เรียนรู้ที่จะอยู่กับ AI บทสรุปจากการประชุมสุดยอด Digital Tallinn

เอสโตเนียเป็นหนึ่งในสหภาพยุโรปที่เป็นผู้นำในด้านกลยุทธ์ดิจิทัล รัฐบาลเอสโตเนียได้จัดทำโครงการด้าน machine learning มากกว่า 20 รายการภายในภาครัฐ มีการจัดทำสิทธิด้านข้อมูลของประชาชนอย่างชัดเจน และการพัฒนาด้านต่าง ๆ จนเป็นประเทศที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นสังคมดิจิทัลที่ก้าวหน้าที่สุดในโลก ล่าสุดมีการจัดงานประชุมสุดยอดประจำปีด้านการพัฒนาดิจิตอลเป็นครั้งที่ในระหว่างวันที่ 16-17 กันยายนที่ผ่านมา

การประชุมสุดยอด Digital Tallinn มีผู้เเชี่ยวชาญเข้าร่วมกว่า 200 คนจาก 23 ประเทศ จากบริษัทและกิจการด้านดิจิทัล รวมทั้งผู้นำระดับสูงจากรัฐบาล ภาคเอกชน และนักวิทยาศาสตร์ เพื่อร่วมหารือในด้านการดำเนินการ การใช้งาน และการประยุกต์ โดยมีหัวข้อหลักในชื่อ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อคุณค่าสาธารณ การประชุมสุดยอดดังกล่าวเป็นการหารือการใช้ปัญญาประดิษฐ์โดยภาครัฐ ในเมืองอัจฉริยะ และภาคสาธารณะสุข รวมทั้งผลกระทบในด้านแง่มุมทางกฎหมาย สังคมและจริยธรรมในการใช้เทคโนโลยีดังกล่าว

นาย Jüri Ratas นายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐเอสโตเนียกล่าวในการเปิดงานว่า “AI เป็นเทคโนโลยีที่มาถึงแล้ว และเราจะต้องเรียนรู้ที่จะใช้เทคโนโลยีดังกล่าวเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเราให้ดีขึ้น”

ตามคำจำกัดความที่ใช้ในสหภาพยุโรปแล้ว ปัญญาประดิษฐ์หรือ Artificial Intelligence คือ ระบบที่แสดงพฤติกรรมที่ชาญฉลาด สามารถทำการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมโดยรอบ และทำการตัดสินใจด้วยตนเองในระดับหนึ่ง เพื่อบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้” ซึ่งในเบื้องต้น AI ถูกออกแบบมาเพื่อปฏิบัติตามกฎของมนุษย์ผู้ออกแบบ ส่วนมนุษย์นั้นถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทำลายหรือเขียนกฎใหม่ ดร. Ralph-Martin Soe กล่าวในการอภิปรายเกี่ยวกับวิธีการอยู่ร่วมกับ AI ดร. Soe เป็นผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการ Smart City CoE และนักวิจัยอาวุโสของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีทาลลินน์  ในด้านผลกระทบทางสังคมและการเมืองของ AI

นั้น ระหว่างการอภิปรายร่วมกันโดยนาย Ben Cerveny ประธานมูลนิธิ Public Code และผู้ทำหน้าที่ดำเนินรายการ นายศาสตราจารย์ Stephen Hsu, รองประธานอาวุโสฝ่ายวิจัยและนวัตกรรมของมหาวิทยาลัย Michigan State University และ นาย Nanjira Sambulini ผู้จัดการนโยบายอาวุโส ของมูลนิธิ World Wide Web Foundation ได้ร่วมเสวนาในหัวข้อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโยลีและสิ่งที่เรากำจัดความว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐาน

“ปัจจุบันเทคโนโลยีถูกนำไปใช้อย่างกว้างขวางในสังคม และมันกำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐาน” นาย Ben Cerveny ได้กล่าวต่อที่ประชุม นาย Najira Sambulini แสดงความคิดเห็นว่า “ปัจจุบันมีช่องว่างระหว่างความเข้าใจในสภาวะของโลกที่เป็นอยู่ ระหว่างเทคโนโลยี ในสังคมและการเมือง และการรวมเอาทั้งสามส่วนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน… โดยทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการวางกรอบสำหรับเทคโนโลยีที่เรากำลังสร้างในวันนี้ ” ส่วนศาสตราจารย์  Hsu กล่าวเกี่ยวกับ AI ว่า “เราคุ้นเคยกับเทคโนโลยีดังกล่าวและการพึ่งพาสิ่งเหล่านี้ โดยไม่สามารถเข้าใจเทคโนโลยีดังกล่าวด้วยซ้ำ ดังนั้นการคิดว่าเทคโนโลยีเหล่านี้สามารถที่จะได้รับการอธิบายได้นั้นเป็นความเชื่อที่งมงาย

ในระหว่างการเสวนา นาย Michel van der Bel ประธาน Microsoft ของ ยุโรป ตะวันออกกลางและอเมริกาได้กล่าวว่า การใช้ AI ในปัจจุบันนั้นได้แสดงมุมมองให้เห็นว่าเทคโนโลยีดังกล่าวสามารถเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจในอนาคตได้อย่างไรโดยเฉพาะในยุโรป จากการวิจัยของ Microsoft แสดงให้เห็นว่าภาคการจ้างงานวิศวกรรมซอฟต์แวร์นั้นมีการเติบโตในภาคส่วนที่ไม่ใช้เทคโนโลยี เร็วกว่าภาคส่วนที่เทคโนโลยีถึง 11% และอุตสาหกรรมยานยนต์ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมสำคัญในยุโรปกำลังจ้างวิศวกรซอฟต์แวร์ในอัตราส่วนที่มากกว่าวิศวกรเครื่องกลถึงสามเท่าตัว แนวโน้มนี้ตอบสนองต่อความจริงที่ว่าทุก บริษัท ต้องการที่จะสร้างความสามารถของตัวเอง ในที่สุดทุก บริษัท จะกลายเป็น บริษัทด้านเทคโนโลยี นาย Michel ยังได้ย้ำอีกว่า ในปัจจุบันมีการใช้ AI เพื่อปรับปรุงกระบวนการทำงาน เพิ่มประสิทธิภาพให้ work flows และสร้างยกระดับผลงานและผลที่ได้ของภาคธุรกิจแล้ว

Machine learning การเรียนรู้ natural learning processing (NLP) และ chatbots จะนำมาซึ่งประสิทธิภาพและความเร็วรวมถึงการพัฒนารูปแบบธุรกิจ AI จะทำให้ธุรกิจต่าง ๆ มีการแข่งขันมากขึ้น ตัวอย่างเช่น ในธุรกิจประกันภัยในปัจุบันมีการใช้ Machine learning NLP และ chatbots แล้ว AI เหล่านี้ คิดราคาค่าประกันและการจ่ายเงินเบี้ยประกันที่รวดเร็วมาก โดยใช้เวลาภายในเวลาไม่กี่นาที การดำเนินการดังกล่าวพิสูจน์ว่า AI มีประสิทธิภาพ และเป็นการแสดงการรวมกันระหว่างของเทคโนโลยีและรูปแบบธุรกิจในรูปแบบใหม่ บริษัทขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพดังกล่าวจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น และจากการศึกษาแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการเติบโตทางธุรกิจกว่า 2.7 ล้านล้านภายในปีค.ศ. 2030 คิดเป็น 20% ของผลผลิตทางเศรษฐกิจของยุโรป

อีกหนึ่งหัวข้อที่น่าสนใจคือ การใช้ AI เพื่อช่วยบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ ซึ่งในปัจจุบันมีการวิจัยและการริเริ่มเกี่ยวกับ AI และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) แล้ว สถานะความเชื่อมต่อระหว่าง AI และ SDGs นั้นได้รับวิเคราะห์ในสองส่วนหลักคือด้านอาหารและการเกษตร และการสาธารณะสุข โดยทำความเข้าใจว่า AI ถูกนำไปใช้เพื่อจัดการกับ SDGs อย่างไรรวมถึงความท้าทายและโอกาสในการดำเนินการดังกล่าวอย่างไร

ในด้านการทำความเข้าใจ AI นั้นที่ประชุมเห็นว่าต้องเริ่มด้วยการศึกษา โดยมีนาง Maria Rautavirta จากกระทรวงคมนาคมและการสื่อสารของฟินแลนด์ แสดงความเห็นว่าการมีส่วนร่วมของประชาชนในฟินแลนด์นั้นเริ่มต้นจากความเข้าใจ  ฟินแลนด์เป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องคุณภาพของระบบการศึกษาฟรี เพื่อช่วยให้ผู้คนเข้าใจ AI ลึกซื้งขึ้น โดยจัดทำเป็นหลักสูตรออนไลน์สาธารณะของมหาวิทยาลัยเฮลซิงกิ ภายได้หัวข้อ The Elements of AI โดยมีเป้าหมายที่จะลดความงมงายและข่าวลือต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ AI มีชาวฟินแลนด์กว่า 200,000 คน เข้าเรียนหลักสูตร AI แล้ว หลักสูตรนี้แพร่กระจายไปทั่วโลกด้วยผู้สำเร็จการศึกษาจากกว่า 110 ประเทศโดยมีผู้เข้าร่วม 40% เป็นผู้หญิง หลักสูตรดังกล่าวส่งเสริมให้ผู้คนเรียนรู้ว่า AI คืออะไร และมันสามารถทำ (และไม่สามารถทำอะไรได้บ้าง) วิธีเริ่มสร้าง AI และข้อมูลต่าง ๆ ทั้งด้านทฤษฎีและปฏิบัติ

นาง Maria กล่าวสรุปต่อที่ประชุมว่า ด้วยการเพิ่มขีดความสามารถของผู้คนให้มีความเข้าใจเกี่ยวกับ AI ความกลัวในสิ่งที่ไม่รู้จะหายไป การเรียนรู้และการทำความเข้าใจ AI เป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องทำเพื่อเรียนรู้ที่จะอยู่กับ AI

https://interestingengineering.com/living-with-artificial-intelligence

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: