เรื่องทั้งหมดโดย Peraphan

เรียนรู้ที่จะอยู่กับ AI บทสรุปจากการประชุมสุดยอด Digital Tallinn

เอสโตเนียเป็นหนึ่งในสหภาพยุโรปที่เป็นผู้นำในด้านกลยุทธ์ดิจิทัล รัฐบาลเอสโตเนียได้จัดทำโครงการด้าน machine learning มากกว่า 20 รายการภายในภาครัฐ มีการจัดทำสิทธิด้านข้อมูลของประชาชนอย่างชัดเจน และการพัฒนาด้านต่าง ๆ จนเป็นประเทศที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นสังคมดิจิทัลที่ก้าวหน้าที่สุดในโลก ล่าสุดมีการจัดงานประชุมสุดยอดประจำปีด้านการพัฒนาดิจิตอลเป็นครั้งที่ในระหว่างวันที่ 16-17 กันยายนที่ผ่านมา

การประชุมสุดยอด Digital Tallinn มีผู้เเชี่ยวชาญเข้าร่วมกว่า 200 คนจาก 23 ประเทศ จากบริษัทและกิจการด้านดิจิทัล รวมทั้งผู้นำระดับสูงจากรัฐบาล ภาคเอกชน และนักวิทยาศาสตร์ เพื่อร่วมหารือในด้านการดำเนินการ การใช้งาน และการประยุกต์ โดยมีหัวข้อหลักในชื่อ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อคุณค่าสาธารณ การประชุมสุดยอดดังกล่าวเป็นการหารือการใช้ปัญญาประดิษฐ์โดยภาครัฐ ในเมืองอัจฉริยะ และภาคสาธารณะสุข รวมทั้งผลกระทบในด้านแง่มุมทางกฎหมาย สังคมและจริยธรรมในการใช้เทคโนโลยีดังกล่าว

นาย Jüri Ratas นายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐเอสโตเนียกล่าวในการเปิดงานว่า “AI เป็นเทคโนโลยีที่มาถึงแล้ว และเราจะต้องเรียนรู้ที่จะใช้เทคโนโลยีดังกล่าวเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเราให้ดีขึ้น”

ตามคำจำกัดความที่ใช้ในสหภาพยุโรปแล้ว ปัญญาประดิษฐ์หรือ Artificial Intelligence คือ ระบบที่แสดงพฤติกรรมที่ชาญฉลาด สามารถทำการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมโดยรอบ และทำการตัดสินใจด้วยตนเองในระดับหนึ่ง เพื่อบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้” ซึ่งในเบื้องต้น AI ถูกออกแบบมาเพื่อปฏิบัติตามกฎของมนุษย์ผู้ออกแบบ ส่วนมนุษย์นั้นถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทำลายหรือเขียนกฎใหม่ ดร. Ralph-Martin Soe กล่าวในการอภิปรายเกี่ยวกับวิธีการอยู่ร่วมกับ AI ดร. Soe เป็นผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการ Smart City CoE และนักวิจัยอาวุโสของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีทาลลินน์  ในด้านผลกระทบทางสังคมและการเมืองของ AI

นั้น ระหว่างการอภิปรายร่วมกันโดยนาย Ben Cerveny ประธานมูลนิธิ Public Code และผู้ทำหน้าที่ดำเนินรายการ นายศาสตราจารย์ Stephen Hsu, รองประธานอาวุโสฝ่ายวิจัยและนวัตกรรมของมหาวิทยาลัย Michigan State University และ นาย Nanjira Sambulini ผู้จัดการนโยบายอาวุโส ของมูลนิธิ World Wide Web Foundation ได้ร่วมเสวนาในหัวข้อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโยลีและสิ่งที่เรากำจัดความว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐาน

“ปัจจุบันเทคโนโลยีถูกนำไปใช้อย่างกว้างขวางในสังคม และมันกำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐาน” นาย Ben Cerveny ได้กล่าวต่อที่ประชุม นาย Najira Sambulini แสดงความคิดเห็นว่า “ปัจจุบันมีช่องว่างระหว่างความเข้าใจในสภาวะของโลกที่เป็นอยู่ ระหว่างเทคโนโลยี ในสังคมและการเมือง และการรวมเอาทั้งสามส่วนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน… โดยทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการวางกรอบสำหรับเทคโนโลยีที่เรากำลังสร้างในวันนี้ ” ส่วนศาสตราจารย์  Hsu กล่าวเกี่ยวกับ AI ว่า “เราคุ้นเคยกับเทคโนโลยีดังกล่าวและการพึ่งพาสิ่งเหล่านี้ โดยไม่สามารถเข้าใจเทคโนโลยีดังกล่าวด้วยซ้ำ ดังนั้นการคิดว่าเทคโนโลยีเหล่านี้สามารถที่จะได้รับการอธิบายได้นั้นเป็นความเชื่อที่งมงาย

ในระหว่างการเสวนา นาย Michel van der Bel ประธาน Microsoft ของ ยุโรป ตะวันออกกลางและอเมริกาได้กล่าวว่า การใช้ AI ในปัจจุบันนั้นได้แสดงมุมมองให้เห็นว่าเทคโนโลยีดังกล่าวสามารถเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจในอนาคตได้อย่างไรโดยเฉพาะในยุโรป จากการวิจัยของ Microsoft แสดงให้เห็นว่าภาคการจ้างงานวิศวกรรมซอฟต์แวร์นั้นมีการเติบโตในภาคส่วนที่ไม่ใช้เทคโนโลยี เร็วกว่าภาคส่วนที่เทคโนโลยีถึง 11% และอุตสาหกรรมยานยนต์ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมสำคัญในยุโรปกำลังจ้างวิศวกรซอฟต์แวร์ในอัตราส่วนที่มากกว่าวิศวกรเครื่องกลถึงสามเท่าตัว แนวโน้มนี้ตอบสนองต่อความจริงที่ว่าทุก บริษัท ต้องการที่จะสร้างความสามารถของตัวเอง ในที่สุดทุก บริษัท จะกลายเป็น บริษัทด้านเทคโนโลยี นาย Michel ยังได้ย้ำอีกว่า ในปัจจุบันมีการใช้ AI เพื่อปรับปรุงกระบวนการทำงาน เพิ่มประสิทธิภาพให้ work flows และสร้างยกระดับผลงานและผลที่ได้ของภาคธุรกิจแล้ว

Machine learning การเรียนรู้ natural learning processing (NLP) และ chatbots จะนำมาซึ่งประสิทธิภาพและความเร็วรวมถึงการพัฒนารูปแบบธุรกิจ AI จะทำให้ธุรกิจต่าง ๆ มีการแข่งขันมากขึ้น ตัวอย่างเช่น ในธุรกิจประกันภัยในปัจุบันมีการใช้ Machine learning NLP และ chatbots แล้ว AI เหล่านี้ คิดราคาค่าประกันและการจ่ายเงินเบี้ยประกันที่รวดเร็วมาก โดยใช้เวลาภายในเวลาไม่กี่นาที การดำเนินการดังกล่าวพิสูจน์ว่า AI มีประสิทธิภาพ และเป็นการแสดงการรวมกันระหว่างของเทคโนโลยีและรูปแบบธุรกิจในรูปแบบใหม่ บริษัทขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพดังกล่าวจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น และจากการศึกษาแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการเติบโตทางธุรกิจกว่า 2.7 ล้านล้านภายในปีค.ศ. 2030 คิดเป็น 20% ของผลผลิตทางเศรษฐกิจของยุโรป

อีกหนึ่งหัวข้อที่น่าสนใจคือ การใช้ AI เพื่อช่วยบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ ซึ่งในปัจจุบันมีการวิจัยและการริเริ่มเกี่ยวกับ AI และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) แล้ว สถานะความเชื่อมต่อระหว่าง AI และ SDGs นั้นได้รับวิเคราะห์ในสองส่วนหลักคือด้านอาหารและการเกษตร และการสาธารณะสุข โดยทำความเข้าใจว่า AI ถูกนำไปใช้เพื่อจัดการกับ SDGs อย่างไรรวมถึงความท้าทายและโอกาสในการดำเนินการดังกล่าวอย่างไร

ในด้านการทำความเข้าใจ AI นั้นที่ประชุมเห็นว่าต้องเริ่มด้วยการศึกษา โดยมีนาง Maria Rautavirta จากกระทรวงคมนาคมและการสื่อสารของฟินแลนด์ แสดงความเห็นว่าการมีส่วนร่วมของประชาชนในฟินแลนด์นั้นเริ่มต้นจากความเข้าใจ  ฟินแลนด์เป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องคุณภาพของระบบการศึกษาฟรี เพื่อช่วยให้ผู้คนเข้าใจ AI ลึกซื้งขึ้น โดยจัดทำเป็นหลักสูตรออนไลน์สาธารณะของมหาวิทยาลัยเฮลซิงกิ ภายได้หัวข้อ The Elements of AI โดยมีเป้าหมายที่จะลดความงมงายและข่าวลือต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ AI มีชาวฟินแลนด์กว่า 200,000 คน เข้าเรียนหลักสูตร AI แล้ว หลักสูตรนี้แพร่กระจายไปทั่วโลกด้วยผู้สำเร็จการศึกษาจากกว่า 110 ประเทศโดยมีผู้เข้าร่วม 40% เป็นผู้หญิง หลักสูตรดังกล่าวส่งเสริมให้ผู้คนเรียนรู้ว่า AI คืออะไร และมันสามารถทำ (และไม่สามารถทำอะไรได้บ้าง) วิธีเริ่มสร้าง AI และข้อมูลต่าง ๆ ทั้งด้านทฤษฎีและปฏิบัติ

นาง Maria กล่าวสรุปต่อที่ประชุมว่า ด้วยการเพิ่มขีดความสามารถของผู้คนให้มีความเข้าใจเกี่ยวกับ AI ความกลัวในสิ่งที่ไม่รู้จะหายไป การเรียนรู้และการทำความเข้าใจ AI เป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องทำเพื่อเรียนรู้ที่จะอยู่กับ AI

https://interestingengineering.com/living-with-artificial-intelligence

การใช้ AI ลดระดับของเสียในกระบวนการผลิต

การปฎิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4. หรือ Industry 4.0 นั้นเริ่มเปลี่ยนแปลงภาคธุรกิจแล้ว การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมาถึงเร็วกว่าการปฎิวัติอุตสาหกรรมครั้งก่อน ๆ (พลังงานไอน้ำ ไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์) ในส่วนของการจัดการของเสียภาคอุตสาหกรรมก็มีการคาดการว่า Industry 4.0 จะนำไปสู่การลดปริมาณของเสียอย่างมีนัยสำคัญ ผ่านการใช้ระบบวิเคราะห์ Predictive analytics

แม้ว่าจะมีบริษัทและโรงงานจำนวนมากที่ลังเลต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบดำเนินการของตน เข้าสู่ Industry 4.0 บริษัทแต่ผลที่คาดว่าจะได้รับจากการพัฒนาเข้าสู่ Smart Ecosystem นั้นมีมูลค่าที่สูงมาก บริษัทที่ปรึกษา PWC ได้ทำการศึกษา และรายงานผ่าน Global Industry 4.0 Survey ว่าการดำเนินการดังกล่าวสามารถที่จะลดมูลค่าการดำเนินการของภาคอุตสาหกรรมได้ถึงร้อยละ 3.6 เป็นมูลค่ารวมถึง 421 พันล้านเหรียญสหรัฐ เลยทีเดียว บริษัท General Electric ได้ประเมินว่าการพัฒนาภาคการผลิตของตนเพียงร้อยละ 1 สามารถเพิ่มผลผลิตมวลรวมระดับโลกได้ถึง 10 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

ในปัจจุบันร้อยละ 40 ของของเสียอุตสาหกรรมถูกกำจัดโดยการฝังกลบ ซึ่งเป็นวิธีที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเป็นการสูญเปล่าของผู้ผลิต เพราะของเสียเหล่านี้ แท้จริงแล้วเป็นวัตถุดิบที่สามารถนำไปใช้อีกครั้ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการผลิตให้สูงขึ้น แต่ด้วยเทคโนโลยีที่จำกัดในปัจจุบัน ผู้ผลิตไม่สามารถคาดเดาปริมาณของเสียได้อย่างแม่นยำ ทำให้การจัดการระบบการผลิตไม่สามารถได้ทำการพัฒนาให้ดีขึ้นได้

ความสามารถคาดเดาปริมาณของเสียจากกระบวนการผลิตอย่างแม่นยำ เป็นจุดเริ่มต้นของการจัดการและเพิ่มประสิทธิภาพของภาคการผลิตให้สูงขึ้น ตามแนวคิด Reduce waste and increase margins ที่แพร่หลายในปัจจุบัน Lean manufacturing เป็นเทคนิคการจัดการหนึ่งที่มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเช่นกัน โดยมุ่งเพิ่มคุณภาพของกระบวนการผลิต และลดการดำเนินการซ้ำ เทคนิคและการดำเนินการเหล่านี้สามารถนำเอาระบบ Industrial AI หรือปัญญาประดิษฐ์ มาประยุกต์ใช้ได้

การนำเอา AI มาใช้เพื่อคาดเดาปริมาณของเสียสามารถทำได้โดย ระบุขอบเขตของระบบการผลิตที่ AI ต้องโฟกัสในการ optimization และมีการตั้งตัวแปรรวมทั้งเป้าหมายในการ optimization ให้ชัดเจน รวมทั้งมีการวิเคราะห์ performance metrics ของระบบ ผ่านการจำลองขั้นตอนการผลิตโดยใช้ Digital Twin หรือการจำลองระบบการผลิตโดยใช้คอมพิวเตอร์ การวิเคราะห์โดย AI ผ่าน Machine Learning algorithm จะสามารถชี้ให้เห็นถึงข้อแตกต่างระหว่างกระบวนการผลิตจริง และระบบจำลอง ความแตกต่างดังกล่าวจะเป็นตัวระบุจุดที่มีความเป็นไปได้ในการยกระดับการพัฒนาได้

แม้การยกตัวอย่างด้านบนเป็นแนวคิดระดับเบื้องต้น แต่ก็ชี้ให้เห็นศักยภาพของ AI ในการลดปริมาณของเสียในกระบวนการผลิตได้ ปัจจุบันบริษัทนานาชาติ อาทิ Nestle, Procter & Gamble, Allnex ได้เริ่มใช้มาตรการ predictive waste systems เพื่อยกระดับความ resilience และประสิทธิภาพของภาคการผลิตตนแล้ว เพราะของเสียจากภาคการผลิตคือความเสียโอกาสด้านผลกำไร ซึ่งหากลดได้ก็จะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันได้อย่างแน่นอน

https://dzone.com/articles/bettered-industry-40-achieving-lean-manufacturing?utm_medium=feed&utm_source=feedpress.me&utm_campaign=Feed:%20dzone

UNIDO ร่วมถกบทบาทของภาคเอกชนกับ UN Global Compact

กรุงนิวยอร์ก, 23 กันยายน 2562 – นาย หลี่หยง ผู้อำนวยการองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO) เข้าร่วมการประชุมภาคเอกชนระดับสูง (high-level Private Sector Forum) จัดโดย UN Global Compact ร่วมกับพันธมิตรจากหลายองค์กรรวมทั้ง UNIDO

การประชุมดังกล่าวมีนาย António Guterres เลขาธิการสหประชาชาติเป็นเจ้าภาพ ในปีนี้การประชุมภาคเอกชนมีหัวข้อ ‘Commitments for a 1.5°C Degree Future – Making Ambition Loops Work’ เกี่ยวกับการดำเนินการขับเคลื่อนตามสนธิสัญญาปารีส การประชุมดังกล่าวมุ่งอภิปลายโอกาสของภาคธุรกิจในการสร้างพันธะสัญญา ที่จะมีส่วนร่วมในวาระการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั่วโลก เพื่อนำไปสู่การดำเนินการและการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีการร่วมวิเคราะห์ความคืบหน้าและเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน

UNIDO เป็นหนึ่งในผู้ร่วมลงนามในแคมเปญ  “Business Ambition for 1.5 °C- Our Only Future” ที่เป็นการรณรงค์เรียกร้องให้ภาคธุรกิจตั้งเป้าหมายการดำเนินการ ตามผลวิเคราห์ทางวิทยาศาสตร์ โดยทำการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกให้ไม่เกิน 1.5 ° C ก่อนระดับ pre-industrial เพื่อจำกัดผลกระทบที่เลวร้ายที่สุดของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ UNIDO มุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกับภาคเอกชน เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมมีทรัพยากรและพลังงานที่มีประสิทธิภาพและนำไปสู่ความยั่งยืน

การจัดงานครั้งนี้ มีการจัด elevator pitch โดยผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ 3 รายในหัวข้อการแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศซึ่งสอดคล้องกับข้อตกลงปารีสและเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน รวมทั้งการลงคะแนนเลือกแนวทางการดำเนินการแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งมีการประชุมภาคเอกชน หรือ Private Sector Forum ระหว่างงานเลี้ยงอาหารกลางวัน ซึ่งมีตัวแทนจากภาคส่วนต่าง ๆ ในระดับผู้บริหาร ในระหว่างการประชุม Climate Action Summit ของเลขาธิการสหประชาชาติ การประชุมดังกล่าวมีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 350 คนจากภาคส่วนที่หลากหลาย ในระดับ CEOs ประมุขประเทศ ตัวแทนรัฐบาลต่าง ๆ หัวหน้าหน่วยงานสหประชาชาติ สถาบันกองทุนเงินและแผนงาน องค์กรภาคประชาสังคม สมาคมธุรกิจ และมูลนิธิผู้ประกอบการรุ่นเยาว์และหัวหน้ากลุ่มนักลงทุน

https://www.unido.org/news/unido-director-general-attended-high-level-private-sector-forum-organized-un-global-compact

UNIDO จัดประชุม Future of Industrial Work

กรุงเวียนนา เมื่อวันที่ 19-20 กันยายน 2562 ที่ผ่านมา องค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO) ได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการในระดับนานาชาติ ร่วมกับมหาวิทยาลัยแห่งสหประชาชาติ (UNU-MERIT) และเครือข่ายการวิจัยความไม่เท่าเทียมกันระดับโลก หรือ Global Inequality Dynamics Research Network (GPiD) ภายใต้หัวข้อ “The Future of Industrial Work: New pathways and policies of structural transformation?” ณ กรุงเวียนนา

หัวข้อหลักของการประชุมดังกล่าวคือ ผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรม แรงงาน และการพัฒนาอุตสาหกรรม จากระบบอัตโนมัติและโลกาภิวัตน์ รวมทั้งการลดถอยการพัฒนา (premature de-industrialization) และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง โดยมีนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ฮาร์วาร์ด และโจฮันเนสเบิร์ก รวมทั้งตัวแทนจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ สถาบันพัฒนาต่างประเทศ และองค์การการค้าโลกและอื่น ๆ อีกมากมาย

“ การวิจัยและค้นความเป็นส่วนประกอบหลักของการดำเนินการตามวาระการพัฒนา 2030 Agenda ผ่านเป้าหมาย SDG 17 เป้าหมายและกลไกต่าง ๆ อาทิ รายงานการพัฒนาอย่างยั่งยืนระดับโลก (Global Sustainable Development Report) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เชื่อมต่อระหว่างหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และการวางนโยบายเพื่อนำไปสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ในวาระปัจจุบันของการดำเนินการการพัฒนาที่ยั่งยืน 2030 Agenda การประสานงานร่วมกับภาคส่วนการวิจัยมีความสำคัญเป็นอย่างมาก รองผู้อำนวยการทั่วไปของ UNIDO นาย ฮิโรชิ คุนิโยะชิกล่าวต่อที่ประชุม และย้ำถึง ความสำคัญของฐานความรู้ในการพัฒนานโยบายที่เหมาะสมสำหรับการพัฒนาในระดับนานาชาติ

นักวิจัยกว่า 30 คนจากทั่วโลกที่เข้าประชุม ได้อภิปรายคำถามที่เร่งด่วนที่สุดของการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สี่เช่นผลกระทบของเทคโนโลยีใหม่และ ‘อุตสาหกรรม 4.0’ ในการสร้างความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบในด้าน อุตสาหกรรม สังคม การมีส่วนร่วม และเศรษฐกิจ ในบริบทของประเทศกำลังพัฒนา และหาแนวทางการดำเนินการที่จะมีศักยภาพมากขึ้นในอนาคต โดยพิจารณานำเอานโยบายสาธารณะ (public policy) ในรูปแบบต่าง ๆ มาการดำเนินการ

ที่ผ่านมา UNIDO มีสัมพันธ์ที่ดีและมีกิจกรรมความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง UNU-MERIT และสถาบัน  Institute for Manufacturing และสภา Academic Council of the United Nations System และสถาบันInternational Institute for Applied Systems Analysis (IIASA) ความสัมพันธ์เหล่านี้เป็นพื้นฐานความร่วมมือต่าง ๆ ระหว่าง UNIDO กับสถาบันการวิจัยเหล่านี้ ในปลายปี 2562 นี้จะมีการเผยแพร่รายงานในด้านดังกล่าวที่ประกอบด้วยรายละเอียดของการดำเนินการในด้านดังกล่าว การสัมภาษณ์สื่อ และบทสรุปนโยบายต่าง ๆ

https://www.unido.org/news/interdisciplinary-workshop-joined-international-network-academics-explores-future-industrial-work

UNIDO- บังคลาเทศจัดกิจกรรมส่งเสริมอุตสาหกรรม 4.0

ธากา 4 สิงหาคม 2562 – องค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO) และโครงการ Access to Information Programme (a2i) ภายใต้สำนักงานนายกรัฐมนตรีบังกลาเทศ เป็นเจ้าภาพการประชุมระดับชาติด้านอุตสาหกรรม 4.0 และอนาคตแรงงานของบังกลาเทศ

นาง René Van Berkel ผู้แทนระดับภูมิภาคของ UNIDO กล่าวต่อที่ประชุมว่า Industry ‘Industry 4.0 เป็นโอกาสการทำงานร่วมกันของเทคโนโลยีดิจิตอลเช่น blockchain, virtual reality และปัญญาประดิษฐ์  ด้วยเทคโนโลยีการผลิตระดับแนวหน้าเช่นการพิมพ์ 3 มิติและนาโนเทคโนโลยี Industry 4.0 สามารถผลิตผลิตภัณฑ์ในรูปแบบที่กำหนดได้ ภายใต้ต้นทุนระดับเดียวกับผลิตภัณฑ์อื่น ๆ

ในระหว่างการประชุม  นาย Nurul Majod Humayun รัฐมนตรีต่างประเทศของอินเดียได้เปิดตัวรายงานล่าสุดของ a2i  ในชื่อ  ‘Future Skills: Finding Emerging Occupations to Tackle the Challenges of Automation in Bangladesh’  ซึ่งมุ่งเน้นไปที่ภาคส่วนอุตสาหกรรมที่จะประสบกับการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยะสำคัญ อาทิ การผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปและสิ่งทอ เฟอร์นิเจอร์  เกษตรแปรรูป หนังและรองเท้า และการท่องเที่ยวและการให้บริการ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจจะทำให้บริษัทขนาดเล็กเสียเปรียบ โดยคาดว่าจะมีการสูญเสียงานในภาคส่วนดังกล่าวระหว่างร้อยละ 20 และ 60 ภายในปีค.ศ. 2041 และอาจรวมมีจำนวนถึง 5.5 ล้านตำแหน่ง

เจ้าหน้าที่ประสานงานหลักของ SDG Affairs Md. Abul Kalam Azad กล่าวว่า เราควรยอมรับระบบอัตโนมัติที่มีส่วนเร่งการเติบโตของแต่ในขณะเดียวกันแรงงานจะต้องได้รับการฝึกฝนเพื่อสามารถได้ประโยชน์จากการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่กำลังใกล้เข้ามา

การอภิปรายในหัวข้อความเร่งด่วนเพื่อการ reskilling และ upskilling ของแรงงาน และความต้องการทักษะ Soft skills ในการจัดการกับความท้าทายสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก นาย Van Berkel ได้เน้นย้ำว่าพวกเขาสามารถได้รับประโยชน์จากการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานและการจัดการแบบ lean management โดยร่วมมือกับสถาบันเทคนิคและผู้ให้บริการด้านทักษะ สิ่งนี้สามารถอำนวยความสะดวกผ่านศูนย์สาธิตเพราะมันจะแสดงถึงแนวทางการดำเนินการเทคโนโลยีดิจิตอลที่สำคัญเหล่านี้

“ UNIDO ยินดีที่จะร่วมมือกับพันธมิตรระดับชาติเพื่อช่วยในการเปลี่ยนแปลงไปสู่ Industy 4.0 จากประสบการณ์ก่อนหน้านี้” ผู้แทน UNIDO  ประจำประเทศบังคลาเทศ นายซากิ อุซซามานกล่าวว่าองค์การ UNIDO ได้เริ่มต้นกระบวนการนี้ในช่วงที่ผ่านมาแล้ว และได้ร่วมทบทวนโครงการของประเทศบังคลาเทศเพื่อพร้อมรับการปรับเปลี่ยนตามลำดับความสำคัญของรัฐบาลใหม่ที่จะมาถึง

แนวทางร่วมพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลและอุตสาหกรรม 4.0

ลอนดอน, 24 กรกฎาคม 2019 – องค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO) เข้าร่วมในการประชุมของ Commonwealth Telecommunications Organization (CTO) เพื่อหารือแนวทางที่องค์กรระหว่างประเทศจะสามารถส่งเสริมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ICT และเทคโนโลยีใหม่เพื่อสร้างความตระหนักถึงเศรษฐกิจดิจิทัล

นาย Bernardo Calzadilla-Sarmiento ผู้อำนวยการแผนกการค้าการลงทุนและนวัตกรรมของ UNIDO ได้เน้นบทบาทและหน้าที่ของ UNIDO ในการใช้ประโยชน์จากศักยภาพของอุตสาหกรรม 4.0 เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG) ผ่านความร่วมมือทางเทคนิคเพื่อการพัฒนาบรรทัดฐานและมาตรฐานใหม่ และการรวบรวมประสบการณ์และองค์ความรู้ของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเพื่อแบ่งปันแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดคือแนวทางในการผลักดันที่ดี

“ อุตสาหกรรม 4.0 กำลังนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญ และรัฐบาลจะต้องดำเนินการตามแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดเพื่อรับมือกับความท้าทายที่สำคัญเหล่านี้”

การประชุมดังกล่าวมีองค์กรระหว่างประเทศมากกว่า 12 องค์กรเข้าร่วม รวมถึงสหภาพแอฟริกา, อาเซียน, OECD และ World Economic Forum ซึ่งทุกคนเห็นพ้องว่าความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเป็นกุญแจสำคัญในการลดการแบ่งแยกดิจิตอล หรือ Digital divide ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐานและเชิงเทคนิค (อาทิความสามารถในการสร้างและการใช้นวัตกรรมใน ICT)

องค์การ International Telecommunication Union เน้นย้ำความจำเป็นที่จะต้องสนับสนุนการพัฒนาและความกลมกลืนของมาตรฐานสากลซึ่งสำรวจความพร้อมขององค์กรสำหรับอุตสาหกรรม 4.0

https://www.unido.org/news/creating-common-approach-digital-economy-and-industry-40

UNIDO-NEC ร่วมพัฒนาระบบ ICT เพื่ออุตสาหกรรมยั่งยืน

โยโกฮามา, ญี่ปุ่น, 27 สิงหาคม 2562 – ระหว่างการประชุมเพื่อการพัฒนาแอฟริกา ครั้งที่เจ็ด (TICAD7) องค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO) และ บริษัทNEC Corporation (NEC) ได้ตกลงภายใต้กรอบความร่วมมือระดับนานาชาติโลก เพื่อพัฒนาข้อมูลและโซลูชั่นเทคโนโลยีการสื่อสาร (ICT) สำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ครอบคลุมและยั่งยืน (ISID) โดยมี นายฮิโรชิ คุนิโยะชิ รองผู้จัดการทั่วไปของ UNIDO และรองประธานบริหาร NEC นายโทชิยะ มัทสุกิ ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่จะส่งเสริมและกระชับความร่วมมือในการใช้ประโยชน์จากสารสนเทศ ICT สำหรับ ISID ตาม MOU ดังกล่าว องค์กร UNIDO และ NEC จะร่วมกันสร้างโครงการเพื่อใช้ ICT ในการพัฒนาอุตสาหกรรมการจัดหาเงินทุนและโครงการพัฒนาระดับนานาชาติ

นางสาวอายะ โยชิดะผู้อำนวยการกอง Global Issues Cooperation สำนักงานความร่วมมือระหว่างประเทศกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นกล่าว “ รัฐบาลญี่ปุ่นมีความยินดีต่อการลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่าง UNIDO และ NEC ในโอกาสสำคัญของการประชุม TICAD7 และหวังว่าโครงการในอนาคตเกี่ยวข้องกับ MOU นี้จะช่วยให้ส่งผลให้เป้าหมาย SDGs บรรลุผล รวมทั้งเป็นก้าวสำคัญในการทำงานร่วมกันและความร่วมมือระหว่างอัฟริกาและญี่ปุ่น”

นายทาคาชิ คอนโนะ ผู้อำนวยการกองความร่วมมือทางวิชาการสำนักความร่วมมือการค้าและเศรษฐกิจกระทรวงเศรษฐกิจการค้าและอุตสาหกรรมญี่ปุ่น กล่าวแสดงความยินดี ต่อการลงนาม MOU นี้สำหรับความร่วมมือเพิ่มเติมระหว่าง UNIDO และ NEC และกล่าวแสดงความหวังว่าการร่วมมือครั้งนี้ จะนำไปสู่การผลิตและโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลที่ปลอดภัยและชาญฉลาด และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางอุตสาหกรรม ที่จะส่งให้สังคมและคุณภาพชีวิตที่สะดวกสบายสำหรับผู้คนในแอฟริกา

หลี่ ยง ผู้อำนวยการ UNIDO เชื่อว่าบันทึกความเข้าใจดังกล่าว จะเป็นประตูในการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างสององค์กรเพื่อสนับสนุนการพัฒนาและการดำเนินการตามแผนพัฒนาที่ครอบคลุมและยั่งยืนและอุตสาหกรรมผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารขั้นสูง

รองประธานอาวุโสฝ่ายบริหารของ NEC และสมาชิกคณะกรรมการ นาย โนริฮิโตะ อิชิกูโร่ กล่าวแสดงความยินดีที่จะมีส่วนร่วมในกิจกรรมระดับนานาชาติของ UNIDO โดย NEC มีความยินดี เทคโนโลยีของบริษัทเป็นเทคโนโลยีนวัตกรรมสูง เช่น Safer City Solution, E-money Solution, การรับรู้และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI และต่างมีศักยภาพในการสร้างมูลค่ามหาศาล NEC มุ่งแก้ปัญหาความท้าทายระดับโลกด้วยสโลแกนของ“ โซลูชั่นเพื่อสังคม” เพื่อให้บรรลุสังคมที่ให้ความปลอดภัยมั่นคงประสิทธิภาพและความเท่าเทียม

UNIDO จับมือญี่ปุ่นผลักดันนวัตกรรมในแอฟริกา

โยโกฮามา, ญี่ปุ่น, 29 สิงหาคม 2562 – ในระหว่างการประชุมนานาชาติครั้งที่เจ็ดว่าด้วยการพัฒนาแอฟริกา (TICAD7) องค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO) และกระทรวงเศรษฐกิจการค้าและอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น (METI) iส่งเสริมนวัตกรรมแอฟริกัน

งานนี้จัดขึ้นโดยมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน องค์กรระหว่างประเทศและสถาบันการศึกษา ได้เข้าร่วมหารือในด้านต่าง ๆ รวมทั้งระบบพลังงานหมุนเวียนมินิกริด พลังงานไฮโดรเจนจากความร้อนใต้พิภพ และบทบาทของญี่ปุ่นในการถ่ายทอดเทคโนโลยี

นายพอลล่า อิงเบรีย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของรวันดา ได้กล่าวต่อที่ประชม “ ปัจจุบันรัฐบาลรวันดามุ่งเน้นไปที่การใช้ประโยชน์จากนวัตกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีที่ผลักดันนวัตกรรมและนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจ อย่างก้าวกระโดด”

นายฮิโรชิ คูนิโยชิ รองผู้อำนวยการทั่วไปของ UNIDO กล่าวต่อที่ประชุม “ นวัตกรรมที่สร้างในท้องถิ่นของแอฟริกาได้เริ่มเปลี่ยนแปลงสังคมและเศรษฐกิจของแอฟริกาไปแล้วในระดับหนึ่ง UNIDO เชื่อว่าการส่งเสริมและสนับสนุนนวัตกรรมในด้านพลังงานที่ยั่งยืนจะยังคงมีความสำคัญในช่วงต่อไป

ในระหว่างการประชุม องค์การ UNIDO และ MINICT ได้ตกลงที่จะเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างองค์การต่อไป ผ่านโครงการพัฒนาขนาดเล็กในรวันดา ที่จะนำไปสู่โครงการพลังงานสะอาด Low Carbon Low Emission Clean Energy Programme (LCET) ของ UNIDO โครงการ Global Cleantech Innovation (GCIP) และ Private Financing Advisory Network (PFAN) ความร่วมมือที่เข้มแข็งนี้เป็นตัวอย่างการดำเนินการที่เป็นประโยชน์ ของภาคนวัตกรรมในแอฟริกันที่จะนำไปสู่การอำนวยความสะดวกในการลงทุนภาคเอกชน การเร่งตัวของ SMEs และ การเริ่มต้นธุรกิจต่าง ๆ

https://www.unido.org/news/unido-and-japan-power-african-innovation

 

UNIDO-FAO เปิดตัวโครงการสร้างงานให้เยาวชนในภาคอุตสาหกรรมเกษตรแอฟริกา

โยโกฮาม่า, ญี่ปุ่น 29 สิงหาคม 2562 – ระหว่างการประชุมนานาชาติว่าด้วยการพัฒนาแอฟริกาครั้งที่เจ็ด(TICAD7) องค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO) องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และสหภาพแอฟริกา (AU) พร้อมด้วยพันธมิตรจำนวนมาก ได้เปิดตัว ‘โครงการสำคัญเพื่อเร่งการจ้างงานเยาวชนในภาคเกษตรและธุรกิจการเกษตรในแอฟริกา’

ทวีปแอฟริกามีประชากรอายุโดยเฉลี่ยน้อยที่สุดในโลก โดยมีคนหนุ่มสาวกว่า 600 ล้านคนเข้าสู่ตลาดแรงงาน มีศักยภาพที่สำคัญสำหรับการจ้างงานในภาคเกษตรและการแปรรูปเกษตร ขับเคลื่อนโดยความต้องการการบริโภคที่เพิ่มขึ้นในภาคอาหารที่ปลอดภัยและเชื่อถือได้ ส่งผลให้มีโอกาสทางการตลาดใหม่ ๆ ที่ถูกสร้างขึ้นสำหรับผู้ผลิต ตามหลักการของความร่วมมือ South – Southและ Triangular Cooperation โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบนิเวศทางธุรกิจ ผ่านการสร้างงานและโอกาสสำหรับเยาวชนในแอฟริกัน โดยมีเป้าหมายหลักคือการให้ความช่วยเหลือด้านเทคนิคการพัฒนาความสามารถและการแลกเปลี่ยนความรู้แก่ผู้ประกอบการเยาวชน โดยให้ความสำคัญกับห่วงโซ่คุณค่าทางการเกษตร ยกตัวอย่างเช่น การลงทุนทางการเกษตรที่มีความรับผิดชอบในการพัฒนาพื้นที่ชนบท และการพัฒนาที่จะนำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองกับชนบท ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน

“ เมื่อเราพูดถึงศักยภาพด้านต้นทุนบุคลากรในแอฟริกาแล้ว เรากำลังกล่าวถึงคนหนุ่มสาวเป็นพิเศษ” ผู้อำนวยการ FAO กล่าวต่อที่ประชุม “ ธุรกิจการเกษตรของแอฟริกาคาดว่าจะสร้างตลาดมูลค่า 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2573 และการเกษตรและธุรกิจการเกษตรมีศักยภาพที่สูงในการรับมือกับปัญหาการว่างงานของเยาวชน”

การเผยแพร่ผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) สามารถนำไปสู่การยกระดับขีดความสามารถของคนหนุ่มสาวในการคิดค้นและเปิดตัวธุรกิจใหม่ เทคโนโลยีเหล่านี้เชื่อมโยงเกษตรกรรายย่อยเข้ากับตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดต้นทุนการทำธุรกรรมและลดความเสี่ยง อีกทั้งสร้างโอกาสใหม่ ๆ สำหรับการศึกษาและการฝึกอบรมด้านเทคนิคในพื้นที่ชนบทที่ห่างไกลจากตัวเมืองได้อีกด้วย

ผอ. UNIDO นายลิ ยัง กล่าวต่อที่ประชุม “ตามวาระ Agend 2063 for Africa  UNIDO มีความมุ่งมั่นที่จะบรรลุความมั่งคั่งที่มีความเท่าเทียม กันบนพื้นฐานของการเติบโตอย่างยั่งยืนและครอบคลุม ผ่านการผลักดันศักยภาพของผู้หญิงและเยาวชนโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ‘การบูรณาการเยาวชนในด้านการเกษตรและธุรกิจการเกษตร เป็นกุญแจสำคัญในการดำเนินการตามโครงการพัฒนาการเกษตรที่ยั่งยืนของแอฟริกา หรือ Sustaining Comprehensive Africa Agriculture Development Programme (CAADP) ‘

การเปิดตัวโครงการ FAO-UNIDO Flagship Initiative สะท้อนให้เห็นถึงพันธสัญญาระดับโลก ที่มีต่อเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) และการเรียกร้องให้มีการดำเนินการระหว่างองค์การพันธมิตรเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือในผ่านการดำเนินการเพื่อส่งเสริมการจ้างงานเยาวชน และการจ้างงานตนเอง

https://www.unido.org/news/launching-unido-fao-flagship-initiative-accelerate-youth-employment-agriculture-and-agribusiness-africa

รายงาน UNIDO ‘ปลดล็อคศักยภาพของอุตสาหกรรม 4.0 สำหรับ ประเทศกำลังพัฒนา ‘

กรุงจากาตาร์, 28 สิงหาคม 2562 – องค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO) ร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงการต่างประเทศของอินโดนีเซีย ได้นำเสนอรายงาน ‘ปลดล็อคศักยภาพของอุตสาหกรรม 4.0 สำหรับ ประเทศกำลังพัฒนา ‘ ต่อที่ประชุมระดับภูมิภาคว่าด้วยการพัฒนาอุตสาหกรรมครั้งที่หนึ่ง

รายงานดังกล่าวครอบคลุมถึงหัวข้อหลักและข้อเสนอแนะของการประชุมระดับภูมิภาคครั้งแรกในการพัฒนาอุตสาหกรรมในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่มุ่งจัดการกับความท้าทายและโอกาส ที่จะมาจากการพัฒนาดังกล่าว พร้อมเสนอแนะนโยบายที่เหมาะสมและแนวปฏิบัติที่ดีที่สุด (Best practice) เพื่อผลประโยชน์ที่ได้รับสูงสุด

นาย Doddy Rahadi ผู้อำนวยการศูนย์ Resilience, Regional and International Industrial Access กระทรวงอุตสาหกรรมกว่าต่อที่ประชุม “ อุตสาหกรรม 4.0 จะส่งผลกระทบต่อสถาบันและการกำกับดูแล เนื่องจากอำนาจในการตัดสินใจจะเปลี่ยนแปลงไป และศักยภาพของเทคโนโลยีใหม่ ๆ จะนำมาซึ่งอุปสรรคใหม่ ๆ ในการเข้าสู่ตลาด ในทุกภาคอุตสาหกรรมจะเพิ่มขึ้น รัฐบาลอินโดนิเซียได้เตรียมทิศทางเชิงกลยุทธ์สำหรับการดำเนินการอุตสาหกรรม 4.0 และมีความกระตือรือร้นอย่างมากในการร่วมมือกับประเทศผู้บุกเบิกและศูนย์กลางระดับโลกเช่น Hannover Messe

นาง Olga Memedovic หัวหน้าและรองผู้อำนวยการของ UNIDO กรมการค้าการลงทุนและนวัตกรรมกล่าว ต่อที่ประชุม ว่า “ UNIDO ในฐานะหน่วยงานเฉพาะของสหประชาชาติที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุตสาหกรรม มีบทบาทสำคัญในการแบ่งปันความรู้และเทคโนโลยี การเชื่อมต่อภาคส่วนต่าง ๆ และเชื่อมต่อข้ามตลาดและวัฒนธรรมที่แตกต่าง  รวมทั้งการดำเนินการให้การศึกษาและฝึกอบรม ความพยายามในการทำงานร่วมกันในด้านเหล่านี้ จะสามารถสร้างความเข้าใจที่ดีขึ้นเกี่ยวกับนวัตกรรมทางเทคโนโลยีเพื่อนำไปสู่การสร้างระบบการกำกับที่เข้มแข็ง

ในระหว่างการนำเสนอรายงานดังกล่าว ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมที่เข้าร่วมประชุมต่างเสวนาถึงกิจกรรมที่ดำเนินการตั้งแต่การประชุมระดับภูมิภาคในเดือนพฤศจิกายน 2018 โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการตามวาระบาหลี (Bali Agenda) การประชุมดังกล่าวเป็นไปภายใต้ความคิดริเริ่มระดับชาติของประเทศอินโดนิเซียภายใต้โครงการ ‘การสร้างอุตสาหกรรมอินโดนีเซีย 4.0’

https://www.unido.org/news/conference-report-unlocking-potential-industry-40-developing-countries-released

UNIDO ช่วยบราซิลดำเนินการตาม Montreal Protocol

ตู้เย็นและเครื่องปรับอากาศเป็นอุปกรณ์มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่สูง นอกจากการใช้ใช้พลังงานไฟฟ้าและไอความร้อนที่ถูกผลิตในกระบวนการให้ความเย็นแล้ว อุปกรณ์เหล่านี้ยังใช้สารให้ความเย็นหรือ refrigerant gases ที่แม้จะปลอดภัยในการใช้และจัดเก็บแบบวงจรปิด (closed circuit) แต่หากสารเหล่านี้ถูกปล่อยหรือรั่วไหล เข้าสู่ชั้นบรรยากาศเนื่องจากการดำเนินการที่ไม่ถูกต้อง การให้บริการที่มีคุณภาพต่ำ และการนำไปทิ้งโดยไม่ผ่านขั้นตอนที่ถูกต้องแล้ว สารความเย็นดังกล่าวสามารถส่งผลกระทบให้กับชั้นบรรยากาศและส่งผลต่อสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงและปัญหาโลกร้อนได้

ในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา มีการใช้ Chloroflurocarbons หรือ CFC และ Hydrochrofluorocarbon (HCFC) เป็นสารให้ความเย็น สารเคมีทั้งสองตัวนี้กำลังถูกลดการใช้ลงตามข้อตกลงด้านสิ่งแวดล้อมนานาชาติ สารพิธี Montreal Protocol เพราะพบว่าสารทั้งสองตัวส่งผลกระทบด้านลบต่อชั้นโอโซนของโลก แต่การดำเนินการดังกล่าวพบกับความท้าทายอย่างต่อเนื่อง เพราะภาคอุตสาหกรรมหันไปใช้สาร hydrofluorocarbon (HFC) แทน แม้ว่าสาร HFC จะไม่ส่งผลกระทบต่อชั้นโอโซน และถูกใช้อย่างแพร่หลายในตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ และอุปกรณ์ให้ความร้อน แต่ สาร HFC นั้นอาจจะมีผลกระทบต่อปัญหาโลกร้อนอย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดว่าสารดังกล่าวมีผลกระทบต่อชั้นบรรยากาศมากกว่า CO2 หลายพันเท่าตัว

จากการปรับสารพิธี Montreal Protocol ผ่าน Kigali Amendment ที่เริ่มมีผลในวันที่ 1 มกราคม 2019 ที่ผ่านมา มีการระบุเพิ่มให้ระงับการใช้ HFC แต่ก็ยังมีความกังวลว่าภาคอุตสาหกรรมจะหันไปใช้สารให้ความเย็นประเภทใดแทน HFC

หนึ่งในทางเลือกที่เป็นไปได้คือ การใช้ก๊าซโปรเพน ซึ่งมีผลกระทบต่อชั้นบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมที่ต่ำ มาตรการดังกล่าวเป็นหนึ่งในผลงานขององค์การ UNIDO ร่วมกับบริษัท Elotrofrio สัญชาติบราซิล การนำเอาก๊าซโปรเพนมาเป็นสารให้ความเย็นยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานกว่าร้อยละ 30 บริษัท Freor พบว่าการนำเอา R290 โปรเพนมาใช้สามารถช่วยในการ optimize การใช้พลังงานไฟฟ้าได้ดี

องค์การ UNIDO ได้ช่วยบราซิลในการดำเนินการตามสารพิธี Montreal Protocol ในการเลิกใช้สาร HCFC มาตั้งแต่ปีค.ศ. 2014 และคาดว่าการดำเนินการจะเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้สำหรับปีค.ศ. 2040 นอกจากนี้นวัตกรรมที่ได้รับการพัฒนาในโครงการดังกล่าว กำลังถูกนำไปขยายการใช้ (scaling up) ล่าสุดมีการติดตั้งตู้เย็นที่ใช้สารโปรเพนในห้าง Supermercados Condo ที่เป็นหนึ่งในเครือบริษัทห้าง supermarket ที่มีขนาดใหญ่ในบราซิล นับเป็นห้างแรกในทวีปอเมริกาใต้ที่ใช้เทคโนโลยีดังกล่าว

หากมีการนำเอาเทคโนโลยีดังกล่าวไปใช้อย่างแพร่หลาย คาดว่าจะช่วยเพิ่มความยั่งยืนและความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้ในอนาคต อย่างไรก็ตามการนำเอาเทคโนโลยีดังกล่าวไปใช้ในระดับผู้บริโภค เช่นในเครื่องปรับอากาศตามบ้าน ยังมีความท้าทายอยู่ เพราะเทคโนโลยีดังกล่าวมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยหากไม่ได้รับการตรวจสอบที่มีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง

https://www.unido.org/stories/freezing-climate-change

Toronto Sidewalk เมืองอัจฉริยะ

โครงการ Sidewalk Toronto เป็นโครงการนวัตกรรมที่นำเอาเทคโนโลยีนำสมัยด้านต่าง ๆ มาประยุกต์ใช้ในการจัดการเมือง โครงการพัฒนาเมืองดังกล่าวดำเนินการโดย Sidewalk Labs ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ Google ในพื้นที่ Quayside เมืองโตรอนโต้ แคนาดา ริเริ่มในปีค.ศ. 2017 จากการชนะการประมูล โดย Sidewalk Lab ในเบื้องต้นมีแผนในการพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวให้เป็นพื้นที่ใช้สอยแบบผสมในรูปแบบใหม่ที่เป็นชุมชนสมบูรณ์แบบ ที่มุ่งให้ความสำคัญต่อผู้อยู่อาศัยเป็นหลัก มีการวางแผนโครงการนำร่องประเภทต่าง ๆ รวมทั้งการย้ายสำนักงานของ Google เข้าสู่พื้นที่ดังกล่าว รวมมูลค่าโครงการทัง้หมดกว่า 50 ล้านเหรียญสหรัฐ

aerial architectural design architecture buildings
Photo by Burst on Pexels.com

โครงการดังกล่าวสามารถแยกออกเป็นสิบเอ็ดประเภท ได้แก่

  • การคมนาคม – การวางแผนการใช้พื้นที่คมนาคมที่รถสามารถใช้ร่วมกับการปั่นจักรยานและการเดินได้
  • พื้นที่สาธารณะ ออกแบบพื้นที่เมืองที่กระตุ้นกิจกรรมและพื้นที่สาธารณะที่สามารถใช้สอยได้จริงและรื่นรมณ์ในการใช้
  • อาคาร ที่มีความเป็นอัจฉริยะมีความยืดหยุ่นในการใช้งานและเปลี่ยนผันการใช้สอย
  • บริการชุมชนและเมือง ที่เชื่อมต่อผู้คนอย่างง่ายดายผ่านการใช้เทคโนโลยีดิจิตอล ที่ยกระดับการสื่อสารและมอบอำนาจให้กับชุมชน
  • ความยั่งยืน สร้างชุมชน climate positive ที่สามารถดูดซึมเอาก๊าซคาร์บอนจากชั้นบรรยากาศได้ (carbon negative)
  • Digital Platform การสร้าง Digital layer เพื่อเชื่อมต่อกับ physical layer
  • การปกครองด้านข้อมูลและความเป็นส่วนตัว สร้างกรอบการดูแลความปลอดภับของข้อมูล
  • การดำเนินการโครงการนำร่อง ใช้การดำเนินระยะสั้นการนำการพัฒนาเทคโนโลยีระยะยาวเพื่อกระตุ้นการเรียนรู้จากการดำเนินการ เพื่อนำไปสู่การสร้างวิสัยทัศน์ในระยะยาว
  • ที่อยู่อาศัยราคาย่อมเยา การสร้างที่อยู่อาศัยราคาย่อมเยาในพื้นที่พัฒนา มีครัวเรือนที่มีความหลากหลายในฐานะและพื้นที่ชุมชนที่มีการใช้สอยแบบผสม
  • การสร้างสถาบันพัฒนาเศรษฐกิจและนวัตกรรมเมือง สร้างสถาบันดังกล่าวเพื่อนำไปสู่การสร้างงานและการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่
  • การพัฒนาและวางแผน ผ่านเสาหลักในการวางแผนแบบบูรณาการในกระบวนการพัฒนา

นอกจากนี้แล้วโครงการดังกล่าวยังให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน และการให้ข้อมูลต่อประชาชนผ่านช่องทางต่าง ๆ อาทิ การประชุม สัมมนา โต๊ะกลม และการประชุมชุมชน การร่วมวางแผน การจัดกิจกรรมชุมชน การเผยแพร่ข้อมูลผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น youtube และ podcast

แผนการพัฒนาหรือ master innovation and development plan ของพื้นที่ดังกล่าว ได้รับฟังความคิดเห็นของประชาชนกว่าสองหมื่นคน ผ่านการสนทนาและดำเนินการในรูปแบบต่าง ๆ ที่กล่าวถึง ความคิดเห็นดังกล่าว ส่งผลต่อแผนและการดำเนินการ รวมทั้งการปรับมาตรฐาน แผนออกแบบ การดำเนินการ และบทบาทของบริษัทในการดำเนินการ

หากแผนการพัฒนาดังกล่าวได้ดำเนินการตามคาด จะนำไปสู่การพัฒนาพื้นที่ที่มีความเป็นนวัตกรรมมากที่สุดในโลก จากมุมมองและส่วนประกอบของเมืองในรูปแบบต่าง ๆ ตั้งแต่ระบบคมนาคม พื้นที่สาธารณะ และอาคาร ต่างมีความเป็นนวัตกรรมในรูปแบบล้ำสมัย เช่น เป็นพื้นที่ชุมชนแรกที่สร้างโดยไม้ mass timber ทั้งหมด พื้นที่ถนนที่มีความยืดหยุ่นและปรับการใช้สอยตามความเหมาะสม ร่วมทั้งการสร้าง thermal grid สำหรับการให้ความอบอุ่นและความเย็นต่ออาคารและที่อยู่อาศัย

ที่สำคัญ การดำเนินการแผนดังกล่าวจะแสดงให้ประจักต์ว่าการออกแบบชุมชนโดยใช้นวัตกรรมเพื่อนำไปสู่ชุมชนที่มีความรุ่งโรจน์ และมีการใช้สอยแบบผสมนั่นเป็นไปได้ การก่อสร้างที่ใช้ชิ้นส่วนจากโรงงาน (factory-based construction) จะช่วยลดเวลาในการก่อสร้างและราคา ชุมชนที่ออกแบบมาเพื่อลดการใช้รถจะช่วยประหยัดค่าใช้สอยในครัวเรือนได้อย่างมีนัยสำคัญ กล่าวคือชุมชนดังกล่าวจะเป็นมาตรฐานใหม่ของเมืองในยุคนี้

การพัฒนาพื้นที่ดังกล่าว คาดว่าจะนำไปสู่การสร้างงานได้มากกว่า 44,000 ตำแหน่งโดยตรงและมากกว่า 90,000 ตำแหน่งโดยรวม อีกทั้งสร้างรายได้ทางอ้อมให้กับรัฐผ่านการจัดเก็บภาษีและการเพิ่มขึ้นของ GDP

ข้อมูลเพิ่มเติม

https://www.sidewalktoronto.ca/five-things-to-know

รู้จักโครงข่าย SDSN

โครงข่าย UN Sustainable Development Solutions Network (SDSN) เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ค.ศ. 2012 ภายใต้ความดูแลของเลขาธิการสหประชาชาติ โครงข่ายดังกล่าวทำหน้าที่ผลักดันผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัยเพื่อทำการโปรโมตแนวทางการดำเนินการที่จะนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ร่วมทั้งการดำเนินการตามเป้าหมาย Sustainable Development Goals (SDGs) และข้อตกลงปารีส (Paris Climate Agreement)

โครงข่ายดังกล่าวมุ่งดำเนินการเพื่อเร่งการเรียนรู้ และโปรโมตการดำเนินการแบบบูรณาการ เพื่อจัดการความท้าทายที่ตั้งอยู่บนความเชื่อมต่อระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของโลก SDSN ดำเนินการร่วมกับองค์การต่าง ๆ ของสหประชาชาติ สถาบันการเงินต่าง ๆ ภาคเอกชนและสังคม

รูปแบบและโครงสร้างของ SDSN ถูกสร้างเพื่อดึงดูดให้ผู้นำจากภูมิภาคต่าง ๆ ของโลกที่มีความหลายหลายมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงข่าย โดยมี SDSN Leadership Council เป็นกลไกขององค์การในการดำเนินการด้านต่าง ๆ โดยการดำเนินการต่างของ SDSN นั้นมีประเทศสมาชิกหรือกลุ่มประเทศในระดับภูมิภาคเป็นกลไกขับเคลื่อน และมกลุ่มผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางในด้านต่าง ๆ หรือ Thematic Networks เพื่อดำเนินการเฉพาะทาง โครงการที่น่าสนใจของ SDSN ได้แก่

  • Deep Decarbonisation Pathways Project (DDPP) – deepdecarbonization.org/ เป็นโครงการระหว่าง SDSN และ Institute for Sustainable Development and International Relations (IDDRI) เพื่อช่วยในการวางแผนการพัฒนา Low-emission development pathway ในปีค.ศ. 2050 ให้ประเทศต่าง ๆ โครงการดังกล่าวมีนักวิจัยระดับแนวหน้าจาก 16 ประเทศ และได้มีการดำเนินการทำแผน deep decarbonization pathway ให้กับประเทศ ออสเตรเลีย, บราซิล, แคนาดา, จีน, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, อินเดีย, อินโดนีเซีย, อิตาลี, ญี่ปุ่น, เม็กซิโก, รัสเซีย, แอฟริกาใต้, เกาหลีใต้, สหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา รวมทั้งจัดทำรายงานการวิเคราะห์และเครื่องมือช่วยวิจัยและคำนวนแนวทาง decarbonization http://deepdecarbonization.org/research-methods/ddpp-collective-toolkit/
  • โครงการ Low-carbon technology Partnership initiative (LCTPi) – http://lctpi.wbcsdservers.org/ เป็นโครงการระหว่าง World Business Council for Sustainable Development (WBCSD) องค์กร International Energy Agency (IEA) และ SDSN โครงการนี้มุ่งเร่งการดำเนินการและเผยแพร่เทคโนโลยี  low carbon technology

http://unsdsn.org/about-us/vision-and-organization/

10 เทคโนโลยียั่งยืนที่จะยกระดับการผลิตอาหารของโลก

แม้ว่าในหลายประเทศอาทิ ญี่ปุ่น จะเข้าสู่แนวโน้มการลดลงของประชากร แต่ในภาพรวมประชากรของโลกยังจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยะสำคัญ คาดว่าจำนวนประชากรโลกจะเพิ่มไปที่ 10 พันล้านคน ภายในปีค.ศ. 2050 หนึ่งในความท้าทายของแนวโน้มดังกล่าว คือ การผลิตอาหารให้เพียงพอต่อประชากรโลกอย่างยั่งยืนและไม่ทำลายสภาพแวดล้อม ภายในบริบทของการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ

องค์การ World Resources Institute ได้ทำการตีพิมพ์รายงาน Creating a Sustainable Food Future รวมกับธนาคารโลก UN-Environment Programme และ UN Development Program เพื่อเสนอ 22 มาตรการ เพื่อจัดการด้านอาหาร มาตรการดังกล่าวสามารถแบ่งออกเป็นห้าหมวดได้แก่

  • การลดอุปสงค์หรือ Demand ให้โตช้าลง
  • เพิ่มปริมาณการผลิตอาหารโดยไม่เพิ่มพื้นที่การเพาะปลูก
  • เพิ่มอุปทานหรือ Supply ของปลา
  • ลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคเกษตรกรรม และ
  • ปกป้องและฟื้นคืนระบบนิเวศทางธรรมชาติ

มาตรการดังกล่าวจะช่วยลดช่องว่างปริมาณอาหารที่โลกสามารถผลิตได้ในปัจจุบัน และความต้องการที่คาดว่าจะมาถึงในปีค.ศ. 2050 โดยหลีกเลี่ยงการเปิดพื้นที่เกษตรกรรมเพิ่มขึ้นและลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกของระบบอาหารให้สอดคล้องกับระดับที่กำหนดโดยข้อตกลงปารีส

wrr-food-figure-23_0.png

รูปที่ 1  25 มาตรการ นำเสนอโดย รายงาน WRI

หลายมาตรการในรายงานดังกล่าวเป็นการเสนอให้ชาวนาและผู้ประกอบการในภาคเกษตรกรรมนำเอา Best Practice ที่มีอยู่ในปัจจุบันมาใช้อย่างแพร่หลายให้มากขึ้น บางส่วนเป็นมาตรการด้านผู้บริโภคที่ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค หรือเกี่ยวข้องกับการปรับเปลี่ยนนโยบายของภาครัฐ นอกจากนี้ยังมีมาตรการที่จำเป็นต้องกมีการพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ รายงานดังกล่าวนำเน้นการพัฒนา 10 มาตรการด้วยกัน

  • เนื้อสัตว์จากพืช โดยเฉลี่ยแล้ว โปรตีนที่มาจากเนื้อวัวและเนื้อแกะใช้พื้นที่ และปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่าโปรตีนที่มาจากพืชกว่า 20 เท่า การผลิตสินค้าเนื้อที่มีความคล้ายพืช และให้ความรู้สึกในการกินที่คล้ายกับเนื้อสัตว์จะช่วยลดปริมาณการบริโภคเนื้อสัตว์ลด ในปัจจับันมีหลายบริษัท อาทิ Impossible Foods และ Beyond Meat ริเริ่มที่จะพัฒนาสินค้าของตนไปในทิศทางดังกล่าว
  • การเพิ่ม Shelf lives หรือระยะเวลาที่สินค้าอาหารสามารถอยู่บนชั้นวางของ Supermarket ได้ สัดส่วนของอาหารที่ถูกทิ้งหรือกลายเป็นของเสีย (ระหว่าง farm และ fork) คิดเป็นสัดส่วนที่สูงถึงหนึ่งในสามเลยทีเดียว ปัจจุบันมีการคิดค้นแนวทางการพัฒนาเพื่อชะลอเวลาที่อาหารจะเสีย โดยใช้ส่วนประกอบจากธรรมชาติ อาทิ Apeel Sciences ที่ทำการพัฒนาสารสเปย์ที่ลดอัตราการเติบโตของแบคทีเรีย และการสูญเสียน้ำในผลไม้ บริษัทที่คล้าย ๆ กันอื่น ๆ ได้แก่ Nanology และ Bluapple
  • ลดการปล่อยก๊าซจากวัว กว่าร้อยละสามสิบของก๊าซเรือนกระจกที่มาจากภาคเกษตรกรรม (ไม่นับจากการเปลี่ยนแปลงการใช้พื้นที่ หรือ land use change) มาจากการเรอของวัวที่มีปริมาณก๊าซมีเทนที่สูง สถาบันการวิจัยของเนเธอร์แลนด์ DSM ได้พัฒนาสารเคมีที่ช่วยลดปริมาณก๊าซมีเทนที่ถูกปล่อยโดยวัวได้กว่าร้อยละ 30 ในการทดสอบ โดยคาดว่าจะไม่มีผลกระทบข้างเคียงต่อสุขภาคและสิ่งแวดล้อม
  • ลดการสูญเสียไนโตรเจนของดิน กว่าร้อยละ 20 ของก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตของภาคเกษตรกรรม มาจากการใช้ปุ๋ยและสารเคมีเพื่อทดแทนสารไนโตรเจนในดิน ซึ่งก๊าซดังกล่าวมาจากการสร้าง Nitrous oxide โดย micro organism ที่เปลี่ยนสารไนโตรเจนจากรูปแบบหนึ่งไปอีกรูปแบบหนึ่ง การป้องกันไม่ให้เกิดการเปลี่ยนรูปแบบสารดังกล่าว ผ่านการใช้ nitrification inhibitors ผ่านการเคลือบสามารถจะลดการสูญเสียสารไนโตรเจนและเพิ่มการดูดซึมสารดังกล่าวโดยพืช ลดการปล่อยก๊าชเรือนกระจกและลดมลภาวะด้านสารพิษทางน้ำที่เป็นประโยชน์ทางอ้อมอีกด้วย อย่างไรก็ตามการผลักดันมาตรการดังกล่าวต้องพึ่งพามาตรการเชิงนโยบาย เพื่อให้เทคโนโลยีดังกล่าวถูกกระจายไปใช้อย่างแพร่หลาย
  • Nitrogen-absorbing crops การพัฒนาพืชที่สามารถดูดซึมไนโตรเจนได้มากกว่าปกติ หรือพืชที่สามารถ inhibit nitrification ก็สามารถลดปริมาณก๊าซ nitrous oxide ได้ ปัจจุบันนักวิจัยสามารถระบุสายพันธุ์ของพืชที่มีความสามารถในการลดหรือยับยังกระบวนการ nitrification ของพืชสายพันธุ์หลักได้แล้ว
  • สายพันธุ์ข้าวที่มีก๊าซมีเทนต่ำ ข้าวเป็นหนึ่งในสายพันธุ์พืชที่มีการปลูกอย่างแพร่หลาย สัดส่วนของก๊าซเรือนกระจกที่มาจากการปลูกข้าวคิดเป็นร้อยละ 15 ของปริมาณก๊าซเรือนกระจกจากภาคการผลิตการเกษตรทั้งหมด นักวิจัยได้ดำเนินการและสามารถระบุสายพันธุ์ข้าวที่ปล่อยก๊าซมีเทนน้อยกว่าสายพันธุ์อื่น ๆ (ร้อยละ 30 จากค่าเฉลี่ย) อย่างไรก็ตามประเทศที่มีการปลูกข้าวมาก ยังไม่ทำการผลักดันการนำเอาข้าวสายพันธุ์ดังกล่าวไปปลูกใช้แต่อย่างไร
  • การใช้ CRISPR หรือ clustered regularly interspaced short palindromic repeats หรือการปรับสายพันธุ์ของพืชและสัตว์ให้เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตอาหาร ลดการใช้น้ำและทรัพยากรอื่น ๆ และความสามารถในการต่อต้านโรค เทคโนโลยีดังกล่าวจะทำให้นักวิจัยสามารถเลือกเปิดหรือปิด Genes ในพืชและสัตว์ได้
  • สายพันธุ์ต้นปามล์ที่มีประสิทธิภาพสูง ปริมาณการบริโภคน้ำมันปาล์มของโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ น้ำมันปาล์มถูกนำไปใช้ในรูปแบบต่าง ๆ จากแชมพูไปถึงเพื่อประกอบอาหาร Demand ที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้มีการตัดป่าไม้ในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วโลกเพื่อปลูกปาล์ม หนึ่งในมาตรการที่สามารถจะลดผลกระทบจากการบริโภคน้ำมันปาล์มที่สูงขึ้นคือการเปลี่ยนไปปลูกปาล์มที่ให้ผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น บริษัท PT Smart ได้ดำเนินการในรูปแบบดังกล่าวในประเทศอินโดนีเซียในช่วงที่ผ่านมา
  • การผลิตอาหารปลาจาก Algae การเพิ่มขึ้นของฟาร์มปลาทั่วโลกนำไปสู่ความต้องการของวัตถุดิบอาหารปลา อาทิปลาและสัตว์น้ำขนาดเล็ก ที่เพิ่มขึ้น ความต้องการดังกล่าวส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อาหารของโลกอย่างมีนัยสำคัญ หนึ่งในมาตรการเทคโนโลยีที่ถูกนำมาใช้จัดการปัญหาดังกล่าวคือ การผลิตอาหารปลาโดยนำเอา Algae หรือ oilseeds ที่มีสาร Omega-3 มาใช้ในการผลิตอาหารปลา มาตรการดังกล่าวกำลังถูกพัฒนาโดยหลากหลายบริษัท
  • การผลิตปุ๋ยจากพลังงานแสงอาทิตย์ ขั้นตอนการผลิตปุ๋ยที่มีสารไนโตรเจนนั้นใช้พลังงานและน้ำมันถ่านหินที่สูง และนำไปสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งจากการเผาผลาญเชื้อเพลิง และการรวมตัวกันระหว่างสารไนโตรเจนและไฮโดรเจน ปัจจุบันมีการดำเนินการโครงการนำร่องในประเทศออสเตรเลียเพื่อทำการผลิตปุ๋ยโดยใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ เพื่อนำไปสู่การผลิต loc-carbon fertilizer ต่อไป

แม้ว่ามาตรการเหล่านี้จะมีศักยภาพที่สูงในการลดปริมานก๊าซเรือนกระจกในตัวของมันเอง แต่ในปัจจุบันกลับยังไม่ได้รับการผลักดันอย่างสมควร การดำเนินการต่าง ๆ เป็นไปอย่างล่าช้า ด้วยขาดการผลักดันจากภาครัฐในด้านต่าง ๆ อาทิ ด้านการลงทุน ด้วยเทคโนโลยีเหล่านี้ แม้จะมีศักยภาพในการลดค่าใช้จ่ายในระยะใกล้ แต่ก็ต้องมีการลงทุนที่สูงในเบื้องต้น รวมทั้งต้องมีการปรับข้อบังคับและกลไกต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง การผลักดันดังกล่าวจะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นหากได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ และแม้ว่าเทคโนโลยีและมาตรการเหล่านี้ยังไม่ได้รับการดำเนินการอย่างแพร่หลาย แต่ก็แสดงให้เห็นถึงโอกาสและความเป็นไปได้ในการจัดการความท้าทายดังกล่าว

https://www.wri.org/blog/2019/07/10-breakthrough-technologies-can-help-feed-world-without-destroying-it

UNIDO เปิดตัว IAP ในงานแสดงอุตสาหกรรมไทย

กรุงเทพฯ, 19 กรกฎาคม 2562- องค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO) ได้ทำการเปิดตัวเบื้องต้น (Soft Launch) แพลตฟอร์มการวิเคราะห์อุตสาหกรรม หรือ Industrial Analytics Platform (IAP) ระหว่างงานแสดง Thailand Industry Expo 2019 โดยมีนาย สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นผู้เปิดงานแสดงดังกล่าว และได้ทำการเยี่ยมชมบูธของ UNIDO ที่จัดแสดงรายละเอียดของ IAP

แพลตฟอร์ม IAP ดังกล่าวเป็นเครื่องมือนวัตกรรมที่ช่วยในการจัดเก็บข้อมูลเกี่ยวกับตัวชี้วัดด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมและการวิจัยที่เกี่ยวข้อง ที่ผ่านการเลือกสรรโดยผู้เชี่ยวชาญแนวหน้าในด้านดังกล่าว และนำมารวบรวมกันในในรูปแบบที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย

โครงสร้างของแพลตฟอร์มดังกล่าวแบ่งออกเป็นสามส่วนตามความต้องการของผู้ใช้ ได้แก่

  • Data explorer เป็นส่วนที่นำเสนอชุดตัวชี้วัดด้านการพัฒนาอุตสาหกรรม ที่เลือกสรรโดยผู้ใช้ ตัวชี้วัดดังกล่าวมาจากข้อมูลจากภาคส่วนต่าง ๆ
  • Country Profile นำเสนอข้อมูลเบื้องต้นด้านโปรไฟล์ของประเทศ
  • Featured articles เป็นส่วนที่รวบรวมเอาบทความและข้อความต่าง ๆ ที่ไม่ใช่ด้านเทคนิค เพื่อให้ข้อมูลที่สั้นและกระชับ เกี่ยวกับปัญหาด้านอุตสาหกรรมและแนวโน้มต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศนั้น เขียนโดยผู้เชี่ยวชาญ

ส่วนประกอบทั้งสามส่วนนี้นับเป็นองค์ความรู้เบื้องต้น ที่จะช่วยในกิจกรรมการสร้างศักยภาพ (Capacity Building) และการฝึกอบรมในด้านดังกล่าวขององค์การ UNIDO และพาร์ทเนอร์โครงการในอนาคต การเปิดตัวโครงการดังกล่าวในประเทศไทย นับเป็นโครงการนำร่องครั้งแรกในการใช้ระบบ IAP เป็นส่วนหนึ่งในการอบรมผู้เชี่ยวชาญและนักนโยบายกว่า 40 คนจากรัฐบาลไทย การฝึกอบรมดังกล่าวมีหัวข้อประชุมว่า “Leveraging Global Value Chains for Industrial Development” และมีการตรวจสอบโอกาสทางเศรษฐกิจ ที่จะได้รับจากการบูรณาการและยกระดับห่วงโซ่คุณค่าระดับโลก

โครงการ UNIDO IAP ได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณจากกระทรวงความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาของเยอรมนี (BMZ)

การฝึกอบรมนำร่องครั้งแรกที่ใช้ IAP อย่างกว้างขวางได้รับการส่งมอบในรอบ 4020 การฝึกอบรมนำร่องครั้งแรกที่ใช้ IAPs หัวข้อ“ ใช้ประโยชน์จากห่วงโซ่คุณค่าระดับโลกเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรม” การฝึกอบรมตรวจสอบโอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจที่นำเสนอผ่านการรวมและการอัพเกรดในห่วงโซ่มูลค่าทั่วโลก

UNIDO IAP ได้รับทุนจากกระทรวงสหพันธ์เพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาของเยอรมนี (BMZ)

ผู้สนใจสามารถเข้าชมและลองใช้ IAP ได้ที่นี่ https://iap.unido.org/