อุตสาหกรรมสิ่งทอในบริบท Industry 4.0

Industry 4.0 หรือการปฎิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 เป็นแนวโน้มการพัฒนาของภาคอุตสาหกรรมที่มุ่งนำเอาเทคโนโลยี digital และการสื่อสาร (Information technology) ต่าง ๆ มาประยุกต์ใช้กับภาคอุตสาหกรรม เช่น cyber-physical systems, แนวคิด Internet of Things หรือ Cloud computer ซึ่งเป้าหมายในภาพรวมคือการพัฒนาที่จะนำไปสู่โรงงานอัจฉริยะ หรือ Smart Factory แนวโน้มดังกล่าวได้รับการกล่าวถึงเป็นอย่างมากในวงการอุตสาหกรรมปัจจุบัน บทความนี้จะกล่าวถึงผลกระทบของแนวโน้มดังกล่าวต่ออุตสาหกรรมสิ่งทอในภาพรวม

หากมองย้อนกลับไปในอดีต จะเห็นได้ว่าในการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งก่อน ๆ ส่งผลกระทบที่สูงต่ออุตสาหกรรมสิ่งทอ การทอผ้าที่เปลี่ยนมาใช้เครื่องกลแทนการทอมือ ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตลดลงและในขณะที่สามารถเพิ่มความรวดเร็วในกระบวนการผลิตให้สูงขึ้น ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงของภาคอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ผ่านการพัฒนานวัตกรรมด้านโครงสร้าง Digital และ Biological สิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ เช่น 3-D printing หรือ artificial intelligence และ Biomaterial จึงน่าจะมีผลกระทบต่อภาคดังกล่าวเช่นเดียวกัน

นาย Klaus Schwab ผู้ก่อตั้งและประธานของ World Economic Forum ได้กล่าวว่า ในขณะนี้มนุษย์ชาติยังไม่สามารถเข้าใจความเร็วและขอบเขตของผลกระทบที่จะมาจากการปฎิวัติอุตสาหกรรมครั้งนี้ การเชื่อมต่อของประชาชนหลายพันล้านคนผ่านเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่จะสร้างความเป็นไปได้ที่ไม่มีขอบเขตเลยทีเดียว การประชุม Economic Forum ตระหนักถึงความสำคัญดังกล่าวจึงได้เลือกให้ Industry 4.0 เป็นหัวข้อการประชุม

การพัฒนาอุตสาหกรรม 4.0 นั้นจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทุกภาคส่วนของอุตสาหกรรม ในด้านแฟชั่นนั้นผลประโยชน์ที่จะได้รับโดยตรงคือการพัฒนาของวิทยาศาสตร์ด้านวัตถุ (materials science) ที่จะเปิดความเป็นไปได้ในการผลิตสิ่งทอที่มีคุณประโยชน์และความสวยงามใหม่ ๆ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาอุตสาหกรรมสิ่งทอเองก็มีการพัฒนาการที่น่าสนใจ มีการผลิต Shrilk ซึ่งเป็นสิ่งทอที่มีความใสและย่อยสลายได้จากเปลือกกุ้งเหลือใช้และโปรตีนที่มาจากผ้าไหม Shrilk มีจุดเด่นในด้านความแข็งแรงที่สูงพอๆกับอลูมิเนียมโดยที่มีน้ำหนักเบากว่าถึงครึ่งหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีสิ่งทอ Qmilk ที่เป็นวัสดุสิ่งทอผลิตจากนมเปรี้ยว มีความทนทานต่อไฟและแบคทีเรีย อีกทั้งสิ่งทอที่สามารถสร้างและเก็บพลังงานได้

แต่แม้ว่าเทคโนโลยีด้านสิ่งทอเหล่านี้จะถูกผลิตขึ้นมาแล้ว แต่การนำมาใช้ให้แพร่หลายยังเป็นเรื่องที่ท้าทายอยู่ และจำเป็นที่จะต้องมีการสร้างความร่วมมือระหว่างนักวิทยาศาสตร์ ผู้ผลิต และนักออกแบบ ที่มีความเข้าใจต่อความต้องการของลูกค้าและศักยภาพของเทคโนโลยีเหล่านี้ นาย Mark Zuckerberg กล่าวถึงความสำคัญของการสร้างความร่วมมือดังกล่าวที่จะนำเอาเทคโนโลยี wearable ที่อยู่ในมือของ technology people หรือผู้เชี่ยวชาญไปสู่กลุ่มนักคิดที่เห็นถึงศักยภาพของเทคโนโลยีดังกล่าวจากมุมมองของตลาด ซึ่งมุมมองนี้มีความสำคัญที่สูงในบริบทของอุตสาหกรรมสิ่งทอที่ตลาดมีความหลากหลายในด้านความต้องการของผู้บริโภคกว่าอุตสาหกรรมอื่น ๆ สิ่งค้าสิ่งทอจะต้องถูกออกแบบให้เหมาะสมกับกลุ่มลูกค้า (ชาย หญิง เด็ก วัยรุ่น วัยกลางคน ฯลฯ) ในขณะที่สินค้าของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เช่น Iphone สามารถขายให้กับบุคคลต่างกลุ่มต่างวัยได้ง่ายกว่า

นอกจากการเปลี่ยนแปลงผลิตภัณฑ์แล้ว อีกหนึ่งผลกระทบของนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีต่ออุตสาหกรรมสิ่งทอคือการเปลี่ยนแปลงด้านวัตถุดิบ ในปัจจุบันปัญหาวัตถุดิบขาดแคลน เช่นความต้องการหนังแท้คุณภาพสูงปริมาณสูงทำให้ตลาดหนังโลกขาดแคลนวัตถุดิบ ผลกระทบด้านโลกร้อนเองก็มีส่วนทำให้วัตถุดิบที่มาจากธรรมชาติเช่น ไหมและแคชเมีย ลดปริมาณลง นาง Suzanne Lee หัวหน้าแผนกความคิดสร้างสรรค์ของบริษัท Modern Meadow ในกรุงนิวยอร์ก ได้กล่าวว่าความต้องการหนังที่สูงทำให้คุณภาพของวัตถุดิบลดลง ในปัจจุบันอัตราส่วนของหนังที่ไม่ผ่านการตรวจคุณภาพนั้นสูงถึงร้อยละ 30-80 ซึ่งเป็นการสิ่งเปลืองทรัพยากรเป็นอย่างยิ่ง บริษัท Modern Meadow จึงได้ทำการพัฒนาการผลิตหนังแท้ภายในห้องวิจัย นาง Marie-Claire Daveu หัวหน้าแผนก Sustainability ของบริษัท Kering หนึ่งในบริษัทที่สร้างห้องทดลองนวัตกรรมเพื่อการสร้างวัตถุดิบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมกล่าวว่า ความสามารถในการผลิตทรัพยากรผ่านนวัตกรรมใหม่ ๆ จะช่วยลดความกดดันในการหาวัตถุดิบคุณภาพสูงอย่างต่อเนื่องได้

การพัฒนาด้าน Material Science จะสามารถตอบปัญหาที่จะมาจากความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นของผู้บริโภคและด้านของเสียที่เกิดจากการผลิตได้ ซึ่งปริมาณของเสียฝังกลบที่มาจากภาคสิ่งทอประเทศสหรัฐฯ มีสูงถึง 10.5 ล้านตันต่อปี นักวิจัยจาก Massachusetts Institute of Technology (MIT) ทำการสร้าง 3D printer ที่สามารถสร้างเครื่องประดับจากของเสียประเภทเปลือกกุ้ง (Shrimp Chitin) ได้ เครื่องประดับที่ผลิตมาจากกระบวนการดังกล่าวสามารถย่อยสลายตามธรรมชาติได้ และมีอายุการใช้งานเพียง 3 เดือน เป็นการสร้างแฟชั่นในรูปแบบ Wear it while you Can – หรือใส่/ใช้มันในขณะที่คุณยังใส่มันได้

เทคโนโลยี 3-D printing หรือการสร้างวัสดุผ่านการพิมพ์เป็นชั้นจากรูปแบบ digital drawing มีความสามารถใหนการสร้างความเปลี่ยนแปลงในรูปแบบ disruptive กระบวนการผลิตสิ่งทอและแฟชั่นต่าง ๆ ผ่านความสามารถในการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ซับซ้อนได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว บริษัทต่าง ๆ จะสามารถสร้างตัวอย่างและทดสอบสินค้าได้ก่อนที่จะทำการผลิตอย่างเป็นทางการมากขึ้น อีกทั้งเปิดโอกาสให้ผู้ บริโภคสามารถสร้างสินค้าที่ตนเองต้องการได้ (customisation) ราคาของเทคโนโลยีดังกล่าวนั้นลดลงอย่างต่อเนื่อง มีการคาดการณ์ว่าราคาของสินค้าที่ถูกผลิตโดย 3-D printing จะลดลงกว่าร้อยละ 50 ระหว่างปีค.ศ 2013 – 2018 ซึ่งทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณของสินค้าที่ถูกผลิต บริษัทเช่น Adidas และ Nike ได้เริ่มใช้เทคโนโลยีดังกล่าวแล้ว โดยเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อออกแบบและสร้างรองเท้าที่ตนต้องการ

Artificial Intelligence เป็นอีกนวัตกรรมที่จะมีบทบาทในการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ความสามารถด้าน automation หรือการดำเนินการโดยอัตโนมัติกิจกรรมต่าง ๆ ที่ทำโดยมนุษย์ การนำนวัตกรรมดังกล่าวมาใช้คาดว่าจะมีผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมทั้งหมด ในภาคแฟชั่นนั้นความสามารถดังกล่าวอาจจะถูกนำมาใช้ในการตัดสินใจที่มีความซับซ้อนผ่านหลักฐานด้านข้อมูลต่าง ๆ (data-driven decision making) ช่วยให้บริษัทต่าง ๆ สามารถคาดเดาแนวโน้มการบริโภคผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ได้ หรือแม้แต่การคาดเดาว่าสินค้าชิ้นได้จะได้รับความนิยมสูง การวิเคราห์ข้อมูลที่มีจำนวนมากเช่น ข้อมูลการซื้อขายสินค้าออนไลน์ หรือการดึงข้อมูลจากสิ่งทออัจฉริยะ (Smart Garments) สามารถช่วยให้ผู้ผลิตและนักออกแบบคาดเดาความต้องการสินค้าได้ รวมทั้งจัดการปริมาณสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพลดความสิ้นเปลืองในด้านต่าง ๆ การนำเอานวัตกรรมมาใส่ในอุปกรณ์และสินค้าแฟชั่นยังสามารถช่วยแก้ปัญหาของภาคส่วนอื่น ๆ เช่นสุขภาพ อย่างที่เห็นในปัจจุบันว่า Smart Watch อย่าง Fitbit และ Apple Watch รวมทั้งบริษัท Chromat (ร่วมกับ Intel) ได้สร้างสินค้าที่มาเติมเติมช่องว่างดังกล่าว ในอนาคตอุปกรณ์ต่าง ๆ เหล่านี้อาจจะสามารถนำมาใช้ในการติดตามสุขภาพ และสภาวะทางร่างกายของผู้สูงอายุได้

แม้ว่าผลกระทบของการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ต่อภาคอุตสาหกรรมสิ่งทอนั้นยังไม่ชัดเจน แต่ผลต่อระบบของภาคอุตสาหกรรมดังกล่าวนั้นค่อนข้างแน่นอน ปัจจุบันอุปสรรคของการนำเอานวัตกรรมต่าง ๆ มาใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอคือความเฉื่อยของแนวคิดของบุคลากรในภาคอุตสาหกรรมต่อเทคโนโลยีใหม่ ๆ และความไม่สนใจในการลงทุนด้าน R&D ของบริษัทสิ่งทอต่าง ๆ อีกทั้งความเชื่อมต่อระหว่างภาคอุตสาหกรรมการผลิตและเทคโนโลยียังมีช่องว่างอยู่ อย่างไรก็ตามเริ่มมีบริษัทและสถาบันด้านสิ่งทอต่าง ๆ ให้ความสนใจลงทุนในด้านเทคโนโลยีมากขึ้น สถาบัน Revolutionary Fibres and Textiles Manufacturing Institute ในสหรัฐฯ ได้จัดสรรงบประมาณกว่า 300 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สำหรับการลงทุนเพื่อสร้างสิ่งทอในรูปแบบใหม่ ๆ ความร่วมมือระหว่างบริษัทและหน่วยงานต่าง ๆ ก็เริ่มเกิดมากขึ้น เช่นความร่วมมือระหว่างบริษัทยีนชื่อดัง Levi กับบริษัทด้านเทคโนโลยี Google

ก้าวต่อไปของอุตสาหกรรมสิ่งทอในโลกดิจิตัลนั้นเต็มไปด้วยโอกาสและความท้าทาย การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 จะสร้างความท้าทายใหม่ ๆ ทั้งด้านการออกแบบ ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร ความปลอดภัยและจริยธรรม การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะนำไปสู่การเปิดตลาดมิติใหม่ของอุตสาหกรรมสิ่งทอและผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ในขณะเดียวกันก็เป็นความเสี่ยงและความคับขันของภาคสิ่งทอที่ต้องปรับตัว การพิจารณาเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนั้นเป็นหน้าที่ของหน่วยงานและบริษัทที่เกี่ยวข้องทั้งในภาครัฐและเอกชน การหารือ ปรึกษาและทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนเพื่อปรับตัวและผลักดันการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวต่อไป

แหล่งข่าว https://www.businessoffashion.com/articles/fashion-tech/fashions-fourth-industrial-revolution-2

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: