คลังเก็บป้ายกำกับ: พลังงานทดแทน

เยอรมันใช้พลังงานทดแทนสูงเป็นประวัติการณ์ แต่ความท้าทายด้านพลังงานของยุโรปยังสูง

ในครึ่งแรกของปีพ.ศ. 2561 เยอรมันใช้พลังงานที่มาจากแหล่งพลังงานทดแทนมากกว่าพลังงานที่มาจากถ่านหิน เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการเปลี่ยนไปสู่การใช้พลังงานสะอาด อย่างไรก็ตามความท้าทายของสหภาพยุโรปที่จะทำตามเป้าหมายสนธิสัญญาปารีสยังคงสูงอยู่ นอกจากนี้เป้าหมายอุณหภูมิไม่เกิน 2 องศาที่ตั้งไว้อาจจะไม่เพียงพอ

ตามข้อมูลที่เผยแพร่โดยสมาคมอุตสาหกรรมพลังงานและน้ำของเยอรมนี (BDEW) เมื่อวันอังคาร (10 กรกฎาคม) ที่ผ่านมา พลังงานจากลม แสงอาทิตย์ น้ำ และก๊าซชีวภาพเป็นแหล่งพลังงานที่ใช้เพื่อตอบสนองความต้องการทางไฟฟ้าของเยอรมนีในช่วงเดือนมกราคมถึงมิถุนายน 2561 คิดเป็นสัดส่วนถึง 36.3% ในขณะพลังงานไฟฟ้าที่ถ่านหินถูกใช้เพียง 35.1% เท่านั้น

ข้อมูลดังกล่าวเป็นเรื่องที่น่ายินดีของเยอรมัน เพราะ แม้ว่าช่วงที่ผ่านมาระดับเพิ่มขึ้นของการใช้พลังงานหมุนเวียนจะเริ่มแซงหน้าการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล แต่การเพิ่มขึ้นดังกล่าวยังเกิดขึ้นในระยะเวลาช่วงสั้น ๆ เช่นเป็นบางวันหรือช่วงสัปดาห์ แต่หกเดือนแรกที่ผ่านมาเป็น ครั้งแรกที่การใช้พลังงานจากถ่านหินลดลงต่ำกว่าพลังงานทดแทนเป็นช่วงระยะเวลานานถึงหกเดือนในเยอรมนี และเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้านี้ (พ.ศ. 2560) พลังงานทดแทนถูกใช้เพียง 32.5% ในช่วง 6 เดือนแรกของปี และพลังงานจากถ่านหินคิดเป็น 38.5% ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยต่อการใช้พลังงานทดแทน (ปีที่ผ่านมายุโรปมีสภาพอากาศค่อนข้างอุ่น) และการบริโภคพลังงานที่ลดลง

นอกจากนี้ การลดลงของการใช้ถ่านหินส่วนใหญ่เกิดจากการลดลงของการใช้ถ่านหินหนักหรือแอนทราไซต์ที่มีคาร์บอนหนักในขณะที่การใช้ถ่านลิกไนต์หรือถ่านหินสีน้ำตาล (brown coal) ที่มีความเข้มข้นของคาร์บอนน้อยที่สุด คงตัวอยู่ในช่วงปี 2560 ถึง 2561

อย่างไรก็ตามการลดลงของการใช้พลังงานถ่านหิน คาดว่าจะยังไม่ส่งผลให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในเยอรมนีลดลง แม้จะมีความคืบหน้าในการสร้างกำลังการผลิตพลังงานทดแทนอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมาก็ตาม เพราะความพยายามผันภาคการขนส่งของประเทศ ซึ่งเป็นภาคที่ใช้พลังงานที่สูง ให้มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยลงยังอยู่ในช่วงตั้งต้น อีกทั้งการตัดสินใจของรัฐบาลกลางในการระงับการใช้พลังงานปรมาณูในปีพ. ศ. 2554 หลังจากเกิดภัยพิบัติจากนิวเคลียร์ฟูกูชิม่ายังคงทำให้เยอรมันต้องหาแหล่งพลังงานใหม่มาแทนที่อยู่ ปัจจัยดังกล่าวทำให้โรงไฟฟ้าถ่านหินยังคงเป็นทางเลือกที่สำคัญในเยอรมัน จากงานวิจัยล่าสุดขององค์กรเอกชนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของอังกฤษ องค์กร Sandbag ได้แสดงให้เห็นว่า โรงไฟฟ้าลิกไนต์เจ็ดแห่งในเยอรมนีเป็นหนึ่งในสิบอันดับแรกของบริษัทที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นปริมาณสูงที่สุดในทวีปยุโรป

BDEW-Powermix-2018-en.png

รัฐบาลเยอรมันได้ให้คำมั่นสัญญาอย่างต่อเนื่องว่าจะนำเสนอแผนการลดการใช้พลังงานถ่านหิน ล่าสุดก็มีการจัดตั้งคณะกรรมการพิเศษขึ้นเพื่อทำภารกิจนี้ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา และได้มีการประชมของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญดังกล่าวเมื่อวันศุกร์ ที่ 13 กรกฎาคม ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามการรัฐบาลกลางได้มีการจัดคณะรัฐบาลใหม่เมื่อไม่นานมานี้รวมทั้งมีการเลือกคณะรัฐมนตรีด้านพลังงาน การเปลี่ยนแปลงด้านการเมืองดังกล่าวกลายเป็นอุปสรรคใหม่ของการดำเนินการด้านพลังงานทดแทน เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนใหม่ Peter Altmaier ได้ปฏิเสธที่จะพิจารณาเป้าหมายสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนใด ๆ ของสหภาพยุโรปที่จะบังคับให้เยอรมนีต้องเพิ่มสัดส่วนด้านพลังงานทดแทนสูงไปกว่า 32% ทั้งที่ก่อนหน้านี้ผู้แทนของเยอรมันได้รับการนำเสนอจากผู้แทนของสหภาพยุโรปไปแล้ว การปฏิเสธดังกล่าวบั่นทอความหวังที่รัฐบาลเยอรมันจะสนับสนุนข้อเสนอของสหภาพยุโรปที่มุ่งผลักดันสัดส่วนพลังงานทดแทนของประเทศสมาชิกให้เพิ่มขึ้นไปที่ 35% ภายในปีพ. ศ. 2573 (ค.ศ. 2050) ซึ่ง ท้ายสุดนาย Altmaier ก็สามาถทำการเจรจาเพื่อลดเป้าหมายดังกล่าวตามความต้องการ และทำการลงนามในข้อตกลงที่กำหนดเป้าหมายใหม่ไว้ที่ 32% ข้อตกลงดังกล่าวได้รับการรับรองโดยสมาชิกของคณะกรรมาธิการด้านพลังงานของรัฐสภายุโรปไปเรียบร้อย

อย่างไรก็ตามในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันคณะกรรมาธิการยุโรปได้เปิดตัวกระบวนการรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศค.ศ. 2050 อย่างเป็นทางการที่กรุงบรัสเซลส์ ซึ่งคณะผู้บริหารของสหภาพยุโรปหวังที่จะนำเสนอผลที่ได้รับที่ที่ประชุมสุดยอด COP24 ในเมือง Katowice ประเทศโปแลนด์สิ้นปีนี้ นาย Miguel Arías Cañeteผู้อำนวยการด้านสภาพอากาศของสหภาพยุโรปกล่าวในการแถลงข่าวว่า คณะกรรมาธิการยุโรปมุ่งที่จะสรุปผลการดำเนินการดังกล่าว ผ่านการจัดสถานการณ์การดำเนินการ Paris Agreement ที่หลากหลายซึ่งจะแสดงถึงทะเยอทะยานของสหภาพยุโรป โดยกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมได้เรียกร้องให้คณะกรรมาธิการยุโรปใช้การจำลองที่ตั้งอยู่บนฐานข้อมูลปัจจุบันของยุโรป เป็นตัวตั้งในการสร้าง baseline scenario และทำการจำลองสถานการณ์สมมุติต่าง ๆ เพื่อให้เห็นถึงทางเลือกด้านนโยบายที่จะนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกโดยเฉลี่ยที่ 2 องศา ต่ำกว่า 2 องศา และต่ำกว่า 1.5 องศาตามแนวทางของสนธิสัญญาปารีส

ความคับขันของการดำเนินการด้านสภาพแวดล้อมดูเหมือนจะเพิ่มขึ้น จากรายงานจากคณะกรรมการระหว่างประเทศว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) จะถูกเผยแพร่ในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ ที่ในร่างฉบับแรกได้มีการเปิดเผยว่าเป้าหมายของอุณภูมิโลกที่ 2 องศาอาจจะเป็นเป้าหมายที่ต่ำไปกว่าที่ควรจะเป็น

ที่มา – https://www.euractiv.com/section/energy/news/german-coal-trounced-by-renewables-for-first-time/

ไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน ความหวังที่มีอนาคตของยุโรป

ในปีค.ศ. 2017 ที่ผ่านมาเป็นปีที่สหภาพยุโรปทำการติดตั้งโรงงานไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่งมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ นอกจากนี้โรงงานไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนในภาพรวมก็เติบโตอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ส่งผลให้สหภาพยุโรปสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงสะอาดมากกว่าถ่านหินเป็นครั้งแรก

แหล่งพลังงานไฟฟ้าจากลมของสหภาพยุโรปได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในปีที่ผ่านมา หลังจากมีการติดตั้งโรงงานไฟฟ้าพลังงานลมศักยภาพ 3,148 เมกาวัตต์นอกชายฝั่ง อัตราดังกว่ามากกว่าการเพิ่มขึ้นในปีค.ศ. 2016 กว่าสองเท่าตัว และมากกว่าปีค.ศ. 2015 กว่าร้อยละ 4

สมาคมการค้าพลังงานลม WindEurope คาดการณ์ว่าอีกในสองปีถัดจากนี้ จะมีการเพิ่มขึ้นของศักยภาพพลังงานไฟฟ้าจากลมสูงเป็นประวัติการณ์อีก ด้วยโครงการที่กำลังจะแล้วเสร็จในสหราชอาณาจักร เยอรมนี และเบลเยี่ยม แต่หลังจากสองปีข้างหน้า การเติบโตของพลังงานลมอาจจะชะลอตัว เพราะประเทศสมาชิกก้าวเข้าสู่ปีที่มีการกำหนดเป้าหมายการด้านพลังงาน (ค.ศ. 2020) โดยเฉพาะด้านพลังงานหมุนเวียนของแต่ละประเทศ กรอบกฎหมายในปัจจุบันจะไม่สามารถบังคับใช้ได้ หลังจากปีค.ศ. 2020 เป็นต้นไป ส่วนเป้าหมายใหม่ที่จะมาแทนที่ยังต้องจะต้องรอผลการเจรจาสำหรับปีค.ศ. 2020-2030 อยู่

จากการวิจัยขององค์การ Sandbag และ องค์การ Agora Energie wende ที่เป็นองค์การ think tank ด้านพลังงาน แสดงให้เห็นว่าปริมาณไฟฟ้าที่มาจากพลังงานทดแทนได้แซงปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตจากถ่านหินเป็นครั้งแรกในประวัติการณ์ การศึกษาร่วมระหว่างสององค์กรดังกล่าวในรายงาน The European Power Sector in 2017 พบพัฒนาการที่น่าพึงพอใจดังกล่าว ทั้งที่ในปีค.ศ. 2010 ไฟฟ้าที่มาจากถ่านหินมีปริมาณที่สูงกว่าจากแหล่งพลังงานสะอาดเช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานชีวภาคและพลังงานลมมากกว่าสองเท่า แต่ภายในเจ็ดปีให้หลัง (ปีค.ศ. 2017) พลังงานสะอาดทั้งสามแหล่งสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าเพื่อหล่อเลี้ยงสหภาพยุโรปได้ถึงร้อยละ 20.9 คิดเป็นอัตราของ Energy Mix ถึงร้อยละ 30 และมีการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอัตราเฉลี่ยร้อยละ 1.7 จากปีค.ศ. 2010 เป็นต้นมา การศึกษาดังกล่าวคาดการณ์ว่าภายในปีค.ศ. 2030 พลังงานไฟฟ้าทดแทนในสหภาพยุโรปจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 50 ในที่สุด

อย่างไรก็ตามองค์กรดังกล่าวได้ชี้ให้เห็นว่า มีความแตกต่างในการเพิ่มขึ้นของพลังงานไฟฟ้าทดแทนในหมู่ประเทศสมาชิก โดยสหราชอาณาจักรและเยอรมนีเป็นสองประเทศหลักที่มีการเติบโตมากที่สุด รวมเป็นสัดส่วนโดยประมาณถึงร้อยละ 50 ของการเติบโตด้านดังกล่าวทั้งหมดในช่วงสามปีที่ผ่านมา

ผู้อำนวยการด้านนโยบายพลังงานของยุโรป ขององค์กร Agora นาย Mattias Bruck กล่าวว่าการเพิ่มขึ้นของพลังงานหมุนเวียนจะสามารถบรรลุเป้าหมายหมายถึงเป้าหมายที่กำหนดไว้สำหรับปีค.ศ. 2030 ได้หากประเทศในสหภาพยุโรปทั้งหมดเข้าสู่ภาวะการเปลี่ยนแปลงแหล่งพลังงาน หรือ energy transitionเท่านั้น

ปัจจุบัน มีเพียงสิบเอ็ดประเทศในสหภาพยุโรปที่ได้กำหนดเป้าหมายในด้านดังกล่าวในแผนพลังงานระดับชาติ และมีการดำเนินการอย่างแข็งขันและได้บรรลุเป้าหมายของตนเองไปแล้ว ในขณะที่ประเทศสมาชิกอื่น ๆ อย่างล้าลัง หรือแม้กระทั้งทำการซื้อส่วนเกินด้านพลังงานทดแทนจากสิบเอ๊ดประเทศเหล่านี้ ความแตกต่างดังกล่าวทำให้พัฒนาการของสหภาพยุโรปในภาพรวมไม่ดีเท่าที่ควร อัตราการใช้พลังงานทดแทนของสหภาพยุโรปอยู่ทีร้อยละ 17 ซึ่งถือว่าแย่กว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ ตามข้อมูลใหม่จาก Eurostat

แม้ว่าในอนาคตอันใกล้นี้ จะมีการลงนามพันธะสัญญาที่จะผลัดดันด้านพลังงานทดแทนทั่วยุโรป เช่นคำมั่นสัญญาของรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ในการติดตั้งพลังงานทดแทนศักยภาพ 1GW (ระหว่างปี 2023-2030) องค์กรWindEurope เห็นว่ากรอบด้านกฎระเบียบที่เข้มแข็งยังเป็นสิ่งจำเป็นในการบรรลุเป้าหมายศักยภาพพลังงานทดแทนที่มีการตั้งไว้ที่ 70 กิกะวัตต์ โดยการติดตั้งพลังงานลมนอกชายฝั่งควรจะได้รับการบรรจุเป็นยุทธศาสตร์ระดับชาติในทศวรรษต่อไป เพื่อบรรลุเป้าหมายสัดส่วนพลังงานทดแทนร้อยละ 35

เป้าหมายดังกล่าว ได้รับการสนับสนุนอย่างไม่มีผลผูกพัน (non-binding support) จากกระบวนการประเมินของตนเองของสหภาพยุโรป ในด้านการปรับปรุง Directive เกี่ยวกับพลังงานหมุนเวียน โดยจะเริ่มมีการเจรจาในด้านดังกล่าวเร็ว ๆ นี้กับสภาและคณะกรรมการเพื่อทำการเลื่อนเป้าหมายจากเดิมที่ตั้งไว้ที่ร้อยละ 27 ต่อไป

 

สหภาพยุโรปเดินหน้าโครงการพลังงานทดแทนในแอฟริกา

เมื่อวันที่ 4 มีนาคมค.ศ. 2017 คณะกรรมาธิการด้านความร่วมมือและการพัฒนาระหว่างประเทศ นาย  Neven Mimica ได้ประกาศการจัดทำโครงการด้านพลังงานทดแทนจำนวน 19 โครงการในแอฟริการวมมูลค่ากว่า 4.8 พันล้านยูโร ในที่ประชุมคณะกรรมการโครงการ  Africa Renewable Energy Initiative  โครงการด้านพลังงานทดแทนอย่างยั่งยืนนี้จะได้รับเงินสนับสนุนจากสหภาพยุโรปถึง 300 ล้านยูโร ซึ่งคาดว่าจะสามารถนำไปสู่การระดมทุนรวมมูลค่ากว่า 4.8 พันล้านยูโร และนำไปสู่ความสามารถในการผลิตพลังงานไฟฟ้าทดแทนเพิ่มขึ้น 1.8 Gigawatts ในแอฟริกา

นาย Mimica ได้กล่าวว่า โครงการทั้ง 19 โครงการนี้…เป็นการทำตามคำมั่นสัญญาของสหภาพยุโรปในการลงทุนและทำโครงการให้เป็นจริง..สหภาพยุโรปยืนยันบทบาทสำคัญของตนที่จะช่วยผลักดันให้แอฟริกาสามารถส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนเพื่อพัฒนาการเข้าถึงพลังงานของประชาชนแอฟริกา

การดำเนินการดังกล่าวจะช่วยขับเคลื่อนเป้าหมายของคณะกรรมาธิการยุโรปสำหรับปีค.ศ. 2020 ซึ่งได้แก่ 1) การเข้าถึงพลังงานทดแทนของประชาชนเพิ่มขึ้นอีก 30 ล้านคน 2) หลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 11 ล้านตันต่อปี 3ป ช่วยสร้างแหล่งพลังงานทดแทน 5 Gigawatts ในแอฟริกา

เป้าหมายดังกล่าวคิดเป็นสัดส่วนครึ่งหนึ่งของเป้าหมายโดยรวมของ Africa Renewable Energy Initiative  ที่มุ่งผลิตพลังงานทดแทนรวม 10 Gigawatts  ภายในปีค.ศ. 2020 และปลดล๊อกศักยภาพของแอฟริกาในการสร้างพลังงานทดแทนให้ได้ 300 Gigawatt ภายในปีค.ศ. 2030 ทั้งนี้สหภาพยุโรปได้กำหนดงบประมาณสำหรับขับเคลื่อนโครงการด้านพลังงานทดแทนนเขต Sub-Sahara Africa ในช่วงค.ศ. 2014-2020 รวมมูลค่ากว่า 2.7พันล้านยูโร

คณะกรรมาธิการยุโรป ประเทศสมาชิก และสถาบันการเงินของยุโรปต่างมุ่งมั่นที่สนับสนุนโครงการ AREI ผ่านกลไกทางการเงินที่มีอยู่ รวมทั้งการใช้ Africa Investment Facility (AfiF) โครงการ  Electification Financing Initative (ElectriFI) และโอกาสใหม่อื่น ๆ ภายใต้ External Investment Plan เพื่อผลักดันการลงทุนด้านพลังงานยั่งยืน ที่จะช่วยปลดล๊อกศักยภาพของแอฟริกาและคุณภาพชีวิตของคนนับล้าน

หมายเหตุ – โครงการ Africa Renewable Energy Initiative (AREI) เป็นโครงการของแอฟริกา ที่ขับเคลื่อนโดยแอฟริกา ภายใต้สหภาพแอฟริกัน มีจุดมุ่งหมายที่จะสร้างผลประโยชน์จากแหล่งพลังงานทดแทนที่มีมากมายของทวีป เพื่อช่วยประเทศในทวีปดังกล่าวผลักดันยุทธศาสตร์การพัฒนาและการก้าวกระโดดไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และจะช่วยยกระดับการเข้าถึงพลังงานที่ยั่งยืนและราคาไม่แพง และในขณะเดียวกันจัดการลดปัญหาด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

โครงการ AREI ได้เปิดตัวครั้งและในที่ประชุม COP21 ณ กรุงปารีสในเดือนธันวาคมค.ศ. 2015 และได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากนานาประเทศ

ตลาดพลังงานแสงอาทิตย์จะเพิ่มขึ้นถึงสามเท่าภายใน 2018

ศักยภาพของการผลิตไฟฟ้าโดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์คาดว่าจะเพิ่มขึ้นถึงสามเท่าตัวภายในปี 2018 จากการประเมินของ European Photovoltaic Industry Association (EPIA) การผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์จะมีศักยภาพเพิ่มขึ้นจาก 139 gigawatt (GW) ในปี 2013 เป็น 374 GW ในปี 2018 โดย EPIA ได้ทำการประเมินนี้ผ่านการจำลองในสภานะการณ์ที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุด

การเติบโตนี้คาดว่าจะเกิดขึ้นในกลุ่มประเทศในเอเซียมากที่สุดโดยการขยายดัวของเอเซียนั้นการขยายตัวส่วนใหญ่จะมากจากตลาดจีน และจะส่งผลให้ศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ในเอเซียนั้นสูงกว่ายุโรปภายในปี 2018 คาดว่าอัตราการผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในเอเซียจะเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 29 ในปี 2014 เป็นร้อยละ 40 ของพลังงานที่ผลิตโดยแสงอาทิตย์ทั้งหมดในปี 2018 ในขณะที่อัตราการผลิตในยุโรปจะลดลงจากร้อยละ 59 เหลือเพียงร้อยละ 35 ซึ่งเหตุผลของการหดตัวของสหภาพยุโรปนั้นคาดว่าจะเกิดจากแนวโน้มที่เงินสนับสนุนจากรัฐบาลในยุโรปจะลดลง

การคาดการณ์ตลาดโดยกลุ่ม EPIA ซึ่งมีบริษัทและสถาบันที่เกี่ยวข้องกับพลังงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์เป็นสมาชิกกว่า 100 สถาบัน แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มทางการตลาดที่จะเปลี่ยนไปอย่างพลิกผัน ซึ่งในที่ผ่านมาตลาดพลังงานแสงอาทิตย์ในยุโรปมีสัดส่วนที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ปัญหาใหญ่ของการผลิตไฟฟ้าโดยแสงอาทิตย์คือความจำเป็นของการสนับสนุนทางการเงิน (subsidisation) และกฎหมายที่ให้การสนับสนุนด้านต่างๆที่เกี่ยวข้อง ซึ่งหากสภาวะทางการค้าเหล่านี้เกื้อหนุนตลาดพลังงานแสงอาทิตย์สามารถจะเติบโตได้อย่างรวดเร็ว และในทางกลับกันหากสภาวะทางการค้าเหล่านี้เปลี่ยนแปลงก็จะส่งผลกระทบต่อการเติบโตของตลาดเช่นกัน

ในปีที่ผ่านมามีการติดตั้งแผงโซล่าเซลกว่า 38.4 GW ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2012 (30 GW) การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนี้ทำให้ในปัจจุบันพลังงานแสงอาทิตย์มีศักยภาพในการผลิตเป็นอันดับสามของพลังงานทดแทนถัดจากพลังงานน้ำและพลังงานลม การติดตั้งในเยอรมนีลดลงกว่าครึ่งในปีที่ผ่านมาเหลือเพียง 3.3 GW (ร้อยละ 8.6 ของการติดตั้งใหม่ทั้งหมด) และการติดตั้งในยุโรปทั้งหมดมี 11.1 GW (ร้อยละ 29 ของการติดตั้งใหม่ทั้งหมด) ในขณะที่การติดตั้งในประเทศจีนมีมากถึง 11.8 GW (ร้อยละ 30.1 ของการติดตั้งใหม่ทั้งหมด)

ที่มา: Solar market to nearly triple by 2018 as Asia leads Europe-EPIA

 

 

พลังงานอัดเม็ด (Wood pellet) ที่ส่งออกจากสหรํฐอเมริกาเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าตัว

ปริมาณพลังงานอัดเม็ด (Wood pellet) ที่ส่งออกจากสหรํฐอเมริกาได้เพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าตัวจากปีที่ผ่านมา ในปี 2012 สหรัฐส่งออกพลังงานอัดเม็ต 1.6 ล้าน short tons (ประมาณ 22 ล้านล้าน Btu) และได้เพิ่มขึ้นเป็น 3.2 ล้าน short tons ในปี 2013 โดยมากกว่าร้อยละ 98 ของการพลังงานอัดเม็ดส่งออกนี้ ถูกส่งไปสู่ยุโรป และประมาณร้อยละ 99 ของพลังงานอัดเม็ดถูกส่งออกทั้งหมด มาจากท่าเรือในเขตตะวันออกเฉียงใต้ และเขต Lower Mid-Atlantic ของสหรัฐอเมริกา

พลังงานอัดเม็ดปกตินั้นผลิตมาจากเศษวัศดุที่มาจากการแปรรูปไม้ เช่นขี้เลื่อย ขี้กบ และเศษไม้ แต่ในบางกรณีก็มีการใช้ต้นไม้ที่ได้รับการปลูกเพื่อนำมาอัดเม็ดโดยเฉพาะมาใช้ แม้จะมีต้นทุนที่สูงกว่า ในสหรัฐอเมริกานั้นพลังงานอัดเม็ดโดยส่วนใหญ่ จะใช้เพื่อการผลิตความร้อนสำหรับที่อยู่อาศัย แต่ก็มีบางส่วนที่ถูกใช้เพื่อผลิตความร้อนและผลิตกระแสไฟฟ้าในเชิงพานิชย์

หากย้อนหลังไปในปี 2008 องค์กร U.S. Forest Service ได้ทำการประเมินว่ากว่าร้อยละ 80 ของพลังงานอัดเม็ดที่ผลิตในสหรัฐอเมริกานั้นถูกใช้ในการบริโภคภายในประเทศ แต่อุปสงค์ที่สูงของตลาดพลังงานอัดเม็ดในยุโรป ทำให้สัดส่วนการส่งออกของพลังงานอัดเม็ดในสหรัฐนั้นได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก

แหล่งการส่งออกพลังงานอัดเม็ดในสหรัฐนั้น ส่วนใหญ่จะกระจุกตัวอยู่ในรัฐบริเวณเขตตะวันออกเฉียงใตั รัฐเหล่านี้จะมีความได้เปรียบในด้านปริมาณวัตถุดิบ และค่าขนส่งไปสู่ยุโรปที่ต่ำ ซึ่งโดยปกตินั้นค่าขนส่งนั้นมีสัดส่วนที่สูงต่อราคาขายของพลังงานอัดเม็ดอยู่แล้ว Bloomberg New Energy Finance ได้ทำการประเมินสัดส่วนของค่าขนส่งต่อราคาของพลังงานอัดเม็ดที่ถูกส่งจากรัฐในเขตตะวันออกเฉียงใต้ของสหรัฐ ไปสู่ประเทศเนเธอร์แลนด์ในช่วงกลางปี 2013 การประเมินพบว่าค่าขนส่งคิดเป็นสัดส่วนต่อราคาของพลังงานอัดเม็ดถึงประมาณร้อยละ 25 ดังนั้นผู้ผลิตในสหรัฐจึงมีความได้เปรียบในด้านต้นทุน เพราะตามปกติแล้วค่าขนส่งนั้นจะเพิ่มขึ้นตามระยะทาง กล่าวคือผู้ผลิตในสหรัฐมีค่าขนส่งไปสู่ยุโรปที่ต่ำกว่าผู้ผลิตในบราซิล หรือแคนาดาตะวันตก

ในปี 2013 ที่ผ่านมา ประเทศที่นำเข้าพลังงานอัดเม็ดจากสหรัฐมากที่สุดห้าอันดับแรก ได้แก่สหราชอาณาจักร เบลเยียม เดนมาร์กเนเธอร์แลนด์ และอิตาลี ซึ่งล้วนเป็นประเทศในสหภาพยุโรป สห ราชอาณาจักรซึ่งนำเข้ามากที่สุดถึงร้่อยละ 59 นั้นมีอัตราการเพิ่มขึ้นของการนำเข้าพลังงานอัดเม็ดจากสหรัฐถึงสามเท่า ระหว่างปี 2012 และ 2013 โดยในปี 2009 นั้นสหราชอาณาจักรแทบจะไม่มีการนำเข้าพลังงานอัดเม็ดเลย

อุปสงค์ของพลังงานอัดเม็ดในยุโรปที่เพิ่มสูงโดยเฉพาะสหราชอาณาจักร นั้นเป็นเพราะการเปลี่่ยนมาใช้พลังงานอัดเม็ดแทนพลังงานถ่านหินเพื่อการผลิตไฟฟ้าและการให้ความร้อน ซึ่งได้รับการผลักดันจาก European Commission’s 2020 climate and energy package ซึ่งเป็นกฏหมายที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2009 กฏหมายฉบับนี้เป็นการนำเอาเป้าหมายของสหภาพยุโรป 20-20-20 มาปฏิบัติใช้ เป้าหมายนี้มีทั้งหมด 3 ข้อด้วยกัน 1) ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลองร้อยละ 20 จากระดับของปี 1990 2) เพิ่มสัดส่วนของการใช้พลังงานทดแทนของสหภาพยุโรปขึ้นอีกร้อยละ 20 3) เพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงานของสหภาพยุโรปขึ้นอีกร้อยละ 20

ส่วนการเจริญเติบโตของการนำเข้าพลังงานอัดเม็ดที่รวดเร็วของสหราชอาณาจักรนั้น เป็นเพราะโครงการ Renewables Obligation ซึ่งบังคับให้กิจการและโรงงานต่างๆ ที่ใช้ถ่านหินในการผลิตกระแสไฟฟ้า ต้องมีการติดตั้งและดัดแปลง ให้สามารถมีการใช้พลังงานอัดเม็ดในการเผา หรือให้สามารถร่วมเผากับถ่านหินได้ หรือให้สามารถเผาชีวมวล (Biomass) ได้ โรงไฟฟ้า Drax ซึ่งเป็นโรงงานไฟฟ้าพลังงานถ่านหินที่ใหญ่ที่สุดของสหราชอาณาจักร มีศักยภาพในการผลิต กว่า 4,000 megawatts นั้นก็อยู่ในขั้นตอนการดัดแปลงเครื่องผลิตพลังงานไฟฟ้าถ่านหินให้สามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานอัดเม็ดได้