ความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมในยุโรป – ปัญหา และ แนวปฏิบัติ

อุตสาหกรรมในยุโรปนั้นเริ่มกระเตื้องขึ้นหลังจากสภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำ อย่างไรก็ตามการฟื้นฟูนั้นคงจะใช้ระยะเวลา เพราะผลกระทบของวิกฤติเศรษฐกิจที่ผ่านมานั้นค่อนข้างรุนแรง – ตำแหน่งงานของภาคอุตสหกรรมของสหภาพยุโรปลดลงถึง 3.8ล้านตำแหน่งจากปี คศ. 2008

จากการวิจัยของคณะกรรมาธิการยุโรป สิ่งที่บ่งบอกความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสหกรรมนั้นได้แก่ นวัฒกรรมและความยั่งยืน(innovation and sustainability); สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ (business environment), การบริการและโครงสร้างพื้นฐาน (services and infrastructure); รัฐประศาสน์ (public administration); การเงินและการลงทุน (finance and investment); และ ความสามารถ (skills) และหลักเกณฑ์นี้สามารถใช้ในการจัดหมวดหมู่ประเทศในสหภาพยุโรปได้ดังนี้:

  • กลุ่มคงเส้นคงวา (consistent cluster) ซึ่งมีการความสามารถในการแข่งขันที่ดี มีระดับผลการปฏิบัติการที่ดีในรอบด้าน ได้แก่ ประเทศ Austria, Belgium, Denmark, Finland, France, Germany, Ireland, Luxembourg, Netherlands, Spain, Sweden และ United Kingdom.
  • กลุ่มปานกลาง (moderate cluster) ซึ่งมีระดับผลการปฏิบัติการที่ดีในด้านเฉพาะแต่มีผลปฏิบัติการที่ไม่ดีและแย่ลงในด้านอื่น ได้แก่ ประเทศ Cyprus, Greece, Italy, Malta, Portugal and Slovenia.
  • กลุ่มที่ยังต้องพัฒนา (catching-up) หรือกลุ่มประเทศสมาชิกที่ยังมีสิ่งที่ต้องท้าทายและพัฒนาอย่างมากในหลายๆด้าน แต่การพัฒนานั้นเป็นไปอย่างรวดเร็ว ได้แก่ประเทศ Bulgaria, Croatia, the Czech Republic, Estonia, Hungary, Latvia, Lithuania, Poland, Romania and Slovakia.

ความล่าช้าในการเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างนั้นเป็นหนึ่งในปัญหาที่มีความรุนแรงของสหภาพยุโรป ยกตัวอย่างเช่น แม้ว่าสมาชิกของสหภาพนั้นได้ทำการพัฒนานวัฒกรรมของตนเองตั้งแต่ปี คศ. 2008 แต่การลู่เข้า(convergence)ของระดับนวัฒกรรมของประเทศสมาชิกนั้นกลับไม่เกิดขึ้น กล่าวคือประเทศสมาชิกที่มีการพัฒนาด้านนวัฒกรรมที่น้อยกว่า นั้นยังไม่สามารถพัฒนาตนเองให้เทียบเท่ากับประเทศอื่นๆ

อัตราการลงทุนที่ต่ำก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งของยุโรป ระดับการลงทุนนั้นลดลงจากร้อยละ 21.1 ของ อัตรามวลรวมของสหภาพ (EU GDP) ในปี 2007 เหลือ ร้อยละ 18ในปี 2012 ที่สำคัญนโยบายต่างๆทางการเงินไม่สามารถส่งผลต่อการระดับการลงทุนทำให้การประเมินการฟื้นฟูของเศรษฐกิจนั้นค่อนข้างลำบาก ที่สำคัญการเข้าถึงแหล่งเงินในประเทศสมาชิกนั้นยังเป็นไปอย่างค่อนข้างยาก

ในด้านวัตถุดิบการผลิตนั้น ราคาพลังงานของแต่ละประเทศนั้นก็มีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด และเป็นที่น่าสังเกตว่าประเทศที่มีราคาพลังงานที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยนั้นจะมีผลการดำเนินการทางอุตสาหกรรมที่สม่ำเสมอกว่า

แม้ว่ายังมีความท้าทายในหลายๆด้านอยู่ และการค้าขายระหว่างประเทศในสหภาพนั้นเติบโตช้า แต่การส่งออกสู่ประเทศที่สามของสหภาพนั้นก็เริ่มมีความกระเตื้องขึ้น โดยเฉพาะสินค้าในด้าน ไฮเทคและการบริการที่ใช้ความรู้และความเชี่ยวชาญสูง

สหภาพยุโรปยังมีความแน่วแน่ในการพัฒนาภาคอุตสาหกรรม โดยได้ตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มผลผลิตมวลรวม (GDP) ที่มาจากภาคอุตสาหกรรมเป็น ร้อยละ 20 ของผลผลิตมวลรวมทั้งหมดภายในปี 2020โดยคณะกรรมธิการของสหภาพนั้นได้เสนอแนวปฏิบัติสามข้อ ได้แก่

  1. การดำเนินการกิจการนั้นควรจะอย่างเรียบง่ายและลดต้นทุนปฏิบัติการให้มากที่สุด
  2. ประเทศสมาชิกจะต้องพัฒนา การเข้าถึงแหล่งเงินและแหล่งทุนของกิจการต่างๆ โดยเฉพาะกิจการขนาดกลางและเล็ก
  3. การเปิดตลาดใหม่สำหรับบริษัทสัญชาติสหภาพยุโรป ทั้งในสหภาพเอง (ภายใต้ Directive 98/34/EC และการศึกษากฎและข้อบังคับในแต่ระประเทศสมาชิก) และในประเทศที่สามเช่น จีนผ่าน Europe-China Standards Information Platform (CESIP) โดยสามารถศึกษาผ่าน ฐานข้อมูล New Approach Notified Designated Organisations (NANDO)

ที่มาของข่าว – Industrial competitiveness: Europe can do better

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: