ลักเซมเบิร์ก จัดทำการศึกษา Third Industrial Revolution Strategy

กระทรวงเศรษฐกิจ หอการค้าและ องค์กร IMS (องค์กรความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน) ของประเทศลักเซมเบิร์ก ได้ร่วมกันเปิดตัวการศึกษาเชิงกลยุทธ์ ยุทธศาสตร์การปฏิวัติอุตสาหกรรมที่สามของประเทศ หรือ The Third Industrial Revolution Strategy (TIR) โดยมีเป้าหมายหลักในการสร้างกลยุทธ์ทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนสำหรับลักเซมเบิร์ก การศึกษาดังกล่าวดำเนินการร่วมกับ Jeremy Rifkin ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ และทีมผู้เชี่ยวชาญจากนานาประเทศ

แนวคิดของลักเซมเบิร์กดูจะสวนทางกับเทรนของประเทศอื่น ๆ รวมทั้งไทย ที่มุ่งไปสู่การเป็น 4.0 ข้อแตกต่างระหว่างแนวคิด 4.0 และ TIR โดยหลักต่างกันตรงการจัดแบ่งช่วงการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ผ่านมา แนวคิด TIR มองว่าการปฎิวิตอุตสาหกรรมครั้งที่ 1 นั้นเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 19 ผลักดันโดยเครื่องจักรพลังไอน้ำ อุปกรณ์การพิมพ์ โทรเลข และถ่านหิน การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สองเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 20 โดยมีพลังงานไฟฟ้าแบบรวมศูนย์ (centralised electricity) โทรศัพท์ วิทยุ ทีวี นำ้มันราคาถูก และเครื่องจักรสันดาบ เป็นเทคโนโลยีที่ทำการผลักดันการปฏิวัติดังกล่าว และในปัจจุบันสหภาพยุโรปกำลังทำการวางรากฐานสำหรับการปฎิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 3 โดยมี digitalisation เป็นตัวหลักในการเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ

ในขณะที่ Industry 1.0 เป็นการใช้เครื่องจักรต่าง ๆ การขับเคลื่อนโดยน้ำและไอน้ำมาใช้ช่วยการผลิต  Industry 2.0 เป็นการใช้พลังงานไฟฟ้าและการจัด assembly line และ mass prodoction ที่เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต Industry 3.0 เป็นการนำเอาคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้จัดระบบการผลิต รวมทั้ง Internet และการใช้หุ่นยนต์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้สูงขึ้นไปอีก และยกระดับเป็น Industry 4.0 เมื่อโลกของความเป็นจริงและโลกไซเบอร์เชื่อมต่อกันอย่างไม่มีรอยต่อ ผ่านการใช้ Internet of Things Big Data และ cloud ยกระดับประสิทธิภาพของการผลิตผ่านการเชื่อมต่อดังกล่าวที่ทำให้ระบบคอมพิวเตอร์สามารถเข้ามาจัดการการดำเนินการต่าง ๆ อย่างเบ็ดเสร็จ

จะเห็นได้ว่าแนวคิดของ TIR และ Industry 1.0-4.0 มีข้อคล้ายกันตรงที่ TIR รวมเอา 3.0 และ 4.0 เข้าด้วยกันนั่นเอง

กลยุทธ์ TIR ของลักเซมเบิร์กเริ่มดำเนินการในปีค.ศ. 2016 ที่ผ่านมา ซึ่งก่อนนี้ก็ได้ดำเนินการนโยบายต่าง ๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปฎิวัติอุตสาหกรรม เช่น การพิจารนานโยบายการกระจายการลงทุนทางเศรษฐกิจ (Diversification policy) และแผนปฏิบัติการในรูปแบบต่าง ๆ มานานกว่าทศวรรษ แต่วัตถุประสงค์ของการศึกษา TIR คือการเร่งพลวัตเหล่านี้ และส่งเสริมรูปแบบทางเศรษฐกิจและสังคมที่มีความ resilience มากขึ้นเพื่อประโยชน์ของคนรุ่นปัจจุบันและอนาคต โดยผลของการวิจัยคือยุทธศาสตร์ที่มีความสอดคล้องและครอบคลุมแบบองค์รวม ที่จะทำให้ลักเซมเบิร์กสามารถก้าวไปสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สามได้

ลักเซมเบิร์กมองการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวว่าเป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะลักเซมเบิร์กตั้งอยู่บนจุดตัดในกลางยุโรป การปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป เป็นองค์ประกอบสำคัญในการพัฒนาประเทศให้มีความสำเร็จ นอกจากนี้การเข้าร่วมเป็นสมาชิกในสหภาพยุโรปก็เป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่เร่งให้เกิดการพัฒนาดังกล่าว

ปัจจุบันรูปแบบทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศลักเซมเบิร์กได้รับแรงผลักดันจากปัจจัยภายนอกเป็นอย่างมาก ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการเติบโตของกำลังแรงงาน (growth of labor-force) และความสามารถในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตที่เริ่มถึงขีดจำกัด รูปแบบทางเศรษฐกิจและวิถีชีวิตส่วนใหญ่ของประเทศยังมุ่งเน้นการใช้ทรัพยากร การบริโภคทรัพยากรยังเป็นไปอย่างทิศทางเดียว (liner resource consumption) ซึ่งก่อให้เกิดผลเสียทางเศรษฐกิจ สังคม และสร้างมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม

การนำเอาแนวคิด TIR มาดำเนินการจะช่วยให้ ลักเซมเบิร์กสามารถผันตนเองไปสู่การเติบโตเชิงคุณภาพ ที่มาจากการพัฒนาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีประสิทธิภาพในภาพรวม การเพิ่มประสิทธิผล และการจัดการทรัพยากรที่ชาญฉลาด โดยมีเป้าหมายของการปรับรูปแบบทางเศรษฐกิจและสังคม ให้มีความยั่งยืนมากขึ้น การเติบโตอย่างมีคุณภาพนี้จะช่วยสร้างความมั่งคั่งที่เป็นสิ่งที่จำเป็น ในการแก้ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ เช่น ความยากจน การว่างงาน ความไม่เท่าเทียม การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

จุดมุ่งหมายหลักอีกข้อของการศึกษาดังกล่าวคือการสร้างความตระหนักถึง และการเตรียมความพร้อมของประเทศลักเซมเบิร์กในด้านเศรษฐกิจและสังคมสำหรับ megatrends ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต อาทิเช่น อุทกภัยจากธรรมชาติ digitalisation การนำหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติมาใช้ decarbonisation และการใช้ทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพ รวมไปถึง รูปแบบเศรษฐกิจใหม่ ๆ เช่น เศรษฐกิจหมุนเวียน (circular economy) และ ระบบเศรษฐกิจแบ่งปัน (sharing economy) ผ่านการศึกษาดังกล่าว ลักเซมเบิร์กจะสามารถชี้ให้เห็นถึง ภัยคุกคามที่น่าจะเกิดขึ้นในอนาคต และสามารถพลิกให้วิกฤติกลายเป็นโอกาส สำหรับผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียและประชากรของประเทศได้

แม้ว่าลักเซมเบิร์กจะไม่ใช้แรงผลักดันหลัก ของ megatrends เหล่านี้ แต่การมีส่วนร่วม การร่วมคาดการณ์ และการเตรียมตัวต่อความเปลี่ยนแปลงที่จะมาถึงก็เป็นสิ่งสำคัญ ที่จะช่วยให้ประเทศคงความสามารถในการแข่งขันในอนาคต การศึกษายุทธศาสตร์ TIR ของประเทศลักเซมเบิร์ก จึงเปรียบเหมือนการเตรียมพร้อมกล่องเครื่องมือสำหรับอนาคต

การศึกษา TIR ของลักเซมเบิร์ก ใช้วิธี lateral bottom-up approach โดยเปิดโอกาสให้ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระดับประเทศ เข้ามาแสดงความรู้ ความคิดเห็น ประสบการณ์ และวิสัยทัศน์ เพื่อสร้างมุมมองที่แตกต่าง และนำไปสู่กระบวนการการจัดทำแผน ควบคู่ไปกับการจัดทำข้อมูลเศรษฐกิจในระดับมหภาคเพื่อการจัดทำยุทธศาสตร์นี้โดยเฉพาะ

การร่วมมือดังกล่าวของภาคส่วนต่าง ๆ ในประเทศนับเป็นการดำเนินการครั้งประวัติการณ์ และทำให้ผลการศึกษาที่ได้เหมาะสมกับความเป็นจริงในระดับท้องถิ่น การมีส่วนร่วมของผู้ที่เกี่ยวข้องจำนวนมากเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นต่อแผนดังกล่าว และสอดคล้องกับแนวทาง “collaborative commons” และ กระบวนทัศน์Open innovation ที่เป็นส่วนหนึ่งของ TIR

การมีส่วนร่วมในการทำงานร่วมกันดังกล่าวถูกจัดขึ้น โดยแบ่งหมวดหมู่ออกเป็นในเก้า working group ตามที่แสดงในภาพด้านล่าง มีการแบ่งหมดแนวคิดออกเป็นหกเสาหลักในแนวตั้ง (พลังงาน คมนาคม อาคารและสิ่งก่อสร้าง อาหาร อุตสาหกรรม และการเงิน) และสามแกนแนวนอน (เศรษฐกิจอัจฉริยะ เศรษฐกิจหมุนเวียน และ prosumers – ผู้บริโภคที่เป็นทั้งผู้ผลิต และรูปแบบทางสังคมที่เกี่ยวข้อง) working group แต่ละกลุ่ม ได้ทำการศึกษา TIR ของลักเซมเบิร์ก ด้วยการระบุและหารือเกี่ยวกับโอกาสความท้าทายและแนวโน้มที่เกี่ยวข้อง และเสนอแนะมาตรการเชิงยุทธศาสตร์และการดำเนินการที่เป็นรูปธรรมในพื้นที่ที่แตกต่างกัน โดยระบุไปถึงโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี กรอบการกำกับดูแล นโยบายรูปแบบธุรกิจใหม่ ๆ การเงิน และการศึกษา

แม้ว่าแต่ละหัวข้อจะได้รับพิจารณาแบบแยกจากกัน แต่ก็ทีมผู้ทำการศึกษาก็ตระหนักถึงการเชื่อมต่อของปัญหาที่ต้องการการศึกษา และมีการพิจารณาในภาพรวมอย่างเป็นระบบ มีการเชื่อมโยงและปฏิสัมพันธ์ ไม่เพียงผ่านในแกนนอนเท่านั้น แต่ก็มีการประสานระหว่างเสาแนวตั้งด้วย

Screenshot 2017-12-29 17.01.54

แกนแนวนอนทั้งสามเป็นปัจจัยที่มีผลต่อในทุกด้านทางเศรษฐกิจและสังคมโดยรวม เทคโนโลยีอัจฉริยะเปรียบเหมือนเป็นกระดูกสันหลังของการใช้งาน Internet of Things และมีแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจแบบหมุนเวียนเข้าแทรกซึมในทุกภาคเศรษฐกิจและปิดการหมุนเวียนของการใช้ทรัพยากรให้อยู่ภายในประเทศ นอกจากนี้ เศรษฐกิจการแบ่งปันที่เป็นระบบเศรษฐกิจและรูปแบบธุรกิจที่มาใหม่ จะส่งผลกระทบต่อเสาแนวตั้งและแนวนอนทั้งหมด แกนเสา “เงินทุน” มีหน้าที่เป็น enabler ของโครงการ TIR และการลงทุนต่าง ๆ

การดำเนินการตามแนวคิดดังกล่าว คาดว่าจะส่งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมหภาคให้กับลักเซมเบิร์ก และเปลี่ยนเส้นทางของลักเซมเบิร์กไปสู่การปฎิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สามในระยะยาว ในช่วงหลายทศวรรษต่อไป การศึกษาเชิงกลยุทธ์นี้ จะเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่สำคัญ และเป็นโอกาศที่ดีในการจัดการอภิปรายสาธารณะในวงกว้างเกี่ยวกับสังคมของประเทศและอนาคตทางเศรษฐกิจ ผลการศึกษาดังกล่าวเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเส้นทางการพัฒนาของลักเซมเบิร์กเท่านั้น

บทสรุปผลการศึกษา – http://www.troisiemerevolutionindustrielle.lu/wp-content/uploads/2016/11/TIR-Strategy-Study_Short.pdf

https://www.i-scoop.eu/industry-4-0/#Industry_40_and_the_Industrial_Internet

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: