รายงานผลการศึกษาศักยภาพการแข่งขันของภาคค้าปลีก

กลุ่มทำงานระดับสูงของคณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปได้เผยแพร่ผลการศึกษาศักยภาพการแข่งขันของภาคค้าปลีก (retail) ในยุโรป และได้เสนอแนวทางการพัฒนาและส่งเสริมภาคดังกล่าวทั้งหมด 5 ข้อด้วยกัน ได้แก่ 1. ลดข้อจำกัดต่างๆ ที่กีดกันการสร้างตลาดเสรีของภาคการค้าปลีกและการให้บริการ 2. สนับสนุนการพัฒนา e-commerce 3. ช่วยสนับสนุนการเติบโตของ SMEs 4. ส่งเสริมการสร้างนวัตกรรม และ 5. จัดการประเด็นต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมการทำธุรกิจในด้านลบ

รายงานดังกล่าวยังชี้ให้เห็นว่าการดำเนินการ e-commerce นั้นเป็นหนึ่งในมาตรการที่สามารถส่งเสริมแนวทางทั้งห้าแนวทางที่ได้กล่าวถึง ศักยภาพของ e-commerce นั้นสูงและสามารถสร้างโอกาสใหม่ๆให้กลับภาคการค้าปลีก แต่ในปัจจุบันศักยภาพดังกล่าวยังไม่ได้รับการส่งเสริมอย่างเต็มที่

คณะทำงานเห็นว่าสิ่งที่ควรจะได้รับการส่งเสริมต่อไปคือการสร้างความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและเจ้าของกิจการต่อ e-commerce และการทำให้การค้า e-commerce ข้ามเขตแดนมีความสะดวกขึ้นและมีขั้นตอนที่คล้ายกับการค้าภายในเขตแดน มีการสรุปข้อบังคับต่างๆ ให้สามารถเข้าใจได้ง่ายขึ้น เป็นต้น

การให้ความสะดวกต่อการค้า e-commerce ข้ามพรมแดนนั้นเป็นหนึ่งในภาระกิจของคณะกรรมาธิการยุโรปในด้านนโยบาย Digital Single Market Strategy ที่ได้ถูกประกาศไปเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และคณะกรรมาธิการได้เริ่มกระบวนการรับฟังความคิดเห็นเพื่อรับข้อเสนอแนะจากประชาชนและผู้เกี่ยวข้อง

กลุ่มทำงานยังได้เน้นถึงความสำคัญของ e-commerce platforms ในห่วงโซ่อุปทาน เพราะ platform สามารถเป็นอุปสรรคในการเข้าถึงตลาดของกิจการต่างๆ นอกจากนี้แล้วความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจระหว่างกิจการต่อกิจการก็เป็นอีกประเด็นที่สำคัญ ซึ่งคณะกรรมาธิการได้บรรจุประเด็นดังกล่าวไว้เป็นวาระหนึ่งในกระบวนการรับฟัง

อย่างไรก็ตามหากมองเศรษฐกิจของสหภาพยุโรปอย่างเป็นระบบแล้ว การส่งเสริมการค้าข้ามแดนโดยผ่าน e-commerce นั้นก็มีผลลบเช่นเดียวกับผลบวก  กล่าวคือการส่งเสริมให้มีการค้าผ่าน e-commerce และการค้าข้ามพรมแดนนั้นอาจจะส่งผลลบต่อเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่นได้ เพราะผู้บริโภคหันไปจับจ่ายใช้สอยกับกิจการที่มีการดำเนินการผ่าน e-commerce ในเขตอื่นๆแทน (ภายใต้การสันนิฐานว่าศักยภาพในการจับจ่ายของผู้บริโภคนั้นมีจำกัด) ทำให้ร้านค้าและกิจการในท้องถิ่นสูญเสียรายได้ นอกจากนี้การค้าแบบ e-commerce ก็สามารถเพิ่มภาระด้านสิ่งแวดล้อมให้สูงขึ้น เพราะการเพิ่มการขนส่งสิ่งของปลีกโดยไปรษณีย์เมื่อ e-commerce เพิ่มสูงขึ้นอาจจะส่งผลลบต่อคุณภาพอากาศและสิ่งแวดล้อม อีกทั้งการดำเนินการ e-commerce เองก็ใช้พลังงานสำหรับ server และ internet เช่นกัน  การส่งเสริมนโยบายดังกล่าวจึงน่าจะมีการศึกษาในระดับมหาภาคควบคู่ไปด้วย เพื่อสร้างเข้าใจในผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น และการสร้างมาตรการต่างๆ ที่จะมาช่วยสนับสนุนนโยบายดังกล่าวให้ส่งผลในด้านบวกตามความคาดหมาย

สามารถอ่านรายงานดังกล่าวเพิ่มเติมได้ที่นี้

ที่มา High Level Group on Retail Competitiveness publishes its recommendations

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: