การประชุมเกี่ยวกับสารทำลายชั้นบรรยากาศโอโซน ที่กรุงคิกาลี สาธารณรัฐรวันดา

โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Environment Programme หรือ UNEP) ได้จัดการประชุมรัฐภาคีสมาชิกของพิธีสารมอนทรีออลว่าด้วยสารทำลายชั้นบรรยากาศโอโซน สมัยที่ 28 (The 28th Meeting of the Parties to the Montreal Protocol on Substances that Deplete the Ozone Layer: MOP28) ระหว่างวันที่ 10 – 14 ตุลาคม 2559 ณ กรุงคิกาลี สาธารณรัฐรวันดา ประเด็นสำคัญที่สุดที่เป็นไฮไลท์ของการประชุม คือการมีมติเห็นชอบใน Kigali Amendment ที่มีเนื้อหาในการปรับปรุงบัญชีของสารควบคุมภายใต้พิธีสารมอนทรีออล โดยได้รวมสารไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน (HFCs) เข้าไปด้วย

สารไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน (HFCs) เป็นสารที่ใช้ในการทำความเย็นสำหรับอุปกรณ์ประเภทเครื่องปรับอากาศในครัวเรือน ยานยนต์และสำนักงานต่าง ๆ นอกจากนี้ HFCs ยังถูกใช้เป็น ตัวทำละลาย เป็นสารขยายตัวของโฟม สารสำหรับดับเพลิง และตัวเร่งละอองของเหลว (ในสเปรย์และแอโรซอลต่าง ๆ) สาร HFCs เป็นสารที่ไม่ทำลายชั้นโอโซน แต่เป็นสารที่ทำให้เกิดโลกร้อน เนื่องจากมีค่า Global Warming Potential สูงกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ตั้งแต่หลักร้อยจนถึง หลักพันเท่า และเป็นสารที่มนุษย์ผลิตขึ้นมาเพื่อใช้ทดแทนสารประกอบพวก chlorofluorocarbons (CFCs) และ hydrochlorofluorocarbons (HCFCs) ที่ถูกยกเลิกโดย พิธีสารมอนทรีออลว่าด้วยสารทำลายชั้นบรรยากาศโอโซน

ปริมาณการผลิต HFCs นั้นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหลังจากสารดังกล่าวถูกส่งเสริมให้มาใช้แทน CFCs ซึ่งภายหลังพบว่าสาร HFCs แม้จะคิดเป็นปริมาณที่ถูกปล่อยมาน้อย แต่มีผลกระทบต่อสถานการณ์โลกร้อนเป็นอย่างมาก และสามารถตกค้างได้ยาวนานสูงสุดถึง 260 ปี ดังนั้น UNEP จึงได้นำเสนอการประเมินผลกระทบของสาร HFCs ว่าภายในปีค.ศ. 2050 ผลกระทบต่อสภาวะเรือนกระจกของสาร HFCs นั้นจะมีความรุนแรงเทียบเท่ากับผลกระทบจากภาคขนส่งทั้งโลกรวมกันและมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามจำนวนประชากรและการเติบโตของเศรษฐกิจ หากไม่มีการจัดการเพื่อลดปริมาณการใช้สาร HFCs ลง

เพื่อความเข้าใจที่ดีขึ้น ขอเล่าย้อนความเป็นมาของการควบคุมสารทำลายชั้นบรรยากาศโซนว่า เริ่มมาตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1970 ที่มีข้อกังวลและคำเตือนจากนักวิชาการว่า CFCs ที่ถูกปล่อยสู่บรรยากาศจะมีผลในการทำลายชั้นโอโซนที่ช่วยป้องกันรังสี UVB เนื่องจากผลของรังสี UVB จะส่งผลต่อความหลากหลายทางชีวภาพบนโลก การเกิดโรคมะเร็งผิวหนัง ต้อกระจก เป็นต้น ทำให้เกิดความกังวลต่อการลดลงของโอโซนในระดับนานาชาตินำไปสู่การร่างพิธีสารมอนทรีออล ในวันที่ 16 กันยายน ค.ศ. 1987 และเริ่มการบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ค.ศ.1989 เป็นต้นมา ซึ่งประเด็นสำคัญในการบังคับใช้พิธีสารมอนทรีออล คือ เพื่อควบคุม ยับยั้ง และรณรงค์ให้ลด ละเลิกการผลิตและการใช้สารทำลายชั้นบรรยากาศโอโซน (Ozone Depleting Substances: ODSs) โดยมีการบัญญัติมาตรการต่าง ๆ ที่ช่วยส่งเสริมการบังคับใช้ เช่น การให้ความช่วยเหลือเชิงเทคนิคและการเงิน การจำกัดการค้า (trade sanctions) สินค้าและสารที่มีผลต่อโอโซน

ซึ่งหากพิจารณาในข้อเท็จจริงแล้ว จะเห็นได้ว่าสารควบคุมภายใต้พิธีสารมอนทรีออล คือ ODSs อย่างไรก็ตาม สำหรับ HFCs ซึ่งถูกเสนอใช้ให้เป็นตัวเลือกแทนการใช้สาร HCFCs นั้น ไม่ได้เป็น ODSs แต่มีข้อกังวลที่ตัวสารมี GWP สูงมาก จึงได้มีการหยิบยกประเด็นการควบคุมสาร HFCs ภายใต้พิธีสารมอนทรีออล มาตั้งแต่การประชุม MOP21 (ค.ศ.2009) ที่ประเทศอียิปต์ ซึ่งเป็นข้อเสนอของ Federal States of Micronesia (FSM) และ Mauritius จากนั้น ในการประชุม MOP22 (ค.ศ.2010) ที่ประเทศไทย ที่ประชุมได้มีการพิจารณาข้อเสนอในการปรับปรุงสารควบคุมภายใต้พิธีสารมอนทรีออล โดยให้รวม HFCs เข้าไปด้วย (2 ข้อเสนอจากสหรัฐอเมริกา/แคนาดา/เม็กซิโก และจาก FSM)

ข้อเสนอดังกล่าวได้ถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นพิจารณาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การประชุม MOP23 (ค.ศ.2011) ที่บาหลี การประชุม MOP24 (ค.ศ.2012) ที่นครเจนีวา การประชุม MOP25 (ค.ศ.2013) ที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งก็ยังไม่ได้ข้อสรุปเรื่องการควบคุมสาร HFCs จนถึงการประชุม MOP26 (ค.ศ.2014) ที่กรุงปารีส ประเทศสมาชิกจึงได้เสนอแนวทางที่จะดำเนินการในเรื่องดังกล่าว เพื่อให้เกิดผล โดยได้มีการจัด Workshop ในเรื่องดังกล่าวต่อเนื่องจากการประชุม Open-ended Working Group (OEWG) ในปี ค.ศ.2015 รวมไปถึงการพิจารณาถึงข้อกำหนดด้าน High-ambient temperature (HAT) และความปลอดภัย และประเด็นของการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

ในการประชุม MOP27 (ค.ศ.2015) ณ นครดูไบ ที่เป็นการประชุมต่อเนื่องจาก OEWG36 ประเทศสมาชิกได้ตกลงในการกำหนด HFC Management Contact Group เพื่อขับเคลื่อน เรื่องดังกล่าวอย่างจริงจัง โดยหวังว่าจะให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน หลังจากมีการขับเคลื่อนประเด็นดังกล่าวอยู่หลายปี จึงได้มีการเห็นชอบกับ “Dubai Pathway on HFCs” ซึ่งถือเป็น Roadmap ในการเจรจาต่อรองในประเด็นของ HFC Amendment

การประชุม OEWG37 ณ นครเจนีวา เมื่อเดือนเมษายน ค.ศ.2016 ประเด็นหลักของการประชุมอยู่ที่ความคืบหน้าในการดำเนินงานของ HFC Management Contact Group ซึ่งผลปรากฎว่า ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ จนไปถึงการประชุม Resumed OEWG37 และการประชุม OEWG38 ที่จัดขึ้น ณ กรุงเวียนนา ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ.2016 ซึ่งข้อสรุปของการประชุม Resumed OEWG37 คือมีการกำหนดแนวทางแก้ไขสำหรับอุปสรรคท้าทายต่างๆ ของ Dubai Pathway และข้อตกลงในการจำกัดการใช้สาร HFCs หรือ Dubai Pathway ได้ถูกกำหนดเป็นหัวข้อหลักของการประชุม OEWG38 อย่างไรก็ตาม การประชุม OEWG38 ก็ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ จนต้องเลื่อนไปสรุปก่อนหน้าการประชุม MOP28 ที่กรุงคิกาลี

ในการประชุม MOP28 ในเดือนตุลาคม ค.ศ.2016 จึงถือเป็นโอกาสสำคัญที่ประเทศสมาชิกจะต้องหาข้อสรุปเรื่องการควบคุมสาร HFCs ให้ได้ เพราะข้อสรุปดังกล่าวจะมีผลต่อการดำเนินการเกี่ยวกับ Paris Agreement ที่จะมีการประชุมหารือกันในการประชุม COP22 ที่ประเทศโมร็อกโค ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.2016

ดังนั้น จะเห็นได้ว่าผลการประชุม MOP28 จะมีนัยสำคัญอย่างมาก ต่อการดำเนินการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมโลก เพราะจะเกี่ยวเนื่องไปถึงการแก้ไขปัญหาโลกร้อน ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่สุดในขณะนี้ ผู้นำสำคัญของประเทศต่างๆ ได้ให้ถ้อยแถลงในการประชุม MOP28 ล้วนแต่ตระหนักถึงนัยยะดังกล่าว เช่น นาย John Kerry, Secretary of State ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนของสหรัฐอเมริกาได้กล่าวว่า ข้อตกลงในเรื่อง HFC Amendment ถือเป็นความคืบหน้าในการดำเนินการที่สำคัญภายใต้พิธีสารมอนทรีออล และถือเป็นการดำเนินการที่สำคัญอย่างมากในการแก้ไขปัญหาโลกร้อนของปีนี้

ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วสัญญาที่จะลดการใช้ก๊าซ HFC ลงอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มจากการลดลงร้อยละ 10 ในปีค.ศ. 2019 ไปถึงร้อยละ 85 ในปีค.ศ. 2036 ซึ่งที่ผ่านมา บางประเทศก็ได้เริ่มทำการลดการใช้ก๊าซ HFC ลงแล้ว ส่วนกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาจะมีกำหนดการจำกัดปริมาณการใช้สารดังกล่าวที่แตกต่างกัน โดยแยกเป็น 2 กลุ่มย่อย นั่นคือประเทศส่วนใหญ่ในกลุ่มกำลังพัฒนา (Article 5 parties) กำหนดให้หยุดการเพิ่มขึ้นของสารดังกล่าว ในปี ค.ศ. 2024 ในขณะที่บางประเทศกำหนดไว้ในปี ค.ศ. 2028 ซึ่งได้แก่ อินเดีย อิหร่าน อิรัก ปากีสถาน และประเทศในอ่าวเปอร์เซียต่าง ๆ ทั้งนี้เนื่องจากประเทศเหล่านี้มีการเพิ่มขึ้นของ ชนชั้นกลางอย่างรวดเร็ว ประชากรในกลุ่มดังกล่าวยังมีความต้องการที่จะใช้เครื่องปรับอากาศที่สูง นอกจากนี้อินเดียยังมีความหวาดกลัวว่าข้อตกลงดังกล่าวจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของตน

นาย Benson Ireri ที่ปรึกษาด้านนโยบายขององค์การ Christian Aid ได้กล่าวว่าประเทศแอฟริกาได้ตกลงตามข้อกำหนดสำหรับประเทศส่วนใหญ่ของ Article 5 parties เพราะมีความกังวลต่อผลกระทบด้านโลกร้อนว่าจะส่งผลให้ความยากจนของประชาชนของตนทวีความรุนแรงมากขึ้น

สำหรับกรณีของไทย อินโดนีเซีย และกัมพูชา เพื่อให้ที่ประชุมได้ข้อมติที่เป็นที่ยอมรับร่วมกัน จึงตกลงกับข้อกำหนดให้หยุดการเพิ่มขึ้นของสารดังกล่าวในปี ค.ศ. 2024 เหมือนประเทศส่วนใหญ่ของ Article 5 parties ข้อดีของทางเลือกนี้คือจะทำให้เรามีขีดความสามารถในการแข่งขั้นในตลาดโลก และยังเป็นผลดีกับการสนับสนุนการลดโลกร้อนของประเทศ แต่เนื่องจากเวลาที่กระชั้นชิดอาจทำให้ภาคอุตสาหกรรมมีการลังเลที่จะลงทุนเนื่องจากว่าอาจต้องมีทั้งการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีใหม่ ๆ อีกด้วย อย่างไรก็ตาม ดังนั้นทางคณะทำงานของพิธีสารจะต้องเตรียมการเพื่อจะสรรหาข้อมูลด้านต่าง ๆ เพื่อประกอบการพิจารณาและสร้างความเข้าใจกับภาคอุตสาหกรรมต่อไป

อย่างไรก็ตาม ไทย อินโดนีเซีย และกัมพูชา ได้ขอให้ระบุในรายงานการประชุมว่าท่าทีของรัฐบาลทั้ง 3 ประเทศ (จากการตกลงกับหน่วยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องและผู้มีส่วนได้เสียทั้งหมด) ประสงค์ ให้หยุดการเพิ่มขึ้นของสารดังกล่าวในปี ค.ศ. 2025

ทั้งนี้ ประเทศในกลุ่มกำลังพัฒนา (Article 5 parties) ได้มีการเรียกร้องให้ระบุการช่วยเหลือชัดเจนในเอกสารการประชุม และเพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามสัญญา ประเทศพัฒนาแล้ว (Article 2 Parties) จะต้องจัดให้มีการช่วยเหลือทั้งทางด้านงบประมาณ เทคโนโลยี การเสริมสร้างศักยภาพ ที่เพียงพอ ในเรื่องของงบประมาณ มีการหารือให้ทบทวนวิธีการให้เงินสนับสนุนเพิ่มเติมจากช่วงแรก เนื่องจากมีหลายประเทศเห็นว่าภาคอุตสาหกรรมของตนต้องลงทุนเพิ่มขึ้นมากจากการคำนวนในวิธีเดิม ทำให้ผู้ประกอบการอาจประสบปัญหาเพิ่มเติมได้เพราะเพิ่งทำการลงทุนไปได้ไม่นาน

Kigali Amendment เป็นพัฒนาต่อเนื่องที่สำคัญของ Paris Agreement เมื่อปีที่แล้วที่มีการลงนามโดยประเทศต่าง ๆ และมีผลใช้หลังจากประเทศอินเดีย แคนาดา และรัฐสภายุโรป ได้ทำการรับรอง และมีความแตกต่างจาก Paris Agreement เพราะเป็นข้อตกลงที่มีการบังคับใช้ผ่านกฎหมาย มีกำหนดกรอบเวลาการบังคับใช้อย่างชัดเจน และมีการกำหนดให้ประเทศที่ร่ำรวยกว่าทำการช่วยเหลือประเทศที่ยากจนในการปรับเทคโนโลยีต่าง ๆ

ความสำเร็จของการประชุม MOP28 เป็นผลมาจากหลายเหตุผลด้วยกัน เช่น แผนการลดปริมาณ HFCs ที่เปิดโอกาสให้ประเทศต่าง ๆ สามารถเลือกกรอบเวลาที่เหมาะสมสำหรับตนเองได้ การยอมรับการเปลี่ยนแปลงของบริษัทต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเพราะเห็นว่าเป็นผลประโยชน์ต่อบริษัททั้งด้านการดำเนินการสิ่งแวดล้อมและการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร ความมุ่งมั่นของ นาย John Kerry ในการผลักดันข้อตกลงดังกล่าวก่อนการเลือกตั้งของสหรัฐฯ การยอมรับ การลงทุนด้านเทคโนโลยีของประเทศกำลังพัฒนา และจำนวนสารที่สามารถนำมาทดแทน HFCs เช่น สารไฮโดรคาร์บอน แอมโนเนีย และคาร์บอนไดออกไซด์

มีบางแหล่งข่าวแสดงความเห็นว่าข้อตกลงดังกล่าวไม่มีผลกระทบต่อประเทศที่พัฒนาแล้วมากนัก สหภาพยุโรปได้เริ่มทำการลดการใช้สาร HFCs มาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว และได้ทำการสั่งห้ามใช้สารดังกล่าวในอุตสาหกรรมรถของตนเองมาตั้งแต่ปีค.ศ. 2011 บริษัทอาหารและเครื่องดื่มระดับโลกเช่น Coca Cola Pepsico และ Unilever ได้ทำการยกเลิกการใช้สาร fluorinated และ นำสารที่มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาใช้แทน ซึ่งเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและเป็น การประหยัดค่าใช้จ่ายไปด้วย ในขณะที่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาจะต้องแบกรับค่าใช้จ่ายใน การเปลี่ยนเทคโนโลยี การลงทุนด้าน R&D และการเปลี่ยนแปลงอุปกรณ์ต่าง ๆ ในโรงงาน

การลดลงของสาร HFCs จะมีส่วนช่วยชะลอการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างมีนัยสำคัญ คาดว่าจะสามารถหลีกเลี่ยงการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกได้ประมาณ 0.5 องศาเซลเซียสที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นภายในปีค.ศ. 2100 กลุ่มนักกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมได้ผลักดันข้อตกลงดังกล่าวให้กำหนดปริมาณสาร HFCs ในเครื่องปรับอากาศกว่า 1.6 พันล้านเครื่องที่จะถูกผลิตภายในปีค.ศ. 2050 ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะเพิ่มขึ้นในประเทศเอเชีย ลาตินอเมริกา และแอฟริกา

ที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ของที่ประชุมประเมินว่าค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการลดการใช้สาร HFCs มีมูลค่าประมาณ 4 – 6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งบางประเทศก็มีความเห็นที่ต่างไป เช่นตัวแทนจากรัสเซียได้กล่าวว่าผู้เชี่ยวชาญของตนได้ประเมินว่าจะมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าการประเมินดังกล่าว โดยคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 10-20 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: