ในรัฐ Kärnten นั้นมาจากพลังงานทดแทน

Background information:
Total employment: 201.033 (2012)
GDP per capita: 28.700 € (Kärnten) 34.100 € (Austria)
Export volume: 6,326 Billion. € (2012)
Industry export rate: 66 %
Average income per month: 2,161 € (2009)
R&D expenditure (in % of GRP): 2.46 % (2009) – the proportion of operation research take place in Kärnten 86 %
R&D expenditure: 417 million Euro (2009)
The strongest branch of industry in Kärntner (2012; Value of production/share in %):
Machinery/Metal: 1,561 Million €/23.4 %
Chemistry: 1.239 Million €/18.6 %
Electrical/Electronic: 1.160 Million €/17,4 %
Wood: 1.069 Million €/16.0 %
Source: http://www.industrielandkarte-ktn.at/frontend/Industrielandkarte.php?title=allgemeines