คลังเก็บหมวดหมู่: Trade and Business

การหารือจากเวที WTO เพื่อส่งเสริมให้เกิด “เศรษฐกิจพลาสติกอย่างยั่งยืน”

ในงาน WTO Trade and Environment Week ได้มีการจัดการหารืออย่างไม่เป็นทางการปลายเปิด (open-ended informal dialogue) ในเรื่อง “Plastic Pollution and Environmentally Sustainable Plastic Trade” โดยกลุ่มประเทศที่ให้การสนับสนุนความคิดริเริ่มนี้ตั้งแต่เริ่มต้น มีดังนี้ ออสเตรเลีย บาร์เบโดส แคนาดา จีน ฟิจิและโมร็อกโก

วัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากระบวนการระดับนานาชาติที่มีอยู่ให้มีความครอบคลุมมากขึ้น และเพื่อหาแนวทางในการปรับปรุงความร่วมมือทางการค้าภายใต้กฎระเบียบและกลไกขององค์การการค้าโลก เพื่อส่งเสริมให้ภาคส่วนในระดับต่างๆ ทั้งระดับประเทศ ระดับภูมิภาคและระดับโลกสามารถลดมลพิษจากพลาสติกและก้าวไปสู่เศรษฐกิจพลาสติกที่หมุนเวียนและยั่งยืนมากขึ้น ผ่านการเพิ่มความโปร่งใสในการดำเนินการ การติดตามแนวโน้มทางการค้า การส่งเสริมแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด การสร้างความเข้มแข็งทางนโยบาย การกำหนดขอบเขตภาพรวม การประเมินศักยภาพและการสนับสนุนเชิงเทคนิคที่จำเป็น รวมทั้งความร่วมมือในระดับนานาชาติในประเด็นนี้อีกด้วย โดยการหารือดังกล่าวจะให้ความสำคัญไปที่การเพิ่มความโปร่งใสในการค้าและนโยบายการค้าที่เกี่ยวข้องกับพลาสติก ตั้งแต่ขั้นตอนแนวคิดไปจนถึงการร่างประเด็นต่างๆ

ความเห็นที่น่าสนใจ

  • Zhang Xiangchen เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรจีนประจำองค์การการค้าโลก ได้เน้นย้ำถึงความเร่งด่วนในการติดตามปัญหามลพิษจากพลาสติก และการเชื่อมโยงความคิดริเริ่มต่างๆ เพื่อให้เกิดการดำเนินการในวงกว้างและให้มั่นใจว่าองค์การการค้าโลกยังคงเป็นเวทีในการเชื่อมโยงนโยบายการค้าในศตวรรษที่ 21 ซึ่งความคิดริเริ่มเกี่ยวกับพลาสติกถือเป็นสัญญาณเชิงรูปธรรมในการเปลี่ยนแปลงแนวทางการดำเนินการขององค์การการค้าโลก
  • Nazhat Shameem Khan เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรฟิจิประจำองค์การการค้าโลกและประธานของการเสวนาในครั้งนี้ ได้กล่าวว่าปัญหามลพิษจากพลาสติกถือเป็นภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมทั้งระบุถึงความจำเป็นในการส่งเสริมนโยบายให้มีความสอดคล้องกันเพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม
  • Aik Hoe Lim ผู้อำนวยการฝ่ายการค้าและสิ่งแวดล้อมขององค์การการค้าโลก ระบุว่าสมาชิกต่างๆ ได้มีการใช้กลไกของ WTO ในมาตราการการค้าที่เกี่ยวข้องกับพลาสติกเพื่อเพิ่มความโปร่งใส โดยร้อยละ 80 จาก 128 ประเทศได้แจ้งต่อ WTO เป็นสมาชิกประเทศกำลังพัฒนาหรือประเทศที่พัฒนาน้อยที่สุด และมาตรการส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับกฎระเบียบทางเทคนิคและมาตรฐานในการควบคุมสินค้าพลาสติก
  • Alan Wolff รองผู้อำนวยการองค์การการค้าโลก ได้ชี้ว่ามีหลายทางเลือกเกี่ยวกับความร่วมมือในระดับโลกที่สามารถดำเนินการได้โดย WTO ไม่ว่าจะเป็นการรื้อฟื้นการเจรจาว่าด้วยสินค้าสิ่งแวดล้อมเพื่อให้มีการเพิ่มการเข้าถึงพลาสติกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยีการจัดการขยะอย่างถูกต้อง รวมทั้งเสนอแนะให้เหล่าสมาชิกพิจารณาในเรื่องการนิยามหลักการเพื่อให้ความสอดคล้องและการมีประสิทธิภาพของนโยบายการค้าของพลาสติกและขยะพลาสติก และการติดตามนโยบาย และการใช้ Aid for trade initiate เพื่อสนับสนุนให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนของพลาสติก
  • Steven Stone หัวหน้าฝ่ายทรัพยากรและการตลาดของ UNEP ได้อธิบายถึงการสนับสนุนของประเทศสมาชิกของ UNEP อย่างสม่ำเสมอในการดำเนินการด้านมลพิษจากพลาสติก ผ่านมติต่างๆ ใน UNEA รวมทั้งพัฒนาศักยภาพภายในประเทศต่างๆ เพื่อให้สามารถสร้างกรอบนโยบายที่สอดคล้องกันมากขึ้น
  • Carolyn Deere Birkbeck นักวิจัยอาวุโสของ Graduate Institute Geneva’s Global Governance Centre เปิดเผยว่าพลาสติกได้แทรกซึมอย่างลึกซึ้งในระบบเศรษฐกิจโลก และทำให้เกิดความท้าทายในหลากหลายด้านทั้งด้านสุขภาพ การบริหารจัดการและความท้าทายอื่นที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรชีวิตของพลาสติก และได้อ้างถึงงานวิจัยโดย Pew Charitable Trusts ที่ได้แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายในหลากหลายด้านตั้งแต่การลดการผลิตไปถึงการปรับการออกแบบสินค้าและการปรับปรุงการบริหารจัดการขยะ และได้เน้นย้ำถึงหน้าที่ของรัฐบาลในการกำหนดนโยบายสิ่งแวดล้อมทางการค้าจะช่วยสนับสนุนภาคธุรกิจให้มุ่งไปในทิศทางที่ถูกต้อง
  • Kimberly Botwright ผู้นำกลุ่มการค้าและการลงทุนระดับโลก สภาเศรษฐกิจโลก ได้อธิบายถึง การดำเนินงานเกี่ยวกับพลาสติกและการค้าโลก และการกำหนดนโยบายที่จะช่วยสนับสนุนไปสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน ว่านโยบายเหล่านี้ต้องเริ่มตั้งแต่การกำหนดมาตรฐานที่สอดคล้องกันสำหรับขยะและสินค้าพลาสติกเพื่อเป็นข้อมูลที่ดีต่อตลาดพลาสติกรีไซเคิล การลงทุนในมาตรการที่เอื้อต่อพลาสติกโดยเฉพาะ การบริหารจัดการขยะพลาสติก และการปรับปรุงแนวทางการปฏิบัติตามข้อกำหนดของ Basel Convention ซึ่งจะมีการดำเนินการรูปแบบสินค้าพลาสติกใหม่ตั้งแต่มกราคม 2021

แหล่งที่มา : http://sdg.iisd.org/commentary/policy-briefs/wto-members-launch-open-ended-informal-dialogue-to-promote-sustainable-plastics-economy/

WEF เผยแพร่สมุดปกขาวว่าด้วยนโยบายเพื่อส่งเสริมพลาสติกสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน

http://www3.weforum.org/docs/WEF_Plastics_the_Circular_Economy_and_Global_Trade_2020.pdf

World Economic Forum (WEF) ได้เผยแพร่สมุดปกขาว (White paper) ว่าด้วยการวิเคราะห์โอกาสเพื่อส่งเสริมให้พลาสติกมุ่งสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนมากขึ้น โดยได้นำผู้เชี่ยวชาญทั้งในด้านสิ่งแวดล้อมและการค้ามาร่วมวิเคราะห์และชี้แนวทางสำหรับการค้าและการลงทุนเพื่อจัดการกับความท้าทายของปัญหาขยะพลาสติกข้ามพรมแดนและการมุ่งสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างยั่งยืน

ในปัจจุบันโลกผลิตพลาสติกมากกว่า 400 ล้านตันต่อปี โดยมีเพียงร้อยละ 14 – 18 เท่านั้นของขยะพลาสติกที่ถูกนำไปรีไซเคิลอย่างถูกต้อง และส่วนมากมักจะส่งออกไปต่างประเทศเพื่อไปรีไซเคิล จากบริบทนี้ทำให้ต้องมีการหาแนวทางระเบียบข้อบังคับเพื่อทำให้การค้าขายเป็นไปอย่างถูกต้องและอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างการประหยัดต่อขนาดสำหรับการรีไซเคิล

โดยในปัจจุบันความท้าทายเพื่อขยายระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนของพลาสติกมี 4 ความท้าทายหลัก ดังนี้ 1) กฎระเบียบ เช่น การห้ามหรือข้อกำหนดเกี่ยวกับการนำเข้าขยะพลาสติก 2) มาตรฐานและข้อมูล เช่น มาตรฐานด้านฉลาก หรือ ภาครัฐต้องการให้ผู้รีไซเคิลผลิตพลาสติกรีไซเคิลในหลายเกรด ซึ่งทำให้ต้นทุนโดยรวมเพิ่มขึ้น 3) การลงทุน คือ การส่งเสริมภาพรวมตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำเพื่อทำให้เกิดการคุ้มค่าในการลงทุน 4) กระบวนการ เช่น ตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นไปในอนุสัญญาบาเซลจะควบคุมการค้าขยะพลาสติกข้ามพรมแดนผ่านขั้นตอนการขอความยินยอมล่วงหน้า (PIC)

นอกจากนี้มีการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวเนื่องกับการระบาดของโควิด-19 ด้วยว่าทำให้มีความต้องการพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งเพิ่มขึ้นทั้งอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) บรรจุภัณฑ์จากการสั่งออนไลน์ บรรจุภัณฑ์จากบริการส่งอาหาร แต่ในขณะเดียวกันโควิด-19 ได้ทำให้ความสามารถในการรีไซเคิลลดลงจากการล็อคดาวน์  รวมทั้งรัฐบาลในบางประเทศได้มีการ “ยกเลิกการห้ามใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง” เพื่อรักษาอัตราการติดเชื้อให้อยู่ในระดับต่ำ ในขณะที่รัฐบาลอื่นก็ได้ระงับหรือชะลอการห้ามใช้ถุงพลาสติก โดยสุดท้ายได้มีการเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการวางแผนและดำเนินการในระยะยาวเพื่อแก้ไขปัญหาจากพลาสติกด้วย

ในบทสรุปมีการนำเสนอนโยบายการค้าเพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงเพื่อมุ่งไปสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนที่มากขึ้นของทั่วโลกแบ่งออกเป็น 3 นโยบาย ได้แก่ 1) มาตรการระหว่างพรมแดน (border measures) เช่น อนุสัญญาบาเซล การสร้างระบบการจำแนกขยะพลาสติกที่สอดคล้องกัน การลดภาษี การห้ามส่งออก การเอื้ออำนวยด้านการค้า และการจัดการกับการค้าที่ผิดกฎหมาย 2) กลไกภายใน เช่น การบริการด้านรีไซเคิล การเอื้ออำนวยต่อการลงทุน การสนับสนุนด้านเทคนิคเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล และ 3) การเพิ่มความโปร่งใส เช่น กฎระเบียบภายในประเทศ การแบ่งปันแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด และระบบการตรวจสอบข้อมูล

ทั้งนี้ได้มีการแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการปรับปรุงระบบการจำแนกระหว่างประเทศว่าด้วยการจำแนกความแตกต่างของพลาสติกประเภทต่างๆ เพื่อทำให้ประเทศต่างๆ นำไปกำหนดมาตรการสร้างแรงจูงใจทางการค้าได้อย่างถูกต้องและเอื้อต่อการรวบรวมข้อมูลได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้นด้วย โดยสรุปแก่นหลัก คือ หากต้องการทำให้พลาสติกเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนมากขึ้น “ต้องการการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบในด้านการจัดการขยะและการรีไซเคิลนั่นเอง” รวมทั้งการใช้แนวทางองค์รวมในการจัดการพลาสติกผ่านการลด การนำกลับมาใช้ใหม่ และการรีไซเคิลพลาสติก

แหล่งที่มา : http://sdg.iisd.org/news/wef-brief-explores-opportunities-for-circular-plastics-economy/?utm_medium=email&utm_campaign=SDG%20Weekly%20Update%20-%2021%20August%202020&utm_content=SDG%20Weekly%20Update%20-%2021%20August%202020+CID_4b870ed91d3c944e011010411a429385&utm_source=cm&utm_term=Read

รายงานการประเมินผลกระทบจากโควิด – 19 ต่อภาคอุตสาหกรรมไทย โดยองค์การ UNIDO

องค์การ UNIDO ส่งมอบรายงานการประเมินผลกระทบจากโควิด – 19 ให้แก่กระทรวงอุตสาหกรรม

รายงานการประเมินผลกระทบจากโควิด – 19 ต่อภาคอุตสาหกรรมไทย จัดทำโดยองค์การ UNIDO ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชุดรายงานการประเมินผลกระทบจากโควิด – 19 ต่อเศรษฐกิจและสังคมในประเทศไทยของทีมงานสหประชาชาติประจำประเทศไทย (UN Thailand)

ประเด็นที่น่าสนใจจากรายงาน กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากวิกฤตโควิด-19 และมาตรการป้องกันการแพร่ระบาด คือ กลุ่มบริษัทขนาดเล็ก (small-size firms) และบริษัทเทคโนโลยีขั้นต่ำ (low-tech firms) นอกจากนี้บริษัทขนาดเล็กยังเป็นกลุ่มที่เข้าถึงการช่วยเหลือจากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐน้อยที่สุดอีกด้วยโดยผลกระทบที่ส่งผลกระทบต่อบริษัทมากที่สุด คือ ปริมาณยอดสั่งซื้อที่ลดลง ทำให้บริษัทส่วนใหญ่ร้อยละ 90 หรือมากกว่านั้นคาดการณ์ว่าจะสูญเสียรายได้เป็นจำนวนมาก โดยประเภทของบริษัทที่คาดการณ์ว่าจะสูญเสียรายได้มากที่สุด คือ บริษัท GVC และบริษัทขนาดเล็ก โดยการลดลงของคำสั่งซื้อนำมาซึ่งการขาดแคลนกระแสเงินสดและยิ่งถ้าหากมาตรการปิดเมืองยังคงขยายเวลาออกไปอีก ร้อยละ 52 ของบริษัทขนาดเล็ก และร้อยละ 44 ของบริษัทปลายน้ำในประเทศ คาดว่าจะต้องปิดตัวลงภายในสามเดือน

มาตรการช่วยเหลือจากรัฐบาลที่บริษัทต้องการมากที่สุด คือ การลดอัตราภาษีหรือการเลื่อนจ่ายภาษี การลดการบริจาคเพื่อสังคมและมาตรการเพื่อช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน อย่างลดค่าเช่าและค่าสาธารณูปโภคและเงื่อนไขเงินกู้ที่ดีขึ้น ตามลำดับ

เป็นที่น่าสนใจที่บริษัทในไทยไม่มองว่าการเลิกจ้างพนักงานเป็นมาตรการรับมือเบื้องต้นและใช้วิธีในการลดต้นทุนการดำเนินงาน การเข้าถึงสินเชื่อ และการใช้เทคโนโลยีเป็นตัวเลือกเพื่อจัดการกับผลกระทบอย่างทันถ่วงทีเพื่อตอบสนองกับการระบาดใหญ่ที่เกิดขึ้น

นอกจากนี้วิกฤตโควิด–19 อาจทำให้เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ 9 การพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างครอบคลุมและยั่งยืน (ISID) โดยเฉพาะเป้าหมายที่ 9.2 9.3 และ 9.4 นั้นยิ่งห่างไปจากเป้าหมายในปี 2030 (พ.ศ. 2573) ในขณะที่เป้าหมาย 9.b จะยังคงหยุดนิ่งต่อเนื่องจากวิกฤต

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย คือ มาตรการการรักษาการจ้างงาน การขยายระยะเวลาของการยกเว้นภาษีและการเลื่อนเวลาการจ่ายสินเชื่อ และโปรแกรมการช่วยเหลือที่ปรับให้เหมาะสมสำหรับบริษัทไมโครและบริษัทขนาดเล็ก รวมถึงข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่เกี่ยวข้องกับความเชี่ยวชาญของ UNIDO ในด้าน โครงสร้างการพัฒนาอุตสาหกรรม (industrial development facility) การปรับเปลี่ยนการผลิต (manufacturing re-purposing) และการมุ่งสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4.0 (industrial revolution 4.0 (4IR) adoption)

การสำรวจดังกล่าวเป็นการทำแบบสอบถามผ่านระบบออนไลน์รวบรวมข้อมูลระหว่างวันที่ 15 เมษายน – 15 พฤษภาคม 2563 โดยร่วมมือกับกระทรวงอุตสาหกรรม การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและสถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมภายใต้สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและเครือข่ายขององค์การ UNIDO ในประเทศไทย  

รายงานฉบับเต็ม (ภาษาอังกฤษ) : https://www.unido.org/sites/default/files/files/2020-06/Impacts_of_COVID19_on_Thai_industrial_sector_0.pdf 

รายงานฉบับเต็ม (แปลเป็นภาษาไทย) https://thaiindustrialoffice.files.wordpress.com/2020/07/e0b8a3e0b8b2e0b8a2e0b887e0b8b2e0b899e0b881e0b8b2e0b8a3e0b89be0b8a3e0b8b0e0b980e0b8a1e0b8b4e0b899e0b89ce0b8a5e0b881e0b8a3e0b8b0e0b897e0b89ae0b882e0b8ade0b887e0b982e0b884e0b8a7e0b8b4e0b894.pdf

แบบสอบถาม (แปลเป็นภาษาไทย)

https://thaiindustrialoffice.files.wordpress.com/2020/07/e0b981e0b89ae0b89ae0b8aae0b8ade0b89ae0b896e0b8b2e0b8a1e0b8a3e0b8b2e0b8a2e0b887e0b8b2e0b899-unido-e0b980e0b8a3e0b8b7e0b988e0b8ade0b887e0b89ce0b8a5e0b881e0b8a3e0b8b0e0b897e0b89ae0b982e0b88.pdf


แหล่งที่มา : https://www.unido.org/news/thailand-small-low-tech-firms-suffer-most-during-covid-19-pandemic     

คู่มือแนวทางการฟื้นฟูธุรกิจสำหรับธุรกิจกลุ่มไมโคร วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (MSME) ในวิกฤตโควิด-19

องค์การ UNIDO ได้จัดทำ “แนวทางการฟื้นฟูธุรกิจสำหรับกลุ่มไมโคร วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (MSME) ในวิกฤตโควิด-19” เพื่อช่วยให้ธุรกิจกลุ่มไมโคร วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (MSME) สามารถระบุปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากวิกฤตโควิด-19 และสามารถลงมือแก้ไขได้โดยเร็วที่สุด

แนวทางของคู่มือนี้จะใช้คำถามเพื่อชี้นำแนวทางว่าธุรกิจควรตัดสินใจแบบใด เพื่อหาจุดเริ่มต้นและรูปแบบการฟื้นฟู โดยคำถามในแต่ละส่วนจะมุ่งเน้นไปที่กุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ ดังนั้นเจ้าของธุรกิจต้องเข้าใจสถานการณ์ก่อนที่จะดำเนินการใดๆ และต้องไม่ลืมการกำหนดตัวบุคคลเพื่อให้รับผิดชอบและรายงานสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว โดยในบางขอบเขตอาจต้องมีผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกเพื่อมาช่วยในการสื่อสารกับลูกค้าและซัพพลายเออร์อย่างเหมาะสม

ขั้นตอนในการฟื้นฟูธุรกิจมี 7 ขั้นตอนดังนี้

ที่มา : https://www.unido.org/stories/guiding-msmes-business-recovery-wake-covid-19-pandemic

1. การดำเนินการทันที เป็นการพิจารณาเกี่ยวกับปัจจัยที่เกี่ยวเนื่องกับระบบธุรกิจว่าได้รับผลกระทบอย่างไร เช่น แรงงานได้รับผลกระทบจากฌโควิด-19 อย่างไร สามารถกลับมาทำงานได้หรือไม่ การติดตามสถานการณ์ของคู่ค้า ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าหรือซัพพลายเออร์ การจัดการในสถานการณ์วิกฤตของธุรกิจเพียงพอหรือไม่

2. การเตรียมพร้อมเพื่อการฟื้นฟู ไม่เพียงแต่การติดตามสถานการณ์เท่านั้น ต้องมีการสื่อสารกับลูกค้าของธุรกิจเพื่อสร้างความมั่นใจ ตั้งแต่เขายังไม่ตั้งคำถาม

3. การวิเคราะห์สถานการณ์ของธุรกิจในช่วงวิกฤต โดยวิเคราะห์ 3 หัวข้อหลัก ดังนี้ 1) สถานการณ์การเงินของธุรกิจ คือ กระแสเงินสด ต้องพิจารณาถึงการจ่ายเงินของลูกค้า การจ่ายเงินให้ซัพพลายเออร์และต้นทุนคงที่ต่างๆ 2) สภาพของตลาดที่ธุรกิจอยู่ หมายถึง ศักยภาพของการซื้อของสินค้ายังเพียงพออยู่หรือไม่  เส้นทางของวัตถุดิบไปจนถึงการส่งมอบแก่ลูกค้ามีปัญหาติดขัดบริเวณใดบ้าง หรือการแสวงหาโอกาสเพื่อเติมเต็มความต้องการซื้อใหม่ที่เกิดขึ้นในตลาดหรือแม้แต่อาจสร้างความร่วมมือกับคู่แข่งเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่หรือเรียกว่า coopetition 3) การเข้าใจสิ่งที่กระทบต่อธุรกิจเราอย่างแท้จริง โดยการวิเคราะห์การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมและศักยภาพ (SWOT analysis) เพื่อประเมินเงื่อนไขทั้งหมดทั้งปัจจัยภายในที่ควบคุมได้และปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ที่จะส่งผลดีและผลเสียต่อธุรกิจ

4. การประเมินตัวเจ้าของ สำรวจความต้องการและวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของเจ้าของว่ายังต้องการดำเนินธุรกิจต่อไปหรือไม่ ซึ่งในข้อนี้อาจจะจบลงด้วยการออกจากธุรกิจโดยการขายธุรกิจหรือส่งต่อให้พันธมิตรคู่ค้าก็เป็นได้

5. แผนการฟื้นฟู ต้องกลับมาพิจารณาวัตถุประสงค์ การดำเนินการและขอบเขตที่ธุรกิจจะให้ความสำคัญใหม่ และพิจารณาว่าจะดำเนินธุรกิจในรูปแบบเดิมหรือต้องมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร หากต้องการเปลี่ยนแปลงมีทรัพยากรพร้อมหรือไม่และต้องใช้ต้นทุนในการฟื้นฟูเท่าไร ต้องมีการตั้งทีมในการวางแผนและรับผิดชอบ

6. แหล่งเงินทุนและสถานะทางการเงิน ต้องวิเคราะห์และคาดการณ์ถึงกระแสเงินสดเข้าและออกของธุรกิจและความอ่อนไหวด้านต้นทุนของปัจจัยการผลิต รวมทั้งการคาดการณ์ถึงรูปแบบของเศรษฐกิจที่จะมีผลต่อยอดขายและแนวทางในการรับมือ นอกจากนี้ต้องพิจารณาว่าแหล่งเงินทุนจะมาจากที่ใดได้บ้างและควรเจรจากับธนาคารเรื่องแผนฟื้นฟูและจำนวนเงินที่ต้องการ หากในความเป็นไปได้ของธุรกิจและมีแหล่งเงินทุนสนับสนุนเป็นไปได้ดีถึงจะเริ่มดำเนินการ

7. การกลับมาดำเนินการอีกครั้ง ต้องคำนึงถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้อง 6 ปัจจัย ดังนี้ แรงงาน สภาพแวดล้อมของสถานประกอบการ เครื่องจักร สินค้าคงคลัง การตลาด การกำหนดราคา รวมถึงปัจจัยอื่นๆ อย่างเช่น ใบอนุญาตหรือมาตรการใหม่ที่กำหนดโดยภาครัฐที่ต้องปฏิบัติตาม

ทั้งนี้ในการฟื้นฟูธุรกิจควรมุ่งสู่ความยั่งยืนและการปรับตามสภาพแวดล้อมของตลาดที่เปลี่ยนไปหลังวิกฤต โดยมีหลักแนวคิดที่สำคัญต่อไปนี้

  • เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นกับธุรกิจ
  • จับปัจจัยสำคัญในการกำหนดราคาในอนาคต หลังจากการยกเลิกมาตรการต่างๆ
  • ต้องมั่นใจว่าแผนฟื้นฟูที่วางไว้มีความแข็งแกร่งเพียงพอต่อการดำเนินกิจการต่อไป
  • สำรวจหนทางโดยใช้หลักแนวคิด “สร้างให้ดีกว่าเดิม”
  • ลดการสูญเสียสำหรับขอบเขตที่ไม่สามารถฟื้นฟูกลับมาได้

สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : คู่มือแนวทางการฟื้นฟูธุรกิจสำหรับธุรกิจกลุ่มไมโคร วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (MSME) ในวิกฤตโควิด-19

ฉบับปรับปรุง : แนวทางการดำรงและฟื้นฟูธุรกิจสำหรับกลุ่มไมโคร วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (MSME) เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์วิกฤตโควิด – 19


แหล่งที่มา : https://www.unido.org/stories/guiding-msmes-business-recovery-wake-covid-19-pandemic

ความน่าสนใจของข้อเสนอแนวทางการฟื้นฟู SME ในสหภาพยุโรป

ที่มา : SMEunited

การวางแผนยุทธศาสตร์ยุทธศาสตร์ในการช่วยเหลือและฟื้นฟูธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของสหภาพยุโรป มาจากการรับฟังข้อคิดเห็นและข้อเสนอจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งในที่นี่เราได้นำตัวอย่างของหนึ่งในองค์กรที่เป็นตัวแทนหลักของ SMEs ในสหภาพยุโรป นั่นคือ SMEunited เป็นองค์กรที่ดำเนินงานสนับสนุนผลประโยชน์ของบริษัท SMEs กว่า 12 ล้านแห่งโดยมีแรงงานกว่า 50 ล้านคนทั่วยุโรป ซึ่งได้ทำการรวบรวมข้อมูลและข้อเสนอจากสมาชิกเพื่อทำข้อเสนอแก่คณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปในการวางแผนการฟื้นฟูเศรษฐกิจในสหภาพยุโรป (recovery plan) โดยข้อเสนอที่จัดทำขึ้นมานี้ได้แบ่งออกเป็น 3 ช่วงของนโยบายเพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์แพร่ระบาดของโคโรน่า ดังนี้

1. ช่วงวิกฤต – มาตรการเร่งด่วน (emergency measures) – เน้นสภาพคล่อง

ต้องการให้ความสำคัญไปที่ “สภาพคล่องของธุรกิจ” และ “การตอบสนองอย่างรวดเร็ว” แบ่งเป็น 2 ช่วง คือ 1) ช่วงวิกฤต เช่น การเข้าถึงแหล่งเงินเพื่อใช้ในการเสริมสภาพคล่องของธุรกิจ (ป้องกันการล้มละลายและการรักษาลูกจ้าง) การเลื่อนชำระภาษีหรือค่าอื่นๆ ของหน่วยงานภาครัฐ 2) ช่วงฟื้นฟู เช่น เตรียมพร้อมสำหรับการกู้ยืมเพื่อฟื้นฟู

2. ช่วงคลี่คลาย – มาตรการออกจากวิกฤต (exit measure) – เน้นความปลอดภัยและสร้างแนวปฏิบัติใหม่

ต้องการให้พิจารณาถึงความพร้อมในการผ่อนคลายของมาตรการให้เหมาะสมตามการประเมินความเสี่ยงของพื้นที่นั้นๆ แต่ควรคำนึงไว้เสมอว่ามาตรการการปิดเมืองหรือลดกิจกรรมควรทำให้สั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เพื่อให้เศรษฐกิจได้กลับมาฟื้นฟู และหากเศรษฐกิจจะกลับมาอีกครั้งสิ่งที่สำคัญอย่างมาก คือ ต้องมีการให้ข้อมูลและการสร้างแนวทางปฏิบัติแก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง (เช่น พนักงาน ลูกค้า เป็นต้น) เพื่อให้มั่นถึงความปลอดภัยและสุขภาพ

3. ช่วงหลังวิกฤต – มาตรการฟื้นฟู (recovery measure) – เน้นปรับให้พร้อมและปูทางไปยังเป้าหมาย

เสนอวิธีการรูปแบบต่างๆ ในการสนับสนุนเพื่อให้ SMEs กลับมาดำเนินธุรกิจได้อีกครั้ง เช่น การสนับสนุนวิธีการทำงานหรือทำธุรกิจรูปแบบใหม่ โดยการให้ความรู้หรืออบรมแรงงานใหม่ การให้องค์กรสนับสนุนด้านธุรกิจเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจ รวมถึงการให้ความสนใจในการออกระเบียบต่างๆ ที่เอื้อต่อ SMEs สอดรับกับแนวทางเป้าหมายของสหภาพยุโรปอย่าง Green deal ในเรื่องต่างๆ เปรียบเสมือนใช้วิกฤตนี้เป็นการกระตุ้นให้ SMEs หันมารับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้น เช่น เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ เศรษฐกิจหมุนเวียน เครือข่ายพลังงาน การใช้พลังงานสะอาด เป็นต้น อีกทั้งจากวิกฤตนี้จะเห็นได้ว่าดิจิทัลมีความสำคัญอย่างมากจึงอยากให้มีการพัฒนาให้มากขึ้น รวมไปถึงระบบโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวกับดิจิทัลด้วย โดยต้องการให้เกิด digital single market และมีการจัดทำระเบียบข้อบังคับออกมาด้วย รวมถึงการพิจารณายุทธศาสตร์ของ SMEs ใหม่ให้สอดคล้องกับบริบทที่เกิดการเปลี่ยนแปลงจากวิกฤตที่เกิดขึ้น โดยต้องควบคู่ไปกับความพร้อมด้านทรัพยากรที่จะมีให้เพื่อฟื้นฟู ซึ่งหมายถึงการปรับกรอบงบประมาณของสหภาพยุโรปใหม่นั่นเอง

นอกจากนี้ต้องการให้ภาครัฐปรับกระบวนการด้านเอกสารไปสู่ระบบออนไลน์เพื่อลดอุปสรรคและเพิ่มความเร็วในการดำเนินการ รวมทั้งต้องการให้การจัดซื้อจัดจ้างสาธารณะเป็นการซื้อสินค้าและบริการจากผู้ผลิตภายในประเทศ โดยเฉพาะการสร้างเงื่อนไขให้เอื้อต่อ SMEs

สามารถเข้าไปศึกษาข้อเสนอฉบับเต็มได้ที่ : ยุทธศาสตร์แนวทางการฟื้นฟู SME ฉบับเต็ม

แหล่งที่มา : https://smeunited.eu/smeunited-presents-proposals-to-commission-and-council

UNIDO ดำเนินการอะไรที่สนใจบ้างในเดือนเมษายน

1. สนับสนุนประเทศสมาชิกในการให้คำแนะนำทางด้านเทคนิคในการแก้ปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์โควิค-19 ที่มีต่อด้านความปลอดภัยของอาหารและการดำเนินธุรกิจอาหาร

เมื่อวันที่ 9 เมษายน ผู้เชี่ยวชาญจากเครือข่ายอาหรับด้านการวิเคราะห์ความเสี่ยงทางด้านอาหาร (AFRANet) ได้ทำรายงานการทางเทคนิคเกี่ยวกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ล่าสุดเกี่ยวกับโควิค-19 และไวรัสที่เกี่ยวข้อง SARS-CoV-2 ที่ส่งผลกระทบต่อด้านความปลอดภัยของอาหารและการดำเนินธุรกิจอาหารในกลุ่มประเทศอาหรับ โดยรวมถึงชุดมาตรการเพื่อส่งเสริมวิธีการจัดการความเสี่ยงและสุขอนามัยทางด้านอาหาร โดยมุ่งเน้นลดความเสี่ยงของการแพร่กระจายของไวรัสในกลุ่มของผู้ประกอบการอาหารและรักษาให้ภาคการผลิตอาหารเป็นภาคส่วนที่สำคัญในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจโลก

โดยผู้เชี่ยวชาญที่ร่วมในรายงานดังกล่าวเป็นผู้ที่ผ่านโครงการอบรมที่องค์การ UNIDO มีส่วนสนับสนุนในการให้ความรู้ทางด้านเทคนิคเพื่อการดำเนินงานของธุรกิจผลิตอาหารในประเทศและทั่วโลกในบริบทของสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิค-19 นอกจากนี้ฝ่ายโภชนาการและระบบอาหารในแผนกธุรกิจการเกษตรของ UNIDO มีความพร้อมที่จะช่วยเหลือประเทศสมาชิกในการให้คำแนะนำทางเทคนิคแก่ผู้ประกอบการธุรกิจอาหารและหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องกับการริเริ่มพัฒนาศักยภาพต่างๆ อีกด้วย

2. สร้างทักษะให้แก่เจ้าหน้าที่ภาคการเกษตรและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ผ่านระบบการเรียนรู้ทางอินเตอร์เน็ต (e-learning) ในประเทศมองโกเลีย

เมื่อวันที่ 20 เมษายน องค์การ UNIDO ยังคงทำพันธกิจในการช่วยประเทศสมาชิกให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างบูรณาการและยั่งยืน และเนื่องจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิค-19 จึงทำให้การจัดการฝึกอบรมต้องทำผ่านอุปกรณ์การเรียนการสอนออนไลน์และการสัมมนาผ่านเว็บการฝึกอบรมออนไลน์

รายละเอียดโครงการ – โครงการสนับสนุนให้เกิดการจ้างงานในประเทศมองโกเลีย ภายใต้การสนับสนุนเงินทุนจากสหภาพยุโรปและดำเนินร่วมกับกระทรวงอาหาร เกษตรกรรมและอุตสาหกรรมเบาของประเทศมองโกเลีย องค์การ UNIDO ได้ดำเนินการจัดสัมมนาผ่านเว็บ โดยมีผู้เข้าร่วมหลายกว่า 350 คนจากจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ 21 จังหวัด โดยสัมมนาจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-30 เมษายน 2563 โดยมีผู้เข้าร่วม คือ  เจ้าหน้าที่รัฐบาลท้องถิ่นเพื่อการเกษตรและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ผู้แทนของบริษัทและองค์กรเอกชน และกลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์ โดยวัตถุประสงค์ของโครงการเพื่อแนะนำหลักสูตรระบบการเรียนการสอนออนไลน์ของ UNIDO ซึ่งสามารถสอนหรือเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลาแก่ภาคอุตสาหกรรมเบา (light sector industry) โดยในขณะนี้หลักสูตรประกอบด้วย “วิธีจัดการกับก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์” “การปฐมพยาบาลเบื้องต้นในที่ทำงาน”, “วิศวกรรมการออกแบบรองเท้า” และ “การผลิตเครื่องหนังอย่างยั่งยืน” (ภาษามองโกเลีย)

3. ร่วมมือกับองค์การความร่วมมือเพื่อการพัฒนาแห่งนอร์เวย์ (Norad) เพื่อช่วยลดผลกระทบจากสถานการณ์โควิค-19 ที่มีต่อ SMEs

องค์การ UNIDO และองค์การความร่วมมือเพื่อการพัฒนาแห่งนอร์เวย์ (Norad) ได้เปิดเผยกรอบโปรแกรม    เชิงระบบ (large-scale new programmatic framework) ของโปรแกรม Global Market Access Program (GMAP) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อตอบสนองต่อความท้าทายด้านคุณภาพและการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่ประเทศกำลังพัฒนากำลังเผชิญ เมื่อพยายามเข้าถึงตลาดต่างประเทศและการส่งออกผลิตภัณฑ์ของตนให้สำเร็จ และยิ่งเมื่อโลกเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิค-19 ยิ่งทำให้ความท้าทายและความยากเหล่านี้มีความสำคัญมากกว่าที่เคยเป็น วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมต้องการความช่วยเหลือเพื่อความอยู่รอดปรับตัวและดำเนินธุรกิจต่อไปในสภาพแวดล้อมใหม่ที่ท้าทายมากกว่าแต่ก่อน

โดยทาง Norad จะให้เงินทุนสนับสนุนจำนวน 9.5 ล้านยูโรแก่โปรแกรม GMAP เพื่อจะช่วยผู้ประกอบการ SMEs ในประเทศกำลังพัฒนามีความยืดหยุ่นมากขึ้นและการเข้าถึงตลาดโลก โดยใช้แนวทางเชิงระบบ

โปรแกรม GMAP มุ่งเน้นการสร้างความยืดหยุ่นให้แก่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)  และการเข้าถึงตลาดโลกโดยใช้ผ่าน 3 ขั้นตอนนวัตกรรมเชิงระบบ โดยมุ่งเป้าไปที่:

  • การเสริมสร้างความสามารถทางเทคนิคและความยั่งยืนของสถาบันที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานคุณภาพ
  • ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ SMEs ปฏิบัติตามมาตรฐานสากลและระเบียบข้อบังคับทางเทคนิคสากล
  • ปลูกฝังและเสริมสร้างวัฒนธรรมด้านคุณภาพ

โดยในปัจจุบันมีประเทศที่ได้รับการคัดเลือกในการดำเนินโครงการ 3 ประเทศ คือ เอธิโอเปีย โคลอมเบียและเมียนมาและในการดำเนินการลำดับถัดไปจะมีการเพิ่มอีกสองประเทศคู่ค้า

แหล่งที่มา :

https://www.unido.org/news/unido-supports-member-states-addressing-implications-covid-19-food-safety-and-food-business-operations

https://www.unido.org/news/mongolia-building-skills-agriculture-and-sme-officers-through-e-learning

https://www.unido.org/news/unido-norway-help-smes-mitigate-negative-economic-impact-covid-19

ผลการศึกษาห่วงโซ่คุณค่าของเอสเอ็มอีในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ หรือ โออีซีดี และองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติหรือยูนิโด ได้ร่วมทำการวิจัยห่วงโซ่คุณค่าของเอสเอ็มอีในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การศึกษาดังกล่าวพบว่าการลงทุนโดยองค์กรต่างชาติหรือ Foreign Direct Investment (FDI) มีศักยภาพที่สูงในการช่วยบูรณาการบริษัทขนาดเล็กและกลาง (SMEs) เข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าของโลก (Global Value Chain – GVCs) อย่างไรก็ตามการลงทุนจะต้องประสานกับนโยบายที่เหมาะสม ที่จะนำไปสู่การเติบโตที่มีส่วนร่วมและยั่งยืน

รายงานดังกล่าวได้รับการเผยแพร่ต่อสาธารณะในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2019 ที่ผ่านมา โดยมีตัวแทนของทั้งสององค์กร และประเทศสมาชิกเข้าร่วมรับฟังการบรรยายผลการศึกษา

การศึกษาพบว่า บริษัทขนาดเล็กและกลางมีบทบาทในการบูรณาการที่สำคัญในการสร้างงานและการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโอกาสด้านการจ้างงานของสตรีและเยาวชน แต่ในขณะเดียวกันยังมีข้อจำกับหลากประการที่ยับยั้งไม่ให้บริษัทเหล่านี้สามารถมีส่วนร่วมผลักดันในด้านดังกล่าวได้ อาทิ การดำเนินการที่ไม่เป็นทางการ (informal nature of their activities) การจำกัดด้านการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ศักยภาพของการดำเนินการที่ต่ำ และการไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีระดับสูงและองค์ความรู้ที่จำเป็น

รายงาน Integrating Southeast Asian SMEs in global value chains: Enabling linkages with foreign investors นำเสนอยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการสนับสนุนการเติบโตและการพัฒนา SMES ในประเทศกำลังพัฒนา และนำเสนอบทเรียนที่สำคัญสำหรับประเทศกำลังพัฒนาและประเทศที่เศรษฐกิจกำลังเติบโต (emerging economies) การศึกษาดังกล่าวได้ทำการรวบรวมบทเรียนและประสบการณ์ของประเทศในกลุ่มอาเซียน และสร้างข้อเสนอแนะในการใช้ FDI เพื่อเป็นมาตรการในการบูรณาการ GVC

ผลที่ได้จากการศึกษาดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของพิจารณามุมมองและการมีส่วนร่วมจากภาคเอกชน ในกระบวนการร่างนโนบายที่เกี่ยวข้องกับภาคส่วนดังกล่าว โดยเฉพาะด้านความเสี่ยงทางการลงทุนโดยภาครัฐสามารถมุ่งสร้างสภาพแวดล้อมที่ดึงดูดการลงทุน การเชื่อมต่อกับผู้ลงทุนต่างชาติ จะช่วยให้บริษัทในประเทศในด้านต่าง ๆ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความตั้งใจของผู้ลงทุน และศักยภาพของบริษัท เช่นกัน นาง Ana Novik หัวหน้ากรมการลงทุนขององค์การ OECD กล่าวต่อที่ประชุม

นาง Ana ได้เสริมอีกว่า การศึกษาของ OECD-UNIDO ได้ทำการวิเคราะห์ หัวข้อที่มีความสำคัญและเกี่ยวข้องกับประเด็นดังกล่าว เช่น การรับรองคุณภาพ (Quality Certifications) แรงจูงใจ (Target Incentives) พื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zone) และการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ (Responsible Business Conduct) รายงั้นดังกล่าวได้เสนอข้อดำเนินการที่น่าสนใจและควรจะได้รับการดำเนินการต่อ

ผู้เข้าร่วมประชุมเห็นพ้องว่า FDI สามารถนำไปสู่ positive spill-over หรือการพัฒนาในภาคร่วมเช่น การเพิ่มขึ้นของการลงทุนและระดับศักยภาพ โปรเฟสเซอร์ Aki Kokko แห่ง Copenhagen Business School กล่าวถึงความสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างผู้ลงทุนและภาคส่วนต่าง ๆ ว่ามีการสนทนาอย่างต่อเนื่องเป็นหัวใจของความสัมพันธ์ดังกล่าว อีกทั้งได้ถึงความสำคัญที่รัฐบาลจะต้องทำความเข้าใจว่า ทำไปบริษัทท้องถิ่นของตนไม่สามารถเข้าสู่ GVCs ได้ โดยควรจะสามารถระบุคอขวดของการดำเนินการ ความสามารถ และความเขี่ยวชาญได้

ที่ประชุมได้กล่าวถึงและถกในประเด็นที่เกี่ยวกับศักยภาพของ Digital Economy และการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สี่สำหรับ GVCs และการมีส่วนร่วมของ SMEs ในการดำเนินการดังกล่าวด้วย ตัวแทนจากศูนย์วิจัย Austrian Institute of Technology ดร. Bernhard Dachs ได้กล่าวว่ามีการเปลี่ยนแปลงการดำเนินการของกิจการต่าง ๆ อย่างสังเกตได้ และการรับเอานวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ จะช่วยสร้างความเป็นนานาชาติและการเป็นส่วนหนึ่งของ GVCs ในอนาคต โดย SMEs ที่จะได้รับผลพลอยได้ในเบื้องต้นคือ SMEs ที่ทำการส่งออกผลิตภัณฑ์ของตน อาทิ ความสามารถในการเข้าถึงเทคโนโลยี Platform สร้างโอกาสในการเข้าถึงตลาดในรูปแบบใหม่ และเพิ่มความ visibility ของสินค้าได้มากกว่าเดิม

รายงานดังกล่าวแสดงผลการศึกษาและสัมภาษณ์กิจการต่าง ๆ ในประเทศไทย การลงพื้นที่ในประเทศลาว มาเลเซีย ไทย และเวียดนาม และการทำวิจัยในกรุงเวียนนา ผู้ที่สนใจสามารถเข้าถึงรายงานดังกล่าวได้ที่นี่

Integrating Southeast Asian SMEs in global value chains: Enabling linkages with foreign investors

การประชุม Vienna Investment Conference โดย UNIDO

องค์การ United Nations Industrial Development Organization หรือ UNIDO ร่วมกับสถาบัน Kiel Institute for World Economy จัดการประชุมด้านการลงทุนที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ระหว่างวันที่ 14-15 กันยายน พ.ศ. 2559

การประชุมดังกล่าวจะมุ่งอภิปรายแนวโน้มด้านการลงทุนในปัจจุบันและแนวทางการลงทุนระดับนานาชาติในอนาคตที่เป็นไปได้ คาดว่าจะมีผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายและนักวิจัย รวมทั้งผู้ว่าแผนนโยบายและผู้ดำเนินการระดับสูงเข้าร่วมการประชุมดังกล่าวเป็นจำนวนมาก

ปัจจุบันการลงทุน Foreign direct investments (FDI) ที่ถูกขับเคลื่อนโดยบริษัทและกิจการระดับนานาชาติมีบทบาทมากขึ้นในเศรษฐกิจโลกและเป็นกำลังในการผลักดันการเติบโตของเศรษฐกิจที่สำคัญ FDI ได้รับความสนใจจากประเทศกำลังพัฒนาและประเทศที่เป็น emerging economy เพราะประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากเงินทุนที่ถูกอัดฉีด เทคโนโลยีใหม่ ๆ รวมทั้งองค์ความรู้ต่าง ๆ ที่จะนำไปสู่การเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศเจ้าบ้าน

ในการประชุมดังกล่าวจะมีการจัด panel discussion โดยมีตัวแทนจากองค์กรระดับนานาชาติ ศูนย์วิจัยที่มีความเป็นเลิศระดับโลก และจะมีการจัดการประชุมทางวิชาการที่อภิปรายเกี่ยวกับการทำวิจัยนโยบายประยุกต์ ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนได้ที่ website ขององค์การ UNIDO

 

ที่มา http://www.unido.org//news/press/vienna-investment-co.html?tx_ttnews%5Byear%5D=2016&tx_ttnews%5Bmonth%5D=08&cHash=188a8e54518a36748374016b0448f03b

 

รายงาน Job creation ชี้ทางนโยบายผลักดัน SMEs สหภาพยุโรป

สำนักงาน European Restructuring Monitor (ERM) ได้ทำการติดตามการปรับโครงสร้างของบริษัทต่าง ๆ และผลกระทบของการจ้างงานในภาพรวมของประเทศสมาชิกในสหภาพยุโรปมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2002 และได้จัดทำฐานข้อมูลของข่าวสารที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งแสดงวิธีการรวบรวมข้อมูล ที่มา รายละเอียดที่เกี่ยวข้อง และข้อจำกัดของข้อมูล เช่น ฐานข้อมูล restructuring events database ที่มีข้อมูลการปรับโครงสร้างของกิจกรรมต่าง ๆ

ในแต่ละปี ERM จะทำการเผยแพร่รายงานประจำปี และรายงานในหัวข้อเฉพาะ ล่าสุด ERM ได้เผยแพร่รายงาน Job Creation in Smes ประจำปี 2015 ซึ่งเป็นผลลัพธ์ของการศึกษาด้านการสร้างงานของกิจการขนาดกลางและเล็ก (SMEs) ในสหภาพยุโรป ข้อมูลที่ถูกรวบรวมในรายงานแสดงให้เห็นว่า อัตราการสร้างงานของ SMEs นั้นแตกต่างตามภาคส่วนของ SMEs การศึกษาดังกล่าวยังแสดงให้เห็นถึงภาคส่วน SMEs ที่มีสามารถสร้างงานได้สูง และพยายามระบุให้เห็นถึงแรงผลักดันและอุปสรรคในการสร้างงาน นอกจากนี้การศึกษาดังกล่าวได้ทำการวิเคราะห์การจ้างงานใน SMEs ระดับการโต้เถียงในพื้นที่สาธารณะในเรื่องการสร้างงานของ SMEs และมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐเพื่อผลักดันการสร้างงานใน SMEs

การศึกษาพบว่าตลาดแรงงานของสหภาพยุโรปดีขึ้นจากกลางปีค.ศ. 2013 อย่างมีนัยสำคัญ มีการจ้างงานสุทธิเพิ่มขึ้นกว่า 4.4 ล้านตำแหน่งในกลุ่มประเทศ EU28 ระหว่างไตรมาสแรกของปีค.ศ. 2013 และไตรมาสแรกของปีค.ศ. 2015 อัตราการว่างงานของสหภาพยุโรปต่ำกว่าร้อยละ 10 และมีการเพิ่มขึ้นของการจ้างงานถาวร ข้อมูลของ ERM แสดงให้เห็นถึงความสมดุลของการสร้างงานและการลดตำแหน่งการจ้างงาน อย่างไรก็ตามยังมาความแตกต่างที่สูงระหว่างประเทศสมาชิก และยังมีความแตกต่างที่สูงระหว่างสหภาพยุโรปและ อเมริกาและญี่ปุ่น ซึ่งชี้ให้เห็นว่าสหภาพยุโรปยังต้องพยายามที่จะผลักดันเพื่อเพิ่มการสร้าง งานต่อไป

วิกฤติเศรษฐกิจในสหภาพยุโรปส่งผล กระทบที่รุนแรงต่อการจ้างงานในสองภาคส่วนเป็นพิเศษ – ภาคการผลิตและภาคการก่อสร้าง จำนวนการลดลงของการจ้างงานในสองภาคดังกล่าวในช่วงปีค.ศ. 2008 – 2015 รวมกันกว่า 8 ล้านตำแหน่ง ซึ่งการลดงานดังกล่าวอาจจะไม่ใช่ผลของวิกฤติเศรษฐกิจเสียทั้งหมด การสับเปลี่ยนงาน (Employment shifts) ก็มีส่วนในการลดลงของการจ้างงานดังกล่าว โดยการสับเปลี่ยนในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจจะสูงสำหรับแรงงานที่มีค่าจ้างที่ต่ำ และสูง (lower and higher wage groups) ซึ่งรูปแบบดังกล่าวสามารถสังเกตได้ในการกระจายตัวของขนาดกิจการ (distribution of company size classes)

การศึกษาพบว่า SMEs ที่สามารถสร้างงานได้ ส่วนใหญ่จะเป็น SMEs ที่เพิ่งตั้งขึ้นได้ไม่นาน (young) มีความสร้างสรรค์และนวัตกรรม (Innovative) มีกิจกรรมในระดับนานาชาติ (Internationally active) ตั้งอยู่ในพื้นที่เขตเมือง (urban) ดำเนินการโดยผู้จัดการที่มีความสามารถ (run by skilled managers) และมีศักยภาพในการวางแผนและดำเนินการด้านการเงินและการขยายธุรกิจในเชิงรุก (active) อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการสร้างงานนั้นมากจากการผลของส่วนประกอบตัวแปรจากภายในและภาย นอกรวมกัน

รูปที่ 1 แสดงให้เห็นถึงความเกี่ยวข้องระหว่างคุณลักษณะของ SMEs ในด้านต่าง ๆ ที่มีผลต่อการสร้างงาน ตัวแปรสีเขียวจะมีผลต่อการสร้างงานมากกว่าตัวแปรสีแดง ขนาดของแท่่งกราฟแสดงให้เห็นถึงความเกี่ยวข้องที่สูง

Clipboard01

ตัวแปรภายนอกที่สำคัญในการสนับสนุนการสร้างงานได้แก่

  • สภาพแวดล้อมที่เกื้อต่อการทำธุรกิจ รวมทั้งการจัดการเชิงสถาบันที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้ง กฎหมายแรงงานและค่าแรงที่เหมาะสมกับกิจการระดับกลางและเล็ก
  • โครงสร้างสนับสนุนของภาครัฐที่มีประสิทธิภาพ
  • โครงสร้างการเงินที่ดี และการเข้าถึงแหล่งเงินภายนอกได้หากมีความจำเป็น
  • แรงดึงดูดใจสำหรับเจ้าของและผู้จัดการกิจการในการเติบโตธุรกิจและการเสี่ยง

ผลที่ได้จากการศึกษาแสดงให้เห็นถึงกลุ่มนโยบายที่จะช่วยส่งเสริมตัวแปรต่าง ๆ ที่จะผลักดันให้มีการสร้างงานในกิจการขนาดกลางและเล็กด้งต่อไปนี้

  • พัฒนาสภาพแวดล้อมการทำธุรกิจโดยรวม
  • การเข้าถึงแหล่งเงิน
  • การให้ความช่วยเหลือในช่วงแรกหลังจากทำการจัดตั้งกิจการแล้ว (นอกเหนือจากการช่วยจัดตั้งกิจการ)
  • สนับสนุนการสร้างนวัตกรรม
  • สนับสนุนการเข้าสู่ตลาดระดับนานาชาติ
  • ช่วยยกระดับความสามารถของผู้จัดการและเจ้าของกิจการ
  • จับคู่ระหว่างความต้องการด้านความสามารถแรงงานของ SMEs  และตลาดแรงงาน
  • ให้การสนับสนุนด้านการจ้างงาน
  • ช่วยดำเนินการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่ใช้ค่าแรง (non-wage labour costs)

นอกจากนี้ภาครัฐต้องคำนึงถึงความต้องการของ SMEs แต่ละภาคส่วนที่แตกต่างกัน ไม่ควรจะมอง SMEs รวมกันทั้งหมด และให้การสนับสนุนกลุ่มหรือองค์กรที่ดูแล SMEs แต่ละภาคส่วน

 

รายงาน Job creation in SMEs (ef1561en_1)

SMEs ต้องอ่าน – คู่มือจัดการความเสี่ยง ISO 31000

วันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2559 องค์การ United Nations Industrial Development Organization (UNIDO) ศูนย์ International Trade Centre (ITC) และ องค์กร International Organization for Standardization (ISO) ได้ทำการเปิดตัวคู่มือช่วย SMEs จัดการความเสี่ยงของการดำเนินกิจการ

กิจการ SMEs ถือเป็นพื้นฐานของเศรษฐกิจโลก แต่การจัดตั้ง พัฒนา และดำเนินกิจการ SMEs ให้ประสบความสำเร็จนั้นมีความท้าทายที่สูง โดยเฉพาะในด้านการเสาะหาลูกค้า การเข้าถึงแหล่งเงินกู้ และการจ้างงานที่เหมาะสม ดังนั้นความสามารถที่จะระบุและจัดการความเสี่ยงที่มาจากด้านต่าง ๆ จะช่วยพัฒนาศักยภาพของ SMEs และความยั่งยืนของกิจการได้

จึงเป็นที่มาของการจัดทำคู่มือ ISO 31000 – Risk Management ที่มุ่งช่วย SMEs ในการระบุโอกาสและความเสี่ยงต่าง ๆ อีกทั้งจัดสรรทรัพยากรเพื่อจัดการความเสี่ยงอย่างเหมาะสม ผ่านการเข้าใจมาตรฐาน ISO 31000 โดยเชื่อว่าจะช่วยนำทางกิจการ SMEs ไปสู่ความสำเร็จ ยกระดับความสามารถในการแข่งขัน และการมีส่วนร่วมในตลาดสากลได้ มาตรฐานดังกล่าวจะช่วยกิจการ SMEs ในการเปรียบเทียบการดำเนินการของตน (benchmark) กับการดำเนินการระดับนานาชาติเพื่อนำไปสู่การพัฒนา อีกทั้งแนะนำหลักการการจัดการที่มีประสิทธิภาพ

นาย John Lark ผู้จัดทำคู่มือนี้กล่าวว่า มีเจ้าของกิจการ SMEs จำนวนมากที่ไม่ดำเนินการจัดการความเสี่ยง (risk management processes) เพราะเชื่อว่ากิจการของตนไม่ใหญ่เพียงพอที่จะทำการจัดการความเสี่ยงได้ คู่มือนี้ถูกจัดทำขึ้นสำหรับเจ้าของกิจการขนาดเล็ก ที่ต้องการจะจัดการความเสี่ยงของตนอย่างมีประสิทธิภาพ การจัดการความเสี่ยงจะสามารถช่วยให้กิจการอยู่รอดและเติบโตได้

csm_Handbook_800pix_new_6191578337

รายงาน ISO 31000 – Risk Management

Link:iso_31000_for_smes

ที่มา UNIDO

 

FTA เวียดนาม-อียู เดินหน้าเต็มสูบ

เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ที่ผ่านมาคณะกรรมาธิการยุโรปได้เผยแพร่รายละเอียดของความตกลงด้านการค้าเสรี ระหว่าง สหภาพยุโรปและเวียดนาม (EU-Vietnam Free Trade Agreement) เอกสารดังกล่าวผ่านการรับรองโดยคณะกรรมาธิการยุโรปแล้ว และจะถูกส่งต่อไปให้ คณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป (the Council of the European Union) และ รัฐสภายุโรป ( European Parliament) เพื่อทำการรับรองต่อไป เมื่อผ่านการรับร้องทั้งหมดแล้วข้อตกลงดังกล่าวจึงจะมีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย

คาดว่าขึ้นตอนดังกล่าวจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว FTA ดังกล่าวน่าจะมีผลบังคับใช้ภายในปีนี้

เวียดนาม และสหภาพยุโรปถือเป็นคู่ค้าที่มีความสำคัญต่อกันและกัน ในปีพ.ศ. 2558 สหภาพยุโรปทำการลงทุน (FDI) ในเวียดนามกว่า 1.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ (มีมูลค่าเป็นอันดับ 3 ของทุนต่างชาติ) สหภาพยุโรปนำเข้าจากเวียดนามมากกว่าส่งออก ในปีพ.ศ. 2557 การค้าขายระหว่างทั้งสองประเทศมีมูลค่า 28.3 พันล้านยูโร (สหภาพยุโรปนำเข้าเป็นมูลค่ากว่า 22.1 พันล้านยูโร และส่งออกไปเวียดนาม 6.2 พันล้านยูโร) สินค้าที่ยุโรปส่งไปเวียดนามได้แก่ อุปกรณ์ไฮเทค เครื่องจักร เครื่องบิน ยานยนต์ และยา สินค้าที่ยุโรปนำเข้าจากเวียดนามได้แก่ อุปกรณ์โทรศัพท์ อุปกรณ์ไฟฟ้า รองเท้า สิ่งทอ กาแฟ ข้าว อาหารทะเล และเฟอร์นิเจอร์

การเจรจาการค้าเสรี (Free Trade Agreement – FTA) ดังกล่าวเริ่มมาตั้งแต่พ.ศ. 2555 และเป็นข้อตกลงการค้าเสรีที่มีความทะเยอทะยานมากที่สุดระหว่างสหภาพยุโรปและ ประเทศกำลังพัฒนา และเป็น FTA ที่สองระหว่างสหภาพยุโรปกับประเทศในกลุ่มอาเซียน (สิงคโปร์เป็นประเทศแรก) ข้อตกลงดังกล่าวคาดว่าจะช่วยผู้ส่งออกของสหภาพยุโรปในการเข้าถึงตลาดของ เวียดนามที่เติบโตอย่างรวดเร็วและมีผู้บริโภคถึง 90 ล้านคน FTA ระหว่างสหภาพยุโรปและเวียดนามครอบคลุม  10 ประเด็นหลัก ได้แก่

  1. การ กำจัดภาษีศุลกากร – FTA ดังกล่าวจะกำจัดภาษีต่างๆ ระหว่างสองประเทศ กว่าร้อยละ 99 ยกเว้นสินค้าในบางจำพวก ที่มีการตกลงให้มีการค้ากึ่งเสรี (partial liberalisation) ผ่านโควต้า zero-duty Tariff Rate Quotas (TRQs) – เช่น ข้าว ข้าวโพดหวาน กระเทียม เห็ด น้ำตาลและสินค้าที่มีน้ำตาลสูง แป้งมันสำปะหลัง ปูอัด และปลาทูน่ากระป๋อง โดยสหภาพ ยุโรปจะทำการยกเว้นภาษีสินค้านำเข้าจากเวียดนามในระยะ 7 ปี เวียดนามจะทำการยกเว้นภาษีสินค้าที่นำเข้าจากสหภาพยุโรปร้อยละ 65 ของสินค้านำเข้าทั้งหมดทันทีที่ FTA มีผล เช่น เครื่องจักรกล สารเคมี (บางส่วน) สินค้าสิ่งทอ และจะทำการยกเว้นสินค้าในส่วนอื่น อย่างค่อยเป็นค่อยไปในระยะ 10 ปี เช่น รถจักรยานยนต์ (7ปี) รถยนต์ (10ปี) ชิ้นส่วนรถยนต์ (7ปี)  ไวน์และสุรา (7ปี) เนื้อหมูแช่แข็ง (7ปี) เนื้อวัวแช่แข็ง (3ปี) ไก่ (10ปี)
  2. ลดมาตรการ กีดกันการค้าที่มิใช่ภาษี – ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าวทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะเพิ่มความเข้มงวดในการปฏิบัติตาม ข้อตกลง WTO Technical Barriers to Trade (TBT) agreement โดยเฉพาะในด้าน Sanitary and Phytosanitary measures (SPS) ที่กำหนดสำหรับสินค้าประเภทพืชและเนื้อสัตว์ นอกจากนี้เวียนนามได้ทำการยอมรับการตีตรา Made in EU ของสินค้าที่ไม่ใช่สินค้ากสิกรรม เป็นครั้งแรก
  3. การ ปกป้อง European Geographical Indications – FTA ดังกล่าวยอมรับสินค้าที่มาจากท้องถิ่นเฉพาะ (specific geographical origin) จำนวน 169 ชิ้นของสหภาพยุโรป เช่น Champagne, Rioja Wien, Scotch Whisky เป็นต้น สินค้าของเวียดนามเช่น ชา Mộc Châu  และ กาแฟ Buôn Ma Thuột ก็ได้รับการปกป้องเช่นกัน
  4. เปิด โอกาสให้บริษัทจากสหภาพยุโรปเข้าร่วมประมูลงานและสัญญาภาครัฐ (public contracts) – เช่น งานของกระทรวงต่าง ๆ ของเวียดนาม รวมทั้งโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ เช่น ถนนและท่าเรือ กิจการภาครัฐที่สำคัญ เช่น การจ่ายไฟฟ้า และการดำเนินการระบบราง กิจการโรงพยาบาลต่าง ๆ (34 โรงพยาบาล) และสัญญางานต่าง ๆ ของเมืองฮานอยและโฮจิมิน นอกจากนี้ยังมีการตกลงกฎการประมูลภาครัฐ (Government Procurement Agreement – GPA) ข้อตกลงดังกล่าวทำให้บริษัทจากสหภาพยุโรป เป็นบริษัทต่างชาติกลุ่มแรกสามารถเข้าถึงตลาดในเวียดนามได้ในระดับนี้
  5. การ สร้างความเท่าเทียมในระดับการแข่งขันและการสร้างนวัตกรรม – มีการตกลงข้อบังคับของรัฐวิสหกิจ (State Owned Enterprises) ในการเข้าแข่งขันโดยเฉพาะในด้านความโปร่งใส และการใช้เงินรัฐสนับสนุน (subsidy) เวียดนามได้ตกลงที่จะยกระดับการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา ให้มากกกว่ามาตรฐานของของตกลง WTO TRIPs ข้อตกลงดังกล่าวเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรมและยาของ สหภาพยุโรป
  6. การเปิดตลาดด้านการบริการ – ข้อตกลงดังกล่าวจะส่งผลให้เวียดนามต้องเปิดตลาดในประเทศให้กับผู้ประกอบการ การบริการจากสหภาพยุโรปในด้านต่าง ๆ  เช่น ด้านการให้บริการธุรกิจ บริการที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม การขนส่งและไปรษณีย์ การธนาคาร การประกัน และการขนส่งทางน้ำ นอกจากนี้เวียดนามยังได้รับข้อบังคับที่เกี่ยวกับธุรกิจภาคการเงิน ภาคโทรคมนาคม การเดินเรือ และการไปรษณีย์ โดยข้อบังคับดังกล่าวมีความเข้มงวดกว่าข้อบังคับของ WTO และ FTA อื่น ๆ ที่เวียดนามเข้าร่วม
  7. ส่งเสริมและปกป้องการลงทุน – FTA นี้บังคับให้เวียดนามเปิดโอกาสการลงทุนในด้านการผลิตให้กับบริษัทจากสหภาพ ยุโรป ในภาคต่อไปนี้: ภาคอาหารและเครื่องดื่ม ปุ๋ยและส่วนประกอบไนโตรเจนต่างๆ ยางรถและยางในรถ ถุงมือและผลิตภัณฑ์พลาสติก เซรามิ วัสดุก่อสร้าง เครื่องจักรต่างๆ เครื่องใช้ในบ้านและจักรยาน นอกจากนี้ยังมีข้อกำหนดในการปกป้องการลงทุนต่าง ๆ อีกด้วย
  8. จัด ตั้งกลไกการแก้ไขหากมีกรณีพิพาท – FTA นี้เป็นพื้นฐานของโครงสร้างการแก้ไขของพิพาทระหว่างสหภาพยุโรปและเวียดนาม ที่จะมาจากการตีความหมายและการดำเนินการข้อตกลงตังกล่าว
  9. การเสริม สร้างมาตรฐานการป้องกันสังคมและสิ่งแวดล้อม – FTA ดังกล่าวระบุรายชื่อกิจกรรมที่ทั้งสองฝ่ายต้องดำเนินการในด้านดังกล่าว เช่น การดำเนินการด้านมาตรฐานแรงงาน การบังคับใช้กฎหมายของแต่ละฝ่ายในด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด การส่งเสริม Corporate Social Responsibility และความรับผิดชอบด้าน Climate Change และการมีส่วนร่วมของประชาชน
  10. การส่งเสริมด้านมนุษยธรรมและประชาธิปไตย – FTA นี้มีข้อบังคับทางกฎหมาย EU-Vietnam Partnership and Cooperation Agreement (PCA) ที่เกี่ยวกับด้านสิทธิมนุษยธรรม ประชาธิปไตย และกฎหมายต่าง ๆ โดยระบุเป็นเนื้อหาสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างสองฝ่าย และได้ระบุถึงการมาตรการที่สามารถทำได้รวมทั้งการยกเลิกสัญญา FTA หากมีการละเมิดในด้านดังกล่าว

ผู้ประกอบการในสหภาพยุโรปมีความคิดเห็นต่อ FTA ดังกล่าวที่แตกต่างกัน ผู้ประกอบการด้านสิ่งทอมีความเห็นด้านบวกต่อ FTA เพราะอัตราภาษีการนำเข้าสินค้าสิ่งทอจากเวียดนามจะถูกลดต่ำลง แม้ความกฎข้อบังคับด้าน Rule of origin ยังมีความซับซ้อนอยู่ เช่น การอนุญาตอัตราการใช้วัตถุดิบสิ่งทอที่ไม่ผ่านกฎ Rule of origin ในทางกลับกันผู้ผลิตแป้งมันในสหภาพยุโรปมองวางสัญญาการค้าดังกล่าวจะส่งผลด้านลบต่อผู้ประกอบการในสหภาพยุโรป เพราะแป้งมันสำปะหลังนั้นเป็นคู่แข่งโดยตรงกับแป้งมันของสหภาพยุโรป ผู้อำนวยการขององค์กร Starch Europe ได้เขียนจดหมายเปิดผนึกต่อคณะกรรมาธิการฯ เพื่อแจ้งผลกระทบของ FTA ดังกล่าว และร้องขอให้คณะกรรมาธิการฯ ทำการทบทวนการดำเนินการต่าง ๆ รวมทั้ง FTA ระหว่างไทยที่กำลังดำเนินการอยู่ด้วย

สำหรับคณะกรรมาธิการยุโรปแล้ว ข้อตกลง FTA ระหว่างสหภาพยุโรปและเวียดนามถือเป็นก้าวสำคัญในการดำเนินการทำข้อตกลง FTA ระหว่างกลุ่ม ASEAN ที่ผ่านมาได้มีการพยายามเจรจา FTA ระหว่าง EU และ ASEAN ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2550 ผ่าน กรรมการร่วมจัดทำความตกลงการค้าเสรี อาเซียน – สหภาพยุโรป (Joint Committee for ASEAN-EU FTA) แต่ด้วยความเห็นที่แตกต่าง เช่นด้านการเปิดตลาดสินค้า (อาเซียนต้องการเปิดเพียงร้อยละ 75-80 ในขณะที่สหภาพยุโรปต้องการให้เปิดตลาดในระดับร้อยละ 90 อีกทั้งปัญหาในการยอมรับพม่าเข้าร่วมประชุมด้วย สหภาพยุโรปจึงยุติความพยายามในการเจรจาระดับพหุภาคี และเริ่มทำการเจรจาในระดับทวิภาคีแทน โดยมุ่งเจรจากับ 3 ประเทศในกลุ่มได้แก่ สิงคโปร์ เวียดนามและไทย การประชุมระหว่างไทยและสหภาพยุโรปได้หยุดไปตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557

ที่ผ่านมาสหภาพยุโรปได้ทำการตกลง FTA กับประเทศเอเซีย เช่น เกาหลีใต้ ปาปัวนิวกินี ฟิจิ และคาดว่าจะทำการตกลง FTA กับญี่ปุ่นและฟิลิปินส์ได้ภายในปีนี้ และคาดว่าจะเริ่มทำการเจรจากับออสเตรเลียภายในปีนี้

ที่มา –  http://europa.eu/rapid/press-release_MEMO-15-5468_en.htm

http://ec.europa.eu/trade/policy/countries-and-regions/countries/vietnam/

http://www.globaltrademag.com/global-trade-daily/news/eu-vietnam-sign-free-trade-agreement

http://www.thaifta.com/thaifta/Home/NegoLastestStatus/tabid/117/Default.aspx

 

 

COSME มาตรการกระตุ้นการเงินของสหภาพยุโรป

COSME หรือ Competitiveness of Enterprises and Small and Medium-sized Enterprises เป็นมาตรการของสหภาพยุโรปที่มุ่งยกระดับการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SMEs ต่างๆ ที่ถูกใช้มาตั้งแต่เดือนสิงหาปี 2014 โดยดำเนินการภายใต้งบประมาณของคณะกรรมาธิการยุโรปจำนวน 1.3 พันล้านยูโร ผ่านกองทุน European Investment Fund (EIF) และความร่วมมือจากองค์กรด้านการเงินต่างๆ ในสหภาพยุโรป

มาตรการ COSME สามารถแบ่งออกเป็นสองประเภทด้วยกันคือ 1) Loan Guarantee Facility (LGF) หรือกลไกการันตีการกู้ยืมเงิน และ 2) Equity Facility for Growth (EFG)  หรือการอำนวยความสะดวกการลงทุนด้านกรรมสิทธิ์

Loan Guarantee Facility (LGF)

งบ ประมาณส่วนหนึ่งของ COSME ถูกนำไปใช้เพื่อการค้ำประกัน (guarantees) และการร่วมค้ำประกัน (counter-guarantees) สำหรับสถาบันคนกลาง (intermediaries) เช่นองค์กรค้ำประกัน ธนาคาร บริษัทให้เช่าสินทรัพย์ (ลิสซิ่ง) เพื่อช่วยบริษัทเหล่านี้ในการปล่อยเงินกู้และการเช่าสินทรัพย์ให้กับ SMEs งบประมาณส่วนนี้ครอบคลุมการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ (Securitization) ที่บาง SME ใช้ในการระดมทุนผ่าน debt-finance portfolios

กล่าว คือ COSME ช่วยลดความเสี่ยงของบริษัทและสภาบันเหล่านี้ และผลักดันให้สถาบันคนกลางต่างๆ ขยายประเภท SME ที่สามารถให้ความช่วยเหลือด้านการเงินได้ และเพิ่มรูปแบบความช่วยเหลือด้านการเงินที่สามารถให้ได้ ผลกระทบที่ได้จากการดำเนินการจะมีนัยสำคัญมาก โดยคาดว่าทุกๆ 1 ยูโรของงบประมาณที่ลงไปจะช่วยผลักดันให้มีการปล่อยเงินกู้ให้กับ SME ถึง 30 ยูโร และจะช่วยให้ SME ที่อาจจะไม่ได้รับการปล่อยกู้ให้สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ คณะกรรมาธิการยุโรปคาดว่าจะมี SME ที่ได้รับประโยชน์จาก LGF กว่า 330,000 ผู้ประกอบการ คิดเป็นเงินกู้กว่า 21 พันล้านยูโร

Equity Facility for Growth (EFG)

งบประมาณอีกส่วนหนึ่งของ COSME นั้นถูกนำไปลงทุนในกองทุน risk-capital funds ที่จะถูกไปใช้ในธุรกิจ เงินร่วมลงทุน (Venture Capital) และการให้ทุนผ่าน mezzanine finance (การให้กู้โดยเอาสินทรัพย์ของบริษัทมาค้ำประกัน) โดยกองทุนนี้จะถูกใช้เพื่อสนับสนุน SMEs ที่อยู่ในช่วง expansion หรือ growth-stage โดยเฉพาะ SMEs ที่มีกิจกรรมการค้าข้ามพรมแดน

คณะกรรมาธิการยุโรปคาดว่าจะมีผู้ประกอบการกว่า 500 รายที่จะได้รับ ทุน equity finance ดังกล่าวรวมเป็นมูลค่ากว่า 4 พันล้านยูโร

สถาบันการเงินและองค์กรในสหภาพยุโรปที่สนใจเข้าร่วมโครงการ สามารถยื่นใบสมัครได้จนถึง 20 กันยายน 2020

 

แหล่งข่าว EU

Wroclaw (โปแลนด์) และ San Sebastian (สเปน) ได้รับเลือกเป็น European Capital of Culture ประจำปี 2016

รางวัล European Capital of Culture เริ่มมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1985 โดยรัฐมนตรีวัฒนธรรมของกรีซ Melina Mercouri ในแต่ละปีจะมีการเลือกเมืองต่างๆ บนพื้นฐานการโครงการด้านวัฒนธรรม เมืองที่ได้รับเลือกจะมีโอกาสในการเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ของตนเอง ดึงดูดนักท่องเที่ยวและหาทิศทางการพัฒนาของตนเอง

รางวัลดังกล่าวยังมีผลในระยะยาวในด้านสังคมและเศรษฐกิจต่อเมืองที่ได้รับเลือกและพื้นที่โดยรอบของเมือง กฎและข้อบังคับในการคัดเลือกนั้นถูกกำหนดไว้ในปีค.ศ. 2006 (1622/2006/EC)

ในปีนี้ (2016) เมือง Wroclaw (โปแลนด์) และ San Sebastian (สเปน) ได้รับเลือกให้ได้รับรางวัลดังกล่าว โดยจะมีการเปิดตัวโครงการ European Capital of Culture ในเมือง Wroclaw ในวันที่ 17 มกราคม ค.ศ. 2016 และเมือง San Sebastian ในวันที่ 23 มกราคม ค.ศ. 2016  เป็นต้นไป

เมืองที่ได้รับคัดเลือกให้ได้รับรางวัลดังกล่าวสำหรับปี 2017-2019 ได้แก่  Aarhus (Denmark) / Pafos (Cyprus) ในปี 2017, Valletta (Malta) / Leeuwarden (Netherlands) ในปี 2018 และ Plovdiv (Bulgaria) / Matera (Italy) ในปี 2019

ที่มา http://europa.eu/rapid/press-release_IP-15-6399_en.htm

อิตาลีเข้าร่วมระบบสิทธิบัตร Unitary patent

อิตาลีได้เข้าร่วมระบบสิทธิบัตร Unitary Patent ของสหภาพยุโรป เป็นสมาชิกประเทศที่ 26 ที่เข้าร่วมระบบการคุ้มครองสิทธิบัตรดังกล่าว การเข้าร่วมของอิตาลีนับเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาระบบสิทธิบัตรนี้ เพราะอิตาลีเป็นตลาดใหญ่อันดับสี่ของยุโรปในด้านการตรวจสอบสิทธิบัตร

การตัดสินใจครั้งนี้จะทำให้ระบบ Unitary Patent มีความน่าดึงดูดมากขึ้นสำหรับบริษัทและนักประดิษฐ์ที่จะสามารถลงทะเบียน สิทธิบัตรของตนในประเทศที่เข้าร่วมทั้งหมดภายในขั้นตอนเดียว สหภาพยุโรปมุ่งที่จะดำเนินระบบสิทธิบัตรดังกล่าวและบังคับใช้ภายในสิ้นปี ค.ศ. 2016

ระบบสิทธิบัตรดังกล่าวยังช่วยลดค่าดำเนินการของการจดสิทธิบัตรในสหภาพยุโรปอย่างเป็นนัยสำคัญ จนในปัจจุบันค่าธรรมเนียมการจดสิทธิบัตรในยุโรปนั้นใกล้เคียงกับสหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ระบบสิทธิบัตรดังกล่าวมีความสำคัญต่อบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กของสหภาพยุโรปที่เน้นด้านนวัตกรรมและมีการดำเนินการข้ามเขตแดน การลงทะเบียนผ่านระบบสิทธิบัตรนี้จะได้รับการคุ้มครองในทุกประเทศที่เข้าร่วมในระบบดังกล่าว

บริษัทสัญชาติอิตาลีจะได้รับประโยชน์ในการ ประหยัดเวลาการดำเนินการและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องในการจดสิทธิบัตร อิตาลีได้ทำการตกลงด้านค่าใช้จ่ายการคุ้มครองสิทธิบัตรและการตัดสินใจของศาล Unitary Patent Court (UPC)

ในปัจจุบันมีประเทศสมาชิกทั้งหมด 8 ประเทศได้ลงนามเข้าร่วม UPC ได้แก่ ออสเตรีย ฝรั่งเศส เบลเยี่ยม สวีเดน เดนมาร์ก มอลตา ลักเซมเบิร์กและโปรตุเกส คณะกรรมาธิการยุโรปได้เร่งให้ประเทศสมาชิกที่ยังไม่ได้เข้าร่วม เร่งดำเนินการเพื่อลงนามภายใต้ UPC เพื่อให้มีผลบังคับใช้ตามกรอบเวลาที่วางไว้

Swarovski ลดพนักงาน 200 คน รัฐบาลพร้อมให้ความช่วยเหลือ

บริษัทคริสตัลและเครื่องประดับชื่อดังของออสเตรีย Swarovski ทำการลดจำนวนพนักงานในสำนักงานใหญ่ในแคว้น Tyrol ลง เพราะปริมาณการขายลดลงและการแข่งขันด้านราคาที่เข้มข้นขึ้น ผู้ว่าราชการจังหวัดของแคว้น Tyrol นาย Günther Platter กล่าวว่าทางภาครัฐได้เตรียมมาตรการที่จะมาช่วยเหลือและรองรับพนักงานที่ถูกปลดออก โดยในเบื้องต้นจะช่วยในด้านการฝึกอบรมและการหางานใหม่

บริษัทได้ทำการแจ้งต่อพนักงานที่จะถูกปลดออกแล้ว และกำลังดำเนินการทำข้อตกลงกับพนักงานด้านเงินชดเชย

อย่างไรก็ตามบริษัทได้ประกาศว่าภาคส่วนของการผลิตคริสตัลจะสร้างรายได้ที่สูง คาดว่าสัดส่วนการเติบโตจะสูงถึงเลขสองหลัก นอกจากนี้ บริษัทยังกล่าวถึงกระบวนการวางแนวทางใหม่ขององค์กรอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความสมดุล หลังมีการเปลี่ยนแปลงของช่องทางการจัดจำหน่ายที่สำคัญขององค์กร โดยองค์กรจะมุ่งให้ความสำคัญกับการใหบริการลูกค้าอย่างใกล้ชิดและด้านนวัตกรรมมากขึ้น บริษัทแสดงความตั้งใจที่จะดำเนินการผลิตในสำนักงานดังกล่าวอยู่ แม้ว่าเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาบริษัทได้กล่าวว่าจะไม่ลดจำนวนพนักงานลงต่ำกว่า 5,000 คน แต่ในปัจจุบันจำนวนพนักงานของสำนักงานดังกล่าวลดเหลือเพียง 4,800 คน

บริษัท Swarovski เป็นบริษัทออสเตรียที่มีกิจกรรมการค้ากับประเทศไทยที่สูง มีการส่งวัตถุดิบจากออสเตรียไปไทยเพื่อทำผ่านกระบวนการผลิต ก่อนที่จะส่งกลับมาที่ออสเตรียเพื่อกระจายสินค้าไปสู่ตลาดในประเทศต่างๆ ของยุโรป

Swarovski Plans Downsizing 200 in Tyrol – Governor Promises Aid