Category Policy

แนวทางเพื่อลดผลกระทบของการหดตัวของการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (FDI)

ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังวิกฤตโควิด-19 ทั่วทั้งโลกย่อมต้องการให้มีการไหลเข้าของทรัพยากร โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับประเทศกำลังพัฒนายิ่งต้องการให้มีการไหลเข้าของทรัพยากรจำนวนมากเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ ซึ่งหนึ่งในปัจจัยที่นำทรัพยากรเหล่านั้นมา คือ “การลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (FDI)” ซึ่งในจุดนี้ภาครัฐต้องมีส่วนช่วยในการบริหารจัดการทั้งในด้านของการดึงดูดการลงทุนและรักษาการลงทุนนั้นไว้ให้ได้ แต่ที่สำคัญกว่านั้น คือ การใช้ประโยชน์สูงสุดจากการลงทุนและพัฒนานั้น โดยนอกจากนี้วิกฤตครั้งนี้อาจเป็นโอกาสสำหรับรัฐบาลในการตรวจสอบแนวทางในการดึงดูดการลงทุนและการรักษาการลงทุนโดยการเชื่อมโยงการลงทุน  จากต่างชาติไว้กับระบบเศรษฐกิจในประเทศให้มากขึ้น โดยสามารถสรุปขอบเขตสำคัญในการสร้างกรอบแนวทางนโยบายหรือควรให้ความสำคัญ 3 ขอบเขต ดังนี้ ขอบเขตแรก คือ ต้องมีมาตรการและกลไกในสนับสนุนเพื่อช่วยให้บริษัทในประเทศสามารถเอาชนะข้อจำกัด รวมถึงเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านอุปทาน โดยมาตรการ 2 ประเภทที่สามารถทำให้เห็นผลได้ในระยะยาว คือ1) การพัฒนาความเชื่อมโยงระหว่างบริษัทในประเทศและบริษัทต่างประเทศ โดยปรับปรุงความสามารถในการแข่งขันของโครงสร้างอุตสาหกรรมในประเทศ เช่น การพัฒนาระบบการรับรองคุณภาพเพื่อสามารถรองรับการเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของบริษัทต่างประเทศ และ 2) การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่สามารถตอบสนองให้บริษัทสามารถดำเนินการจากระยะไกล ทั้งในแง่ของห่วงโซ่คุณค่าระดับโลกและในการเข้าถึงตลาดต่างประเทศ ขอบเขตที่สอง คือ เขตอุตสาหกรรมส่งออก (Export processing zones, EPZs) ซึ่งในหลายประเทศ กำลังพัฒนาใช้เครื่องมือนี้เป็นเครื่องมือสำคัญในการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ควรที่จะออกแบบเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจภายในประเทศ ต้องมีการปรับกฎระเบียบเพื่อสนับสนุนให้เกิดความสัมพันธ์ร่วมกับซัพพลายเออร์ภายในประเทศ โดยการออกแบบหรือพัฒนาโครงการที่จะเข้ามามีส่วนสนับสนุนการหา คู่ค้าระหว่างบริษัทต่างประเทศและซัพพลายเออร์ภายในประเทศ ขอบเขตที่สาม คือ การดำเนินการระดับนานาชาติเพื่อช่วยเหลือประเทศในระหว่างและหลังวิกฤตโควิด-19 ควรให้ความใส่ใจกับประเทศที่พัฒนาน้อยที่สุดเป็นพิเศษ เนื่องจากประเทศเหล่านี้ต้องเผชิญกับข้อจำกัดทางด้านงบประมาณและมีข้อจำกัดในด้านการดำเนินนโยบายเอื้ออำนวยต่อการลงทุนเพราะไม่มีทรัพยากรที่จะให้การสนับสนุนที่สำคัญแก่บริษัทภาคเอกชนได้  นี่คือเหตุผลว่าทำไมองค์กรระหว่างประเทศและกลุ่มประเทศ อย่างสหประชาชาติและกลุ่ม G20 ต้องตอบสนองต่อการร้องขอของกลุ่มประเทศดังกล่าวใน […]

สายเกินแก้ ! หากเข้าช่วยเหลืออุตสาหกรรมและบริษัทช้าเกินไป

โควิด-19 เป็นวิกฤตด้านสุขภาพที่แพร่กระจายไปทั่วทุกมุมโลก ทุกประเทศต่างต้องรับมือกับวิกฤตนี้แบบเรียนรู้ไปพร้อมกับการปฏิบัติเพื่อหาจุดเหมาะสมที่สุดสำหรับบริบทของประเทศตนเองในการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส การป้องกันสุขภาพของประชาชน แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องคำนึงถึงด้านเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นความเป็นอยู่ของประชาชนและผลกระทบทางเศรษฐกิจในอนาคต ทำไมการลดความเสียหายที่จะเกิดต่ออุตสาหกรรมและบริษัทถึงมีความสำคัญ วัตถุประสงค์แรกของการตอบสนองทางนโยบายคือการช่วยเหลือบริษัทที่ยังคงอยู่และระบบนิเวศของอุตสาหกรรมให้ยังคงอยู่ได้ เนื่องจากเป็นองค์ประกอบดังกล่าวเป็นส่วนหลักของเศรษฐกิจในการสร้างมูลค่าให้กับเศรษฐกิจและการจ้างงาน รวมถึงรายได้แก่ครัวเรือน ถ้าหากไม่ช่วยเหลือบริษัทที่มีศักยภาพในตอนนี้จะไม่ให้พวกเขาไม่สามารถกลับมาฟื้นฟูได้และสุดท้ายหลังวิกฤตจำนวนจ้างงานและรายได้ที่เกิดจากบริษัทนั้นก็จะหายไปตลอดกาล นอกจากนั้นแล้วจะเกิดผลกระทบต่อเนื่องไปถึงบริษัทคู่ค้าไม่ว่าจะเป็นบริษัทจัดหาวัตถุดิบหรือบริษัทสั่งซื้อสินค้าก็จะได้รับผลกระทบลูกโซ่เช่นกัน (ตามแผนภาพ 1) ซึ่งจะทำให้เกิดการสะสมของการล้มละลายของบริษัทขนาดเล็กหลายๆแห่ง และสุดท้ายจะนำไปสู่ปัญหาด้านสภาพคล่องของตลาดการเงิน ซึ่งการสั่นคลอนของตลาดการเงินจะนำมาซึ่งทำให้ความกดดันต่อบริษัทต่างๆ แล้วอาจนำไปสู่สถานการณ์แย่ลงขึ้นอย่างทวีคูณและอย่างรวดเร็วจนเกิดการล้มละลายและการว่างงานเป็นจำนวนมากตามมา แผนภาพ 1 แสดงถึงความเชื่อมโยงของบริษัทในห่วงโซ่อุปทานและผลกระทบที่เกิดขึ้นหากบริษัทนั้นเกิดปัญหา เพื่อไม่ให้เกิดเหตุข้างต้น ภาครัฐต้องทำหน้าที่เสมือนผู้ค้ำประกันและต้องดำเนินการจัดการปัญหาให้ผลลัพธ์อย่างชัดเจนเพื่อรักษาบริษัทและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนของตน รวมถึงการป้องกันความเสียหายระยะยาวที่จะเกิดขึ้นกับระบบเศรษฐกิจ จากแผนภาพ 2 เป็นการแสดงสถิติของกรณีศึกษาของการบริหารจัดการเพื่อลดความเสียหายต่อบริษัทให้น้อยที่สุดหรือป้องกันไม่ให้บริษัทออกไปจากภาคอุตสาหกรรมในช่วงวิกฤตปี 2008 ของประเทศเยอรมนีที่มีมาตราการเพื่อช่วยเหลือบริษัทอย่างจริงจัง ทำให้สามารถฟื้นฟูจากวิกฤตได้รวดเร็ว โดยระดับการจ้างงาน (สามารถกลับมาอยู่ในระดับปกติภายในปี 2011) รวมทั้งระดับค่าจ้างและเงินเดือน (กลับมาเป็นปกติภายในปี 2010) ต่างกับอีกสองประเทศคือฝรั่งเศสกับอิตาลีที่อาจไม่ได้มีมาตราการช่วยเหลืออย่างจริงจังในการช่วยเหลือบริษัท ทำให้บริษัทหายไปจากอุตสาหกรรมเป็นจำนวนมากและก่อให้เกิดผลกระทบทางลบระยะยาวอย่างการว่างงานจำนวนมากและความยากในการฟื้นฟูอุตสาหกรรมดังกล่าวให้กลับมาเหมือนเดิม  แผนภาพ 2 แสดงจำนวนสถานประกอบการและดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมของอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศฝรั่งเศส อิตาลีและเยอรมนี นโยบายที่ใช้เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์นี้ในด้านของการช่วยเหลือภาคอุตสาหกรรมและบริษัท แนวทางนโยบายสำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจสามารถกลับมาฟื้นฟูได้อย่างรวดเร็ว คือ การรักษาการจ้างงานไว้และยังคงความสัมพันธ์อุตสาหกรรมในขอบเขตที่เป็นไปได้ ซึ่งการให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ผู้คนและครัวเรือนผ่านความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างและลูกจ้างเป็นการช่วยผยุงทั้งสองเสาหลักของระบบเศรษฐกิจคือทั้งอุปสงค์หรืออำนาจในการซื้อและอุปทานหรือกำลังการผลิต โดยการสนับสนุนเงินโดยการให้เงินสดแก่บริษัท โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากเพื่อให้พวกเขาไม่ต้องเลิกจ้างแรงงานและสามารถจ่ายเงินเดือนต่อไป เนื่องจากหากพิจารณาถึงต้นทุนในการปล่อยให้บริษัทเหล่านั้นล้มลงแล้ว มีทั้งต้นทุนดชดเชยการว่างงาน ผลกระทบลูกโซ่ต่อบริษัทอื่นในห่วงโซ่อุปทาน ต่อเนื่องไปจนถึงสภาพคล่องของระบบเศรษฐกิจที่จะหายไป ซึ่งแม้ว่าอาจจะประเมินเป็นมูลค่าต้นทุนที่ชัดเจนไม่ได้ แต่จะเป็นที่ประจักษ์ชัดว่าการฟื้นฟูเศรษฐกิจกลับมาอีกครั้งจะเป็นเรื่องที่ยากกว่าเดิมแน่นอน […]

แผนดำเนินการเศรษฐกิจหมุนเวียนของสหภาพยุโรป (Circular Economy Action Plan)

แผนดำเนินการเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy Action Plan) เป็นส่วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมของสหภาพยุโรป (EU Industrial Strategy) ซึ่งในตอนนี้ผู้นำภาคธุรกิจ ผู้บริโภคและองค์กรสาธารณะต่างยึดหลักโมเดลเกี่ยวกับความยั่งยืนทั้งสิ้น ทำให้คณะกรรมาธิการยุโรปต้องสร้างความเชื่อมั่นว่าการเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบบหมุนเวียนนี้จะนำมาซึ่งโอกาสแก่ทุกฝ่ายและจะไม่มีใครถูกปล่อยให้ล้าหลัง โดยแผนดำเนินการเศรษฐกิจหมุนเวียนดังกล่าวจะประกอบด้วย 4 ส่วนหลัก ดังนี้ 1) การทำให้สินค้าที่มีความยั่งยืนเป็นบรรทัดฐานของสหภาพยุโรป โดยคณะกรรมาธิการยุโรปจะเสนอกฎหมายเกี่ยวกับนโยบายสินค้ายั่งยืน (sustainable products policy) เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าที่วางจำหน่ายในสหภาพยุโรปนั้นถูกออกแบบเพื่อให้มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน ง่ายต่อการใช้ซ้ำ ซ่อมแซมและรีไซเคิลรวมทั้งใช้วัตถุดิบที่มาจากการรีไซเคิล (recycled material) ในสัดส่วนที่มากที่สุดที่เป็นไปแทนการใช้วัตถุดิบที่มาจากขั้นปฐมภูมิ (primary raw material) พร้อมทั้งการจำกัดการใช้สินค้าประเภทใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง รวมถึงการห้ามอย่างสิ้นเชิงสำหรับสินค้าที่ถูกกำนหดให้ล้าสมัยก่อนสมควรและการทำลายสินค้าไม่ได้ถูกขาย 2) การให้อำนาจแก่ผู้บริโภค ซึ่งหมายถึงให้ผู้บริโภคมีสิทธิเข้าถึงข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือเกี่ยวกับสินค้า เช่น การซ่อมแซมและความคงทนหรือทนทานของสินค้าเพื่อช่วยให้มีตัวเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงผู้บริโภคจะได้รับประโยชน์จาก “สิทธิในการซ่อมแซม (Right to Repair)” 3) การให้ความสำคัญไปที่ภาคอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลง ซึ่งหมายถึงอุตสาหกรรมที่ใช้ทรัพยากรเป็นจำนวนมากและมีศักยภาพในการปรับเข้าสู่ระบบหมุนเวียนได้สูง ซึ่ง ณ ปัจจุบันประกอบด้วย 7 ภาคอุตสาหกรรม ดังนี้           3.1) ภาคอิเล็กทรอนิกส์และไอซีที – […]

กลยุทธ์อุตสาหกรรมของสหภาพยุโรปล่าสุด (New EU Industrial Strategy)

การจัดทำกลยุทธ์ด้านอุตสาหกรรมของสหภาพยุโรปขึ้นมาใหม่มุ่งหวังเพื่อรักษาความเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรม ดังนั้นกลยุทธ์อุตสาหกรรมครั้งนี้จะให้ความสำคัญต่อ 3 ประเด็นหลัก ดังนี้ 1) การรักษาความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยุโรปในระดับโลก (global competitiveness) และการสร้างความเท่าเทียมในการแข่งขัน (level playing field) ทั้งในยุโรปและในระดับโลก 2) การดำเนินการเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศเพื่อทำให้ยุโรปเป็นกลางทางด้านสภาพภูมิอากาศ (climate-neutral) ภายในปี 2050 (พ.ศ. 2593) 3) การปรับยุโรปสู่ความเป็นดิจิทัล โดยในกลยุทธ์ดังกล่าวจะมีการระบุถึงตัวขับเคลื่อนหลักในการเปลี่ยนแปลงทางภาคอุตสาหกรรมของสหยุโรปและนำเสนอชุดแนวทางปฏิบัติสำหรับการดำเนินการในอนาคต ซึ่งสรุปภาพรวมประกอบด้วย ดังนี้ แผนปฏิบัติการด้านทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property Action Plan) เพื่อรักษาสิทธิทางเทคโนโลยี (technological sovereignty) ส่งเสริมความเท่าเทียมในการแข่งขันในระดับโลก (global level playing field) ต่อสู้กับการโจรกรรมทรัพย์สินทางปัญญา (intellectual property theft) และปรับแก้กรอบกฎหมายให้เหมาะกับการเปลี่ยนแปลงที่มุ่งสู่ “สีเขียว” และ “ดิจิทัล” ทบทวนกฎระเบียบในการแข่งขันภายในสหภาพยุโรป (EU competition rules) รวมถึงการประเมินเพื่อควบคุมการควบรวมกิจการ (merger control) และความเหมาะสมของแนวทางการช่วยเหลือจากภาครัฐ […]

คณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปเผยแพร่ยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจของสหภาพยุโรปของปี ค.ศ. 2020 (Economic Strategy for people and planet)

ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจปี ค.ศ.2020 ตั้งกรอบไว้ว่าต้องเป็นเศรษฐกิจเพื่อผู้คนและโลก โดยให้ความสำคัญไปที่การเปลี่ยนแปลงสหภาพยุโรปไปสู่เศรษฐกิจยั่งยืนและช่วยให้ทั้งสหภาพยุโรปบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) ยุทธศาสตร์การเติบโตอย่างยั่งยืนปี ค.ศ. 2020 (Annual Sustainable Growth Strategy 2020) เป็น “Green Deal” ลำดับที่สองของคณะกรรมาธิการ (Commission’s European Green Deal) โดยให้ความสำคัญไปที่ “work for people and a Europe fit for the Digital age” ด้วยรูปแบบการเติบโตแบบใหม่และยั่งยืน ที่ต้องตระหนักถึงความท้าทายจากทั้งการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ การเสื่อมลงของทรัพยากรธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงด้านประชากรและความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ทำให้ต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างและการเติบโตรูปแบบใหม่ให้สามารถตอบโจทย์การมีทรัพยากรที่จำกัด การสร้างงานและการความมั่งคั่งในอนาคต ยุทธศาสตร์ดังกล่าวจะขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง 2 ด้านด้วยกัน คือ ด้านสภาพภูมิอากาศและด้านดิจิทัล โดยการนำ 4 มิติมาร่วมกัน ได้แก่ สิ่งแวดล้อม ผลิตภาพ ความมั่นคง และความเท่าเทียม ในแง่ของสิ่งแวดล้อม สหภาพยุโรปต้องการเป็นผู้นำในการเปลี่ยนผ่านไปสู่ nature-friendly […]

ยุโรปส่งตัวแทนเยือนออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ กระชับความสัมพันธ์ด้านการค้า

สหภาพยุโรปได้แถลงการเจรจาด้านการค้าระหว่างออสเตรเลียและนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการ การแถลงการณ์ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งการกิจกรรมการไปเยือนออสเตรเลีย ของนาง Cecilia Malmström คณะกรรมาธิการด้านการค้าของสหภาพยุโรป โดยได้แถลงการเจรจาระหว่างออสเตรเลียในวันที่ 18 มิถุนายน 2018 และนิวซีแลนด์ในวันที่ 21 มิถุนายน ที่ผ่านมา

การเปิดการเจรจากับทั้งสองประเทศเป็นส่วนหนึ่งของระเบียบวาระการประชุมของสหภาพยุโรปเพื่อการค้าอย่างเปิดเผยและเป็นธรรม ซึ่งก่อนหน้านี้มีการการเจรจากับ เม็กซิโกในฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมา และญี่ปุ่นเมื่อปีที่แล้ว นอกจากนี้ยังมีผลการเจรจารข้อตกลงการค้าที่เริ่มมีผลบังคับใช้ระหว่างสหภาพยุโรปและแคนาดาในเดือนกันยายนปีที่แล้ว ข้อตกลงในอนาคตระหว่างสหภาพยุโรป ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ จะช่วยเสริมการมีส่วนร่วมของสหภาพยุโรปในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเพิ่มสูงขึ้น

สหภาพยุโรปผนวกนโยบายอุตสาหกรรมและคมนาคม ผลักดันนวัตกรรมและการแข่งขัน

ประธานคณะกรรมาธิการฯ ยุโรปนาย Juncker ได้ประกาศเป้าหมายสำหรับภาคอุตสาหกรรมของสหภาพยุโรปให้เป็นผู้นำด้านนวัตกรรม ดิจิตอล และการลดคาร์บอน (decarbonication) ในการกล่าวต่อที่ประชุมเมื่อเดือนกันยายนปีค.ศ. 2017 และมีการดำเนินการผ่านมาตรการ Europe on the move ในเดือนพฤษภาคม (clean, competitive and connected mobility) และพฤศจิกายน (clean vehicle) ปีค.ศ. 2017 ในวันที่ 17 พฤษภาคมค.ศ. 2018 ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการได้ประกาศมาตรการสุดท้ายของ Europe on the move ที่มีจุดประสงค์ให้ประชากรในสหภาพยุโรปได้รับประโยชน์จากระบบคมนาคมที่ปลอดภัย รถยนต์ที่มีมลพิษน้อยลง และเทคโนโลยีที่พัฒนามากขึ้น ในขณะที่พัฒนาความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมในสหภาพยุโรปไปในเวลาเดียวกัน

ยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมของสหภาพยุโรป (ตอนที่ 3-ภาคผนวก)

รายละเอียด Industrial Policy Strategy 1.การสร้างโอกาสและความเชี่ยวชาญให้กับประชาชน (Empowering industry and its people with opportunities and skills to thrive in the Single Market) 1-1 โครงการ modernize โครงสร้างกฎหมายด้านสมบัติทางปัญญา (Intellectual Property Framework) – เริ่มดำเนินการจากฤดูใบไม้ร่วงปีค.ศ. 2017 มีการทำรายงานตรวจสอบการดำเนินการของ Directive ด้านการบังคับใช้กฎหมายสมบัติทางปัญญา และมีการสื่อสารอย่างชัดเจนต่อประชาชนและองค์กรที่เกี่ยวข้องในด้านกรอบการดำเนินการขอรับรอง Standard Essential Patents 1-2 โครงการพัฒนาการดำเนินการจัดซื้อของหน่วยงานราชการในสหภาพยุโรป (public procurement in the EU) – เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ฤดูใบไม้ผลิปีค.ศ. 2017 ผ่านการสร้างกลไกการรายงานจากหน่วยงานราชการเมื่อมีการจัดซื้อด้านโครงสร้างพื้นฐานที่มีมูลค่าสูง โดยกลไกดังกล่าวเป็นการดำเนินการอย่างอาสาสมัคร 1-3 โครงการ Workforce with the right […]

ยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมของสหภาพยุโรป (ตอนที่ 2)

เมื่อวันที่ 13 กันยายน ค.ศ. 2017 คณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปได้ทำการประกาศยุทธศาสตร์นโยบายด้านอุตสาหกรรม (Industrial Policy Strategy) ของสหภาพยุโรป ที่มุ่งผลักดันให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถทำการสร้างงานเพิ่มขึ้นและทำหน้าที่เป็นกลไกขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจ ยุทธศาสตร์ดังกล่าวครอบคลุมหลากหลายด้าน เช่น การป้องกันผลกระทบต่อสหภาพยุโรปและแรงงานของตนจากการเปลี่ยนแปลงของภาคอุตสาหกรรม เสริมสร้างความสามารถในการแข่งขัน โดยเน้นความสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียนและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง นาย Jean-Claude Juncker ประธานาธิบดีของสหภาพยุโรป ได้กล่าวย้ำความตั้งใจของสหภาพยุโรปในด้านดังกล่าว ต่อที่ประชุมผ่าน State of the Union speech แสดงความต้องการเสริมสร้างอุตสาหกรรมของสหภาพยุโรปให้มีความเข้มแข็งมากขึ้นโดยจะ “ช่วยให้อุตสาหกรรมของเรา(สหภาพยุโรป) คงอยู่และเป็นผู้นำในด้านนวัตกรรม Digitalisation และ Decarbonisation และได้ทำการรับรองเอกสาร communication ในด้านดังกล่าวหัวข้อ Investing in a smart, innovative and sustainable industry – A renewed EU industrial policy strategy ในวันเดียวกัน เป็นผลให้คณะกรรมาธิการ ฯ ได้จัดตั้งกิจกรรมเพื่อทำการกระตุ้นและทำการติดตามผลการดำเนินการด้านดังกล่าวสองกิจกรรมด้วยกัน คือ i) การประชุมโต๊ะกลมระดับสูงด้านอุตสาหกรรม ii) งาน European industry day ประจำปี เริ่มจากปีค.ศ. 2017 เป็นต้นมา เป็นงานประชุมสำหรับนักนโยบาย นักธุรกิจ นวัตกรรม start-up และตัวแทนของภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง

ยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมของสหภาพยุโรป (ตอนที่ 1)

ความท้าทายดังกล่าวทำให้สหภาพยุโรปต้องกระตื้อรือร้นในการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่องผ่านการดำเนินการมาตรการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ล่าสุดเมื่อวันที่ 13 กันยายน ค.ศ. 2017 คณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปได้ทำการประกาศยุทธศาสตร์นโยบายด้านอุตสาหกรรม (Industrial Policy Strategy) ของสหภาพยุโรป ที่จะได้รับการดำเนินการในช่วงปีค.ศ. 2017 เป็นต้นไป การดำเนินการยุทธศาสตร์ดังกล่าว คาดว่าจะมีผลกระทบกับไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม นอกจากนี้การศึกษายุทธศาสตร์ดังกล่าว น่าจะเป็นประโยชน์ต่อองค์กรที่เกี่ยวข้องกับนโยบายอุตสาหกรรมและการพัฒนาของไทย รายงานฉบับนี้เป็นการรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์ดังกล่าวเพื่อนำเสนอให้ผู้ที่เกี่ยวข้องและสนใจยุทธศาสตร์ด้งกล่าว