คลังเก็บหมวดหมู่: Food

UNIDO ดำเนินการอะไรที่สนใจบ้างในเดือนเมษายน

1. สนับสนุนประเทศสมาชิกในการให้คำแนะนำทางด้านเทคนิคในการแก้ปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์โควิค-19 ที่มีต่อด้านความปลอดภัยของอาหารและการดำเนินธุรกิจอาหาร

เมื่อวันที่ 9 เมษายน ผู้เชี่ยวชาญจากเครือข่ายอาหรับด้านการวิเคราะห์ความเสี่ยงทางด้านอาหาร (AFRANet) ได้ทำรายงานการทางเทคนิคเกี่ยวกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ล่าสุดเกี่ยวกับโควิค-19 และไวรัสที่เกี่ยวข้อง SARS-CoV-2 ที่ส่งผลกระทบต่อด้านความปลอดภัยของอาหารและการดำเนินธุรกิจอาหารในกลุ่มประเทศอาหรับ โดยรวมถึงชุดมาตรการเพื่อส่งเสริมวิธีการจัดการความเสี่ยงและสุขอนามัยทางด้านอาหาร โดยมุ่งเน้นลดความเสี่ยงของการแพร่กระจายของไวรัสในกลุ่มของผู้ประกอบการอาหารและรักษาให้ภาคการผลิตอาหารเป็นภาคส่วนที่สำคัญในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจโลก

โดยผู้เชี่ยวชาญที่ร่วมในรายงานดังกล่าวเป็นผู้ที่ผ่านโครงการอบรมที่องค์การ UNIDO มีส่วนสนับสนุนในการให้ความรู้ทางด้านเทคนิคเพื่อการดำเนินงานของธุรกิจผลิตอาหารในประเทศและทั่วโลกในบริบทของสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิค-19 นอกจากนี้ฝ่ายโภชนาการและระบบอาหารในแผนกธุรกิจการเกษตรของ UNIDO มีความพร้อมที่จะช่วยเหลือประเทศสมาชิกในการให้คำแนะนำทางเทคนิคแก่ผู้ประกอบการธุรกิจอาหารและหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องกับการริเริ่มพัฒนาศักยภาพต่างๆ อีกด้วย

2. สร้างทักษะให้แก่เจ้าหน้าที่ภาคการเกษตรและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ผ่านระบบการเรียนรู้ทางอินเตอร์เน็ต (e-learning) ในประเทศมองโกเลีย

เมื่อวันที่ 20 เมษายน องค์การ UNIDO ยังคงทำพันธกิจในการช่วยประเทศสมาชิกให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างบูรณาการและยั่งยืน และเนื่องจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิค-19 จึงทำให้การจัดการฝึกอบรมต้องทำผ่านอุปกรณ์การเรียนการสอนออนไลน์และการสัมมนาผ่านเว็บการฝึกอบรมออนไลน์

รายละเอียดโครงการ – โครงการสนับสนุนให้เกิดการจ้างงานในประเทศมองโกเลีย ภายใต้การสนับสนุนเงินทุนจากสหภาพยุโรปและดำเนินร่วมกับกระทรวงอาหาร เกษตรกรรมและอุตสาหกรรมเบาของประเทศมองโกเลีย องค์การ UNIDO ได้ดำเนินการจัดสัมมนาผ่านเว็บ โดยมีผู้เข้าร่วมหลายกว่า 350 คนจากจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ 21 จังหวัด โดยสัมมนาจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-30 เมษายน 2563 โดยมีผู้เข้าร่วม คือ  เจ้าหน้าที่รัฐบาลท้องถิ่นเพื่อการเกษตรและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ผู้แทนของบริษัทและองค์กรเอกชน และกลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์ โดยวัตถุประสงค์ของโครงการเพื่อแนะนำหลักสูตรระบบการเรียนการสอนออนไลน์ของ UNIDO ซึ่งสามารถสอนหรือเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลาแก่ภาคอุตสาหกรรมเบา (light sector industry) โดยในขณะนี้หลักสูตรประกอบด้วย “วิธีจัดการกับก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์” “การปฐมพยาบาลเบื้องต้นในที่ทำงาน”, “วิศวกรรมการออกแบบรองเท้า” และ “การผลิตเครื่องหนังอย่างยั่งยืน” (ภาษามองโกเลีย)

3. ร่วมมือกับองค์การความร่วมมือเพื่อการพัฒนาแห่งนอร์เวย์ (Norad) เพื่อช่วยลดผลกระทบจากสถานการณ์โควิค-19 ที่มีต่อ SMEs

องค์การ UNIDO และองค์การความร่วมมือเพื่อการพัฒนาแห่งนอร์เวย์ (Norad) ได้เปิดเผยกรอบโปรแกรม    เชิงระบบ (large-scale new programmatic framework) ของโปรแกรม Global Market Access Program (GMAP) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อตอบสนองต่อความท้าทายด้านคุณภาพและการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่ประเทศกำลังพัฒนากำลังเผชิญ เมื่อพยายามเข้าถึงตลาดต่างประเทศและการส่งออกผลิตภัณฑ์ของตนให้สำเร็จ และยิ่งเมื่อโลกเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิค-19 ยิ่งทำให้ความท้าทายและความยากเหล่านี้มีความสำคัญมากกว่าที่เคยเป็น วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมต้องการความช่วยเหลือเพื่อความอยู่รอดปรับตัวและดำเนินธุรกิจต่อไปในสภาพแวดล้อมใหม่ที่ท้าทายมากกว่าแต่ก่อน

โดยทาง Norad จะให้เงินทุนสนับสนุนจำนวน 9.5 ล้านยูโรแก่โปรแกรม GMAP เพื่อจะช่วยผู้ประกอบการ SMEs ในประเทศกำลังพัฒนามีความยืดหยุ่นมากขึ้นและการเข้าถึงตลาดโลก โดยใช้แนวทางเชิงระบบ

โปรแกรม GMAP มุ่งเน้นการสร้างความยืดหยุ่นให้แก่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)  และการเข้าถึงตลาดโลกโดยใช้ผ่าน 3 ขั้นตอนนวัตกรรมเชิงระบบ โดยมุ่งเป้าไปที่:

  • การเสริมสร้างความสามารถทางเทคนิคและความยั่งยืนของสถาบันที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานคุณภาพ
  • ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ SMEs ปฏิบัติตามมาตรฐานสากลและระเบียบข้อบังคับทางเทคนิคสากล
  • ปลูกฝังและเสริมสร้างวัฒนธรรมด้านคุณภาพ

โดยในปัจจุบันมีประเทศที่ได้รับการคัดเลือกในการดำเนินโครงการ 3 ประเทศ คือ เอธิโอเปีย โคลอมเบียและเมียนมาและในการดำเนินการลำดับถัดไปจะมีการเพิ่มอีกสองประเทศคู่ค้า

แหล่งที่มา :

https://www.unido.org/news/unido-supports-member-states-addressing-implications-covid-19-food-safety-and-food-business-operations

https://www.unido.org/news/mongolia-building-skills-agriculture-and-sme-officers-through-e-learning

https://www.unido.org/news/unido-norway-help-smes-mitigate-negative-economic-impact-covid-19

การนำของเสียจากอาหารมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตพลาสติกชีวภาพแบบ 3 มิติ (3D printed bioplastics)

โครงการนำของเสียจากอาหารมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตพลาสติกชีวภาพคุณภาพสูงเพื่อผลิตพลาสติกในรูปแบบ  3 มิติ (3D printed bioplastics) อยู่ภายใต้การสนับสนุนของการดำเนินการร่วมกันของอุตสาหกรรมชีวภาพสหภาพยุโรป (EU’s Bio-Based Industries Joint Undertaking) ภายใต้ชื่อโครงการ “BARBARA” โดยวัตถุประสงค์ของโครงการดังกล่าว คือ ต้องการลดการพึ่งพาฟอสซิล ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน ลดปัญหาการฝังกลบของเสียและส่งเสริมให้เกิดอุตสาหกรรมแบบเศรษฐกิจหมุนเวียนแบบครบวงจร 

โครงการดังกล่าวต้องการพัฒนาพลาสติกชีวภาพให้มีคุณสมบัติเชิงกลและการทนความร้อนให้สูงมากกว่าพลาสติกชีวภาพที่ใช้ในเชิงพาณิชย์ในปัจจุบัน โดยกระบวนการจะแปลงของเสียจากอาหาร (ซึ่งในที่นี้หมายถึง เปลือกเลมอน เปลือกอัลมอนด์และผลพลอยได้จากข้าวโพด) ให้ไปอยู่ในรูปแบบเส้นใยผสม (fused-filament fabrication) หรือเรียกอีกอย่างว่า hybrid nano-biocomposite materials ซึ่งสิ่งดังกล่าวจะถูกนำไปเป็นวัตถุดิบในการพิมพ์ 3 มิติ เพื่อไปผลิตต่อยอดไปเป็นชิ้นส่วนยานยนต์ (พัฒนาร่วมกับ Centro Ricerche Fiat) และวัสดุก่อสร้าง (พัฒนาร่วมกับ ACCIONA Infrastructure) และในอนาคตอันใกล้ก็จะร่วมกับเหล่าพันธมิตรเพื่อพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ได้พอลิเมอร์ชีวภาพในรูปแบบต่างๆ ออกไปอีก (พลาสติก เรซินและอื่นๆ)  โดยจะพัฒนาให้สามารถแข่งขันกับพลาสติกที่ทำจากฟอสซิลได้ทั้งในแง่ของคุณสมบัติและแง่ของเศรษฐกิจ

สำหรับโครงการนี้ซึ่งจะสิ้นสุดโครงการเดือนเมษายนนี้ ถูกคาดว่าจะสามารถสร้างสารประกอบพอลิเมอร์ชีวภาพที่จะเหมาะสำหรับการผลิตเส้นใย  FFF จำนวน 4 ชนิดด้วยกัน ในขณะที่เมื่อไปพิจารณาในการนำไปผลิตเชิงพาณิชย์ซึ่งหมายถึงตั้งแต่วิธีการในการสกัดและทำให้สารประกอบจากของเสียจากอาหารให้บริสุทธิ์ แล้วนำไปผ่านกระบวนการเคมีเพื่อให้ได้คุณสมบัติที่ต้องการ จนไปถึงกระบวนการพิมพ์ 3 มิติและขึ้นรูปเป็นชิ้นส่วนที่ต้องการนั้น สามารถทำไปได้ถึง 6 รูปแบบแล้วและกำลังอยู่ในขั้นดำเนินการสู่เชิงพาณิชย์  

จากการคาดการณ์ พบว่า ผลิตภัณฑ์สุดท้าย (final product) ที่ทำด้วยพอลิเมอร์ชีวภาพที่ผลิตจากของเสียจากอาหารน่าจะส่งผลให้ต้นทุนลดลงร้อยละ 40 และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงร้อยละ 20


แหล่งที่มา : https://ec.europa.eu/research/infocentre/article_en.cfm?&artid=51585&caller=SuccessStories

ข้อตกลงการจัดของเสียในห่วงโซ่อุตสาหกรรมอาหารของฝรั่งเศส

ข้อตกลงการจัดของเสียในห่วงโซ่อุตสาหกรรมอาหารเกิดมาจากความเข้าใจที่ไม่ตรงกันของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุตสาหกรรมในเรื่องของข้อมูลวันที่ที่ปรากฎบนฉลาก ทำให้มีการจัดทำ “ข้อตกลงเกี่ยวกับวันที่ของการบริโภค” (Consumption dates agreement) นี้ขึ้นมาเพื่อสร้างความเข้าใจที่ตรงกัน พร้อมทั้งการกำหนดแนวทางปฎิบัติเพื่อลดของเสียจากอาหารร่วมด้วย ข้อตกลงดังกล่าวประกอบด้วย 10 ข้อมุ่งมั่น โดยสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ส่วน ดังนี้

ส่วนที่ 1 การสร้างความตระหนักและให้ความรู้ ประกอบด้วย 3 ข้อมุ่งมั่น ดังนี้

ข้อมุ่งมั่นที่ 1 การสร้างความเข้าใจที่ตรงกันเกี่ยวกับวันที่การบริโภค (consumption date) ซึ่งมีวันหมดอายุ 2 ประเภท คือ “วันหมดอายุ” และ “ควรบริโภคก่อน” เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดและทิ้ง  ผลิตภัณฑ์ในขณะที่ยังสามารถรับประทานได้

ข้อมุ่งมั่นที่ 2 การกำหนดวิสัยทัศน์และเป้าหมายให้กับทุกส่วนของบริษัทเพื่อช่วยกันลดของเสียจากอาหาร

ข้อมุ่งมั่นลำดับที่ 3 การทดสอบในการจัดตั้งชั้นหรือบริเวณโชว์สินค้าแยกต่างหากสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ใกล้จะหมดอายุ

ส่วนที่ 2 การสร้างความชัดเจนระหว่าง “วันหมดอายุ” และ “ควรบริโภคก่อน” แก่ลูกค้า ประกอบด้วย 2 ข้อมุ่งมั่น ดังนี้

ข้อมุ่งมั่นที่ 4 การสร้างความแตกต่างในการแสดงข้อมูลให้ชัดเจนว่าวันที่ที่ระบุอยู่บนบรรจุภัณฑ์ของอาหารชนิดหนึ่งๆ อยู่ในประเภทใดระหว่าง “วันหมดอายุ (expire date) หรือ ควรบริโภคก่อน (Best before)”

ข้อมุ่งมั่นที่ 5 ต้องมั่นใจว่าทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสินค้าได้ง่าย เช่น วิธีในการเก็บรักษา วิธีในการนำกลับมาใช้ซ้ำหรือวันที่ระบุบนสินค้าเป็นวันประเภทใด

ส่วนที่ 3 การสร้างมูลค่าเพิ่มจากช่องทางการจัดจำหน่าย ประกอบด้วย 2 ข้อมุ่งมั่น ดังนี้

ข้อมุ่งมั่นที่ 6 การสร้างแพลตฟอร์มข้อมูลกลางแบบเปิดสาธารณะเพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลและเพื่อทำให้เกิดการเชื่อมโยงในการใช้ประโยชน์มากที่สุดของสินค้าอาหารทุกประเภท

ข้อมุ่งมั่นที่ 7 การทำให้ข้อมูลวันที่การบริโภคไปปรากฎอยู่บนเครื่องมือเข้ารหัสหรือบาร์โค้ดเพื่อทำให้ง่ายต่อการบริหารจัดการคลังสินค้า

ส่วนที่ 4 การสร้างความร่วมมือเพื่อร่วมกันสร้างแนวปฏิบัติที่ดี ประกอบด้วย 3 ข้อมุ่งมั่น ดังนี้

ข้อมุ่งมั่นที่ 8 การจัดตั้งกลุ่มผู้เชี่ยวชาญเพื่อลดปัญหาของเสียที่เกิดจากการขนส่ง

ข้อมุ่งมั่นที่ 9 การทำให้เกิดความสอดคล้องมากที่สุดของวันที่การบริโภคสำหรับสินค้าที่มีแหล่งที่มาเหมือนกัน

ข้อมุ่งมั่นที่ 10 การเปลี่ยนการระบุวันที่จาก “วันหมดอายุ” ไปเป็น “ควรบริโภคก่อน” บนสินค้าที่ ไม่ได้ส่งผลเสียต่อสุขภาพ

ทั้งนี้ในปัจจุบันมีมากกว่า 40 บริษัทในภาคอุตสาหกรรมอาหารของฝรั่งเศสเข้าร่วมลงนามในข้อตกลง

รายชื่อบริษัทที่เข้าร่วมในข้อตกลงนี้ >>> https://toogoodtogo.fr/fr/campaign/pacte/signatures


*เกร็ดน่ารู้ ความแตกต่างระหว่าง “วันหมดอายุ” และ “ควรบริโภคก่อน”

“วันหมดอายุ” หมายถึง อาหารนั้นๆ สามารถรับประทานได้จนถึงวันที่เท่าไร โดยหลังจากวันที่ระบุแล้วก็ไม่ควรทานเนื่องจากจะส่งผลต่อสุขภาพ โดยประเภทอาหาร เช่น เนื้อ ปลา นมสดหรืออาหารที่เน่าเสียง่าย

“ควรบริโภคก่อน” หมายถึง อาหารนั้นๆ มีคุณภาพดีที่สุดจนถึงเมื่อไร โดยหลังจากวันที่ระบุอาหารนั้นๆ อาจมีการเปลี่ยนสีหรือลักษณะสัมผัส (เช่น ขนมปังแข็งขึ้น มันฝรั่งทอดนิ่ม) แต่ยังสามารถทานได้ โดยไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ โดยประเภทอาหาร เช่น อาหารกระป๋อง เครื่องเทศ คุ้กกี้ ยิ่งไปกว่านั้นอาจจะมีอาหารบางประเภทที่สามารถกินได้หลังจากวันที่ระบุได้ยาวนานถึง 2 ปี เช่น ช็อกโกแลต

นอกจากอาหาร 2 ประเภทข้างต้นแล้ว ยังมีสินค้าจำพวกเกลือ น้ำส้มสายชู น้ำผึ้งที่ไม่มีวันหมดอายุอีกด้วย ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างดำเนินการเพื่อเอาการระบุวันที่ออกไปจากบรรจุภัณฑ์สินค้าดังกล่าว

แหล่งอ้างอิง : https://www.web24.news/2020/02/supermarkets-pledge-to-create-anti-waste-departments.html


แหล่งที่มา :

https://industryeurope.com/sectors/food-beverage/food-industry-giants-sign-up-to-waste-pact-in-france/

https://www.web24.news/2020/02/supermarkets-pledge-to-create-anti-waste-departments.html


seaweed-lined takeaway box กล่องอาหารที่สามารถย่อยสลายได้ในระบบการย่อยสลายในครัวเรือน

หากนึกถึงปัญหาที่เกิดจากขยะแบบใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง หนึ่งในแหล่งที่มาที่มีปริมาณมหาศาลนั่นมาจาก “กล่องอาหารแบบห่อกลับบ้าน” ซึ่งในปัจจุบันแม้ว่าจะมีการออกผลิตภัณฑ์ทางเลือกมาทดแทนแต่ส่วนมากมักมีปัญหาเกี่ยวกับสภาวะที่ต้องเอื้ออำนวยในการย่อยสลาย เนื่องจากหลายครั้งที่มีการรับรองว่าสามารถย่อยสลายภายในไม่กี่สัปดาห์แต่มักจะหมายถึงต้องอยู่ในเงื่อนไขภายใต้ระบบการย่อยสลายเชิงอุตสาหกรรมที่ต้องมีความเหมาะสมทั้งอุณหภูมิ ความชื้นและตัวกระตุ้น รวมถึงหลายครั้งที่มักจะจบด้วยการนำไปฝังกลบซึ่งไม่เอื้อต่อการย่อยสลายเช่นกัน

เมื่อไม่นานมานี้ได้มีการทดลองใช้กล่องอาหารแบบห่อกลับบ้านชนิดใหม่ที่เรียกว่า “seaweed-lined takeaway box” ซึ่งทำมาจากต้นไม้และเยื่อหญ้า (tree and grass pulp) โดยปราศจากสารสังเคราะห์ แต่สามารถกันน้ำและน้ำมันได้ ดังนั้นผู้บริโภคก็ยังสามารถดื่มด่ำกับอาหารได้เหมือนบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ใช้ในปัจจุบัน แต่ความพิเศษของบรรจุภัณฑ์ชนิดนี้ซึ่งบริษัทผู้พัฒนาอย่างบริษัท Notpla ได้รับรองว่าบรรจุภัณฑ์ดังกล่าวสามารถย่อยสลายได้ภายใน 4 สัปดาห์ในระบบการย่อยสลายในบ้านหรือครัวเรือน (home compostable) โดยหากบรรจุภัณฑ์นี้มีคุณลักษณะตามที่ระบุจะทำให้เป็นหนึ่งในทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจที่จะมาทดแทนกล่องอาหารแบบห่อกลับบ้านในปัจจุบันที่สร้างปัญหาขยะแก่โลก

การทดลองนำไปใช้ดังกล่าวเกิดขึ้นที่กรุงลอนดอน โดยร่วมกับ 3 พันธมิตรร้านอาหารจากแพลตฟอร์ม Just Eat (ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการสั่งอาหารออนไลน์ในสหราชอาณาจักร โดยมีจำนวนการสั่งกว่า 1.4 ล้านครั้งต่อเดือน) ได้นำบรรจุภัณฑ์จำนวน 3,600 กล่องดังกล่าวไปทดลองใช้เพื่อทดสอบตลาดและวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในมิติต่างๆ เพื่อใช้ในการขยายการใช้ในพันธมิตรร้านอาหารในแพลตฟอร์มต่อไป

ทั้งนี้การทดลองข้างต้นต่อเนื่องมาจากการประสบความสำเร็จในการทดลองใช้ซองซอสแบบ seaweed-based ที่จนถึงปัจจุบันสามารถลดขยะพลาสติกได้มากกว่า 46,000 ซอง นอกจากนี้ได้มีการต่อยอดความสำเร็จดังกล่าวโดยร่วมกับบริษัทผลิตซอส Hellman ในการเพิ่มกำลังในการผลิตซอสให้อยู่ในบรรจุภัณฑ์ชนิด seaweed-based เพื่อนำไปใช้ในร้านอาหารพันธมิตรของแพลตฟอร์ม Just Eat ต่อไป


แหล่งอ้างอิง :

https://www.justeatplc.com/news-and-media/press-releases/just-eat-and-notpla-develop-worlds-first-seaweed-lined-box-takeaway-sector

https://www.edie.net/news/5/Just-Eat-trials-plastic-free-takeaway-boxes-lined-with-seaweed/

สวนอุตสาหกรรมการเกษตร (Agro – Industrial Park) – เครื่องมือสำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างครอบคลุมและยั่งยืน

ภาคเกษตรกรรมถูกมองว่าเป็นตัวขับเคลื่อนหลักในการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ เนื่องจากมีบทบาทเป็นตัวสนับสนุนในการเพิ่มมูลค่าให้กับภาคการผลิตในประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะประเทศพัฒนาน้อยที่สุด  ซึ่งจากสถิติพบว่าสินค้าเกษตรนับเป็นร้อยละ 50 ของสินค้าส่งออกของประเทศกำลังพัฒนา ในขณะเดียวกันก็เป็นภาคส่วนที่มีการจ้างงานมากที่สุดในประเทศพัฒนาน้อยที่สุด (LDCs) ถึงร้อยละ 60 โดยในปัจจุบันหลายประเทศต่างเจอความท้าทายที่หลากหลายในการพยายามที่จะมุ่งสู่ Agro – industrialization

Agro – industrial parks (AIPs) เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่จะมาช่วยในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างครอบคลุมและยั่งยืน (Inclusive and Sustainable Industrial Development: ISID) โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนแปลงในสินค้าของภาคการเกษตรและปศุสัตว์ ในการนี้ UNIDO ได้นำเสนอแนวคิดในรูปแบบการบูรณาการระหว่าง farmer – centric และ investor – friendly approach โดยสอดคล้องกับหลักการของ ISID ร่วมด้วย ซึ่งหมายถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ทั้งต้นน้ำ (ชุมชนเกษตรกรชนบท) และปลายน้ำ (ภาคอุตสาหกรรม) โดยมี 2 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) การผลิตขั้นต้นและศูนย์รวบรวม (primary production and collection center) และ 2)  ศูนย์กลางการแปรรูปการเกษตร (agro processing hub) ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างครบวงจร เพื่อให้เกิดความสมดุลในการพัฒนาในระดับภูมิภาค การสนับสนุนเงินทุนในการบริหารจัดการทรัพยากร  และทักษะในด้านการดำเนินการอย่างยั่งยืนและการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

กลยุทธ์ของ UNIDO

  • ให้บริการปรึกษาทางด้านเทคนิคเพื่อจัดตั้ง AIPs (หมายถึง Agropoles, Integrated Argo Industrial Park (IAIPs), Staple Crop Processing Zones (SCPZs) และ Food parks) โดยอ้างอิงจาก International best practices และประสบการณ์ที่สั่งสมมานานนับหลายปี ประกอบด้วย

1. การวางแผนองค์รวม การวิเคราะห์โครงการและการเคลื่อนย้ายเงินทุน

2. การศึกษาความเป็นไปได้และผลกระทบของโครงการในเชิงสิ่งแวดล้อมและสังคม

3. การให้คำปรึกษาด้านเทคนิค การออกแบบและการก่อสร้าง

4. การพัฒนาศักยภาพสำหรับการดำเนินการและการบริหาร AIPs

  • บทบาทในการประชุม – เปิดกว้างให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามามีส่วนร่วมและส่งเสริมให้เกิดความร่วมมืออย่างแข็งแกร่งมากขึ้น รวมถึงการดึงดูดการลงทุน
  • ระดมความร่วมมือจากภาคส่วนต่างๆ อย่างภาคเอกชน ธนาคารเพื่อการพัฒนาด้านพหุภาคี (multilateral development bank) หุ้นส่วนการพัฒนา (development partner) และหน่วยงานพหุภาคี (multilateral agencies) ในการส่งเสริมการจัดตั้ง IAIPs ให้เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำหรับ การพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างครอบคลุมและยั่งยืน

ความคืบหน้าจนถึงปัจจุบัน

  • ได้ดำเนินการแล้วในหลายประเทศ เช่น แคเมอรูน คองโก คาซัคสถาน เลบานอน ไนจีเรียและเซเนกัล

ตัวอย่างเช่น

1. เซเนกัล – UNIDO ได้ทำโครงการในรูปแบบ Programme Country Partnership (PCP)  พัฒนา Agropoles จำนวน 3 โครงการเพื่อสร้างห่วงโซ่คุณค่าที่มีศักยภาพสูง สำหรับผักและผลไม้ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและการประมง การปศุสัตว์และห่วงโซ่คุณค่าสำหรับการเกษตรด้านอื่นๆ โดย Agropole แต่ละแห่งจะดำเนินงานในฐานะ private – public entity เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการชนบทเข้ากับตลาด  รวมทั้งจัดหาโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยีและบริการที่เหมาะสมเพื่อสนับสนุนการพัฒนาวิสาหกิจ ขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)  

2. เอธิโอเปีย – UNIDO ได้ทำโครงการ PCP  พัฒนาโครงการนำร่อง Integrated Argo – Industrial Park จำนวน 4 โครงการ โดยคาดหวังว่าภายในปี ค.ศ. 2020 โครงการดังกล่าวจะสามารถสร้างรายได้กว่า 1.7 พันล้าน USD และสร้างงานกว่า 160,000 ตำแหน่ง รวมทั้งสร้างรายได้เพิ่มเติมแก่เกษตรกรรายย่อยอีก 1.3 ล้าน USD

3. ไนจีเรีย – UNIDO ทำงานร่วมกับรัฐบาลของไนจีเรียในการจัดตั้ง Staple Crop Processing Zones (SCPZs) 6 แห่ง โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อดึงดูดกลุ่มนักลงทุนภาคเอกชนให้มาตั้งโรงงานผลิตอาหาร เพื่อต้องการลดการสูญเสียจากการเก็บเกี่ยว การเพิ่มมูลค่า การสร้างงานและการสร้างรายได้

ในปัจจุบัน IAIPs เป็นพื้นที่ที่ได้รับความสนใจมากที่สุดสำหรับประเทศสมาชิกและเป็นแพลตฟอร์มความร่วมมือร่วมกับสถาบันการเงินเพื่อการพัฒนา (Development Financial Institutions: DFIs) โดยในส่วนของ UNIDO จะสนับสนุนด้านเทคนิค ส่งผู้เชี่ยวชาญเข้าไปมีส่วนร่วมกับ DFIs เพื่อให้บริการคำปรึกษาในการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจและการเงิน เพื่อใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับการลงทุนภาครัฐ โดยได้รับการสนับสนุนจาก DFIs


แหล่งอ้างอิง :


แหล่งข้อมูลที่น่าสนใจเพิ่มเติม

10 เทคโนโลยียั่งยืนที่จะยกระดับการผลิตอาหารของโลก

แม้ว่าในหลายประเทศอาทิ ญี่ปุ่น จะเข้าสู่แนวโน้มการลดลงของประชากร แต่ในภาพรวมประชากรของโลกยังจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยะสำคัญ คาดว่าจำนวนประชากรโลกจะเพิ่มไปที่ 10 พันล้านคน ภายในปีค.ศ. 2050 หนึ่งในความท้าทายของแนวโน้มดังกล่าว คือ การผลิตอาหารให้เพียงพอต่อประชากรโลกอย่างยั่งยืนและไม่ทำลายสภาพแวดล้อม ภายในบริบทของการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ

องค์การ World Resources Institute ได้ทำการตีพิมพ์รายงาน Creating a Sustainable Food Future รวมกับธนาคารโลก UN-Environment Programme และ UN Development Program เพื่อเสนอ 22 มาตรการ เพื่อจัดการด้านอาหาร มาตรการดังกล่าวสามารถแบ่งออกเป็นห้าหมวดได้แก่

  • การลดอุปสงค์หรือ Demand ให้โตช้าลง
  • เพิ่มปริมาณการผลิตอาหารโดยไม่เพิ่มพื้นที่การเพาะปลูก
  • เพิ่มอุปทานหรือ Supply ของปลา
  • ลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคเกษตรกรรม และ
  • ปกป้องและฟื้นคืนระบบนิเวศทางธรรมชาติ

มาตรการดังกล่าวจะช่วยลดช่องว่างปริมาณอาหารที่โลกสามารถผลิตได้ในปัจจุบัน และความต้องการที่คาดว่าจะมาถึงในปีค.ศ. 2050 โดยหลีกเลี่ยงการเปิดพื้นที่เกษตรกรรมเพิ่มขึ้นและลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกของระบบอาหารให้สอดคล้องกับระดับที่กำหนดโดยข้อตกลงปารีส

wrr-food-figure-23_0.png

รูปที่ 1  25 มาตรการ นำเสนอโดย รายงาน WRI

หลายมาตรการในรายงานดังกล่าวเป็นการเสนอให้ชาวนาและผู้ประกอบการในภาคเกษตรกรรมนำเอา Best Practice ที่มีอยู่ในปัจจุบันมาใช้อย่างแพร่หลายให้มากขึ้น บางส่วนเป็นมาตรการด้านผู้บริโภคที่ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค หรือเกี่ยวข้องกับการปรับเปลี่ยนนโยบายของภาครัฐ นอกจากนี้ยังมีมาตรการที่จำเป็นต้องกมีการพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ รายงานดังกล่าวนำเน้นการพัฒนา 10 มาตรการด้วยกัน

  • เนื้อสัตว์จากพืช โดยเฉลี่ยแล้ว โปรตีนที่มาจากเนื้อวัวและเนื้อแกะใช้พื้นที่ และปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่าโปรตีนที่มาจากพืชกว่า 20 เท่า การผลิตสินค้าเนื้อที่มีความคล้ายพืช และให้ความรู้สึกในการกินที่คล้ายกับเนื้อสัตว์จะช่วยลดปริมาณการบริโภคเนื้อสัตว์ลด ในปัจจับันมีหลายบริษัท อาทิ Impossible Foods และ Beyond Meat ริเริ่มที่จะพัฒนาสินค้าของตนไปในทิศทางดังกล่าว
  • การเพิ่ม Shelf lives หรือระยะเวลาที่สินค้าอาหารสามารถอยู่บนชั้นวางของ Supermarket ได้ สัดส่วนของอาหารที่ถูกทิ้งหรือกลายเป็นของเสีย (ระหว่าง farm และ fork) คิดเป็นสัดส่วนที่สูงถึงหนึ่งในสามเลยทีเดียว ปัจจุบันมีการคิดค้นแนวทางการพัฒนาเพื่อชะลอเวลาที่อาหารจะเสีย โดยใช้ส่วนประกอบจากธรรมชาติ อาทิ Apeel Sciences ที่ทำการพัฒนาสารสเปย์ที่ลดอัตราการเติบโตของแบคทีเรีย และการสูญเสียน้ำในผลไม้ บริษัทที่คล้าย ๆ กันอื่น ๆ ได้แก่ Nanology และ Bluapple
  • ลดการปล่อยก๊าซจากวัว กว่าร้อยละสามสิบของก๊าซเรือนกระจกที่มาจากภาคเกษตรกรรม (ไม่นับจากการเปลี่ยนแปลงการใช้พื้นที่ หรือ land use change) มาจากการเรอของวัวที่มีปริมาณก๊าซมีเทนที่สูง สถาบันการวิจัยของเนเธอร์แลนด์ DSM ได้พัฒนาสารเคมีที่ช่วยลดปริมาณก๊าซมีเทนที่ถูกปล่อยโดยวัวได้กว่าร้อยละ 30 ในการทดสอบ โดยคาดว่าจะไม่มีผลกระทบข้างเคียงต่อสุขภาคและสิ่งแวดล้อม
  • ลดการสูญเสียไนโตรเจนของดิน กว่าร้อยละ 20 ของก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตของภาคเกษตรกรรม มาจากการใช้ปุ๋ยและสารเคมีเพื่อทดแทนสารไนโตรเจนในดิน ซึ่งก๊าซดังกล่าวมาจากการสร้าง Nitrous oxide โดย micro organism ที่เปลี่ยนสารไนโตรเจนจากรูปแบบหนึ่งไปอีกรูปแบบหนึ่ง การป้องกันไม่ให้เกิดการเปลี่ยนรูปแบบสารดังกล่าว ผ่านการใช้ nitrification inhibitors ผ่านการเคลือบสามารถจะลดการสูญเสียสารไนโตรเจนและเพิ่มการดูดซึมสารดังกล่าวโดยพืช ลดการปล่อยก๊าชเรือนกระจกและลดมลภาวะด้านสารพิษทางน้ำที่เป็นประโยชน์ทางอ้อมอีกด้วย อย่างไรก็ตามการผลักดันมาตรการดังกล่าวต้องพึ่งพามาตรการเชิงนโยบาย เพื่อให้เทคโนโลยีดังกล่าวถูกกระจายไปใช้อย่างแพร่หลาย
  • Nitrogen-absorbing crops การพัฒนาพืชที่สามารถดูดซึมไนโตรเจนได้มากกว่าปกติ หรือพืชที่สามารถ inhibit nitrification ก็สามารถลดปริมาณก๊าซ nitrous oxide ได้ ปัจจุบันนักวิจัยสามารถระบุสายพันธุ์ของพืชที่มีความสามารถในการลดหรือยับยังกระบวนการ nitrification ของพืชสายพันธุ์หลักได้แล้ว
  • สายพันธุ์ข้าวที่มีก๊าซมีเทนต่ำ ข้าวเป็นหนึ่งในสายพันธุ์พืชที่มีการปลูกอย่างแพร่หลาย สัดส่วนของก๊าซเรือนกระจกที่มาจากการปลูกข้าวคิดเป็นร้อยละ 15 ของปริมาณก๊าซเรือนกระจกจากภาคการผลิตการเกษตรทั้งหมด นักวิจัยได้ดำเนินการและสามารถระบุสายพันธุ์ข้าวที่ปล่อยก๊าซมีเทนน้อยกว่าสายพันธุ์อื่น ๆ (ร้อยละ 30 จากค่าเฉลี่ย) อย่างไรก็ตามประเทศที่มีการปลูกข้าวมาก ยังไม่ทำการผลักดันการนำเอาข้าวสายพันธุ์ดังกล่าวไปปลูกใช้แต่อย่างไร
  • การใช้ CRISPR หรือ clustered regularly interspaced short palindromic repeats หรือการปรับสายพันธุ์ของพืชและสัตว์ให้เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตอาหาร ลดการใช้น้ำและทรัพยากรอื่น ๆ และความสามารถในการต่อต้านโรค เทคโนโลยีดังกล่าวจะทำให้นักวิจัยสามารถเลือกเปิดหรือปิด Genes ในพืชและสัตว์ได้
  • สายพันธุ์ต้นปามล์ที่มีประสิทธิภาพสูง ปริมาณการบริโภคน้ำมันปาล์มของโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ น้ำมันปาล์มถูกนำไปใช้ในรูปแบบต่าง ๆ จากแชมพูไปถึงเพื่อประกอบอาหาร Demand ที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้มีการตัดป่าไม้ในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วโลกเพื่อปลูกปาล์ม หนึ่งในมาตรการที่สามารถจะลดผลกระทบจากการบริโภคน้ำมันปาล์มที่สูงขึ้นคือการเปลี่ยนไปปลูกปาล์มที่ให้ผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น บริษัท PT Smart ได้ดำเนินการในรูปแบบดังกล่าวในประเทศอินโดนีเซียในช่วงที่ผ่านมา
  • การผลิตอาหารปลาจาก Algae การเพิ่มขึ้นของฟาร์มปลาทั่วโลกนำไปสู่ความต้องการของวัตถุดิบอาหารปลา อาทิปลาและสัตว์น้ำขนาดเล็ก ที่เพิ่มขึ้น ความต้องการดังกล่าวส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อาหารของโลกอย่างมีนัยสำคัญ หนึ่งในมาตรการเทคโนโลยีที่ถูกนำมาใช้จัดการปัญหาดังกล่าวคือ การผลิตอาหารปลาโดยนำเอา Algae หรือ oilseeds ที่มีสาร Omega-3 มาใช้ในการผลิตอาหารปลา มาตรการดังกล่าวกำลังถูกพัฒนาโดยหลากหลายบริษัท
  • การผลิตปุ๋ยจากพลังงานแสงอาทิตย์ ขั้นตอนการผลิตปุ๋ยที่มีสารไนโตรเจนนั้นใช้พลังงานและน้ำมันถ่านหินที่สูง และนำไปสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งจากการเผาผลาญเชื้อเพลิง และการรวมตัวกันระหว่างสารไนโตรเจนและไฮโดรเจน ปัจจุบันมีการดำเนินการโครงการนำร่องในประเทศออสเตรเลียเพื่อทำการผลิตปุ๋ยโดยใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ เพื่อนำไปสู่การผลิต loc-carbon fertilizer ต่อไป

แม้ว่ามาตรการเหล่านี้จะมีศักยภาพที่สูงในการลดปริมานก๊าซเรือนกระจกในตัวของมันเอง แต่ในปัจจุบันกลับยังไม่ได้รับการผลักดันอย่างสมควร การดำเนินการต่าง ๆ เป็นไปอย่างล่าช้า ด้วยขาดการผลักดันจากภาครัฐในด้านต่าง ๆ อาทิ ด้านการลงทุน ด้วยเทคโนโลยีเหล่านี้ แม้จะมีศักยภาพในการลดค่าใช้จ่ายในระยะใกล้ แต่ก็ต้องมีการลงทุนที่สูงในเบื้องต้น รวมทั้งต้องมีการปรับข้อบังคับและกลไกต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง การผลักดันดังกล่าวจะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นหากได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ และแม้ว่าเทคโนโลยีและมาตรการเหล่านี้ยังไม่ได้รับการดำเนินการอย่างแพร่หลาย แต่ก็แสดงให้เห็นถึงโอกาสและความเป็นไปได้ในการจัดการความท้าทายดังกล่าว

https://www.wri.org/blog/2019/07/10-breakthrough-technologies-can-help-feed-world-without-destroying-it

คณะกรรมาธิการยุโรปทำแนวทางจัดการผลิตภัณฑ์อาหารสองมาตรฐาน

คณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปดำเนินการช่วยเหลือประเทศสมาชิกในการระบุและดำเนินการกับผลิตภัณฑ์อาหารที่มีระดับคุณภาพสองมาตรฐาน โดยจัดทำข้อเสนอแนะที่เกี่ยวข้อง
ตามคำประกาศของประธานาธิบดี Juncker ในสุนทรพจน์ State of Union ประจำปีนี้ คณะกรรมาธิการดำเนินการแนวทางการบังคับใช้กฎหมายอาหารและยาของสหภาพยุโรปเพื่อรักษาระดับคุณภาพของผลิตภัณฑ์

จากที่ผ่านมามีพบว่าสินค้าของบางบริษัทในสหภาพยุโรป ที่วางขายในประเทศสมาชิกมีความแตกต่างในระดับมาตรฐาน แม้ว่าจะอยู่ในรูปแบบหีบห่อที่คล้ายกัน การดำเนินการดังกล่าวของคณะกรรมาธิการจะช่วยให้เจ้าหน้าที่ของประเทศสมาชิกต่าง ๆ สามารถตรวจสอบได้ว่า บริษัทใด ละเมิดกฎหมายของสหภาพยุโรป ในการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพแตกต่างในประเทศสมาชิก

ข้อเสนอแนะดังกล่าวจะแสดงรายการและอธิบายถึงข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายด้านอาหารของสหภาพยุโรปและกฎหมายว่าด้วยการบริโภคของสหภาพยุโรปที่หน่วยงานต่างๆจะต้องอ้างอิงถีง เมื่อทำการวิเคราะห์ปัญหาเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สองมาตรฐาน

ระเบียบว่าด้วยข้อมูลข่าวสารด้านอาหาร (Food Information Regulation) กำหนดให้ผู้บริโภคจะต้องได้รับข้อมูลที่เป็นจริงและเพียงพอเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์อาหาร ยกตัวอย่างเช่น ฉลากอาหารต้องระบุส่วนผสมทั้งหมดที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์

กฏหมายในการดำเนินธุรกิจที่ไม่เป็นธรรมทางการค้า หรือ Unfair Commercial Practices directive ได้ห้ามการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม เช่นการโฆษณาสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่มีตราสินค้าเหมือนกันในลักษณะที่อาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดได้

คำแนะนำนี้ ได้อ้างอิงตามข้อกฏหมายดังกล่าว และกำหนดแนวทางขั้นตอนโดยละเอียดสำหรับเจ้าหน้าที่ที่ทำการดูและสิทธิของผู้บริโภคและด้านอาหารแห่งชาติ เพื่อให้แน่ใจว่าบริษัทผู้ผลิตผลิตทำตามกฏหมายเหล่านี้หรือไม่ ในกรณีที่มีการผิดกฏหมายในรูปแบบที่ข้ามพรมแดน (corss-boarder aspect to a breach) เจ้าหน้าที่สามารถติดต่อผ่านเครือข่ายความร่วมมือด้านการคุ้มครองผู้บริโภคในระดับยุโรปได้

เจ้าหน้าที่ด้านอาหารและการคุ้มครองผู้บริโภคของแต่ละประเทศสมาชิกมีหน้าที่ในการตรวจสอบให้แน่ใจว่า บริษัท ต่างๆปฏิบัติตามกฎหมายของสหภาพยุโรป อย่างไรก็ตามคณะกรรมาธิการยุโรปมีความมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือเจ้าหน้าที่เหล่านี้ผ่านแนวทางการพัฒนาคำแนะนำดังกล่าว และรูปแบบการทำงานอื่น ๆ ของคณะกรรมาธิการฯ

นอกเหนือจากแนวทางดังกล่าวแล้ว คณะกรรมาธิการกำลังดำเนินการปรับปรุงการทดสอบเปรียบเทียบกระบวนการผลิตภัณฑ์อาหาร เพื่อให้ประเทศสมาชิกสามารถหารือเกี่ยวกับประเด็นนี้ได้โดยใช้พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนและเป็นประโยชน์สำหรับทุกประเทศ คณะกรรมาธิการได้ดำเนินการเกี่ยวกับด้านดังกล่าวโดยได้ตั้งศูนย์วิจัยมูลค่าร่วม 1 ล้านเหรียญเพื่อพัฒนาวิธีการนี้

คณะกรรมาธิการยังจัดหาเงินทุนเพิ่มเติมในการจัดเก็บหลักฐานและการบังคับใช้ โดยได้ทำโครงการที่มีมูลค่าจำนวน 1 ล้านยูโรแก่ประเทศสมาชิกเพื่อทำโครงการศึกษาในด้านดังกล่าว หรือนำไปพัฒนาการบังคับใช้กฏหมายของตน

นอกจากนี้แล้วคณะกรรมาธิการยังได้เริ่มเจรจากับสมาคมผู้ผลิตและสมาคมแบรนด์ต่างๆ ซึ่งมีพันธะสัญญาในการพัฒนาจรรยาบรรณภายในฤดูใบไม้ร่วงนี้อีกด้วย

ที่มา https://ec.europa.eu/commission/news/dual-quality-food-products-tackling-unfair-practices-2017-sep-26_en

รัฐสภายุโรปประกาศกฎหมายด้านการควบคุมอาหาร

รัฐสภายุโรปได้ประกาศกฎหมายใหม่ด้านการควบคุมอาหารเมื่อวันพุธที่ 15 มีนาคม 60 ที่ผ่านมา ข้อบังคับดังกล่าวมุ่งปราบปรามการปลอมแปลงอาหาร โดยให้สิทธิเจ้าหน้าที่ในการเข้าตรวจสอบและทำการทดสอบที่จำเป็นโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบก่อน

กฎดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ภายในสิ้นปีพ.ศ. 2562 และจะมีการปรับอัตราค่าปรับของผู้กระทบผิดให้สูงขึ้น อีกทั้งอัตราค่าปรับจะถูกคำนวณจากรายได้และกำไรของบริษัทที่ระบุรายระเอียดของอาหารผิดและถึงเป็นการกิจกรรมฉ้อโกง

การปรับข้อบังคับและการลงโทษดังกล่าวมาจากข่าวการปลอมแปลงเนื้อวัวและเนื้อหมูโดยใช้เนื้อม้าในปีค.ศ. 2556 ที่สร้างความตื่นตระหนกต่อผู้คนนับล้านในสหภาพยุโรป และส่งผลให้ผลิตภัณฑ์เนื้อปรุงแต่งและเนื้อบดต่าง ๆ ถูกถอนออกจากร้านค้าทั่วสหภาพยุโรป

นาง Karin Kadenback ผู้แทน MEP จากออสเตรียได้กล่าวในที่ประชุมที่นำเสนอกฎหมายดังกล่าวต่อรัฐสภายุโรปใน เมือง Strasbourg ประเทศฝรั่งเศส “อาหารในยุโรปต้องไม่มีความเสี่ยงและปลอดภัย” และผู้บริโภคจะต้องไม่ถูกหลอกโดยเรื่องอื้อฉาวอย่างที่ผ่านมาอีก แม้การปลอมแปลงดังกล่าวจะไม่ส่งผลร้ายต่อสุขภาพก็ตาม

กฎหมายฉบับใหม่นี้ได้รับการอนุมัติจากประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป 28 ประเทศของกลุ่มแล้ว และมีจุดมุ่งหมายเพื่อปรับปรุงการตรวจสอบ การฉ้อโกง และช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อห่วงโซ่ของอุตสาหกรรมอาหารที่เกี่ยวเนื่องกัน

กฎหมายดังกล่าวครอบคลุมทั้งห่วงโซ่อาหาร (food chain) ทั้งอาหาร อาหารสัตว์ เกษตรอินทรีย์ สารกำจัดศัตรูพืช สวัสดิภาพและสุขภาพของสัตว์ และ การบ่งชี้ที่มาด้าน ภูมิศาสตร์

ข้อสรุปของกฎดังกล่าวมีดังนี้

  • กรอบของข้อบังคับที่มีความครบถ้วนมากขึ้น โดยรวมเอาห่วงโซ่อาหารทั้งหมด เช่น อาหาร อาหารสัตว์ สุขภาพของพืช สารฆ่าแมลง สวัสดิภาพของสัตว์ การเกษตรอินทรีย์
  • การสามารถเข้าตรวจสอบ โดยใช้หลักความเสี่ยงเป็นพื้นฐาน (risk-based control) ในทุกภาพส่วนที่เกี่ยวข้อง
  • การบังคับใช้กฎและข้อบังคับที่ดีขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงการฉ้อโกง
  • สวัสดิการของสัตว์ที่นำเข้ามาจากประเทศที่สาม และ
  • การความคุมโดยคณะกรรมาธิการฯ ในด้านดังกล่าวต่อประเทศสมาชิกและประเทศที่สาม

ข้อบังคับดังกล่าวจะถูกประกาศผ่านกฎหมายข้อเดียว ที่จะรวมเอารายละเอียดจากภาคส่วนต่าง ๆ กว่า 16 ส่วนและจะมีการปรับข้อบังคับที่ทับซ้อนกัน รวมทั้งสร้างความยืดหยุ่นและเป็นสัดส่วนเพื่อให้ข้อบังคับดังกล่าวสามารถตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉินต่าง ๆ และนำไปใช้ในการจัดกระบวนการสำหรับห้องทดลองได้อย่างรวดเร็ว

ที่มา – http://www.europarl.europa.eu/news/en/news-room/20170308IPR65670/tougher-food-inspections-from-farm-to-fork

https://www.dailysabah.com/health/2017/03/15/eu-toughens-food-industry-oversight-after-horse-meat-scandal

Google และ FAO ร่วมยกระดับข้อมูลดาวเทียมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน

องค์กร United Nation Food and Agriculture Organisation (FAO) และ Google ได้ประกาศแผนที่จะทำการร่วมมือกันสร้างฐานข้อมูลดาวเทียมความละเอียดสูง เพื่อเป็นเครื่องมือในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติของโลก และเป็นส่วนผลักดันการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ภาย ใต้ความร่วมมือดังกล่าว องค์กร FAO เห็นว่าจะช่วยให้นักวิจัยหลาย ๆ ประเทศสามารถประเมินการเปลี่ยนแปลงของการใช้พื้นที่ในระดับรายละเอียดที่สูง ผ่านข้อมูลจากดาวเทียม และนำไปสู่การพัฒนาความสามารถในการประเมินปริมาณสารคาร์บอนที่ถูกกักเก็บ อยู่ในพื้นที่ (landscape’s carbon storage capacity) และการวางแผนด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศได้

ใน เบื้องต้น ความร่วมมือดังกล่าวจะมุ่งเน้นไปที่ภาคป่าไม้ FAO ได้กล่าวว่าผู้เชี่ยวชาญจากแต่ละประเทศสามารถเริ่มใช้โปรแกรมขององค์กรและ ข้อมูล geospatial data ของ google เพื่อทำแผนที่และจัดแยกหมวดหมู่ (mapping and classification) ได้อย่างรวดเร็วหลังจากผ่านการฝึกฝนเพียงไม่กี่ชั่วโมง

FAO ได้กล่าวเน้นว่าประโยชน์ที่ความร่วมมือดังกล่าวจะนำมาในอนาคตนั้นมหาศาล และอาจจะนำไปสู่นวัตกรรมในด้านต่าง ๆ เช่นการควบคุมศัตรูพืช การจัดการน้ำ และจัดการผลกระทบที่มาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ข้อมูลดังกล่าวจะช่วยทำความเข้าใจต่อผลกระทบของเหตุการณ์เหล่านี้ในวงกว้าง และความร่วมมือดังกล่าวจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นตามจำนวนผู้ที่มีส่วนร่วมใน โครงการ

การร่วมมือกันระหว่าง Google และ FAO นับเป็นเป็นการสร้างนวัตกรรม Google ช่วยให้ข้อมูลและกระบวนการประมวลผลสามารถเข้าถึงได้ง่ายและทำได้อย่างสะดวก รวดเร็วมากขึ้น ในขณะที่ FAO ช่วยพัฒนาการเลือกดึงข้อมูลที่จำเป็นต่อการวิเคราะห์ ได้มีการเริมใช้นวัตกรรมดังกล่าว ในการประเมิน Global Dryland Assessment (รายงานตีพิมพ์ภายในปีนี้) และการคาดการและควบคุมการแพร่กระจายตั๊กแตนทะเลทราย ซึ่งแม้ข้อมูลภาพดาวเทียมจะไม่สามารถระบุตำแหน่งของแมลงได้แต่ก็สามารถระบุ พื้นที่การแพร่พันธุ์และช่วยในการดำเนินการป้องกันต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

เทคโนโลยีดังกล่าว ยังสามารถนำไปใช้กับเทคโนโลยีที่จะลดการสูญเสียผลิตผลการเกษตร และยกระดับคุณภาพของพืชพันธุ์ โครงการติดตามพื้นที่ป่าไม้ในประเทศคอสตาริกาได้ช่วยชาวไร่กาแฟในการกำจัด แมลง borer beetle เพราะป่าไม้ที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้มีจำนวนนกต่าง ๆ ที่ช่วยลดจำนวนแมลงให้น้อยลง

นวัตกรรมในด้านอื่น ๆ จะปรากฏขึ้นตามจำนวนผู้ใช้โปรแกรม FAO Open Foris และ CollectEarth เมื่อเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา ทีจากองค์การ NASA ได้เดินทางมาที่กรุงโรมเพื่อเรียนรู้การใช้โปรแกรมดังกล่าว

แม้ ว่าภาพถ่ายดาวเทียมจะไม่สามารถแทนที่ความรู้และความเชียวชาญในระดับท้องถิ่น ได้ (ground truth) แต่สามารถช่วยยกระดับประสิทธิภาพ คุณภาพ ความโปร่งใส ความน่าเชื่อถือ ความรวดเร็ว และความสามารถในการนำไปสู่ผลของการเก็บข้อมูลและการตรวจสอบข้อมูลแผนที่ที่ มีอยู่แล้ว ยกตัวอย่างเช่น ความสามารถในการซูมเพื่อสำรวจดูรายละเอียดระดับพื้นที่ (plot) นักวิจัยสามารถระบุได้ระหว่างความสูญเสียป่าไม้ชั่วคราวจากการบุกรุกป่า เพื่อทำการเกษตร และการสูญเสียอย่างถาวรจากการเปลี่ยนแปลงการใช้พื้นที่ได้ ข้อมูลที่เข้าถึงได้ง่ายยังจะนำไปสู่ความสามารถที่ประชากรจะใช้ข้อมูลดัง กล่าวช่วยตนเองในการจัดการทรัพยากรและตรวจสอบการใช้อย่างผิดประเภทได้

ความ ร่วมมือระหว่าง Google และ FAO ได้เริ่มมาตั้งแต่เดือนธันวาคมที่ผ่านมา โดยมีระยะเวลาทำการทั้งหมดสามปี เป้าหมายความร่วมมือดังกล่าวคือเพิ่มการเข้าถึงข้อมูล geospatial tracking และการทำแผนที่ต่าง ๆ ให้สูงขึ้น

ที่มา UN http://www.un.org/sustainabledevelopment/blog/2016/04/fao-google-collaborate-on-satellite-data-tools-to-manage-natural-resources/

 

 

 

ห้าง M&S เข้าร่วมโครงการ Responsible Fishing Pledge

ห้างเก่าแก่สัญชาติอังกฤษ Marks & Spencer (M&S) เข้าร่วมสนับสนุนโครงการ Responsible Fishing Scheme (RFS) ของสหราชอาณาจักร โดยเป็นห้างค้าปลีก (Retailer) ห้างแรกของประเทศที่ทำสัญญาเพื่อร่วมพัฒนาความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม

โครงการ RFS เป็นโครงการอาสาสมัครที่จัดตั้งแนวทางการดำเนินการสำหรับเรือประมงเพื่อที่ จะได้รับการรับรอง อาทิเช่น ด้านความปลอดภัย ด้านสุขอนามัย สวัสดิการของแรงงาน การฝึกอบรม และการดูแลสิ่งแวดล้อม

การ เข้าร่วมโครงการดังกล่าวเป็นหนึ่งในความมุ่งมั่นของ M&S ที่ต้องการสินค้าอาหารทะเลของบริษัทมาจากเรือประมงที่ได้รับใบรับรอง RFS ทั้งหมดภายในปีค.ศ. 2021 หรือมีกำหนดเวลาการดำเนินการที่ชัดเจน โดยเรือประมงที่มาจากสหราชอาณาจักรจะต้องแล้วเสร็จภายในปีค.ศ. 2017 ใบรับรอง RFS เป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่าอาหารทะเลที่มาจากเรือประมงดังกล่าวนั้นผ่านการ ดำเนินการที่มีความรับผิดชอบและมีมาตรฐานที่สูงด้านสวัสดิการของแรงงาน

ผู้ อำนวยการฝ่ายอาหารของบริษัท M&S นาย Andy Adcock กล่าวว่า บริษัทต้องการที่จะเป็นร้านค้าปลีกที่มีความรับผิดชอบ บริษัทจะทำการซื้อปลาจากแหล่งที่ยั่งยืนที่สุด โดยได้เริ่มดำเนินการมากว่า 20 ปีแล้ว ความตั้งใจดังกล่าวให้ความมั่นใจต่อลูกค้าของเราว่าเราได้ดำเนินการในทุกทาง ที่จะปกป้องสิ่งแวดล้อมทางทะเลและแรงงานที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของเรา

โครงการ RFS เป็นโครงการของ Seafish องค์กรที่ช่วยผลักดันให้อุตสาหกรรมอาหารทะเลมีความยั่งยืน การเข้าร่วมโครงการ RFS ของ M&S นั้นช่วยสนับสนุนโครงการดังกล่าวเป้นอย่างมาก และแสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมอาหารทะเลของสหราชอาณาจักร ต้องการจะได้รับการยอมรับจากนานาชาติว่ามีความตั้งใจในการลดปัญหาสังคมและ สวัสดิการของแรงงาน

ผลการวิจัยของ Marine Stewardship Council (MSC) องค์กรที่ผลักดันให้มีการติดฉลากอาหารทะเลเพื่อความยั่งยืน เมื่อต้นปีที่แล้ว (ค.ศ. 2015) แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างห้าง Supermarket ต่าง ๆ ในการสนับสนุนสินค้า eco-label และสินค้าอาหารทะเลที่มีความยั่งยืน แม้ว่าปลาที่ได้รับการรับรอง MSC จะมีจำนวนมากเป็นประวัติการณ์ก็ตาม โดยห้าง Sainsbury เป็นบริษัทที่เป็นผู้นำในด้านดังกล่าว และเป็นห้างแรกของสหราชอาณาจักรที่ทำการวางจำหน่ายแซนวิชทูน่าที่มีความ ยั่งยืนและมีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองจาก MSC กว่า 163 รายการ

 

ที่มา M&S becomes first retailer to make Responsible Fishing pledge

 

 

รายงานแรงงานต่างด้าวในอุตสาหกรรมเนื้อไก่ไทย

รายงานรายงาน Trapped in the Kitchen of the World – the situation for migrant workers in Thailand’s poultry industry จัดทำโดยองค์กร Swedwatch และ Finnwatch ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่ดูแลความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมของกิจการและบริษัทต่างๆ ในสวีเดนและฟินแลนด์ โดยได้ทำการตีพิมพ์ในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2558 ที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์หลายๆ ฉบับได้กล่าวถึงรายงานดังกล่าว[1] จุดประสงค์ของรายงานดังกล่าวคือ ตรวจสอบสภาพความเป็นอยู่ของแรงงานต่างด้าวที่ทำงานในโรงงานและบริษัทผู้ผลิตเนื้อไก่ในประเทศไทยและห่วงอุปทานของภาคส่วนดังกล่าวในสวีเดน โดยเห็นว่าการรายงานและตรวจสอบดังกล่าวจากประเทศผู้นำเข้า จะสามารถช่วยยกระดับสภาพความเป็นอยู่ของแรงงานในประเทศผู้ผลิตได้

ss

ผู้ศึกษาได้ทำรายงานจากข้อมูลการสัมภาษณ์แรงงานต่างด้าว 98 คนที่ทำงานให้ 4 บริษัท (6 โรงงาน) ได้แก่ CP Foods Public Company Limited 2 โรงงาน, Laemthong Poultry Co. Ltd. 2 โรงงาน Saha Farms Group (Golden Line Business Co Ltd.) 1 โรงงาน และ Centaco Group (Sky Food Co. Ltd.) 1 โรงงาน บริษัททั้งหมดมีการส่งออกเนื้อไก่ไปสู่สวีเดนในช่วงสามปีที่ผ่านมา

แรงงานต่างด้าวที่ถูกสัมภาษณ์ทั้งหมดแจ้งว่ามีการเก็บเอกสารส่วนตัวเช่น หนังสือเดินทาง หรือเอกสารการทำงานโดยนายจ้างหรือนายหน้าจัดหางาน การสัมภาษณ์ยังแสดงให้เห็นว่ามีการเก็บค่านายหน้าจากแรงงาน และไม่มีการจัดหาประกันสุขภาพในทุกโรงงานที่ถูกสำรวจแม้จะมีการหักเบี้ยประกันจากเงินเดือนก็ตาม ตารางที่ 1 แสดงให้เห็นถึงข้อมูลที่ผู้ศึกษาพบจากการสัมภาษณ์แรงงานต่างด้าว

ตารางที่ 1 ผลการศึกษาแรงงานต่างด้าว

1387101

ดูรูปใหญ่ได้ที่ http://www.bangkokpost.com/media/content/20151126/1387101.gif

ในด้านห่วงอุปทานของภาคส่วนดังกล่าวในสวีเดน ผู้ศึกษาได้ทำการตรวจสอบ การจัดซื้อ ภาคการตลาดของสวีเดน บริษัทนำเข้า 6 บริษัท และบริษัท Supermarket ขนาดใหญ่ 5 บริษัท การศึกษาดังกล่าวยังได้ให้คำแนะนำต่อภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยให้ข้อเสนอแนะสำหรับบริษัทเนื้อไก่ในประเทศไทยดังนี้

  • ปฏิบัติอย่างเร่งด่วนเพื่อกำจัดข้อบกพร่องต่างๆ ที่รายงานได้นำเสนอ ปฏิบัติตามข้อบังคับของกฎหมายแรงงานไทยอย่างเคร่งครัด และกำหนดเป้าหมายระยะยาวให้มีการยกระดับมาตรฐานแรงงานให้เทียบเท่ากับระดับนานาชาติ
  • พยายามหยุดยั้งการจัดหาแรงงานที่มีการเก็บค่าใช้จ่ายที่ผิดกฎหมาย และยับยั้งไม่ให้นายหน้าทำการเก็บเงินกับแรงงานหรือทำให้แรงงานมีหนี้สินใดๆ
  • ดำเนินการแก้ปัญหาด้านสวัสดิการแรงงาน แรงงานที่ถูกเก็บค่าประกันสุขภาพอย่างผิดกฎหมายควรที่จะได้รับการคืนเงินที่ถูกเก็บดังกล่าว
  • หยุดการจัดเก็บหรือยึดเอกสารส่วนตัว เอกสารการเดินทางและหนังสือเดินทางของแรงงาน
  • ตรวจสอบไม่ให้มีการล่วงละเมิด เลือกปฏิบัติ หรือการใช้ความรุนแรงต่อแรงงานจากผู้บังคับบัญชาหรือนายหน้า
  • ตรวจสอบให้มีการเปิดให้แรงงานต่างด้าวสามารถสมัครเข้าเป็นสมาชิกคณะกรรมการสวัสดิการ
  • ตรวจสอบให้มีการแจ้งต่อแรงงานข้ามชาติ สิทธิที่แรงงานพึงจะได้รับในภาษาของตน และดำเนินการจัดทำกลไกที่จะช่วยตอบคำถามและข้อข้องใจต่างๆ ของแรงงาน

ปัจจุบันประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการส่งออกเนื้อไก่และผลิตภัณฑ์เนื้อไก่ที่จำนวนมากประเทศหนึ่งของโลก และมีสหภาพยุโรปเป็นตลาดและมีเป้าหมายที่สำคัญ ในปี 2014 มีการส่งเนื้อไก่และผลิตภัณฑ์เนื้อไก่มาสู่ยุโรปเป็นปริมาณกว่า 207,000 ตัน ประเทศสวีเดนได้ทำการนำเข้าเนื้อไก่จากประเทศไทยตั้งแต่ช่วงปีค.ศ. 1990 รายงานดังกล่าวเป็นครั้งที่สองที่มีการรายงานด้านการใช้แรงงานข้ามชาติอย่างทารุณในประเทศไทย สทอ.อต. คาดว่ารายงาน Trapped in the kitchen of the world จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์กสิกรรมจากประเทศไทยในตลาดโลก โดยเฉพาะในตลาดสหภาพยุโรปและประเทศที่ให้ความสำคัญต่อด้านสิทธิมนุษยชน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรที่จะแสดงท่าทีที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว เช่นทำการตั้งคณะทำงานเพื่อทำการตรวจสอบ ดำเนินการผลักดันให้มีการยกระดับมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับแรงงานข้ามชาติ ทั้งการควบคุมความเป็นอยู่ สวัสดิการ และสัญญาการจ้างงาน โดยให้โอกาสภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเช่น ภาคเอกชน ภาคธุรกิจและ NGO ต่างๆ มามีส่วนร่วมในการผลักดันด้วย

[1] รายงานโดย หนังสือพิมพ์ Bangkok Post วันที่ 26 พฤศจิกายน 2558 และหนังสือพิมพ์ The Standard วันที่ 26 พฤศจิกายน 2558

ส่งออกเกษตรไทยได้รับยกเป็นกรณีศึกษาการดำเนินการตามมาตรฐานการนำเข้าสินค้า

องค์การยูนิโดร่วมกับองค์กร NORAD (Norwegian Agency for Development Cooperation) จัดทำรายงานการปฏิบัติตามมาตรฐานการค้าประจำปีค.ศ. 2015 ในชื่อรายงาน Meeting Standards, Winning Markets, Trade Standards Compliance 2015 รายงานดังกล่าวเป็นรายงานฉบับที่สองหลังจากฉบับแรกได้รับการตีพิมพ์ไปเมื่อปีค.ศ. 2010

ในรายงานดังกล่าว ประเทศไทยได้รับยกเป็นกรณีศึกษาการใช้ข้อมูลปฏิเสธการนำเข้า (Import rejection data) ในการวิเคราะห์ผลการดำเนินการตามมาตรฐานการนำเข้าสินค้า โดยใช้ข้อมูลการปฏิเสธการนำเข้าสินค้าไทยของตลาดญี่ปุ่น ออสเตรเลีย สหรัฐฯ และสหภาพยุโรประหว่างปีค.ศ. 2002-2010

ผู้ทำรายงานได้กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจเพราะไทยเป็นผู้ส่งออกสินค้าการเกษตรรายใหญ่สู่ประเทศที่พัฒนาแล้วเหล่านี้ อีกทั้งมีผลการดำเนินตามมาตรฐานการนำเข้าที่แตกต่างกันในหมู่ประเทศดังกล่าว ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเปรียบเทียบอัตราการถูกปฏิเสธการนำเข้าสินค้าไทยกับสินค้าของประเทศอื่นๆ แล้ว สินค้าไทยมีผลดำเนินการที่ดีในตลาดอเมริกาและออสเตรเลีย แต่ค่อนข้างแย่ในตลาดญี่ปุ่นและยุโรป

กราฟที่ 1.7 ถึง 1.10 แสดงให้เห็นถึงปริมาณสินค้าของไทยที่ถูกปฏิเสธการนำเข้าในตลาดต่างๆ

1.7 1.8 1.9 1.10

ในกรณีของสหภาพยุโรป (กราฟที่ 1.7) จะเห็นได้ว่าสินค้าไทยที่ถูกปฏิเสธการนำเข้านั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ ในช่วงปี 2002-2004 นั้นสิ่งค้าที่ถูกปฏิเสธมีเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ และปลาและผลิตภัณฑ์เนื้อปลาเป็นสัดส่วนที่สูง ในขณะที่ตั้งแต่ปี 2005 เป็นต้นมาสัดส่วนของสินค้าปลาลดลงเป็นอย่างมาก และสัดส่วนสินค้าในหมวดสมุนไพรและเครื่องเทศ และหมวดผลไม้และผักกลับเพิ่มสูงขึ้น

ส่วนในตลาดญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และสหรัฐฯนั้นปฏิเสธการนำเข้าสินค้าประเภทปลา ผลไม้และผัก และธัญพืชและธัญพืชที่ใช้ในเบเกอรี่ (โดยส่วนใหญ่เป็นข้าว) มีสัดส่วนที่สูง และที่น่าสังเกตคือในช่วงปี 2004-2008 ตลาดออสเตรเลียปฏิเสธการนำเข้าอาหารแปรรูปจากไทยที่สูง

ตารางที่ 1.17 แสดงให้เห็นถึงจำนวนการปฏิเสธการนำเข้าสินค้าไทยตามเหตุผลระหว่างปี 2002-2010 โดยแบ่งเป็นตารางเป็นสามส่วนด้วยกันคือ 1) จำนวนการปฏิเสธสินค้าสุทธิ 2) สัดส่วนการปฏิเสธสินค้าจากสินค้าของไทยทั้งหมด และ 3) สัดส่วนการปฏิเสธสินค้าจากสินค้าที่นำเข้าทั้งหมด

table 1

จะเห็นได้ว่ามีความหลากหลายของสาเหตุการปฏิเสธการนำเข้าสินค้าไทยในหมู่ตลาดดังกล่าว การปนเปื้อนของแบคทีเรียเป็นสาเหตุหลักในการปฏิเสธสินค้าไทยในตลาดอียู (ร้อยละ 26) ญี่ปุ่น (ร้อยละ 54) และสหรัฐฯ (ร้อยละ 13) ในขณะสินค้าที่โดนปฏิเสธโดยสาเหตุดังกล่าวในตลาดออสเตรเลียนั้นต่ำ (ร้อยละ 6)

สารฆ่าแมลงตกค้าง (Pesticide residues) และการตกค้างของยาปศุสัตว์ (Veterinary drug residues) เป็นเหตุผลหลักอีกข้อที่ตลาดยุโรปปฏิเสธสินค้าไทย (ร้อยละ 24) ในขณะที่ตลาดอเมริกาปฏิเสธสินค้าไทยโดยเหตุผลดังกล่าวเพียงร้อยละ 2 และตลาดออสเตรเลียเพียงร้อยละ 6

ในทางกลับกัน เหตุผลหลักของการปฏิเสธสินค้าในตลาดออสเตรเลีย(ร้อยละ 63) และอเมริกา (ร้อยละ 22) คือการติดฉลากที่ไม่ถูกต้อง ในขณะการปฏิเสธสินค้าเพราะเหตุผลดังกล่าวในตลาดอียู (ร้อยละ 0.1) และญี่ปุ่น (ร้อยละ 0) นั้นต่ำ

จากสัดส่วนการปฏิเสธสินค้านำเข้าทั้งหมดนั้น ไทยทำได้ดีในตลาดอเมริกา (ร้อยละ 2.7 ของสินค้าที่โดนปฏิเสธทั้งหมด) แต่ไม่ดีในตลาดญี่ปุ่น (ร้อยละ 8.6 ของสินค้าที่โดนปฏิเสธ)

ในตลาดอียูสินค้าไทยโดนปฏิเสธเพราะ สารฆ่าแมลงตกค้าง (ร้อยละ 21) คิดเป็นสัดส่วนที่สูงของสินค้าที่โดนปฏิเสธเพราะเหตุผลดังกล่าว ในตลาดออสเตรเลียก็เช่นกัน สินค้าไทยโดนปฏิเสธเพราะความสะอาด (ร้อยละ 21.5) การปนเปื้อนอื่นๆ (ร้อยละ 18.3) เป็นสัดส่วนที่สูงในตลาดญี่ปุ่น การปนเปื้อนของแบคทีเรีย คิดเป็นร้อยละ 21 ของสินค้าที่โดนปฏิเสธโดยเหตุผลดังกล่าว ส่วนตลาดสหรัฐสินค้าไทยที่โดนปฏิเสธคิดเป็นสัดส่วนที่ต่ำ

ตารางที่ 1.18 และ 1.19 แสดงให้เห็นถึงอัตราและอัตราสัมพัทธ์ของการโดนปฏิเสธสินค้ากสิกรรมของไทยในทั้งสี่ตลาด โดยแยกออกเป็นสินค้าสี่ประเภท และมีค่าเฉลี่ยของประเทศที่มีรายได้ปานกลาง (upper middle-income countries) ในตลาดดังกล่าว สำหรับเปรียบเทียบ

Table 2 Table 3

ข้อมูลจากตารางดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของผลการดำเนินการของไทยในแต่ละตลาด ในตลาดอียูและญี่ปุ่น สินค้าไทยมีอัตราที่ถูกปฏิเสธสูงกว่าค่าเฉลี่ย แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปฏิบัติตามมาตรฐานของตลาดดังกล่าวที่ต่ำ ในขณะที่สินค้าไทยมีอัตราที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยในตลาดออสเตรเลียและอเมริกา ความแตกต่างดังกล่าวสามารถสันนิฐานได้ว่าประเภทสินค้าที่ไทยส่งไปสู่ตลาดเหล่านี้มีความแตกต่าง อีกทั้งมาตรฐานความปลอดภัยของสินค้าอุปโภคบริโภคที่แตกต่างและความใส่ใจเป็นพิเศษในด้านที่แตกต่างกันไปของแต่ละตลาด เช่น ด้านสารฆ่าแมลงตกค้างในอียู และการปนเปื้อนของแบคทีเรียในญี่ปุ่น นอกจากนี้แล้วประเภทของสินค้าที่โดนตรวจสอบเป็นพิเศษก็แตกต่างกันเช่น สมุนไพรและเครื่องเทศในตลาดอเมริกา และถั่วและเมล็ดในตลาดออสเตรเลีย

สรุป

การวิเคราะห์ข้อมูลของสินค้าไทยที่โดนปฏิเสธแสดงให้เห็นถึงความท้าทายในการยกระดับมาตรฐานสินค้าการเกษตรไทยในด้านต่างๆ ความแตกต่างของอัตราการถูกปฏิเสธของสินค้าไทยในแต่ละตลาด แสดงให้เห็นว่าสินค้าเกษตรไทยมีปัญหามาตรฐานเพียงบางประเภท (commodity-specific) และเป็นปัญหาที่มีเฉพาะในแต่ละตลาด (market-specific) นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นถึงข้อกำหนดเฉพาะและการบังคับใช้ที่แตกต่างกันในแต่ละตลาดอีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น ปัญหาการควบคุมสารฆ่าแมลงตกค้างในอียู และปัญหาการติดฉลากให้ถูกต้องในตลาดอเมริกา

UNIDO จัดประชุม Vienna Food Safety Forum

องค์การยูนิโดร่วมกับหน่วยงาน China Food and Drug Administration (CFDA) ของประเทศจีนจัดงานประชุมด้านความปลอดภัยอาหาร ณ กรุงเวียนนา ในวันที่ 11 กันยายน 2015 ที่จะมาถึง

การประชุมดังกล่าวเป็นผลจากการ ดำเนินงานต่อเนื่องระหว่างสององค์การ หลังจากได้ร่วมกันลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MoU) ระหว่างการประชุมความปลอดภัยด้านอาหารนานาชาติ ณ กรุงปักกิ่งเมื่อต้นปีที่ผ่านมา การลงนามดังกล่าวแสดงถึงความตั้งใจของทั้งสององค์การที่จะร่วมมือกันส่งเสริมความปลอดภัยของอาหาร และการสร้างขีดความสามารถที่เกี่ยวข้องในด้านดังกล่าว

การประชุมครั้งนี้มุ่งชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ที่จะได้รับจากความปลอดภัยของอาหาร ในด้านความมีส่วนร่วม ความยั่งยืน และการพัฒนาอุตสาหกรรม จุดประสงค์ของการประชุมคือการนำเสนอแนวทางปฏิบัติที่เป็นเลิศในด้านการควบ คุมความปลอดภัยของอาหารจากทั่วโลก ผ่านกรณีศึกษาต่างๆ โดยจะมุ่งเน้นในด้านความจำเป็นของการมีส่วนร่วมของภาคอุตสาหกรรมในการสร้าง ขีดความสามารถในด้านความปลอดภัยของอาหาร นอกจากนี้ผู้จัดประชุมจะให้ความสำคัญต่อการเรียนรู้จากอดีต เพื่อนำไปหาแนวร่วมในการพัฒนาและยกระดับระบบการควบคุมดูและความปลอดภัยของ อาหารต่อไป

การประชุมดังกล่าวจะมีผู้เข้าร่วมจากภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลความปลอดภัยด้านอาหารและอุตสาหกรรมอาหาร คาดว่าผู้ที่เข้าร่วมประชุมจะสามารถตระหนักถึงความเชื่อมโยงระหว่างแนวทาง การพัฒนานโยบายระดับขาติ มีความเข้าใจต่อความสำคัญของกรอบกฎระเบียบและความท้าทายในการสร้างความ ปลอดภัยด้านอาหาร ผลที่ได้จากการเข้าร่วมจะช่วยให้ผู้เข้าร่วมประชุมสามารถเลือกใช้แนวทางปฏิบัติ ทิศทางการพัฒนา และสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในด้านความปลอดภัยของอาหารต่อไป

ความปลอดภัยของอาหารเป็นประเด็นที่มีความสำคัญสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในบริบทของการขยายตัวของห่วงโซ่อุปทานด้านอาหาร หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับด้านดังกล่าวในประเทศที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจได้ เริ่มตัดสินใจที่จะปรับปรุงกรอบข้อบังคับด้านความปลอดภัยของอาหาร และร่วมมือกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อรักษามาตรฐานความปลอดภัยของอาหารบน จานของประชาชน

ภาคอุตสาหกรรมมีบทบาทที่สำคัญในการรักษาระดับประสิทธิภาพและประสิทธิผลของระบบอุปทานและการจัดส่งอาหาร ในขณะที่กรอบและข้อบังคับต่างๆ ด้านความปลอดภัยของอาหารนั้นเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เพื่อที่สร้างข้อบังคับสำหรับผู้ผลิตและผู้จัดหาที่เข้มงวดมากขึ้น

ประเทศจีนได้แสดงความจำนงที่จะเพิ่มความปลอดภัยของอาหาร มีการบังคับใช้มาตรการต่างๆ เช่น China Food and Drug Administration (CFDA) การบังคับใช้กฎหมายด้านความปลอดภัยของอาหาร มาตรการเหล่านี้ล้วนช่วยเสริมสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือของผลิตภัณฑ์อาหารจีน

 

Source: UNIDO

เก็บตก EXPO Milano 2015

งาน World Exposition Milano 2015, Italy หรือเรียกสั้นๆ ว่า งาน Expo Milano 2015 เป็นงานแสดงที่รวบรวมเอาสุดยอดนวัตกรรมและเอกลักษณ์จากทั่วทุกมุมโลกมาจัดแสดงไว้ที่เดียว ภายใต้หัวข้อFeeding the Planet, Energy for Life ทีมเจ้าหน้าที่ของสำนักงานฯ ได้มีโอกาสไปร่วมและเยี่ยมชมซุ้มงานแสดงของไทย มาเลเซีย UAE คาซัคสถาน ญี่ปุ่น และสหราชอาณาจักร จึงได้เก็บบรรยากาศมาฝากผู้อ่าน

Thai Pavilion

อาคารแสดงประเทศไทยได้นำเสนอแนวคิด “Nourishing and Delighting the World” หรือการเลี้ยงดูโลกอย่างยั่งยืน มีการนำเสนอศักยภาพด้านเกษตรกรรมของไทย ผ่านการออกแบบสถาปัตยกรรมเชิงสัญลักษณ์จาก 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ งอบ พญานาค และฐานเจดีย์ อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของประเทศไทย และมีการแสดงและกิจกรรมต่างๆเพื่อสร้างความบันเทิงให้กับผู้เข้าชม

IMG_5121

พื้นที่การจัดงานของประเทศไทยแบ่งเป็นสามส่วนด้วยกัน ได้แก่ HALL A – สุวรรณภูมิ Golden Land HALL B – ครัวไทยสู่ครัวโลก – Kitchen to the World และ HALL C – กษัตริย์แห่งเกษตร King of Agriculture

โดย HALL A นำเสนอความอุดมสมบูรณ์ของประเทศไทย ผ่านเทคนิคโฮโลแกรม 3 มิติ ใน HALL B มีการใช้เทคนิคการฉายภาพบนพื้นผิวรอบทิศทาง ร่วมกับการแสดงเต้นของนักแสดง เล่าเรื่องทุกขั้นตอนของการเกษตรและอาหาร รวมทั้งศักยภาพในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับอาหารของประเทศไทยเช่น ความคิดสร้างสรรค์ และเทคโนโลยี และ Hall C นำเสนอพระราชกรณีด้านการเกษตรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวผ่านวีดิทัศน์

IMG_5126

Malaysian Pavilion

ประเทศมาเลเซียได้นำเสนอการแสดงในหัวข้อ “Towards a Sustainable Food Ecosystem” ซึ่งไฮไลท์กิจกรรมและมาตรการของมาเลเซียในด้านความยั่งยืน การเกษตรและการมีส่วนร่วม โดยเน้นในด้านความเชื่อมโยงระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมบนพื้นที่กว่า 2,047 ตารางเมตร ห้องแสดงมีรูปคล้ายกับเมล็ดพืชป่าเรียงต่อกัน ในส่วนแรกมีการแสดงวีดิทัศน์เกี่ยวกับประเทศมาเลเซีย ในส่วนที่สองและสามเป็นการจำลองป่าดงดิบ ที่มุ่งแสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของป่า ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของทรัพยากรทางเศรษฐกิจด้านต่างๆ และตอกย้ำความสำคัญในการรักษาและอนุรักษ์ป่าไม้ ส่วนในพื้นที่สุดท้ายมีการแสดงวัฒนธรรมต่างๆ และการสอนทำอาหารมาเลย์ โดยมีผู้ให้ความสนใจนั่งฟังและรับชมเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีบริเวณร้านอาหารที่ให้บริการเครื่องดื่มและอาหารพื้นบ้านของมาเลเซียอีกด้วย

IMG_20150620_114416625

UAE Pavilion

พื้นที่การแสดงของประเทศ UAE สร้างขึ้นโดยจำลองลักษณะของทะเลทราย โดยผู้เข้าชมจะได้เดินผ่านกำแพงทรายที่คล้ายช่องแคบในหุบเขา ระหว่างพื้นที่ก็มีการจัดแสดงเรื่องราวและความท้าทายของประเทศ UAE ในด้านอาหาร พลังงานและความยั่งยืน ประเด็นที่ UAE ยกมานำเสนอคือ “In the future, will it be possible to ensure sufficient, good, healthy sustainable food for all mankind?” ซึ่งสอดคล้องกับหัวข้อของ Expo 2015 ในส่วนที่สองมีการจัดแสดงวีดิทัศน์ที่เล่าเรื่องความสำคัญของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและความร่วมมือของมนุษยชาติผ่านตัวละครเด็กหญิงชื่อซาร่า ที่ย้อนอดีตกลับไปเสาะหาความสำคัญของต้นไม้และเมล็ดพันธุ์ และในส่วนสุดท้ายมีการจัดแสดงเพื่อโปรโมต Expo 2020 ที่จะจัดขึ้นที่กรุง Dubai ประเทศ UAE

IMG_20150620_140046900_HDR

Kazakhstan Pavilion

พื้นที่การจัดแสดงของคาซัคสถานนั้นมีความสร้างสรรค์เป็นอย่างมาก นำเสนอประเด็นด้านอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การใช้ทรัพยากรอย่างพอเพียง โดยผ่านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของประเทศบนพื้นที่การจัดแสดงประมาณ 2,396 ตารางเมตร ในส่วนแรกมีการนำเสนอวีดิทัศน์ร่วมกับการวาดรูปโดยใช้เงาทรายเล่าประวัติศาสตร์ของประเทศ ไปที่จุดเริ่มต้นของประเทศ หลังจากนั้นในส่วนที่สองมีวีดิทัศน์ 4 มิติที่ใช้ในการนำเสนอจุดต่างๆ ที่น่าสนใจของคาซัคสถานส่วนในพื้นที่สุดท้ายนั้นเป็นห้องที่นำเสนอแหล่งอาหารด้านต่างๆ ของประเทศทั้ง นมม้า แอปเปิ้ล Almaty และไข่ปลาคาร์เวียร์ที่เลื่องชื่อ และมีการโปรโมตงานแสดง “Astana Expo 2017” ภายใต้หัวข้อ “Future Energy” นอกจากนั้นยังมีพื้นที่ที่ให้บริการด้านอาหารและเครื่องดื่มที่เป็นเอกลักษณ์ของคาซัคสถานด้วย

IMG_20150620_151435797
Japan Pavilion

งานแสดงของประเทศญี่ปุ่นนั้นได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก แถวคิวที่ต่อรอเข้าชมนั้นว่ากันว่าใช้เวลาถึง 2 ชั่วโมง หัวข้อที่ญี่ปุ่นนำเสนอได้แก่ “Harmonious Diversity” ในพื้นที่แรกนั้นมีการนำเสนอถึงแนวคิดด้านอาหารของประเทศญี่ปุ่นที่เน้นการเคารพและให้เกียรติอาหาร ผ่านศิลปะทาง Digital ในส่วนที่สองนั้นเป็นการเล่าเรื่องความสำคัญของข้าวและผลิตผลการเกษตรต่างๆ โดยใช้เทคนิค Digital ร่วมกับต้นบัวจำลองที่สวยงาม มีการแสดงนิทรรศการด้านอาหารทีเริยบเรียงเอาอาหารประเภทต่างๆ ทั้งคาวและหวาน ข้าวนานาประเภทมาร่วมกัน ในส่วนสุดท้ายนั้นผู้จัดงานได้นำเสนอแนวคิดร้านอาหารในอนาคต ที่มีการ Interaction ระหว่างผู้คนในร้าน และการเลือกเมนูอาหารผ่านวัตถุดิบ รสนิยมด้านต่างๆ และฤดูที่ผู้รับประทานชอบ หลังจากเสร็จสิ้นการแสดงแนวคิดร้านอาหารในอนาคตแล้ว ก็มีร้านอาหารญี่ปุ่นหลากหลายรูปแบบมานำเสนอให้ผู้เข้าชมเลือกรับประทาน ซึ่งถือว่าเป็นแนวคิดที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก

IMG_20150620_183706753_HDR

พื้นที่การจัดแสดงของญี่ปุ่นนั้นมีถึง 4,170 ตารางเมตรซึ่งถือว่าใหญ่ที่สุดในงานเลยก็ว่าได้ ใช้สถาปัตยกรรมที่น่าสนใจและสื่อถึงความหมายที่ลึกซึ้ง โดยได้นำเอาไม้ที่ recycle มาจากตึกและสิ่งก่อสร้างในเมือง Fukushima มาแสดง นอกจากนี้ยังมีการใช้แอปริเคชั่นร่วมกับ Smartphone เพื่อให้การแสดงข้อมูลต่างๆมีความน่าสนใจ แสดงให้เห็นถึงความพยายามของญึ่ปุ่นที่จะผลักดันแนวคิดและวัฒนธรรมการรับประทานอาหารของตน ผ่านงานแสดงครั้งนี้เพื่อให้ได้รับการจดทะเบียนโดย UNESCO เป็นวัฒนธรรมการรับประทานอาหารที่มีเอกลักษณ์

IMG_20150620_174953913_HDR

UK Pavilion

ประเทศสหราชอาณาจักร (UK) ใช้ ผึ้ง เป็นสื่อในการเล่าเรื่องราว ในการสร้างความตระหนักถึงความท้าทายด้านอาหารที่จะมาถึงในอนาคต เมื่อเดินเข้าพื้นที่แสดงงานจะผ่านบริเวณสวนและทุ่งหญ้าที่ยกระดับสูงที่จำลองให้ผู้เข้าชมมองเห็นโลกจากมุมมองของผึ้ง และที่เป็นไฮไลท์ของงานแสดงนี้คือรังผึ้งจำลองขนาดใหญ่ที่สูงถึง 17 เมตร สร้างจากโลหะอะลูมิเนียมกว่า 180,000 ชิ้น และหนักกว่า 30 ตัน มีการจำลองเสียงและความสั่นสะเทือนและสัญญาณไฟที่แสดงให้เห็นถึงการเคลื่อนไหวเข้าออกรังจากรังผึ้งจริงที่ตั้งอยู่ที่เมืองน๊อตติ้งแฮม สหราชอาณาจักรอีกด้วย ซึ่งเป็นการแสดงนวัตกรรมที่ทีมวิจัยในสหราชอาณาจักรได้พัฒนาขึ้นเพื่อใช้ติดตามและดูแลพฤติกรรมของผึ้งอย่างใกล้ชิด โดยมีจุดประสงค์ที่จะเพิ่มอัตราความอยู่รอดและประสิทธิภาพในการผสมเกสรของผึ้งในอนาคต

IMG_5126

สิ่งที่ผู้จัดพยายามจะสื่อผ่านงานแสดงคือความสำคัญของผึ้งในห่วงโซ่อาหาร ผึ้งเป็นสื่อผสมเกสรให้พืชเกษตรที่เป็นอาหารหลักของประชากรโลกกว่า 70 สายพันธุ์ แต่ในปัจจุบันการใช้สารเคมีและยาฆ่าแมลงส่งผลกระทบต่อผึ้งในด้านต่างๆ อย่างรุนแรง นอกจากนี้ผึ้งยังเป็นสัตว์ที่ต้องทำงานเป็นทีม ต้องพึ่งพาอาศัยและแลกเปลี่ยนข้อมูลต่างๆ เพื่อความอยู่รอด เปรียบเหมือนมนุษย์ชาติที่จะต้องร่วมมือกันเพื่อก้าวข้ามผ่านความท้าท้ายด้านสิ่งแวดล้อมและด้านอาหารที่จะมาถึงในอนาคต เมื่อประชากรของโลกเพิ่มขึ้นถึง 9 พันล้านคนในปี ค.ศ. 2050 (ปัจจุบันประชากรโลกมีทั้งหมดประมาณ 7 พันล้านคน)

สหภาพยุโรปเพิ่มมาตรการป้องกันการติดเชื้อ Xylella Fastidiosa ในพืช

ตัวแทนผู้เชี่ยวชาญของประเทศสมาชิกในคณะกรรมการ PAFF (Plant, Animal, Food and Feed) ได้ทำการรับรองมาตรการเสริมเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของ Xylella Fastidiosa ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่มีอันตรายต่อต้นมะกอกและพืชประเภทองุ่นและส้ม

มาตรการใหม่นี้บังคับให้ประเทศสมาชิกต้องทำการแจ้งเมื่อมีการระบาดเกิดขึ้น ดำเนินการสำรวจอย่างเป็นทางการ และทำการกักกันพื้นที่ติดเชื้อทันที รวมทั้งมาตรการการจำกัดพืชที่ติดเชื้อ และพืชที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง (รัศมี 100 เมตร) โดยไม่คำนึงถึงสภาพของพืช

การนำเข้าและการเคลื่อนย้ายพืชที่มีความเสี่ยงจากประเทศที่สามเข้าสู่สหภาพยุโรปจะต้องมีเงื่อนไขที่เข้มงวด ในปัจจุบันมีการห้ามนำเข้ากาแฟจากประเทศ Honduras และ Costa Rica เพราะสินค้ากาแฟจากสองประเทศนี้มีความเสี่ยงที่สูง

การระบาดของ Xylella Fastidiosa ในสหภาพยุโรปเกิดขึ้นในครั้งแรกในประเทศอิตาลี เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม ค.ศ. 2013 และได้แพร่ระบาดไปทั่วทั้งพื้นที่ทางใต้ของอิตาลี สหภาพยุโรปได้ดำเนินมาตรการเร่งด่วนเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดครั้งแรกในเดือนกุมภาพันธ์ 2014 และเดือนกรกฎาคม 2014

การขาดการรักษาที่มีประสิทธิภาพ และความหลากหลายของสายพันธุ์พืชที่ได้รับผลกระทบจากการติดเชื้อ อีกทั้งความเป็นไปได้ที่สูงในการแพร่กระจายของโรคดังกล่าวในพื้นที่สหภาพยุโรป ทำให้การระบาดของแบคทีเรียดังกล่าวเป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรงต่อภาพเกษตรกรรมของสหภาพยุโรป

มาตรการป้องการการติดเชื้อที่สหภาพยุโรปทำการบังคับใช้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการทดลองวิทยาศาสตร์ ที่ได้รับการตีพิมพ์เมื่อเดือนมกราคม ค.ศ. 2015 และผลการตรวจสอบของคณะกรรมการกำกับด้านอาหารและสัตวแพทย์ในปีค.ศ. 2014