REACH และ ผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทย

REACH เป็นกฎหมายของสหภาพยุโรป เกี่ยวกับการลงทะเบียน ประเมินผล การรับอนุญาตและการกักกันสารเคมี ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2007 เป็นต้นมา โดยมีผลบังคับใช้เมื่อปริมาณสารที่ถูกนำเข้ามากหรือผลิตขึ้นนั้นมีมากกว่า 1 ตันต่อปีต่อผู้ประกอบการ โดยต้องทำการลงทะเบียนกับ European Chemicals Agency (ECHA)

เพื่อเป็นการทำตามข้อบังคับดังกล่าว ผู้ผลิต (manufacture)และผู้จัดหาสินค้า (supplier) จะต้องทำการระบุและควบคุมสารมีอันตรายในผลิตภัณฑ์ของตน โดยเฉพาะสารที่อยู่ในหมวดหมู่ของ REACH substances of very high concern (SVHC) และ REACH restricted substances. ซึ่งผู้ประกอบการสามารถทำการประเมินในเบื้องต้นและตรวจสอบขั้นตอนที่ต้องปฏิบัติตามได้ที่นี้

Substances of very high concern (SVHC)

ปัจจุบันรายชื่อของสาร SVHC นั้นมีทั้งหมด 151 สารแยกเป็น 38 ชนิดและจะมีการเพิ่มเติมอยู่ตลอดเวลา สาร SVHC นั้นเป็นสารที่มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้

  • สารก่อมะเร็ง – carcinogenic, mutagenic or toxic to reproduction (CMRs);
  • สารที่มีความคงอยู่นาน – persistent, bio-accumulative and toxic (PBTs);
  • สารที่มีความคงอยู่นานมาก – very persistent and bio-accumulative (vPvBs);
  • สารร้ายแรงที่มีผลกระทบที่ไม่สามารถฟื้นฟูได้ – seriously and / or irreversibly damaging to the environment or human health and substances that are damaging to the hormone system;

ซึ่งหากผลิตภัณฑ์มีสารจำพวก SVHC อยู่ ผู้จัดหาสินค้าจะต้องปฏิบัติดังต่อไปนี้

  • ทำการแถลงรายละเอียดของสารเคมี – ผู้จัดหาสินค้าที่มีสารอยู่ใน Candidate List ในความเข้มข้นมากกว่า 0.1% (w/w) จะต้องให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง (เช่น SDS และ substance declaration) เพื่อการใช้งานที่ปลอดภัยกับลูกค้าหรือ เมื่อถูกร้องขอ ภายในเวลา 45วันหลังจากได้รับการร้องขอ โดยข้อมูลขั้นต่ำที่ควรมีคือชื่อของสารเคมี
  • ทำการแจ้ง – ผู้ผลิตและผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์ในสหภาพยุโรปจะต้องแจ้งต่อ ECHA หากผลิตภัณฑ์มีสารที่ได้รับแจ้งใน Candidate List. โดยข้อบังคับนี้จะมีผลเมื่อปริมาณของสารเคมีในผลิตภัณฑ์นัน้นมีมากกว่า 1 ตันต่อผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าต่อปี และหากสารเคมีนั้นมีอยู่ในผลิตภัณฑ์ในปริมาณความเข้มข้น 0.1% (w/w).

ค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบ SVHC นั้นปัจจุบันอยู่ที่ประมากร 1500-2400 USD สำหรับ Non-metal material และ 1000 – 1600 USD สำหรับ Metal Material โดยสามารถดูรายละเอียดเพิ่มได้ที่ http://www.cirs-reach.com/Testing/SVHC_Test_Offer_2012.html

 REACH restricted substances.

สาร REACH Restricted Substances นั้นเป็นไปตามกำหนดของ REACH หมวดที่ 8 ซึ่งในปัจจุบันมีจำนวนสารเคมีทั้งหมด 10,000ตัวแบ่งเป็น 59 ประเภท โดยสามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ REACH restriction list (Annex XVII) โดย สารที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอิเล็กโทรนิกนั้นได้แก่ Tetrabromobisphenol A, Phthalates, Bisphenol A, As, Ga และ carbon black เป็นต้น

สารเคมีที่ได้รับการยกเว้นจาก REACH

REACH แยกการยกเว้นสารเคมีออกเป็นสามประเภทได้แก่ สารเคมีที่ได้รับการยกเว้นอย่างสิ้นเชิง, สารเคมีที่ได้รับการยกเว้นการจดทะเบียน และสารเคมีที่ถือว่าได้รับการจดทะเบียน โดยสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่นี้ ทั้งนี้ สารเคมีที่ใช้ในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางนั้นไม่ได้รับการยกเว้น

ข้อบังคับอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับ REACH

PoHS

ประเทศนอร์เวย์นั้นมีข้อบังคับในด้านสารเคมีของตนเอง โดยนอร์เวย์ใช้ข้อบังคับ PoHS (Prohibition on Certain Hazardous Substances in Consumer Products) ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2008 ผู้ส่งออกของไทยต้องการที่จะส่งออกไปสู่ประเทศนอร์เวย์ด้วยจึงจำเป็นที่จะต้องศึกษาข้อบังคับ PoHS อย่างไรก็ตาม PoHS นั้นมีความคล้ายกับ EU RoHS Directive จึงสามารถนำทั้งสองข้อบังคับมาบังคับใช้พร้อมไปด้วยกัน

CLP

CLP (Classification, Labelling and Packaging of Substances and Mixtures) เป็นกฏหมายภายในของประเทศในสหภาพยุโรปเกี่ยวกับด้านการติดฉลากของสหภาพยุโรปที่เกี่ยวข้องกับ REACH เป็นอย่างมากโดยเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1ธันว่าคม 2553 และโดยอยู่บนพื้นฐานเดียวกันและสอดคล้องกับ Globally Harmonised System (GHS) ซึ่งเป็นแนวทางการจำแนกประเภทสารเคมีต่างๆที่ UN ได้เสนอให้นานาชาติรับเป็นมาตรฐานปฏิบัติร่วมกัน

ผลกระทบของ REACH ต่อผู้ประกอบการไทยนั้นสามารถแบ่งออกเป็นหัวข้อใหญ่ๆ ได้ดังนี้

  1. เพิ่มต้นทุนในการผลิต – กระบวณการต่างๆที่ผู้ประกอบการต้องทำเพิ่มเติม เอกสารและข้อมูลต่างๆ รวมทั้งการจดทะเบียน จดแจ้งและขออนุญาติ ซึ่งผู้ประกอบการไทยไม่สามารถทำได้เอง แต่จะต้องผ่านผู้นำเข้าในสหภาพยุโรปหรือ Only Representative (OR) ย่อมจะมีผลส่งให้ต้นทุนการผลิตสินค้าสูงขึ้น ผลกำไรลดลง และความสามารถของการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยลดลง
  2. กีดกันผู้ประกอบการรายย่อย – การรับเอากระบวณการของ REACH เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวงจรการผลิตของผู้ประกอบการนั้นจำเป็นที่จะต้องรับเอาองค์ความรู้ใหม่ และปรับเปลี่ยนกระบวณการการดำเนินงานต่างๆ ซึ่งนับเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย ขนาดกลางและเล็ก (SMEs) อีกทั้งทำให้การส่งออกที่มีปริมาณปานกลางและน้อยมีผลกำไรที่น้อยลงหรือขาดทุน
  3. กระบวณการตรวจสอบให้เกิดความล่าช้าและอาจเสียโอกาสทางธุรกิจได้
  4. ราคาของสารเคมีหรือผลิตภัณฑ์ที่ใช้สารเคมีที่ต้องผ่านการตรวจสอบสูงขึ้น หรืออาจมีการขาดแคลนของสารหรือผลิตภัณฑ์ที่ไม่คุ้มทุนในการผ่านการตรวจสอบ
  5. ความเสี่ยงต่อการรั่วไหลของความลับทางธุรกิจและอุตสาหกรรม
  6. การยกระดับการควบคุมสารเคมีในด้านอุตสาหกรรมของประเทศไทย นอกเหนือจากผลกระทบด้านลบที่ได้กล่าวไปแล้ว กระบวณการของ REACH ก็เป็นการบังคับให้ผู้ประกอบการของไทยต้องยกระดับความรู้และความกระบวณการการควบคุมดูและสารเคมีและผลิตภัณฑ์ที่ใช้สารเคมีให้สูงขึ้น เพราะสหภาพยุโรปมีท่าทีที่เข้มงวดในด้านการตรวจสอบนี้ (No data, No market)

ที่มาของรายละเอียด

http://www.cirs-reach.com/Electronics/index.html

คู่มือ REACH เพื่อผู้ประกอบการ

ผลกระทบจากกฎระเบียบ reach

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: