ยุโรปจัดเวทีถกปัญหาการประมงเกิดขีดจำกัด

เมื่อวันที่ 11-12 กรกฎาคมที่ผ่านมา ได้มีจัดการประชุมของคณะกรรมการด้านการประมงของรัฐสภายุโรป การะประชุมดังกล่าวมุ่งถกปัญหาด้านการประมงเกิดขีดจำกัด (overfishing) ปัญหาบริษัทการประมงขนาดเล็ก และความจำเป็นในการพึ่งพาปลา (Fish Dependence) และในช่วงเวลาเดียวกัน ก็มีการจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับประเด็นการประมง โดยองค์กร Slow Food ซึ่งเป็นองค์กรที่ส่งเสริมการผลิตอาหารอย่างยั่งยืน

ในการประชุมที่จัดโดย Slow Food มีตัวแทนจากภาคส่วนต่าง ๆ เข้าร่วมประชุมเช่น เจ้าหน้าที่สหภาพยุโรปจาก DG MARE, DG Environment, European Maritime and Fisheries Fund และ FARNET รวมทั้งองค์กรพัฒนาเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมจาก Our Fish, Life, Pintafish, Climaxi, Goede Vissers, ตัวแทนถาวรฝรั่งเศสประจำ EU, ชาวประมงและชาวประมงจากเครือข่าย Slow Food

นาย Ugo Federico, พ่อครัวที่ร้านอาหาร Racine ในกรุงบรัสเซลส์ได้แสดงความคิดเห็นต่อที่ประชุมเชิงปฏิบัติการว่า ท้ายที่สุดแล้วการแก้ปัญหาควรจะเริ่มจากผู้บริโภค โดยควรจะมีการแจ้งให้พวกเขาควรจะได้รับทราบ ว่าปลามาจากไหนและมีกระบวนการจับอย่างไร ในปัจจุบันไม่มีการทำฉลากใด ๆ ที่แสดงให้เห็นว่าปลามาจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำหรือไม่ นายไบรอัน รีอาร์แดน รองผู้อำนวยการ Low Impact Fishers of Europe (LIFE) ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการโฆษณาปลาชนิดอื่น ให้เป็นตัวเลือกนอกเหนือจากปลาที่เป็นที่นิยมอยู่แล้ว เพื่อหลีกเลี่ยงการประมงเกิดขีดจำกัด นอกจากนี้นายไบรอันได้ตั้งคำถามต่อที่ประชุม ในความเป็นไปได้ที่ผู้บริโภคจะทำการรับผิดชอบของเลือกสินค้าของตน เพราะในปัจจุบันมีน้อยกรณีที่ผู้บริโภคจะสามารถทราบถึงที่มาของสินค้าได้

การอภิปรายโต๊ะกลมมุ่งเน้นไปที่การพึ่งพาปลา และช่องว่าง ความท้าทาย และอุปสรรคในการใช้นโยบายประมงสามัญหรือ Common Fisheries Policy (CFP) สำหรับชาวประมงขนาดเล็กในยุโรป โดยการอภิปรายดังกล่าวเกิดขึ้นในวันที่พึ่งพาปลาหรือ Fish Dependence Day องค์การ Slow Foodได้อธิบายว่าวันพึ่งพาปลา หรือ FDD เป็นวันที่ประเทศใดประเทศหนึ่งเริ่มที่จะต้องพึ่งพาปลาจากประเทศอื่น เนื่องจากอุปทานภายในประเทศของตนหมดลง

การอภิปรายพบว่าแม้ว่า CFP ได้รับการพิจารณาว่าเป็นก้าวย่างในทิศทางที่ถูกต้องเมื่อพูดถึงกรอบกฎหมายของสหภาพยุโรปเกี่ยวกับการประมง แต่ความท้าทายต่าง ๆ มาจากนโยบายของสหภาพยุโรป เช่นการส่งเสริมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ยังคงมีปัญหาและข้อจำกัดที่เกิดขึ้นในทางปฏิบัติ นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอแนวทางเพิ่มความโปร่งใสของอาหารและการผลิตในท้องถิ่นด้วย aquaponics ซึ่งเป็นการใช้ระบบการเลี้ยงปลาและผักแบบผสมผสานทำให้เกิดความโปร่งใสด้านอาหารและการผลิตในท้องถิ่นที่ลูกค้าต้องการ แนวทางดังกล่าวเป็นการจัดการการประมงให้ครบวงจร (aquaculture cicle)

และมีการกล่าวถึงความสำคัญของการจัดการกับความเสี่ยงในการนำปลาต่างถิ่นเข้ามาในระบบนิเวศ โดยนาง Barbara Rodenburg-Geertsema ผู้ประสานงานด้านการผลิตจากคณะกรรมการบริหารของ Slow Food ซึ่งเธอกล่าวเพิ่มเติมถึงการ การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำว่าเป็นกระบวนผลิตปลาที่สร้างมลภาวะเป็นอย่างมาก อุตสาหกรรมดังกล่าวใช้ยาฆ่าแมลง ยาปฏิชีวนะ และก่อให้เกิดเชื้อโรคปลาที่ไหลและแพร่เข้าสู่ท้องทะเลโดยตรง ผู้เข้าร่วมสัมมนาอีกท่านชี้ให้เห็นว่า ถึงแม้กฎหมายของสหภาพยุโรปในปัจจุบันจะห้ามไม่ให้มีการนำเอาสัตว์ประมงต่างพันธุ์ต่างประเทศ แต่กฎหมายดังกล่าวก็ไม่สามารถป้องกันการหลบหนีของสัตว์เหล่านี้เข้าสู่ระบบนิเวศหากเกิดขึ้นโดยภัยธรรมชาติเช่นพายุ นอกจากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ก็ไม่มีการเพิ่มการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในสหภาพยุโรปมากนัก เพราะมีความขาดแคลนพื้นที่ดินบนแถบชายฝั่งทะเล พื้นที่ดังกล่าวถูกนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น ที่มีมูลค่าสูงกว่า

ตามตัวเลขล่าสุดขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ผลผลิตจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเพิ่มขึ้นถึง 80 ล้านตันต่อปี ในปีพ. ศ. 2560 คิดเป็นสัดส่วนการบริโภคปลา 53% ของการบริโภคทั้งหมดโดยมนุษย์ และในรายงานของหน่วยงานของสหประชาชาติกล่าวว่าการเติบโตของการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำมีการชะลอตัว โดยการเติบโตปีระหว่างปี 2010-2016 อยู่ที่ 5.8% ลดลงจาก 10% ในทศวรรษ 1980 และ 1990 แต่จะยังคงขยายตัวต่อไปในอีกหลายทศวรรษข้างหน้าโดยเฉพาะอย่างยิ่งในแอฟริกา หน่วยงานสหประชาชาติได้เผยแพร่ตัวเลขดังกล่าวผ่านรายงานประจำปี “State of World Fisheries and Aquaculture” (SOFIA) ซึ่งจัดทำขึ้นในวันเดียวกับการจัดงาน Food Slow Food

รายงานดังกล่าวยังแสดงให้เห็นว่าสัดส่วนการประมงที่ถูกจัดให้อยู่ในสถานะการประมงเกินขีดจำกัดยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และในปัจจุบันเป็นประเทศที่มีการประมงเกิดขีดจำกัดคิดเป็นหนึ่งในสามของประเทศทั้งหมดทั่วโลก สัดส่วนดังกล่าวเป็นที่น่าตกใจ เพราะเมื่อเพียงหนึ่งทศวรรษก่อนหน้านี้ สัดส่วนดังกล่าวมีเพียงหนึ่งในสี่ และในปีพ. ศ. 2517 (ค.ศ. 1974)  ซึ่งเป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับรายงานดังกล่าวมีการตกปลาเกินขีดจำกัดเพียง 10% ของจำนวนปลาที่ประเมินไว้เท่านั้น และในปีพ. ศ. 2550 (ค.ศ. 2007) 52% ของกลุ่มปลาที่ได้รับการประเมินอยู่ในระดับสูงสุดของความอย่างยั่งยืน หรือไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้มากกว่านี้ (Fully fished levels) ในขณะที่ผลการวิจัยที่ตีพิมพ์ในปีนี้ (ค.ศ. 2018 ) แสดงให้เห็นว่าสัดส่วนดังกล่าวเพิ่มขึ้นไปที่ 60% และFAO คาดว่าในปี 2573 (ค.ศ. 2030) ปริมาณการประมงจากการจับปลาและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจะเพิ่มขึ้นเป็น 201 ล้านตันเพิ่มขึ้น 18% จากระดับการผลิตปัจจุบันที่ 171 ล้านตัน

ที่มา https://www.euractiv.com/section/agriculture-food/news/has-the-world-reached-peak-fish-fish-experts-ask/

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: