ความร่วมมือ UNIDO-Japan การลงทุนและการถ่ายโอนเทคโนโลยี

สาระสำคัญ

ในครั้งที่สามจะกล่าวถึงความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนของญี่ปุ่น กับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในประเทศกำลังพัฒนา (Investment and Technology Transfer under COVID-19)
UNIDO เป็นสื่อกลางในการเชื่อมโยงหรือจัดหาผู้เชี่ยวชาญเพื่อร่วมกันดำเนินโครงการ และโครงการที่น่าสนใจ คือ การกำจัดขยะทางการแพทย์ด้วยเตาเผาเคลื่อนที่
UNIDO ITPO Tokyo ได้มีการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่ยั่งยืนของบริษัทญี่ปุ่นที่สอดคล้องกับ ISID ขึ้นอยู่บนเว็บไซต์ “Sustainable Technology Promotion Platform (STePP)”

UNIDO ร่วมกับคณะผู้แทนถาวรประเทศญี่ปุ่นประจำองค์การ UNIDO จัดเว็บสัมมนาในหัวข้อ “ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ครอบคลุมและยั่งยืน (ISID): ความท้าทายและโอกาสใหม่สำหรับความร่วมมือ UNIDO-Japan” เพื่อกล่าวถึงความร่วมมือระหว่าง UNIDO กับญี่ปุ่นในการช่วยประเทศกำลังพัฒนาและประเทศเกิดใหม่ให้ก้าวต่อไปในการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ครอบคลุมและยั่งยืน (ISID) และการฟื้นฟูให้กลับมาดีขึ้นหลังการระบาดของโควิด-19 โดยในครั้งที่สามจะกล่าวถึงความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนของญี่ปุ่น กับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในประเทศกำลังพัฒนา (Investment and Technology Transfer under COVID-19) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคแอฟริกา โดย UNIDO เป็นสื่อกลางในการเชื่อมโยงหรือจัดหาผู้เชี่ยวชาญเพื่อร่วมกันดำเนินโครงการ เช่น การผลิตน้ำสะอาดในอุซเบกิสถาน หรือโครงการที่น่าสนใจ คือ การกำจัดขยะทางการแพทย์ด้วยเตาเผาเคลื่อนที่ในมาดากัสการ์และเซเนกัล (ประเทศไทยอาจใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้ได้)

นอกจากนี้ UNIDO ITPO Tokyo ได้มีการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่ยั่งยืนของบริษัทญี่ปุ่นที่สอดคล้องกับ ISID ขึ้นอยู่บนเว็บไซต์ “Sustainable Technology Promotion Platform (STePP)” สำหรับประเทศกำลังพัฒนาและประเทศเกิดใหม่ โดยแบ่งออกเป็น 4 ขอบเขต ดังนี้

1) เทคโนโลยีด้านพลังงาน ซึ่งประกอบด้วย พลังงานหมุนเวียน การประหยัดพลังงานและการกักเก็บพลังงาน การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่ไม่ได้ใช้

2) เทคโนโลยีด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งประกอบด้วย การป้องกันและควบคุมการปล่อยมลพิษ การบริหารจัดการและบำบัดขยะ เศรษฐกิจหมุนเวียน

3) เทคโนโลยีด้านการเกษตร ซึ่งประกอบด้วย ห่วงโซ่คุณค่าของอาหาร การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต (ของดิน) การปรับตัวกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง การบริหารจัดการน้ำ

4) เทคโนโลยีด้านสุขภาพของมนุษย์ ซึ่งประกอบด้วย ด้านสาธารณะสุข อุปกรณ์ตรวจสอบและวินิจฉัย

ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวกว่าร้อยละ 70 มาจาก SMEs โดย UNIDO ITPO Tokyo ส่งเสริมการลงทุนและการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากญี่ปุ่นไปยังประเทศกำลังพัฒนาและประเทศเกิดใหม่ผ่านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) การร่วมทุน (JV) การออกใบอนุญาตเทคโนโลยี ฯลฯ

จากข้างต้น จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืนและครอบคลุม (ISID) จำเป็นต้องได้รับแรงผลักดันจากความร่วมมือในการพัฒนา และจากแนวทางความร่วมมือของ UNIDO กับโครงการที่ได้รับทุนจากญี่ปุ่นที่ได้นำผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่างๆ มารวมกันเพื่อร่วมกันปรับปรุงการดำรงชีวิต ปกป้องสิ่งแวดล้อม และจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก็เป็นอีกหนึ่งผลลัพธ์ ที่สามารถสร้างเศรษฐกิจที่มั่นคงและยั่งยืน โดยญี่ปุ่นยังคงปรารถนาที่จะมีส่วนร่วมในความพยายามนี้ในฐานะหนึ่งในประเทศผู้บริจาครายใหญ่ให้กับ ความร่วมมือทางเทคนิคของ UNIDO ต่อไป


แหล่งที่มา : https://www.unido.org/news/unido-japan-week-promotes-joint-successes-and-future-opportunities

สัมมนาความร่วมมือ UNIDO – JAPAN การพัฒนาและยกระดับทักษะทางอุตสาหกรรม

สาระสำคัญ

>>> ในครั้งที่สองจะอภิปรายเกี่ยวกับการสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาและยกระดับทักษะทางอุตสาหกรรม (Joining forces for industrial skills development) เพื่อตอบสนองต่อ ภูมิทัศน์อุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาในประเทศกำลังพัฒนาและช่วงเปลี่ยนผ่านทางระบบเศรษฐกิจ
>>> ประเด็นที่น่าสนใจสำหรับประเทศกำลังพัฒนา คือ กลุ่มธุรกิจที่ต้องการให้ภาครัฐสนับสนุนการพัฒนาหรือปรับทักษะของแรงงาน คือ กลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และภาคนอกระบบ ซึ่งพวกเขาอาจมีความสามารถหรือจำนวนเงินที่ไม่เพียงพอในการพัฒนาทักษะหรือได้มาซึ่งแรงงานที่มีทักษะสูง
>>> จากข้อมูลของ komatsu ได้กล่าวถึง 5 ทักษะในอนาคตที่แรงงานในประเทศกำลังพัฒนาต้องได้รับการฝึกฝน คือ 1) ทักษะด้านดิจิทัล 2) การเชื่อมโยง (connectivity) 3) การฝึกเชิงปฏิบัติ 4) ด้านความปลอดภัย 5) ความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ 

UNIDO ร่วมกับคณะผู้แทนถาวรประเทศญี่ปุ่นประจำ UNIDO จัดเว็บสัมมนาในหัวข้อ “ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ครอบคลุมและยั่งยืน (ISID): ความท้าทายและโอกาสใหม่สำหรับความร่วมมือ UNIDO-Japan” เพื่อกล่าวถึงความร่วมมือระหว่าง UNIDO กับญี่ปุ่นในการช่วยประเทศกำลังพัฒนาและประเทศเกิดใหม่ให้ก้าวต่อไปในการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ครอบคลุมและยั่งยืน (ISID) และการฟื้นฟูให้กลับมาดีขึ้นหลังการระบาดของโควิด-19 โดยในครั้งที่สองจะอภิปรายเกี่ยวกับการอภิปรายเพื่อสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาและยกระดับทักษะทางอุตสาหกรรม (Joining forces for industrial skills development) เพื่อตอบสนองต่อภูมิทัศน์อุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาในประเทศกำลังพัฒนาและช่วงเปลี่ยนผ่านทางระบบเศรษฐกิจ

การลงทุนในการศึกษาและฝึกอบรมด้านเทคนิคและอาชีวศึกษา (TVET) มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเติมเต็มช่องว่างของทักษะที่ขาดหายไปของแรงงานในตลาด ดังนั้นจึงต้องมีความร่วมมือเชิงกลยุทธ์และการประสานงานระหว่างภาครัฐ เอกชน และพันธมิตรด้านการพัฒนาเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างคุณค่าร่วมกันสำหรับทุกคน

มีการกล่าวถึงความท้าทายและโอกาสของการพัฒนาทักษะด้านอุตสาหกรรมในประเทศกำลังพัฒนา โดยประเด็นที่น่าสนใจสำหรับประเทศกำลังพัฒนา คือ กลุ่มธุรกิจที่ต้องการให้ภาครัฐสนับสนุนการพัฒนาหรือปรับทักษะของแรงงาน คือ กลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และภาคนอกระบบ ซึ่งพวกเขาอาจมีความสามารถหรือจำนวนเงินที่ไม่เพียงพอในการพัฒนาทักษะหรือได้มาซึ่งแรงงานที่มีทักษะสูง ซึ่งบทบาทของภาครัฐ คือ การลดความไม่สมมาตรของข้อมูลสำหรับภาคส่วนต่างๆ และการให้การสนับสนุนมากกว่าการไปจัดการกันเอง

นอกจากนี้ มีการยกตัวอย่างโครงการความร่วมมือของ UNIDO-Japan เช่น komatsu ร่วมกับรัฐบาลญี่ปุ่นทำความร่วมมือภาครัฐและภาคเอกชนในประเทศยูกันดา โดยการเข้าไปให้คำแนะนำเครื่องมือในการออกแบบการศึกษาและพัฒนาหลักสูตร มุ่งเน้นที่คุณภาพและความปลอดภัย และร่วมกับ North technical college ในแซมเบียพัฒนาหลักสูตรวิศวกรรมเครื่องจักรกลหนัก และการอบรมออนไลน์

จากข้อมูลของ komatsu ได้กล่าวถึง 5 ทักษะในอนาคตที่แรงงานในประเทศกำลังพัฒนาต้องได้รับการฝึกฝน คือ 1) ทักษะด้านดิจิทัล 2) การเชื่อมโยง (connectivity) 3) การฝึกเชิงปฏิบัติ 4) ด้านความปลอดภัย 5) ความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ 

ทั้งนี้ ภาคส่วนต่างๆ ที่ได้ร่วมงานกับ UNIDO ได้ชื่นชมถึงความเชี่ยวชาญในการกำหนดกลยุทธ์และส่งเสริมโครงการด้วยมุมมองระยะยาว ผ่านการดำเนินการประเมินความต้องการและรับฟัง และสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในท้องถิ่น ทำให้สามารถนำผลลัพธ์ไปสู่ชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพ


 แหล่งที่มา : https://www.unido.org/news/new-challenges-and-opportunities-unido-japan-cooperation-day-2-joining-forces-industrial-skills-development

สัมมนาความร่วมมือ UNIDO-Japan การส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนและอุตสาหกรรมที่เป็นกลาง ทางคาร์บอน

สาระสำคัญ

>>> ในครั้งแรกจะอภิปรายเรื่องการส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนและอุตสาหกรรมที่เป็นกลางทางคาร์บอนเพื่อบรรลุการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างครอบคลุมและยั่งยืนและการฟื้นฟูที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจากโควิด-19 (Accelerating Circular Economy and Carbon Neutrality for ISID and a Green Recovery) และแนวทางของ UNIDO และญี่ปุ่นในการสนับสนุนประเทศคู่ค้าในการนำไปปรับใช้ และต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์จากหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน
>>> 2 ประเด็นสำคัญในการบรรลุการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างครอบคลุมและยั่งยืน คือ 1) การวัดผลเป็นเรื่องที่สำคัญ ถ้าไม่สามารถวัดผลได้ ก็ไม่สามารถพัฒนาให้ดีขึ้น 2) สิ่งสำคัญสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน คือ เทคโนโลยี เงินทุน สิ่งจูงใจ นโยบาย โดยการเข้าถึงเทคโนโลยีนั้น ITPO และ UNIDO จะเข้ามามีบทบาทสำคัญ

UNIDO ร่วมกับคณะผู้แทนถาวรประเทศญี่ปุ่นประจำ UNIDO จัดเว็บสัมมนาในหัวข้อ “ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ครอบคลุมและยั่งยืน (ISID): ความท้าทายและโอกาสใหม่สำหรับความร่วมมือ UNIDO-Japan” เพื่อกล่าวถึงความร่วมมือระหว่าง UNIDO กับญี่ปุ่นในการช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาและประเทศเกิดใหม่ให้ก้าวต่อไปในการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ครอบคลุมและยั่งยืน (ISID) และการฟื้นฟูให้กลับมาดีขึ้นหลังการระบาดของโควิด-19 โดยในครั้งแรกจะอภิปรายเกี่ยวกับเรื่องการส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนและอุตสาหกรรมที่เป็นกลางทางคาร์บอนเพื่อบรรลุการพัฒนาอย่างยั่งยืนและการฟื้นฟูที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจากโควิด-19 (Accelerating Circular Economy and Carbon Neutrality for ISID and a Green Recovery) และแนวทางของ UNIDO และญี่ปุ่นในการสนับสนุนประเทศคู่ค้าในการนำไปปรับใช้ และต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์จากหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยเฉพาะด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม ผ่านการลงทุนและการถ่ายทอดเทคโนโลยี

ทางกระทรวงสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศญี่ปุ่น (MOEJ) ได้มีการกล่าวถึง “Platform for Redesign 2020” ซึ่งเป็นแพลตฟอร์ตออนไลน์ที่ญี่ปุ่นใช้เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในการส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่ “สังคมปลอดคาร์บอน (decarbonized society) เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular economy) และสังคมที่กระจายอำนาจ (decentralized society)” เพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและปกป้องสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน

พร้อมทั้งกล่าวถึงโครงการ Joint Crediting Mechanism (JCM) ซึ่งเป็นระบบความร่วมมือระหว่างญี่ปุ่นและประเทศกำลังพัฒนา ร่วมกับ UNIDO ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำและการดำเนินกิจกรรมลดการปล่อยคาร์บอนจากญี่ปุ่น โดยผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจะถูกประเมินว่าเป็นผลงานของทั้งประเทศหุ้นส่วนและญี่ปุ่น ซึ่งประเทศไทยเป็น 1 ใน 17 ประเทศที่เข้าร่วมด้วย  ในอนาคตจะมีการนำแนวคิดนี้ไปเสนอในข้อตกลงปารีสเพื่อทำเป็นระเบียบของโลกเกี่ยวกับกลไกของตลาดด้วย  

นอกจากนี้ทางสมาคมอุตสาหกรรมเคมีแห่งญี่ปุ่นได้มากล่าวถึงบทบาทที่สำคัญของอุตสาหกรรมเคมีในการส่งเสริมนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหา ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรที่จำกัด ขยะที่มากขึ้นและการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับการใช้พลาสติกให้หมุนเวียนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยให้หลักการ 3 ประการในการสร้างระบบนิเวศการรีไซเคิล คือ 1) ต้องทำให้มีวัตถุดิบในการนำมารีไซเคิลที่เพียงพอ 2) พัฒนาเทคโนโลยี 3) สร้างตลาดให้มีผู้บริโภคที่มากพอ โดยทั้งหมดนี้จะมาพร้อมกับการประเมินวงจรชีวิตของสินค้าและรอยเท้าคาร์บอน (carbon footprint)  

พร้อมทั้งมีการกล่าวถึงประเด็นการเงินสีเขียว ซึ่งเข้ามามีส่วนสนับสนุนให้บริษัทที่ต้องการปรับการดำเนินงานหรือลงทุนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสามารถเข้าถึงเงินทุนได้ง่ายขึ้น เนื่องจากมีการนำประเด็นสิ่งแวดล้อมเข้าไปพิจารณาร่วมด้วย ซึ่งอาจเป็นการยากในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนรูปแบบปกติ จากข้อมูลของบริษัทเงินทุน SMBC Nikko Securities Inc. ได้แนะนำเกี่ยวกับตลาดพันธบัตรที่เชื่อมโยงเพื่อสิ่งแวดล้อม สังคม และความยั่งยืน (Green, Social, and Sustainability-Linked Bond (GSS)) ซึ่งปัจจุบันมีการเติบโตอย่างมาก โดยในปี 2563 มีมูลค่าการออกพันธบัตรถึง 460 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และปัจจุบันมียอดการออกสะสมเกิน 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ โดยในปีนี้คาดว่าจะมีการขยายตัวของปริมาณมากขึ้นไปอีก จากความต้องการฟื้นตัวจากวิกฤตการณ์โควิด-19

โดย 2 ประเด็นสำคัญในการบรรลุการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างครอบคลุมและยั่งยืน คือ 1) การวัดผลเป็นเรื่องที่สำคัญ ถ้าไม่สามารถวัดผลได้ ก็ไม่สามารถพัฒนาให้ดีขึ้น 2) สิ่งสำคัญสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน คือ เทคโนโลยี เงินทุน สิ่งจูงใจ นโยบาย ซึ่งทางด้านการเข้าถึงเทคโนโลยีนั้น ITPO และ UNIDO จะเข้ามามีบทบาทสำคัญ


แหล่งที่มา : https://www.unido.org/news/partnering-isid-new-challenges-and-opportunities-unido-japan-cooperation-day-1

Global call ค้นหานวัตกรรม 4 ขอบเขตตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน

สาระสำคัญ

>>> Global call ค้นหานวัตกรรม 4 ขอบเขตเพื่อตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน 2030 
>>> วัตถุประสงค์ เพื่อค้นหาและส่งเสริมเทคโนโลยีที่เป็นนวัตกรรมจากภาคเอกชน เพื่อจัดการกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจที่ครอบคลุมและยั่งยืนในที่สุด
>>> ให้ความสำคัญกับ 4 ขอบเขต 1) นวัตกรรมสำหรับการขจัดคาร์บอนออกจากสภาพแวดล้อมในเมืองที่กำลังเติบโต 2) นวัตกรรมสำหรับการผลิตและกระจายพลังงาน 3) นวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจหมุนเวียน 4) นวัตกรรมเกี่ยวกับที่ดินที่มีศักยภาพในการผลิตผลผลิต

การเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ถือเป็นหนึ่งในความท้าทายอันยิ่งใหญ่ของโลกในปัจจุบัน ซึ่งต้องดำเนินการจัดการทั้งการลดการปล่อยมลพิษอย่างรวดเร็ว และการป้องกันไม่ให้การปล่อยมลพิษเติบโตขึ้น ดังนั้นจึงต้องการเทคโนโลยีที่จะมาเล่นทั้งสองบทบาทนี้พร้อมๆกัน

วัตถุประสงค์ของ Global Call เพื่อค้นหาและส่งเสริมเทคโนโลยีที่เป็นนวัตกรรมจากภาคเอกชน เพื่อจัดการกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจที่ครอบคลุมและยั่งยืนในที่สุด โดยจะให้ความสำคัญกับ 4 ขอบเขต ดังนี้

1) นวัตกรรมสำหรับการขจัดคาร์บอนออกจากสภาพแวดล้อมในเมืองที่กำลังเติบโต (decarbonizing growing urban environments) โดยสามารถตอบสนองความต้องการและการกระจายของทรัพยากรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำ การเกษตร พลังงาน การเคลื่อนย้าย และทรัพยากรอื่นๆ ตลอดจนการแก้ปัญหาสำหรับพื้นที่ที่เสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (เช่น พื้นที่ชายฝั่งทะเล)

2) นวัตกรรมสำหรับการผลิตและกระจายพลังงาน (clean and efficient energy generation and storage) โดยเฉพาะการกระจายพลังงานหมุนเวียนที่ราคาไม่แพงที่สามารถนำไปใช้กับประเทศกำลังพัฒนาได้

3) นวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจหมุนเวียน (circular production and industrial processes) ทั้งในกระบวนการผลิต หรือตลอดจนทั้งห่วงโซ่คุณค่า ไปจนถึงแนวทางการบริโภคอย่างระมัดระวังต่อสภาพอากาศมากขึ้น (climate-cautious consumption of resources)

4) นวัตกรรมเกี่ยวกับที่ดินที่มีศักยภาพในการผลิตผลผลิต (productive lands) ซึ่งรวมไปถึงเทคโนโลยีและแนวทางการผลิตใหม่ๆ ที่ส่งผลในเชิงบวกอย่างชัดเจนต่อสุขภาพของดิน (soil health) การฟื้นฟูดิน (land rehabilitation) และการต่อสู้กับการแปรสภาพเป็นทะเลทราย (combating desertification)

โครงการดังกล่าว ริเริ่มโดยสำนักงานส่งเสริมการลงทุนและเทคโนโลยีของ UNIDO (ITPO) ประเทศเยอรมนีโดยได้รับความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับ Think Tank ชั้นนำของเยอรมนี และ Future Cleantech Architects (FCA) ผ่านการดำเนินการโดยเครือข่ายส่งเสริมการลงทุนและเทคโนโลยี (ITP) ของ UNIDO กับ ITPO ทั้ง 9 แห่งทั่วโลกและองค์กรอื่นๆ ของสหประชาชาติ ทั้งอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) และอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการแปรสภาพเป็นทะเลทราย (UNCCD)


หากสนใจสามารถส่งใบสมัครระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคมถึง 2 สิงหาคม 2564 ผ่านแบบฟอร์มออนไลน์ : https://form.jotform.com/211453409471048

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคโนโลยีทั้ง 4 ด้าน : https://www.unido.org/sites/default/files/files/2021-06/Global_Call_Categories.pdf


แหล่งที่มา : https://www.unido.org/global-call-itpos

โรงงานรีไซเคิลแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าแห่งแรกของสหภาพยุโรป

สาระสำคัญ

>>> โปแลนด์จัดตั้งโรงงานรีไซเคิลแห่งแรกของสหภาพยุโรป ซึ่งจะรีไซเคิลทั้งแบตเตอรี่รถยนต์และขยะโลหะอื่นๆ ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของยานยนต์และการขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้า (E-Mobility) เพื่อตอบสนองต่อการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของยานยนต์ไฟฟ้าในสหภาพยุโรป
>>> โครงการนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการนำเทคโนโลยีและความก้าวหน้าใหม่ๆ ในการทำงานร่วมกับเศรษฐกิจสีเขียว

บริษัทรีไซเคิลแบตเตอรี่รถยนต์และขยะโลหะอื่นๆ ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของยานยนต์และการขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้า (E-Mobility) แห่งแรกของสหภาพยุโรป ดำเนินการโดยบริษัท Elemental Holding ตั้งอยู่ที่เมือง Grodzisk Mazowiecki ทางตอนกลางของโปแลนด์ ซึ่งทางบริษัทมีความเชี่ยวชาญในการรวบรวมและรีไซเคิลขยะอุปกรณ์ไฟฟ้าและโลหะกลุ่มแพลตตินัม โดยยุทธศาสตร์ของบริษัท คือ มุ่งเน้นไปที่การกู้คืนและการสกัดวัตถุดิบที่สำคัญเพื่อนำไปใช้ในเทคโนโลยีและนวัตกรรมคาร์บอนต่ำ

บริษัทได้รับการสนับสนุนและได้รับทุนบางส่วนจากศูนย์วิจัยและพัฒนาแห่งชาติของโปแลนด์ (NCBR) รวมไปถึงได้รับเงินกู้จากธนาคารเพื่อการบูรณะและการพัฒนาแห่งยุโรป (EBRD) จำนวน 25 ล้านยูโร ในการสร้างโรงงานบำบัดแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่ใช้แล้วของรถยนต์ไฟฟ้า และขยะโลหะอื่นๆ ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของยานยนต์และการขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้า (E-Mobility) รวมไปถึงนำสิ่งที่ได้ไปผลิตเป็นโลหะทุติยภูมิและวัสดุอื่น ๆ ที่สามารถนำกลับมาใช้เป็นวัตถุดิบในแบตเตอรี่ใหม่หรือในการใช้งานอื่น ๆ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับห่วงโซ่คุณค่าของแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน

การนำแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนกลับมาใช้ใหม่ถือเป็นส่วนสำคัญของการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เนื่องจากลิเธียมเป็นส่วนประกอบหลักในสินค้าหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า แล็ปท็อป แท็บเล็ต และสมาร์ทโฟน ซึ่งการสกัดจะสร้างผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีข้อมูลเกี่ยวกับการรั่วไหลลงสู่แหล่งน้ำใกล้โรงงาน รวมไปถึงการเป็นอันตรายต่อดินและทำให้เกิดการปนเปื้อนในอากาศ

จากข้อมูลของ EBRD โรงงานรีไซเคิลแบตเตอรี่แห่งใหม่นี้จะช่วยทั้งการลดการปล่อยมลพิษในโปแลนด์และ ทั่วทั้งสหภาพยุโรป ตลอดจนสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียนของภาคการขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้า (E-Mobility) ซึ่งการผลิตและการใช้แบตเตอรี่และโลหะรีไซเคิลดังกล่าวนำไปสู่การประหยัดคาร์บอนได้มากถึงร้อยละ 98 เมื่อเทียบกับแบตเตอรี่แบบดั้งเดิม รวมไปถึงเป็นการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่หายากอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ทั้งนี้ โครงการนี้ถูกมองว่าเป็นข้อเสนอของวอร์ซอ เพื่อสลัดชื่อเสียงในฐานะหนึ่งในผู้ก่อมลพิษรายใหญ่ของยุโรป ตามข้อมูลในรายงานปี 2562 ที่คณะกรรมาธิการยุโรปได้วิพากษ์วิจารณ์โปแลนด์เรื่องอัตราการรีไซเคิลในเขตเทศบาลที่ต่ำที่ร้อยละ 44 ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายของสหภาพยุโรปที่ร้อยละ 50


แหล่งที่มา : https://industryeurope.com/sectors/metals-mining/poland-to-host-first-eu-battery-recycling-plant/  

โครงการรีไซเคิลปิดลูปหน้ากากแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง

สาระสำคัญ

>>> บริษัทเคมีภัณฑ์ของซาอุดิอาระเบีย SABIC ร่วมกับบริษัท Fraunhofer UMSICHT ของเยอรมนี และบริษัทสินค้าอุปโภคบริโภคระดับโลก Procter & Gamble (P&G) ร่วมมือกันศึกษาความเป็นไปได้ของการรีไซเคิลหน้ากากแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งแบบครบวงจร
>>> กระบวนการโดยย่อ คือ ทำความสะอาดและผ่านความร้อนและแรงดัน (thermochemical) เพื่อเปลี่ยนเป็นน้ำมันไพโรไลซิส หลังจากนั้นนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเม็ดพลาสติก PP และขั้นตอนสุดท้ายถูกนำไปแปรรูปเป็นวัสดุเส้นใยไม่ถักไม่ทอ (non-woven fibres material)
>>> โครงการนำร่องนี้ช่วยให้สามารถประเมินความเป็นไปได้ของแนวทางหมุนเวียนแบบครบวงจรของพลาสติกเกรดสุขอนามัยหรือทางการแพทย์ ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมาเป็นที่น่าพอใจมาก แม้ว่าจำเป็นต้องมีการดำเนินงานเพิ่มเติม

การเพิ่มขึ้นของการใช้หน้ากากอนามัยอันเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้เกิดความกังวลด้านสิ่งแวดล้อม และสร้างความท้าทายในการหาแนวทางในการจัดการกับขยะนั้นอย่างยั่งยืน

Dr. Peter Dziezok ผู้อำนวยการ R&D Open Innovation ของบริษัท P&G กล่าวว่า “เมื่อตระหนักถึงความท้าทายดังกล่าว จึงเริ่มสำรวจว่าหน้ากากที่ใช้แล้วจะสามารถกลับเข้าสู่ห่วงโซ่คุณค่าของการผลิตหน้ากากใหม่ได้อย่างไร และเพื่อให้แนวทางนั้นตอบสนองในเชิงของความเป็นไปได้ทั้งความยั่งยืนและเศรษฐกิจ ต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญ ดังนั้นจึงได้ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์ของ Research Department “Advanced Recycling” ที่ Fraunhofer CCPE และ Recycling Management ที่ Fraunhofer UMSICHT และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมของบริษัท SABIC

กระบวนการเริ่มต้นด้วยบริษัท P&G รวบรวมหน้ากากอนามัยที่ใช้แล้วของพนักงานหรือผู้เข้าชมที่สถานที่ผลิตและการวิจัยในเยอรมนี หลังจากนั้นจัดส่งหน้ากากที่ใช้แล้วไปยัง Fraunhofer ในการแปรสภาพ โดยเริ่มจากหน้ากากจะถูกตัดเป็นชิ้นเล็กๆ หลังจากนั้นนำไปผ่านกระบวนการทำความสะอาดและผ่านความร้อนและแรงดัน (thermochemical) เพื่อเปลี่ยนเป็นน้ำมันไพโรไลซิส ซึ่งกระบวนการดังกล่าวสามารถทำลายสารมลพิษหรือเชื้อโรคที่หลงเหลืออยู่ (เช่น ไวรัสโคโรนา) มีคุณภาพบริสุทธิ์ (virgin quality) ที่สามารถตอบโจทย์ข้อกำหนดในการผลิตผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ได้ หลังจากนั้นจะถูกส่งไปยังบริษัท SABIC เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเม็ดพลาสติก PP โดยใช้หลักการ “สมดุลมวล (mass balance)” ในการผสมกันระหว่างวัตถุดิบทางเลือกกับวัตถุดิบที่ใช้ฟอสซิลในกระบวนการผลิต และขั้นตอนสุดท้าย คือ พอลีเมอร์ PP ถูกส่งไปยังบริษัท P&G เพื่อไปแปรรูปเป็นวัสดุเส้นใยไม่ถักไม่ทอ (non-woven fibres material)

*หลักการสมดุลของมวล (Mass balance) เป็นกระบวนการที่พิจารณาวัตถุดิบเข้า ผลผลิต และการกระจายของสารในกระบวนการต่างๆ ซึ่งถือเป็นสะพานเชื่อมที่สำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างยั่งยืนในอนาคต

แหล่งที่มา : SABIC / Fraunhofer

Hansjörg Reick ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่าย Open Innovation ของ P&G กล่าวว่า “โครงการนำร่องนี้ช่วยให้สามารถประเมินแนวทางหมุนเวียนแบบครบวงจรของพลาสติกเกรดสุขอนามัยหรือทางการแพทย์ได้ ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมาเป็นที่น่าพอใจมาก แม้ว่าจำเป็นต้องมีการดำเนินงานเพิ่มเติม”

ทั้งนี้ โครงการนำร่องดังกล่าวใช้เวลาในการศึกษาและดำเนินการร่วมกว่า 7 เดือน และในอนาคตทาง Fraunhofer CCPE ยังคงทำการวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับความสามารถในการถ่ายโอนของการรีไซเคิลขั้นสูงเพื่อไปเป็นวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์เคมีอื่นๆ ต่อไป


แหล่งที่มา : https://industryeurope.com/sectors/chemicals-biochemicals/3-giants-partner-on-closed-loop-recycling-pilot-for-single-use-facemasks/

สัมมนาออนไลน์ Green energy 13 กรกฎาคม 2564

ข่าวประชาสัมพันธ์สัมมนาออนไลน์…
สถานเอกอัครราชทูตไทยประจํากรุงมาดริดในความร่วมมือกับสมาคมธุรกิจสเปน – อาเซียน (ASEMPEA) และศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีอุตสาหกรรม (CDTI) จัดสัมมนา ′′ Thailand-Spain Partnership Towards Green Energy ′′
จัดขึ้นวันอังคารที่ 13 กรกฎาคม 2564เวลา 10.00-12.15 น. (เวลายุโรปกลาง)15.00-17.15 น. (เวลาประเทศไทย)
ลงทะเบียนที่…https://www.asempea.com/seminar-thailand-spain-partnership-towards-green-energy/?lang=en

การค้าสารเคมีผิดกฎหมายยังคงเป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องรีบจัดการ

สาระสำคัญ
>>> ความคืบหน้าของการจัดการการค้าสารเคมีผิดกฎหมายมีอย่างจำกัดในทุกภูมิภาค และการขนส่งผิดกฎหมายยังคงเป็นภัยคุกคามรุนแรงต่อประเทศกำลังพัฒนา
>>> ในการกำหนดยุทธศาสตร์ของ SAICM Beyond 2020 ได้มีการระบุเกี่ยวกับการป้องกันการค้าระหว่างประเทศและการขนส่งที่ผิดกฎหมายของสารเคมีที่เป็นพิษ เป็นอันตราย ต้องห้าม และมีการจำกัดอย่างเข้มงวด เป็นเป้าหมายภายใต้วัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์ A (การป้องกันหรือลดความอันตรายจากสารเคมีตลอดทั้งวงจรชีวิต)

โครงการระหว่างประเทศว่าด้วยความปลอดภัยสารเคมี (Inter-Organization Programme for the Sound Management of Chemicals (IOMC)) ได้จัดสัมมนาออนไลน์ในหัวข้อชื่อ “การจัดการการค้าและการขนส่งผิดกฎหมายของสารเคมีในภาคอุตสาหกรรม สารกำจัดศัตรูพืช และของเสียตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นไป” (Addressing illegal trade and traffic of industrial chemicals, pesticides and waste for sound management of chemicals and waste beyond 2020) โดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเยอรมนี

การสัมมนาดังกล่าว แบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือ 1) เกริ่นถึงหัวข้อและกิจกรรมต่างๆ ขององค์กรที่เข้าร่วมอยู่ใน IOMC โดยมีสำนักเลขาธิการอนุสัญญาบาเซล รอตเตอร์ดัม และสตอกโฮล์ม (BRS) องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) และองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์และมุมมองเกี่ยวกับปัญหา  และ 2) การอภิปราย ซึ่งได้หารือกันในเรื่องการดำเนินการในระดับภูมิภาคและระดับโลกเพื่อป้องกันและต่อต้านการค้าและการขนส่งที่ผิดกฎหมาย โดยมีตัวแทนจากกลุ่มต่างๆ เข้าร่วมด้วย ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ หน่วยงานความร่วมมือ การบังคับใช้กฎหมายระดับภูมิภาค อย่างเช่น ศูนย์กฎหมายสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ (Center for International Environmental Law) และหน่วยงานความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายของสหภาพยุโรป (EU Agency for Law Enforcement Cooperation (Europol)) รวมถึงองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรอื่น ๆ เป็นต้น

  • จากการประเมินอิสระ ปี 2549-2558 (independent evaluation) ของแนวทางเชิงกลยุทธ์สำหรับการจัดการสารเคมีระหว่างประเทศ (SAICM) พบว่าความคืบหน้าของการจัดการการค้าสารเคมีผิดกฎหมายมีอย่างจำกัดในทุกภูมิภาค และการขนส่งผิดกฎหมายยังคงเป็นภัยคุกคามรุนแรงต่อประเทศกำลังพัฒนา
  • ในการกำหนดยุทธศาสตร์ของ SAICM Beyond 2020 ได้มีการระบุเกี่ยวกับการป้องกันการค้าระหว่างประเทศและการขนส่งที่ผิดกฎหมายของสารเคมีที่เป็นพิษ เป็นอันตราย ต้องห้าม และมีการจำกัดอย่างเข้มงวด เป็นเป้าหมายภายใต้วัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์ A (การป้องกันหรือลดความอันตรายจากสารเคมีตลอดทั้งวงจรชีวิต)
  • ปัญหานี้เป็นปัญหาใหญ่ และด้วยเหตุนี้จึงต้องมีความคิดสร้างสรรค์ในการบริหารจัดการและลดความเสี่ยง
  • การขนส่งที่ผิดกฎหมายของสารเคมีและของเสีย ส่งผลกระทบต่อทุกคนโดยเฉพาะผู้ที่เปราะบางที่สุด ซึ่งหมายรวมถึงเกษตรกรและผู้บริโภค
  • การใช้แนวทางแบบองค์รวมมีความจำเป็นสำหรับการแก้ไขปัญหาการขนส่งที่ผิดกฎหมายของสารกำจัดศัตรูพืช ซึ่งหมายถึงการปรับปรุงกฎหมาย การพัฒนานโยบายและแนวทางเชิงเทคนิคในระดับโลกหรือระดับภูมิภาค การเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด (เกษตรกร ผู้บังคับใช้กฎหมาย และภาคเอกชน) และการเพิ่มการรับรู้ในระดับภูมิภาคและระดับโลก

แหล่งที่มา : https://sdg.iisd.org/news/webinar-underscores-illegal-traffic-of-chemicals-and-waste-remains-a-serious-problem/

โดย สำนักงานที่ปรึกษาด้านอุตสาหกรรมในต่างประเทศ ประจำกรุงเวียนนา

Facebook : https://www.facebook.com/thaiindustrialVienna

กรณีศึกษาอุตสาหกรรมเสื้อผ้าเชิงเศรษฐกิจหมุนเวียนแบบครบวงจรในเนเธอร์แลนด์

สาระสำคัญ

  • การใช้กลยุทธ์การซ่อมแซมและการนำกลับมาใช้ใหม่ในอุตสาหกรรมสิ่งทออาจนำไปสู่การเพิ่มงานในภาคธุรกิจถึงร้อยละ 25 จากกรณีศึกษาประเทศเนเธอร์แลนด์
  • แต่มีความจำเป็นต้องมีการเชื่อมโยงช่องว่างด้านทักษะ และการเพิ่มทักษะให้กับพนักงานด้วย โดยจากแนวคิดนี้สามารถสร้างอาชีพใหม่ๆ ตั้งแต่นักออกแบบการผลิต ผู้ประเมินคุณภาพ ไปจนถึงผู้จัดการฝ่ายขาย
  • เริ่มจากการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะใหม่แบบแนวทางองค์รวม และมุ่งเป้าไปที่คนงานที่ว่างงานและ ผู้ที่เสี่ยงต่อการถูกเลิกจ้าง และต้องยอมรับว่าบทบาทของอาชีวศึกษาและการฝึกอบรมเป็นสิ่งจำเป็น ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน และการฟิ้นฟูให้กลับมาดีกว่าเดิมจากการระบาดของโควิด-19

การเปลี่ยนเข้าสู่เศรฐกิจหมุนเวียนของอุตสาหกรรมเสื้อผ้าในเนเธอร์แลนด์ ไม่เพียงแต่ได้รับผลดีต่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังก่อให้เกิดการจ้างงานอีกด้วย โดยช่วยเพิ่มได้มากถึงร้อยละ 25% อ้างอิงจากงานวิจัยโดย Circle Economy’s Circular Jobs Initiative, Putting circular textiles to work: The employment potential of circular clothing in the Netherlands

โดยงานวิจัยได้แยกกรณีศึกษาออกเป็น 3 กรณี คือ 1) การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการบริโภค 2) การให้ความสำคัญกับการใช้ซ้ำและการซ่อมแซม 3) การขยายหรือเพิ่มจำนวนการรีไซเคิลของสิ่งทอ โดยผ่านมุมมองไปสู่ผลที่จะเกิดขึ้นต่อการจ้างงาน พบว่า กรณีที่ 2 การให้ความสำคัญกับการใช้ซ้ำและการซ่อมแซม เป็นประโยชน์มากที่สุดต่อตลาดการจ้างงาน แต่มีความจำเป็นต้องมีการเชื่อมโยงช่องว่างด้านทักษะ และการเพิ่มทักษะให้กับพนักงาน โดยจากแนวคิดนี้สามารถสร้างอาชีพใหม่ๆ ตั้งแต่นักออกแบบการผลิต ผู้ประเมินคุณภาพ ไปจนถึงผู้จัดการฝ่ายขาย

จากสถานการณ์ในปัจจุบันของทั่วโลก เป็นตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสู่แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน ไม่ว่าจะเป็นสัดส่วนของการปล่อยมลพิษของอุตสาหกรรมเสื้อผ้าคิดเป็นประมาณร้อยละ 5 ของทั้งโลก และในทุกๆ วินาทีมีเสื้อผ้าจำนวน 1 รถบรรทุกที่ถูกเผาทำลาย

จากการทำวิจัยร่วมกันของ Goldschmeding Foundation, Circle Economy และ HIVA ได้เจาะลึกถึงการดำเนินการใน 3 กรณีข้างต้น โดยมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในห่วงโซ่คุณค่าเสื้อผ้าของเนเธอร์แลนด์เปลี่ยนจากการดำเนินธุรกิจรูปแบบเส้นตรงไปเป็นแบบหมุนเวียน และสนับสนุนโอกาสในการจ้างงาน

จากกรณีของประเทศเนเธอร์แลนด์พบว่า การซ่อมแซมและการนำกลับมาใช้ใหม่ ก่อให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดต่อการจ้างงาน ซึ่งจะทำให้ตลาดมือสองเติบโตและความต้องการบริการซ่อมแซมและบำรุงรักษาเพิ่มขึ้น โดยสามารถเพิ่มการสร้างงานในอุตสาหกรรมได้ถึงร้อยละ 25 ตัวอย่างสายงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การซ่อมและบำรุงรักษา การขนส่งและการจัดซื้อ การผลิต การจัดการ การขายและการขายปลีก การจัดการขยะ ด้านเทคโนโลยี อีคอมเมิร์ซ และการคัดแยกสิ่งทอ เพื่อสนับสนุนการซ่อมแซม และยิ่งไปกว่านั้น การก้าวไปสู่ภาคส่วนหมุนเวียนที่สมบูรณ์ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม จะต้องพัฒนาแง่มุมของทั้งสามกรณีร่วมกัน  

โดยมีการทำการวิจัยเชิงปฏิบัติร่วมมือกับ Makers Unite ซึ่งเป็นองค์กรเพื่อสังคมในอัมสเตอร์ดัมใน การสำรวจช่องว่างด้านทักษะสำหรับรูปแบบธุรกิจในปัจจุบันและอนาคต เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืนและการใช้ซ้ำอย่างสร้างสรรค์ (upcycled products) เพื่อหวังที่จะเปลี่ยนรูปแบบเป็นธุรกิจหมุนเวียนอย่างสมบูรณ์  พบว่าในห่วงโซ่อุปทานมีการต้องการเพิ่มขึ้นของสายงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลและนักวิเคราะห์ ผู้จัดการด้านความยั่งยืนและนวัตกรรม พนักงานด้านโลจิสติกส์และการสื่อสารกับลูกค้า รวมไปถึงที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการออกแบบ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ เป็นต้น

แนวทางในอนาคต จากศักยภาพสู่ความเป็นจริง จากการวิจัย ซึ่งพบผลเชิงบวกอย่างมาก แล้วการจะไปให้ถึงจุดนั้นในเชิงมหภาค สิ่งที่สำคัญ คือ ต้องมีการประสานงานอย่างมุ่งมั่นระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่รัฐบาลเนเธอร์แลนด์และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในภาคเอกชน ไปจนถึงสถาบันการศึกษา ตลอดจนการดำเนินการที่กำกับดูแลเกี่ยวกับประเด็นการจะไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง หรือ อยู่ภายใต้สภาพการทำงานที่ผิดจรรยาบรรณ โดยเริ่มจากการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะใหม่แบบแนวทางองค์รวม และมุ่งเป้าไปที่คนงานที่ว่างงานและผู้ที่เสี่ยงต่อการถูกเลิกจ้าง และต้องยอมรับว่าบทบาทของอาชีวศึกษาและการฝึกอบรมเป็นสิ่งจำเป็นในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน และการฟิ้นฟูให้กลับมาดีกว่าเดิมจากการระบาดของโควิด-19


แหล่งที่มา : https://www.circle-economy.com/news/a-fully-circular-clothing-industry-in-the-netherlands-is-possible-and-can-bring-plentiful-employment-benefits

โดย สำนักงานที่ปรึกษาด้านอุตสาหกรรมในต่างประเทศ ประจำกรุงเวียนนา

Facebook : https://www.facebook.com/thaiindustrialVienna

ยุโรปเปิดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับมาตรการใหม่ของโทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ต

สาระสำคัญ
>>> คณะกรรมาธิการสหภาพยุโรป เปิดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับมาตรการใหม่ด้านการออกแบบ eco-design และการติดฉลากพลังงานสำหรับโทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ต
>>> เพื่อให้แน่ใจว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีประสิทธิภาพด้านพลังงานและคงทนมากขึ้น รวมทั้งมีความง่ายต่อการนำไปซ่อมแซม อัพเกรด นำกลับมาใช้ใหม่ และรีไซเคิล
>>> โดยให้ความสำคัญไปที่การประเมินความเป็นไปได้ในการเสนอข้อกำหนดด้านการออกแบบเชิงนิเวศน์และฉลากพลังงาน (Ecodesign and Energy Labelling requirements) สำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์เหล่านี้ด้วย

คณะกรรมาธิการสหภาพยุโรป เปิดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับมาตรการใหม่ด้านการออกแบบ eco-design และการติดฉลากพลังงานสำหรับโทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ต โดยเปิดรับฟังความคิดเห็นถึงวันที่ 23 สิงหาคม 2564

วัตถุประสงค์ เพื่อรวบรวมความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดเกี่ยวกับมาตรการใหม่ที่อาจเกิดขึ้น และข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรม ความชอบ และทางเลือกของผู้ใช้ที่เกี่ยวข้องกับการซื้อ การใช้งาน การซ่อมแซม และการกำจัดโทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ต โดยข้อเสนอแนะจะช่วยในการประเมินความเกี่ยวข้องของมาตรการกำกับดูแลใหม่ เพื่อให้แน่ใจว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีประสิทธิภาพด้านพลังงานและคงทนมากขึ้น รวมทั้งมีความง่ายต่อการนำไปซ่อมแซม อัพเกรด นำกลับมาใช้ใหม่ และรีไซเคิล

โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของ Commission’s 2020 New Circular Economy Action Plan เพื่อจัดการกับวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ และเพื่อให้มั่นใจว่าทรัพยากรที่ใช้จะสามารถคงอยู่ในระบบเศรษฐกิจของสหภาพยุโรปให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ นอกจากนี้คณะกรรมาธิการได้เตรียมการศึกษาเรื่อง Ecodesign preparatory study on mobile phones, smartphones and tablets ซึ่งเผยแพร่เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนอีกด้วย โดยให้ความสำคัญไปที่การประเมินความเป็นไปได้ในการเสนอข้อกำหนดด้านการออกแบบเชิงนิเวศน์และฉลากพลังงาน (Ecodesign and Energy Labelling requirements) สำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์เหล่านี้ด้วย

โดยในเรื่องของ Ecodesign Directive จะเป็นการกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำสำหรับผลิตภัณฑ์ เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพด้านสิ่งแวดล้อมในด้านที่เกี่ยวข้องกับการใช้พลังงาน การใช้น้ำ ระดับการปล่อยมลพิษ ตลอดจนการใช้วัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพ (เศรษฐกิจหมุนเวียน) ร่วมกับ Energy Labelling Regulation ซึ่งเป็นกฎหมายช่วยให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพไม่ดีจะไม่สามารถวางในตลาดสหภาพยุโรปได้ และเป็น การให้อำนาจแก่ผู้บริโภคในการเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพด้านพลังงานด้วยเครื่องมือที่เข้าใจง่าย


แหล่งที่มา : https://ec.europa.eu/growth/content/ecodesign-commission-seeks-public-opinion-circular-economy-and-energy-efficiency-measures_en

รายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับขยะอิเล็กทรอนิกส์ของสหภาพยุโรป

สาระสำคัญ
>>> จากรายงาน พบว่า ประเทศสมาชิกของสหภาพยุโรปมีการเก็บรวบรวมและกู้คืนอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์มากกว่าประเทศอื่น ๆ โดยส่วนใหญ่
>>> การจัดการกับกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย ยังคงเป็นความท้าทายสำคัญของการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากการจัดการขยะอย่างผิดกฎหมาย หรือไม่ปลอดภัย ยังคงให้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอยู่ รวมทั้งยังคงมีความเสี่ยงที่ต่ำที่จะถูกจับได้
>>> ข้อกำหนดที่ปรับปรุงแล้วในปัจจุบัน ยังคงไม่ครอบคลุมอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์บางชนิด เช่น โทรศัพท์มือถือ และคอมพิวเตอร์

เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2564 สหภาพยุโรปได้เผยแพร่รายงาน การดำเนินการของสหภาพยุโรปและความท้าทายเกี่ยวกับขยะอิเล็กทรอนิกส์ นำเสนอแนวทางการจัดการของสหภาพยุโรปต่อปัญหาและความท้าทายที่สำคัญในการบังคับใช้ Waste electrical and electronic equipment (WEEE) Directive โดยมีเป้าหมายเพื่อเป็นข้อมูลให้กับคณะกรรมาธิการในการพิจารณาเกี่ยวกับ “Circular Electronics Initiative” ที่จะมีขึ้นในไตรมาสสุดท้ายของปี 2564

ขยะอิเล็กทรอนิกส์ หมายถึง เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้แล้วทิ้ง เครื่องใช้ในครัวเรือน และอุปกรณ์ขนาดใหญ่ เช่น แผงเซลล์แสงอาทิตย์ เป็นต้น ซึ่งขยะเหล่านี้ หากจัดการอย่างไม่เหมาะสมจะเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ขยะดังกล่าว มักจะประกอบด้วยโลหะและพลาสติกที่สามารถนำมาใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่ได้ด้วย

โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็น 3 หัวข้อ ดังนี้ 1) การตรวจสอบว่าปัจจุบันกรอบกฎหมายของสหภาพยุโรปในการจัดการกับขยะอิเล็กทรอนิกส์นั้นเป็นอย่างไรบ้าง 2) การดำเนินการเพื่อพัฒนานโยบายขยะอิเล็กทรอนิกส์ 3) ความท้าทายในการบริหารจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ในสหภาพยุโรป

จากการตรวจสอบการดำเนินการด้านการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ พบว่า สหภาพยุโรปมีการเก็บรวบรวมและ กู้คืนอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์มากกว่าประเทศอื่น ๆ โดยส่วนใหญ่ และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สำหรับเป้าหมายที่เคยตั้งไว้สามารถบรรลุเป้าหมายแล้ว และได้ตั้งเป้าหมายใหม่ที่มีความท้าทายมากขึ้น

ในส่วนของการดำเนินการได้ชี้ให้เห็นถึงแนวทางที่ปฏิบัติที่ส่งเสริมต่อระบบการจัดการให้ดีขึ้นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การนำข้อกำหนดด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้ในข้อเสนอทางกฎหมาย (เช่น eco-design) การจูงใจให้ลดการใช้วัสดุ และการส่งเสริมให้สินค้าสามารถซ่อมแซมและมีความทนทาน แต่อย่างไรก็ตามยังมีข้อกำหนดที่ยังไม่ได้รับการปรับปรุงเพื่อให้ครอบคลุมอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์บางอย่าง เช่น โทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์

นอกจากนี้ในเรื่องของความท้าทาย เช่น การตรวจสอบและปฏิบัติตามกฎระเบียบที่มีอยู่และปัญหาการละเมิดต่าง ๆ  เช่น การขนส่งขยะอิเล็กทรอนิกส์ผิดกฎหมายไปยังประเทศนอกสหภาพยุโรป ซึ่งบางประเทศปลายทางขาดทรัพยากรในการตรวจสอบการขนส่งอย่างเหมาะสม โดยกล่าวเสริมว่าเนื่องจากปัจจุบันยังคงมีแรงจูงใจในเรื่องของผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอยู่ และมีความเสี่ยงต่ำที่จะถูกจับได้

รายงานฉบับเต็ม : https://www.eca.europa.eu/Lists/ECADocuments/RW21_04/RW_Electronic_Waste_EN.pdf


แหล่งที่มา :

เทคโนโลยีสลับแบตเตอรี่ (battery-swapping) ในรถยนต์ไฟฟ้า

สาระสำคัญ

>>> Renault บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านยานยนต์ของฝรั่งเศส กำลังพิจารณาที่จะเพิ่มขีดความสามารถให้สามารถสลับแบตเตอรี่ (battery-swapping) ในรถยนต์ไฟฟ้าของตน
>>> เทคโนโลยีการสลับแบตเตอรี่จะช่วยให้ผู้ผลิตรถยนต์สามารถแยกค่าใช้จ่ายของแบตเตอรี่ออกจากรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ได้ และลดความกังวลของผู้ขับขี่เกี่ยวกับแบตเตอรี่ที่เสื่อมค่าหรือเสี่อมศักยภาพได้ด้วย
>>> ในปัจจุบัน จีนเป็นผู้นำในการส่งเสริมเทคโนโลยีการสลับแบตเตอรี่ในรถยนต์ไฟฟ้า ทำให้มีการร่วมร่างมาตรฐานแบตเตอรี่ EV แบบสลับเปลี่ยนได้อย่างเป็นทางการฉบับแรกและแนวทางด้านความปลอดภัย ซึ่งจะมีผลในวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้

Renault บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านยานยนต์ของฝรั่งเศส กำลังพิจารณาที่จะเพิ่มขีดความสามารถให้สามารถสลับแบตเตอรี่(battery-swapping) ในรถยนต์ไฟฟ้าของตน ซึ่งหากเกิดขึ้นบริษัทจะกลายเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่รายแรกที่ใช้เทคโนโลยีนี้

รถยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบัน (EV) ส่วนใหญ่ต้องชาร์จแบตเตอรี่รถยนต์จากสถานีชาร์จหรือเต้ารับเมื่อไฟฟ้าหมด  ซึ่งมักใช้เวลามากกว่าการเติมน้ำมันในถังน้ำมัน ทำให้การใช้ EV สำหรับการเดินทางไกลไม่สะดวกเท่ารถยนต์ ที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล

ในงาน “การประชุมสุดยอดของรถยนต์ในอนาคต” ของ Financial Times ในวันอังคารที่ 11 พฤษภาคม ผู้บริหารระดับสูงของเรโนลต์ ได้ประกาศว่าเขากำลังประเมินความเป็นไปได้ในการใช้เทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนแบตเตอรี่ รวมทั้งกล่าวว่า “แม้ว่ายังไม่ได้ตัดสินใจ แต่ผมเห็นว่ามันเป็นโอกาสที่น่าสนใจ” และกล่าวเสริมว่า “เราจำเป็นต้องหาวิธีแก้ไขในทางปฏิบัติ แต่จากมุมมองทางธุรกิจ มีจุดที่สามารถแยกแบตเตอรี่ออกจากรถได้”

เทคโนโลยีการสลับแบตเตอรี่จะช่วยให้ผู้ผลิตรถยนต์สามารถแยกค่าใช้จ่ายของแบตเตอรี่ออกจากรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ได้ และลดความกังวลของผู้ขับขี่เกี่ยวกับแบตเตอรี่ที่เสื่อมค่าหรือเสี่อมศักยภาพได้ด้วย

ในขณะนี้ยังไม่มีผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ระดับนานาชาตินำเทคโนโลยีนี้มาใช้ แม้ว่าในอดีตจะมีผู้ผลิตรถยนต์รายอื่นพยายามเช่นกัน แต่ในที่สุดก็เปลี่ยนมาเป็นมุ่งเน้นไปที่การลดเวลาในการชาร์จแทน อย่างเช่น บริษัทเทสลา ที่เคยเริ่มทดสอบเทคโนโลยีการสลับแบตเตอรี่ในปี 2556 แต่ก็ยกเลิกโครงการในอีกไม่กี่ปีต่อมา เนื่องจากผู้บริโภคแสดงความสนใจเกี่ยวกับเครือข่ายซูเปอร์ชาร์จเจอร์ที่ชาร์จเร็วมากกว่า

ในปัจจุบัน จีนเป็นผู้นำในการส่งเสริมเทคโนโลยีการสลับแบตเตอรี่ แม้ว่าผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ระดับนานาชาติจะเลือกวิธีการชาร์จแบตเตอรี่เป็นส่วนใหญ่ แต่บริษัทสตาร์ทอัพรายเล็กของจีนหันมาใช้เทคโนโลยีสลับแบตเตอรี่ อย่างเช่น บริษัทสตาร์ทอัพ EV ของจีน NIO เปิดเผยว่าได้สลับแบตเตอรี่ถึง 2 ล้านครั้งจนถึงปัจจุบัน และบริษัทก็ได้ประกาศแผนการที่จะเพิ่มเครือข่ายการสลับแบตเตอรี่ในจีนเป็นสองเท่า ให้มีสถานีมากกว่า 500 สถานีในปี 2564 ในขณะเดียวกันจะทำการเปิดสถานีสลับในนอร์เวย์ในปลายปีนี้ด้วย ในขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์รายอื่นของจีน เช่น BAIC และ Geely ได้ผลักดันเทคโนโลยีการสลับแบตเตอรี่ด้วยเช่นกัน โดยล่าสุดบริษัท Geely เพิ่งเปิดตัววิดีโอสถานีสลับแบตเตอรี่อัตโนมัติ 1 นาที ในยูทูปอีกด้วย (https://www.youtube.com/watch?v=Y5-_tVnWpZg)

จากการเติบโตของเทคโนโลยีการสลับแบตเตอรี่ในประเทศจีน ทำให้มีการร่วมร่างมาตรฐานแบตเตอรี่ EV  แบบสลับเปลี่ยนได้อย่างเป็นทางการฉบับแรกและแนวทางด้านความปลอดภัย ซึ่งจะมีผลในวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ (https://cnevpost.com/2021/05/10/battery-swap-national-standard-to-go-into-effect-nov-1/)


แหล่งที่มา : https://www.climate.news/2021-05-25-renault-introduces-battery-swapping-electric-vehicles.html#

5 เทรนด์ในการปรับตัวของอุตสาหกรรมการผลิตในปี 2564

สาระสำคัญ

>>> เทรนด์ในการปรับตัวของอุตสาหกรรมการผลิต เกิดจากปัจจัยผลักดันที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นความต้องการจากตลาดเกิดใหม่ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี รวมไปถึงความท้าทายเกิดใหม่ อย่างการระบาดของโควิด-19
>>> 5 เทรนด์ ประกอบด้วย 1) ต้องมีความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพ 2) การเตรียมตัวรับยุคหลังโควิด 3) การประเมินหรือทบทวนห่วงโซ่อุปทานอีกครั้ง 4) สุขภาพและความปลอดภัยของพนักงาน 5) การใช้กระบวนการควบคุมทางไกลและกระบวนการโลกเสมือน

เทรนด์ในการปรับตัวหรือพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิต เกิดจากปัจจัยผลักดันที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นความต้องการจากตลาดเกิดใหม่ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี รวมไปถึงความท้าทายเกิดใหม่ อย่างการระบาดของโควิด-19 ทำให้อุตสาหกรรมการผลิตต้องมีแนวทางในการปรับตัว โดยสามารถสรุปออกเป็น 5 เทรนด์ได้ ดังนี้

1) ต้องมีความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพ

ในปัจจุบันสองคำดังกล่าวเป็นสิ่งที่ถูกพูดถึงอย่างมากในอุตสาหกรรมการผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงการระบาดใหญ่ที่ทำให้เห็นอย่างชัดเจนว่า “ไม่มีอะไรแน่นอน” โดยการที่ไม่สามารถคาดเดาตลาดได้นั้น ผลักดันให้อุตสาหกรรมการผลิตต้องปรับตัวให้เข้ากับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นรวดเร็ว และในขณะเดียวกันก็ตอบสนองต่อความท้าทายอย่างทันท่วงทีอีกด้วย ดังนั้น ความคล่องตัวและประสิทธิภาพ จึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับอุตสาหกรรม เพื่อที่จะสามารถตอบสนองต่อความท้าทายที่คาดไม่ถึงด้วยความยืดหยุ่น (resilience)

2) การเตรียมตัวรับยุคหลังโควิด (Post-Covid Era)

ต้องทำการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องเพื่อสามารถดำเนินการธุรกิจใหม่ตามวิถี “ความปกติใหม่ (new normal) ” ไม่ว่าจะเป็นการหาแนวทางในการเปิดดำเนินการอีกครั้ง การสำรวจพันธมิตรทางธุรกิจใหม่ ปรับขนาดของการดำเนินงาน และร่วมไปถึงการสร้าง Standard Operating Procedure (SOP) หรือคำแนะนำในแต่ละขั้นตอนเพื่อช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถปฏิบัติงานประจำที่ซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

3) การประเมินหรือทบทวนห่วงโซ่อุปทานอีกครั้ง

การระบาดใหญ่ได้ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก ทำให้ต้องมีการเตรียมการอย่างจริงจัง เพื่อเพิ่มวิธีการและสิ่งต่างๆ ที่เป็นนวัตกรรมในการรักษาหรือเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับห่วงโซ่อุปทานได้ เช่น การใช้ซอฟต์แวร์ต่างๆ ในการจัดการสินค้าคงคลัง (เป็นแนวทางที่เรียกว่า “ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล” (data-driven)) เพื่อสามารถประเมินและระบุข้อผิดพลาดบางประการ รวมไปถึง บางกระบวนการที่อาจจะไร้ประสิทธิภาพที่ไม่ทราบมาก่อนในห่วงโซ่อุปทาน

4. สุขภาพและความปลอดภัยของพนักงาน

การระบาดใหญ่ได้เปลี่ยนแนวคิดในการจัดลำดับความสำคัญสิ่งต่างๆ  และทำให้เรื่องเกี่ยวกับความปลอดภัยของชีวิตมนุษย์ที่ถูกพิจารณาให้ได้รับความสำคัญมากที่สุด ซึ่งทำให้มีการบูรณาการวิธีการใหม่ๆ เพื่อการตรวจสอบและรักษาสุขภาพของพนักงานอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเกี่ยวกับมาตรการป้องกันล่วงหน้า ด้วยอุปกรณ์ตรวจสอบขั้นสูง ที่ตรวจสอบเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของพนักงาน สถานที่ และอุณหภูมิ

5. การใช้กระบวนการควบคุมทางไกลและกระบวนการโลกเสมือน (Remote & Virtual Processes)

ในปัจจุบันอุตสาหกรรมการผลิตได้เริ่มปรับใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยีโลกเสมือน (Virtual Reality (VR)และ Augmented Reality (AR)) ระบบคอมพิวเตอร์เรียนรู้ได้ด้วยตนเอง (machine learning) และเทคโนโลยีฝาแฝด (digital twinning)[1] รวมไปถึงระบบคลาวด์คอมพิวติ้ง (cloud computing) ในการช่วยให้อุตสาหกรรมการผลิตทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ การประมวลผลแบบคลาวด์และการผสานรวมของกระบวนการควบคุมทางไกลและโลกเสมือนช่วยให้ทุกอย่างทำงานได้อย่างราบรื่น โดยมีข้อผิดพลาดต่ำจนอาจเรียกว่าถึงศูนย์ ยิ่งไปกว่านั้น คือ สามารถเข้าถึงได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพิ่มความปลอดภัยของพนักงาน และมีความยืดหยุ่นอีกด้วย แหล่งที่มา : https://industryeurope.com/sectors/technology-innovation/top-5-trends-in-manufacturing-in-2021-and-beyond/


[1] Digital Twin คือ แบบจำลองเสมือนของวัตถุทางกายภาพที่ถูกสร้างขึ้นจากการบูรณาการเทคโนโลยี เพื่อสร้างแบบจำลองฝาแฝด ที่สามารถแสดงรายละเอียด และคุณสมบัติเกือบเทียบเท่าวัตถุจริง และยังสามารถแสดงคุณลักษณะในอดีต และให้ข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต


แหล่งที่มา : http://www.mitrpholmodernfarm.com/news/2020/02/digital-twin

โดย สำนักงานที่ปรึกษาด้านอุตสาหกรรมในต่างประเทศ ประจำกรุงเวียนนา

Facebook : https://www.facebook.com/thaiindustrialVienna

ข่าวประชาสัมพันธ์….เว็บสัมมนา “Bio-Circular-Green Economy: A model for sustainable business (พรุ่งนี้!!!)

สัมมนา “Bio-Circular-Green Economy: A model for sustainable business”

>>> วันที่ 27 พฤษภาคม 2564 (พรุ่งนี้!!!!)เวลา 10:00-11:30 น. (เวียนนา) หรือ 15:00-16:30 น. (กรุงเทพฯ)

>>> จัดโดย สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเวียนนา ร่วมกับ NIA : National Innovation Agency, NSTDA – สวทช., United Nations Industrial Development Organization (UNIDO)

>>> สามารถเข้าชมผ่าน facebook page

https://www.facebook.com/RoyalThaiEmbassyVienna/


#BCG #GreenEconomy #SustainableBusiness #SustainableDevelopment

UNIDO ประกาศหาบริษัทสนใจทำเศรษฐกิจหมุนเวียนใน 2 อุตสาหกรรม (บรรจุภัณฑ์พลาสติก และสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม)

สาระสำคัญ

  • UNIDO ได้ประกาศหาบริษัทข้ามชาติ (MNC) ของสหภาพยุโรป ซึ่งทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์ในประเทศกำลังพัฒนาที่สนใจในการทำโครงการนำร่องด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนใน 2 อุตสาหกรรมสำคัญในประเทศกำลังพัฒนา ได้แก่ สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม และบรรจุภัณฑ์พลาสติก

เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2564 องค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO) ได้ประกาศหาบริษัทข้ามชาติ (MNC) ของสหภาพยุโรป ซึ่งทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์ในประเทศกำลังพัฒนาที่สนใจในการทำโครงการนำร่องด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนใน 2 อุตสาหกรรมที่สำคัญในประเทศกำลังพัฒนา ได้แก่ สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม และบรรจุภัณฑ์พลาสติกเพื่อช่วยซัพพลายเออร์ให้เปลี่ยนไปใช้แนวทางและแนวปฏิบัติเศรษฐกิจหมุนเวียนมากขึ้น  โดยได้รับ             การสนับสนุนที่จะมีให้ในรูปแบบของการพัฒนาขีดความสามารถ ความเชี่ยวชาญด้านเทคนิค การพัฒนาระบบนิเวศแบบหมุนเวียน และการเข้าถึงแหล่งเงินทุน

โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “SWITCH to Circular Economy Value Chains” ดำเนินการโดย UNIDO ร่วมมือกับ Chatham House และ Circle Economy and European Investment Bank  และได้รับทุนจากสหภาพยุโรป และแผนปฏิบัติการเศรษฐกิจหมุนเวียนของสหภาพยุโรปฉบับใหม่ (EU Circular Economy Action Plan) ในด้านความร่วมมือการพัฒนาระหว่างประเทศ

ซึ่งหากมาพิจารณาในปัจจุบันธุรกิจในประเทศกำลังพัฒนาต้องเผชิญกับความท้าทายทางเทคนิคและการเงินที่สำคัญในการดำเนินการตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน ดังนั้นจึงมีความจำเป็นต้องแสดงให้เห็นถึงประโยชน์ของแนวทางที่มีประสิทธิภาพ ตรวจสอบได้ และสามารถทำซ้ำได้ โดยการดำเนินการในโครงการนำร่องความร่วมมือ SWITCH to Circular Economy Value Chains ที่จะเชื่อมโยงบริษัทข้ามชาติของสหภาพยุโรปและซัพพลายเออร์ของพวกเขา ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน จะมีส่วนสำคัญที่นำไปสู่การกระตุ้นการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบหมุนเวียนในหลายอุตสาหกรรมต่อไป นำมาซึ่งผลลัพธ์ที่สนับสนุนต่อการเติบโตอย่างยั่งยืน การพัฒนาคาร์บอนต่ำและมีความยืดหยุ่นต่อสภาพอากาศ การสร้างงานที่ดี และสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย สุขภาพดีและปราศจากมลพิษ และหากพิจารณาตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) โครงการนี้จะนำไปสู่เป้าหมายหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง SDG8 (งานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ) SDG9 (การพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างบูรณาการและยั่งยืน) SDG12 (การบริโภคและการผลิตอย่างรับผิดชอบ) SDG13 (การดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ) และ SDG 15 (ระบบนิเวศบนบก)

สำหรับบริษัทข้ามชาติ (MNC) ในสหภาพยุโรป ซึ่งทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์ในประเทศกำลังพัฒนาที่สนใจสามารถปฏิบัติตามคำแนะนำที่ระบุไว้ในเอกสารด้านล่าง ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2564


แหล่งที่มา : https://www.unido.org/news/call-expressions-interest-projects-circular-plastic-packaging-and-textiles-developing-countries

พื้นที่เผยแพร่ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับอุตสาหกรรมในยุโรป เพื่อวงการอุตสาหกรรมไทย