กว่าจะมีวันนี้ – เส้นทาง Bio-economy ของเนเธอร์แลนด์

เมื่อกล่าวถึงเนเธอร์แลนด์แล้ว คนส่วนใหญ่จะคิดถึง กังหันลม ดอกทิวลิบ หรือชีส ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับภาคเกษตรกรรม แต่น้อยคนจะคาดถึงว่าภาคอุตสาหกรรมการเกษตรของเนเธอร์แลนด์มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของโลก (รองจากสหรัฐฯ) ทำเม็ดเงินได้ถึง 80 พันล้านยูโรต่อปีหรือกว่า 3.2 ล้านล้านบาท (เทียบกับไทยที่ได้ประมาณ 1 ล้านล้านบาทต่อปี) คิดเป็นร้อยละ 9 ของ GDP มีกิจการที่เกี่ยวข้องกว่า 65,000 กิจการ หรือการจ้างงานกว่าร้อยละ 8 ของตำแหน่งงานทั้งหมดในประเทศ สินค้าส่วนใหญ่ถูกส่งออกไปประเทศต่าง ๆ ในสหภาพยุโรป (ร้อยละ 77)

dutch_farm_alten

ซึ่งภาพดังกล่าวแตกต่างจากเมื่อ 50 ปีก่อนอย่างสิ้นเชิง ภาคการเกษตรของเนเธอร์แลนด์ในตอนนั้นไม่ต่างจากประเทศกำลังพัฒนาในปัจจุบัน

images

เนเธอร์แลนด์พัฒนาภาคการเกษตรอย่างไร? ประสบกับปัญหาในด้านไหน? และไทยสามารถเรียนรู้อะไรจากเนเธอร์แลนด์ได้บ้าง? สำนักงานที่ปรึกษาอุตสาหกรรมขอชวนท่านผู้อ่านมาร่วม ศึกษาด้วยกัน

จุดเริ่มต้น

หากมองย้อนกลับไป 50 ปีที่แล้วภาคอุตสาหกรรมการเกษตรของเนเธอร์แลนด์แทบจะไม่ต่างจากประเทศกำลังพัฒนาในปัจจุบันเลย ชาวนาส่วนใหญ่ปลูกพืชที่ให้ผลตอบแทนต่อไร่ต่ำ(low-income crop) ร่วมกับการเลี้ยงสัตว์เพื่อใช้แรงงาน เนื้อ นม และปุ๋ย (จากของเสีย) การเก็บเกี่ยวและจัดการต่าง ๆ ใช้แรงงานคนและสัตว์เป็นหลัก

กำจัดความหิวโหย เพิ่มการผลิต

หลังจากสงครามโลกครั้งที่สองจบลง นโยบายการเกษตรของดัตช์มุ่งกำจัดความหิวโหย (no more hunger) ผ่านการเพิ่มปริมาณการผลิตอาหารราคาถูก ที่จะช่วยการันตีรายได้ของชาวนา สหภาพยุโรปเริ่มใช้นโยบายเดียวกันในปี 1957  ส่งผลให้การลงทุนของรัฐบาลในช่วงถัดมามุ่งไปที่การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอาหาร ผ่านการ specialization การใช้เครื่องจักร (mechanization) การ intensification และการขยาย scale การผลิตให้มากที่สุด เพื่อให้ได้มาซึ่ง การเพิ่มขึ้นของปริมาณผลผลิตการเกษตรต่อไร่ และต่อสัตว์แต่ละตัวให้มากขึ้น

ผลที่ได้คือตั้งแต่ปี 1960 เป็นต้นมา จำนวนเฉลี่ยวัวต่อฟาร์มในเนเธอร์แลนด์เพิ่มขึ้นกว่าเจ็ดเท่า จาก 9 ตัวเป็น 66 ตัว มีการใช้เครื่องจักรมาช่วยงานทำให้การเก็บเกี่ยวผลผลิตมีประสิทธิภาพมากขึ้น คนงานหนึ่งคนสามารถรีดนมได้เพิ่มขึ้น 17 เท่าต่อวัน วัวแต่ละตัวเพิ่มการผลิตนมจาก 4200 กิโลกรัมต่อปี (ปี1960) เป็น 7,880 กิโลกรัมต่อปี (ปี 2007) ปริมาณการผลิตนมของแต่ละฟาร์มเพิ่มขึ้น 14 เท่าจาก 37,000 กิโลกรัม (ปี1960) เป็น 522,000 กิโลกรม (ปี 2007) การเพิ่มขึ้นของประสิทธิภาพการผลิตอย่างก้าวกระโดดเป็นผลจากการพัฒนาเทคโนโลยีที่มุ่งเพิ่มปริมาณการผลิตนมของวัวโดยเฉพาะ ผ่านความร่วมมือระหว่างนักวิจัยและชาวนา และการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ที่สะดวก นอกจากนี้รัฐยังให้ความคุ้มครองตลาดนมผ่านกลไกตลาดที่การันตีราคาที่คงที่ อีกทั้งมาตรการอื่น ๆ

dutch_farming_19690607764

การยกระดับเทคโนโลยีของภาคการเกษตรนั้นได้รับการสนับสนุนเชิงนโยบายที่มีลักษณะต่อไปนี้: การคุ้มครองตลาด (market protection) ราคาสินค้ามีความคงที่ การถมที่เพื่อสร้างที่นาเพิ่ม การขยายที่นาเพื่อให้มีความเหมาะสมต่อการใช้เครื่องจักรผ่านโครงการ farmer and exchange (ruilverkaveling) การเข้าถึงแหล่งเงินที่ง่ายขึ้น การให้ความรู้ต่อชาวนา การวิจัยด้านเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร โครงการควบคุมโรคระบาด การใช้เทคนิค artificial insemination และนโยบายการขยายพันธุ์ การสนับสนุนธุรกิจการเกษตร การควบคุมราคาปุ๋ยและสารเคมี การควบคุมการจัดเก็บนม และข้อแนะนำอื่น ๆ

นอกจากนี้ยังมีการออกแบบข้อแนะนำที่ครอบคลุมโดยรวม (blanket recommendation) ที่บังคับใช้กับฟาร์มทุกประเภท ดินทุกชนิด และการให้การบริการในด้านต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกให้กับชาวนา

การผลักดันในทุกด้านจากรัฐบาลส่งให้เกิดการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด เช่นมีการพัฒนาสายพันธุ์ของวัวโดยสถาบันวิจัยต่าง ๆ ผ่าน DNA analysis และการผสมพันธุ์เทียม จนวัวสายพันธุ์ Holstein Friesian กลายเป็นสัญลักษณ์ของดัตช์ ราคาปุ๋ยที่ต่ำทำให้เกษตรกรสามารถรักษาความอุดมสมบูรณ์ของหน้าดินโดยใช้สารเคมี การ specialization ของกระบวนการผลิตและการใช้พันธุกรรมเฉพาะด้าน การแยกภาคส่วนการเกษตร ออกจากการเลี้ยงสัตว์สร้างความคล่องตัว รวมทั้งการผลิตนมเองก็ถูกแยกออกต่างหากด้วย มีการพัฒนาเทคโนโลยีที่ทำให้สามารถเก็บหญ้าไว้ได้นาน (ใช้ในฤดูหนาวเพื่อเลี้ยงว้ว)

nl_moerdijk_municipality_zevenbergen_city_img_2832

ผลสะท้อนด้านลบจากสิ่งแวดล้อม

อย่างไรก็ตามการพัฒนาที่เน้นเพิ่มปริมาณการผลิตเริ่มส่งผลกระทบด้านลบในปี 1970 แม้ปริมาณอาหารนั้นพอเพียง แต่คุณภาพของสิ่งแวดล้อมเริ่มเสื่อมถอย ปริมาณการผลิตสูงเกิดกว่าความจำเป็น ชาวนาจำเป็นต้องพึงพาการให้เงินสนับสนุนจากภาครัฐ (subsidy) คุณภาพหน้าดินที่ลดลง และการลดลงของจำนวนชาวนา ราคาปุ๋ยเคมีที่ต่ำทำให้ความสำคัญของปุ๋ยอินทรีย์ลดลง การเพิ่มขึ้นของการใช้สารเคมีส่งผลให้คุณภาพแหล่งน้ำเริ่มมีปัญหา

ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงดังกล่าว ส่งผลให้รัฐบาลถูกกดดันให้ปรับนโยบายด้านการเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตรอีกครั้ง

ปรับนโยบายเพื่อลดผลกระทบ

ตั้งแต่ปี 1984 มีการบังคับใช้มาตรการต่าง ๆ กับชาวนา เช่น ยกเลิกการควบคุมราคา (ban fixed-price) มีการกำหนดโควตาการผลิต และการลงโทษ(ปรับ) หากผลิตเกินโควตา แต่อนุญาติให้มีการซื้อขายโควตาในหมู่ชาวนา มีการความคุมระดับไนโตรเจนในมูลสัตว์และการใช้มูลสัตว์เป็นปุ๋ย โดยห้ามใช้บนผิวดินโดยตรงแต่ให้ใช้การฉีดเข้าสู่ชั้นดินแทน และให้มีการจดบันทึกการใช้สารเคมีต่าง ๆ

การปรับนโยบายดังกล่าวส่งผลในด้านบวกบ้าง เช่นลดปริมาณไนโตรเจนที่ใช้ลง แต่ก็ผลเสียที่เกิดขึ้นก็ยังมีอย่างต่อเนื่อง กระบวนการผลิตที่เน้น high-input และ maximum-output ส่งผลให้สัตว์อ่อนแอ ติดเชื้อง่าย การให้สารโปรตีนเสริมทำให้ระบบย่อยอาหารของสัตว์มีปัญหา อีกทั้งสัตว์มีความเครียดที่สูง การยกเลิกการประกันราคาส่งผลต่อรายได้ของเกษตรกร หลายรายต้องเลิกทำฟาร์ม ระหว่างปี 1960-2007 จำนวนชาวนาในเนเธอร์แลนด์ลดลงถึงร้อยละ 85 และยังลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งมาจากกฎและข้อบังคับต่าง ๆ ที่เพิ่มราคาการผลิต ในขณะที่ราคาผลผลิตต่ำ อีกทั้งเยาวชนรุ่นใหม่ไม่สนใจที่จะเป็นชาวนา

มุ่งสู่ post-modern sustainable farming ที่ยั่งยืน

ปัจจุบันการเกษตรในเนเธอร์แลนด์ยังคงมีปัญหาและความขัดแย้ง การวิจัยและนโยบายหลักยังคงให้ความสำคัญต่อปริมาณการผลิต แต่ก็มีแนวคิดใหม่ ๆ ที่มุ่งผลักดันการเกษตรทางเลือก หรือ post-modern sustainable farming หลักการดังกล่าวแบบออกเป็น 9 แนวคิดคือ

  1. รักษาองค์ความรู้ด้านการเกษตร
  2. การจัดการดินที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น (ผ่านการศึกษาการใช้แร่ธาตุในดิน และการศึกษาห่วงโซ่ระหว่าง ดิน พืช สัตว์ ปุ๋ย)
  3. เน้นการ optimization มากกว่าการ maximization บนสินค้าประเภทเดียว
  4. มีการสนับสนุนการสร้างรายได้ของชาวนาผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่นการเพิ่มมูลค่าสินค้า (ผลิตชีสจากนม ก๊าซจากมูลสัตว์ การเปิดร้านขายสินค้า การจัดกิจกรรมเพื่อเด็กและสันทนาการสำหรับบุคคลต่าง ๆ )
  5. ให้ความสำคัญต่อการขายตรง และความเชื่อมต่อระหว่างเมืองและชนบท
  6. ให้คุณค่าต่อความเชื่อมโยงระหว่างชาวนาและสิ่งแวดล้อม
  7. การให้ความสำคัญต่อสายพันธุ์ท้องถิ่น ความหลากหลายทางพันธุกรรม และการเพาะพันธุ์ที่ไม่เน้นใช้ประโยชน์ด้านใดด้านหนึ่ง
  8. ความเชื่อมต่อระหว่างสัตว์และการเกษตรกรรม
  9. ให้ความสำคัญกับพืชสมุนไพร

การเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตรดัตช์เน้นการพัฒนาที่ยั่งยืนมากขึ้น รัฐบาลพยายามสนับสนุนด้านการเงินและการสร้างองค์ความรู้เพื่อช่วยสร้างการเกษตรแบบ multifunctional agriculture ที่รวมเอาการเกษตรเข้ากับการให้การดูแล (care farms) หรือการจัดการธรรมชาติ (nature management) ในปีค.ศ. 2009 การเกษตรแบบ multifunctional ทำรายได้มากกว่า 411 ล้านยูโร

เกษตรอินทรีย์ Biomass และพลังงานหมุนเวียน

รัฐยังให้การสนับสนุนเกษตรอินทรีย์ มีการทำสัญญาข้อตกลงระหว่างรัฐบาล ห้าง supermarket ต่าง ๆ และองค์การ Dutch Confederation of Agriculture and Horticulture (LTO) และภาคส่วนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในการส่งเสริมผลิตภัณฑ์จากเกษตรอินทรีย์ สัญญาดังกล่าวคาดว่าจะส่งผลเพิ่มการขายผลิตภัณฑ์จากเกษตรอินทรีย์ได้ประมาณร้อยละ 10 และมีการจัดตั้งข้อบังคับต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับ animal welfare ก็ช่วยให้สัตว์มีคุณภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

รัฐบาลพยายามที่จะลดพลังงานที่ใช้ในภาคส่วนเกษตรกรรมลงโดยเฉพาะใน greenhouse ต่าง ๆ มีการกำหนดให้ greenhouse ที่จะสร้างใหม่หลังปี 2020  เป็น climate-neutral และไม่ผลิต carbon monoxide โดยให้ใช้เทคโนโลยี Solar Cell, การประหยัดการใช้ไฟฟ้า แนวทาง Energy-efficient growth strategies; การใช้พลังงาน Geothermal applications การใช้ biofuels และให้ greenhouse เป็นแหล่งการผลิตพลังงานแบบยั่งยืนในรูปแบบต่าง ๆ ผ่านโครงการ greenhouse as a source of energy

รัฐบาลต้องการที่จะส่งเสริมการใช้ Biomass ในการผลิตพลังงาน สารเคมี และเป็นแหล่งทรัพยากร โดยภายในปี 2030 ร้อยละ 30 ของทรัพยากรที่มาจากถ่านหินจะต้องถูกแทนที่โดย Green material ที่มีจาก biomass เป้าหมายดังกล่าวเป็นการสร้างเศรษฐกิจสีเขียว หรือ Biobased economy ที่ขับเคลื่อนโดย Biomass

ประโยชน์ของการใช้ Biomass มีดังนี้

  • Biomass สามารถย่อยสลายได้ง่าย และไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม
  • การผลิต Biomass มีความยั่งยืน และสร้างจากวัสดุที่ย่อยสลายได้ โดยมาจาก greenhouse และฟาร์มต่าง ๆ
  • เศรษฐกิจ Bio-based economy เปิดโอกาสให้กับกิจการดัตช์ โดยเฉพาะภาคเคมีให้สามารถเติบโตและมีการดำเนินการที่ยั่งยืน

รัฐบาลดัตช์จึงมุ่งผลัดดันงานวิจัยและการพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ  รวมทั้งสนับสนุนการใช้สารเคมีที่ปกป้องพืชอย่างยั่งยืน

บทสรุป

จะเห็นได้ว่าการพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตรของเนเธอร์แลนด์เริ่มจากการผลักดันเพิ่มการผลิต (ช่วงปี 1960) ส่งผลให้เกิดผลกระทบด้านลบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างรุนแรง รัฐบาลก็มีการเปลี่ยนแปลงและปรับนโยบายให้เหมาะสม โดยในปัจจุบันมุ่งส่งเสริมการเกษตรอย่างยั่งยืนผ่านการวิจัยและการพัฒนาเทคโนโลยี การพัฒนาภาคการเกษตรและเศรษฐกิจ Bio-base economy ของประเทศไทยสามารถเรียนรู้ได้จากประสบการณ์ของเนเธอร์แลนด์เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียเวลาและบทเรียนที่อาจจะแสนแพงได้

 

ที่มา

http://www.dutchfarmexperience.com/nine-traditional-elements-post-modern-sustainable-dairy-farming/

https://www.government.nl/latest/news/2015/01/16/dutch-agricultural-exports-top-80-billion-euros

https://www.hollandtradeandinvest.com/key-sectors/agriculture-and-food

https://www.government.nl/topics/agriculture-and-livestock/contents/agriculture-and-horticulture

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: