คลังเก็บป้ายกำกับ: ความสามารถในการแข่งขัน

ผลกระทบของภาษีอากรอาหารต่อศักยภาพในการแข่งขันของภาคเกษตรอาหาร

คณะกรรมาธิการยุโรปได้ทำการศึกษาผลกระทบของภาษีอาหารและผลกระทบต่อศักยภาพการแข่งขันของภาคเกษตรอาหาร (Food taxes and their impact on competitiveness in the agri-food sector) ผ่านผู้อำนวยการทั่วไป ของ Enterprise and Industry of the European Commission โดยมีที่ปรึกษาสัญชาติเนเธอร์แลนด์ Ecorys Netherlands ซึ่งการศึกษานี้อยู่ในกรอบกิจกรรม High Level Forum for a Better Functioning Food Supply Chain  ผลการศึกษาได้ชี้ให้เห็นว่าภาษีพิเศษที่บังคับใช้ต่อผลิตภัณฑ์ที่มีปริมาณน้ำตาล เกลือ และไขมันที่สูง เช่นน้ำอัดลม อาหารที่มีความหวานและความเค็มสูงนั้นมีผลต่อปริมาณการบริโภคผลิตภัณฑ์ดังกล่าว แต่ผลกระทบของภาษีประเภทดังกล่าวต่อภาคเกษตรและอาหารนั้นยังไม่มีความชัดเจน นอกจากนี้ผลการศึกษายังได้แยกผลกระทบของภาษีออกเป็นสองประเภทคือ ผลกระทบที่มีต่อการบริโภค และผลกระทบต่อการแข่งขัน ส่วนในด้านผลกระทบต่อการค้าข้ามพรมแดนนั้นการศึกษาได้รายงานว่าค่อนข้างต่ำ

1.ผลกระทบต่อการบริโภค

การศึกษาสรุปว่าภาษีอาหารโดยทั่วไปนั้นจะทำให้การบริโภคผลิตภัณฑ์ลดลง โดยผู้บริโภคเลี่ยงไปใช้สินค้าที่ไม่ต้องเสียภาษีหรือ เสียภาษีในอัตราที่ต่ำกว่า อย่างไรก็ตามผู้บริโภคอาจจะเลี่ยงไปซื้อสินค้าที่ต้องเสียภาษีเหมือนกันแต่มีราคารวมที่ต่ำกว่า ซึ่งในกรณีนี้จะไม่ช่วยลดปริมาณการบริโภคสารที่ถูกกำหนดให้เป็นเป้าหมายภาษี (เช่นเกลือ น้ำตาล หรือไขมัน) อีกทั้งผู้บริโภคอาจจะเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อื่นที่มีปริมาณ เกลือ น้ำตาล หรือไขมันในระดับเดียวกับผลิตภัณฑ์ที่ติดภาษีแทน

2.ผลกระทบต่อศักยภาพในการแข่งขัน

การศึกษาได้รายงานถึงผลกระทบของภาษีอาหารต่อศักยภาพในการแข่งขัน ภาษีอาหารเป็นการเพิ่มภาระด้านการบริหารของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะหากภาษีนั้นเรียกเก็บกับส่วนผสมหรือหากกฎและข้อระเบียบต่างๆ มีความซับซ้อน ส่วนผลกระทบต่อการทำกำไร การจ้างงาน การลงทุน และศักยภาพในการแข่งขันของบริษัทและ SMEs นั้นคาดว่าจะเป็นทางลบเช่นกัน โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้บริโภคเปลี่ยนไปใช้สินค้าที่มีราคาต่ำกว่า หรือสินค้าที่มีไม่ต้องเสียภาษี และระดับผลกระทบที่จะเกิดนั้นขึ้นอยู่กับชนิดสินค้า อย่างไรก็ตามจำนวนกรณีศึกษาที่น้อยและช่วงเวลาที่ทำการศึกษา (ซึ่งทำการหลังจากการเริ่มใช้ภาษีได้ไม่นาน) ทำให้การศึกษาไม่สามารถสรุปผลได้อย่างแน่นอน

ผลกระทบต่อการค้าข้ามพรมแดน?
ผลกระทบด้านภาษีอาหารต่อการค้าข้ามพรมแดนที่คาดว่าจะเกิดขึ้นโดยทั่วไปนั้น คือการเพิ่มขึ้นของการเดินทางไปซื้อสินค้าเดียวกันข้ามพรมแดนในประเทศเพื่อนบ้านที่ไม่มีภาษีดังกล่าว อย่างไรก็ตามการศึกษาพบว่าการเพิ่มขึ้นของการช้อปปิ้งข้ามชายแดนนั้นค่อนข้างจำกัด

ภาษีอาหารและผลกระทบที่เกิดขึ้นจากภาษีอาหารนั้นมีความซับซ้อนที่สูง การศึกษาดังกล่าวได้แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่น่าจะเกิดขึ้นแต่ยังไม่เป็นที่ชัดเจน การวิจัยเพิ่มเติมในด้านนี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อที่จะประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้นอย่างละเอียดและครบถ้วนมากขึ้น

Source: Study on Food taxes and their impact on competitiveness of the agri-food sector

 

คณะกรรมาธิการยุโรปประกาศรายชื่อ 20 วัตถุดิบที่สำคัญ

คณะกรรมาธิการยุโรปได้ประกาศรายชื่่อวัตถุดิบที่สำคัญ (Raw critical Material) จำนวนทั้งสิ้น 20 ชนิด วัตถุดิบที่ได้รับการบรรจุให้อยู่ในรายชื่อนี้ เป็นวัตถุดิบที่มีความเสี่ยงด้านการผลิตที่สูง (กล่าวคือเป็นวัตถุดิบที่มีแหล่งผลิตจำนวนจำกัด  หรือไม่สามารถใช้วัตถุดิบประเภทอื่นทดแทนได้ หรือมีความสำคัญทางเศรษฐกิจที่สูง หรือมีความสามารถที่จะนำกลับมาใช้ต่ำ)  ซึ่งการจัดรายการวัตถุดิบที่สำคัญในครั้งนี้ได้ให้ความสำคัญกับตัวแปรสองประเภทเป็นพิเศษ ได้แก่ ความสำคัญทางเศรษฐกิจและความเสี่ยงในการจัดหา (risk of supply)

โดยรายชื่อของวัตถุดิบสำคัญประจำปี 2014 นี้มีวัตถุดิบใหม่เพิ่มขึ้นอีกหกชนิดคือ borates, chromium, coking coal, magnesite, phosphate rock และ silicon metal ซึ่งรวมกับวัตถุดิบสำคัญรายชื่อเก่า ได้แก่ antimony, beryllium, cobalt, fluorspar, gallium, germanium, indium, magnesium, natural graphite, niobium, platinum group metals, heavy rare earths, light rare earths และ tungsten โดยในปีนี้เป็นครั้งแรกที่ rare earths ถูกแยกออกเป็นสองประเภทคือ light rare earths และ heavy rare earths

การจัดทำรายชื่อวัตถุดิบนี้ เป็นส่วนหนึ่งในโครงการของคณะกรรมาธิการที่มุ่งนำเอา EU Raw Materials Initiative มาประยุกต์ใช้ โดยมีจุดประสงค์หลักดังต่อไปนี้ 1)ขับเคลื่อนภาคการผลิตของอุตสาหกรรมในยุโรปให้มีการพัฒนากระบวนการขุดเหมืองและการ recycle 2)ใช้ข้อมูลนี้เพื่อช่วยในการวางนโยบายด้านทรัพยากรในภาพรวมของยุโรป 3) ใช้ข้อมูลช่วยในการเรียงลำดับความสำคัญของแผนปฎิบัติการต่างๆของคณะกรรมาธิการ เช่นการต่อรองทางการค้า  และการให้ทุนวิจัยและการสนับสนุนทางวิชาการ เป็นต้น นอกไปจากนี้ข้อมูลดังกล่าวยังมีประโยชน์ต่อผู้ประกอบการรายย่อย ในการประเมินความเสี่ยงของกระบวนการจัดหาวัตถุดิบของตนอีกด้วย

ในภาพรวม การทำรายการวัตถุดิบที่สำคัญนั้น เป็นมาตรการหนึ่งในการส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันและความเป็นเลิศด้านอุตสาหกรรมของสหภาพยุโรป เพราะในปัจจุบันผลิตภัณฑ์ต่างๆ มีความซับซ้อนที่สูง วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตก็มีความซับซ้อนมากขึ้น เช่นโทรศัพท์  smartphone ที่อาจจะใช้โลหะมากกว่า 50 ชนิดในการผลิต ภาคอุตสาหกรรมหลักในยุโรป เช่น ภาคยานยนต์ ภาคอวกาศการบิน และ ภาคพลังงานทดแทน ต่างมีความจำเป็นที่จะต้่องใช้วัตถุดิบเฉพาะ  ดังนั้นยุโรปจึงจำเป็นที่จะต้องมีการจัดการเชิงรุก ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากร

ที่มา: 20 critical raw materials – major challenge for EU industry

รายละเอียดเพิ่มเติม:

Report on Critical Raw Materials for the EU (revision of the list)

Press release IP/14/599   26/05/2014

MEMO/14/377   26/05/2014

 

 

 

 

 

ความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมในยุโรป – ปัญหา และ แนวปฏิบัติ

อุตสาหกรรมในยุโรปนั้นเริ่มกระเตื้องขึ้นหลังจากสภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำ อย่างไรก็ตามการฟื้นฟูนั้นคงจะใช้ระยะเวลา เพราะผลกระทบของวิกฤติเศรษฐกิจที่ผ่านมานั้นค่อนข้างรุนแรง – ตำแหน่งงานของภาคอุตสหกรรมของสหภาพยุโรปลดลงถึง 3.8ล้านตำแหน่งจากปี คศ. 2008

จากการวิจัยของคณะกรรมาธิการยุโรป สิ่งที่บ่งบอกความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสหกรรมนั้นได้แก่ นวัฒกรรมและความยั่งยืน(innovation and sustainability); สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ (business environment), การบริการและโครงสร้างพื้นฐาน (services and infrastructure); รัฐประศาสน์ (public administration); การเงินและการลงทุน (finance and investment); และ ความสามารถ (skills) และหลักเกณฑ์นี้สามารถใช้ในการจัดหมวดหมู่ประเทศในสหภาพยุโรปได้ดังนี้:

  • กลุ่มคงเส้นคงวา (consistent cluster) ซึ่งมีการความสามารถในการแข่งขันที่ดี มีระดับผลการปฏิบัติการที่ดีในรอบด้าน ได้แก่ ประเทศ Austria, Belgium, Denmark, Finland, France, Germany, Ireland, Luxembourg, Netherlands, Spain, Sweden และ United Kingdom.
  • กลุ่มปานกลาง (moderate cluster) ซึ่งมีระดับผลการปฏิบัติการที่ดีในด้านเฉพาะแต่มีผลปฏิบัติการที่ไม่ดีและแย่ลงในด้านอื่น ได้แก่ ประเทศ Cyprus, Greece, Italy, Malta, Portugal and Slovenia.
  • กลุ่มที่ยังต้องพัฒนา (catching-up) หรือกลุ่มประเทศสมาชิกที่ยังมีสิ่งที่ต้องท้าทายและพัฒนาอย่างมากในหลายๆด้าน แต่การพัฒนานั้นเป็นไปอย่างรวดเร็ว ได้แก่ประเทศ Bulgaria, Croatia, the Czech Republic, Estonia, Hungary, Latvia, Lithuania, Poland, Romania and Slovakia.

ความล่าช้าในการเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างนั้นเป็นหนึ่งในปัญหาที่มีความรุนแรงของสหภาพยุโรป ยกตัวอย่างเช่น แม้ว่าสมาชิกของสหภาพนั้นได้ทำการพัฒนานวัฒกรรมของตนเองตั้งแต่ปี คศ. 2008 แต่การลู่เข้า(convergence)ของระดับนวัฒกรรมของประเทศสมาชิกนั้นกลับไม่เกิดขึ้น กล่าวคือประเทศสมาชิกที่มีการพัฒนาด้านนวัฒกรรมที่น้อยกว่า นั้นยังไม่สามารถพัฒนาตนเองให้เทียบเท่ากับประเทศอื่นๆ

อัตราการลงทุนที่ต่ำก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งของยุโรป ระดับการลงทุนนั้นลดลงจากร้อยละ 21.1 ของ อัตรามวลรวมของสหภาพ (EU GDP) ในปี 2007 เหลือ ร้อยละ 18ในปี 2012 ที่สำคัญนโยบายต่างๆทางการเงินไม่สามารถส่งผลต่อการระดับการลงทุนทำให้การประเมินการฟื้นฟูของเศรษฐกิจนั้นค่อนข้างลำบาก ที่สำคัญการเข้าถึงแหล่งเงินในประเทศสมาชิกนั้นยังเป็นไปอย่างค่อนข้างยาก

ในด้านวัตถุดิบการผลิตนั้น ราคาพลังงานของแต่ละประเทศนั้นก็มีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด และเป็นที่น่าสังเกตว่าประเทศที่มีราคาพลังงานที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยนั้นจะมีผลการดำเนินการทางอุตสาหกรรมที่สม่ำเสมอกว่า

แม้ว่ายังมีความท้าทายในหลายๆด้านอยู่ และการค้าขายระหว่างประเทศในสหภาพนั้นเติบโตช้า แต่การส่งออกสู่ประเทศที่สามของสหภาพนั้นก็เริ่มมีความกระเตื้องขึ้น โดยเฉพาะสินค้าในด้าน ไฮเทคและการบริการที่ใช้ความรู้และความเชี่ยวชาญสูง

สหภาพยุโรปยังมีความแน่วแน่ในการพัฒนาภาคอุตสาหกรรม โดยได้ตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มผลผลิตมวลรวม (GDP) ที่มาจากภาคอุตสาหกรรมเป็น ร้อยละ 20 ของผลผลิตมวลรวมทั้งหมดภายในปี 2020โดยคณะกรรมธิการของสหภาพนั้นได้เสนอแนวปฏิบัติสามข้อ ได้แก่

  1. การดำเนินการกิจการนั้นควรจะอย่างเรียบง่ายและลดต้นทุนปฏิบัติการให้มากที่สุด
  2. ประเทศสมาชิกจะต้องพัฒนา การเข้าถึงแหล่งเงินและแหล่งทุนของกิจการต่างๆ โดยเฉพาะกิจการขนาดกลางและเล็ก
  3. การเปิดตลาดใหม่สำหรับบริษัทสัญชาติสหภาพยุโรป ทั้งในสหภาพเอง (ภายใต้ Directive 98/34/EC และการศึกษากฎและข้อบังคับในแต่ระประเทศสมาชิก) และในประเทศที่สามเช่น จีนผ่าน Europe-China Standards Information Platform (CESIP) โดยสามารถศึกษาผ่าน ฐานข้อมูล New Approach Notified Designated Organisations (NANDO)

ที่มาของข่าว – Industrial competitiveness: Europe can do better