พลังงานนิวเคลียร์:การทบทวนที่จำเป็นหลังภัยพิบัติฟุกุชิมะ

ภัยพิบัตินิวเคลียร์ที่เกิดขึ้น ณ เมืองฟุกุชิมะประเทศญี่ปุ่นเมื่อปีค.ศ.2011 ส่งผลกระทบด้านลบอย่างมากมายต่ออุตสาหกรรมพลังงานนิวเคลียร์ ประเทศเยอรมันและสวิสเซอร์แลนด์ได้เข้าสู่ขั้นตอนในการล้มเลิก(phase out )โรงงานไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ที่มีอยู่ทั้งหมด โรงงานพลังงานไฟฟ้านิวเคลียร์ในหลายๆประเทศถูกสั่งให้ปิดตัวลง จำนวนโรงงานไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ทั่วโลกลดลงเหลือ 434 โรง (ปีค.ศ.2012) จาก 442โรง (ปี ค.ศ.2010) สัดส่วนพลังงานของโลกที่มาจากโรงงานพลังงานนิวเคลียร์ลดต่ำลงเหลือเพียงร้อยละ 4.5 ซึ่งเป็นสัดส่วนที่น้อยที่สุดตั้งแต่ปี ค.ศ. 1984

อย่างไรก็ตามคาดว่าภัยพิบัติที่เกิดขึ้นที่ฟุกุชิมะ นั้นจะมีผลเพียงแค่ชะลอการสร้างหรือการถูกระงับของโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์เพียงในระยะสั้นเท่านั้น แต่ในระยะยาวยังคาดว่าจะคงมีการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์เพิ่มขึ้นต่อไป ทั้งนี้เพราะตัวแปรที่จะผลักดันให้เกิดอุปสงค์ในการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์นั้นยังคงมีความเข้มแข็งอยู่ อาทิเช่น การเพิ่มขึ้นของอุปสงค์ด้านพลังงาน, ราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้น, ความต้องการในการเพิ่มความเป็นเอกเทศด้านพลังงาน, และเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก(greenhouse emissions)ของประเทศต่างๆ โดยเฉพาะด้านก๊าซเรือนกระจกนั้น พลังงานนิวเคลียร์ยังมาตรการที่่ดีในการลดก๊าซเรือนกระจก เพราะเป็นพลังงานที่มีผลิตก๊าซ CO2 ต่ำที่สุด (ในการผลิตพลังงานไฟฟ้า 2,518 TWh โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ ผลิตก๊าซ CO2 เพียง 73.0 ล้านตัน หรือเพียง ร้อยละ 3 ของก๊าซCO2ที่ผลิตโดยโรงงานไฟฟ้าถ่านหิน และเพียงร้อยละ6 ของก๊าซCO2ที่ผลิตโดยโรงงานไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ)

ดังนี้โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์จึงยังถูกสร้างขึ้นในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ เช่น จีน อินเดีย อัฟริกาใต้ และ รัสเซีย โดยในประเทศบราซิล รัสเซีย อินเดียและจีน (BRIC) นั้นมีการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ถึง44โรง(ปี ค.ศ. 2012) จาก 62โรงทั่วโลก โดยจีนเป็นประเทศที่มีโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์มากที่สุด (15โรงในปัจจุบัน และกำลังสร้างอยู่อีก 26 โรง)

ประเทศไทยเองแม้จะสามารถผลิตพลังงานด้านไฟฟ้าโดยใช้ถ่านหิน,ก๊าซธรรมชาติ,และน้ำมันเองได้ แต่อุปสงค์ด้านพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นและความต้องการในการสร้างเสถียรภาพทางพลังงาน อาจจะทำให้โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์เป็นทางที่ต้องเลือกในอนาคตสำหรับประเทศไทย อย่างไรก็ตามควรที่จะมีการวิเคราะห์ให้รอบด้าน โดยคำนึงถึงผลกระทบในระยะสั้นและระยะยาว และความเหมาะสมของโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ในบริบทของประเทศไทย เช่น การกำจัดกากกัมมันตรังสีที่เกิดขึ้นจากโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์, ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม, คุณภาพของบุคลากร องค์ความรู้และประสบการณ์ที่มี, ความเสี่ยงของผลกระทบจากภัยพิบัติที่คล้ายกับฟุกุชิมะ อีกทั้งทางเลือกอื่นๆ เช่น พลังงานทดแทนและการควบคุมอุปสงค์ของการใช้พลังงาน ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกใช้โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์หรือไม่

นอกจากความสูญเสียทางชีวิตและทรัพยสิน ในอีกแง่มุมหนึ่ง ภัยพิบัติฟุกุชิมะก็แสดงให้เห็น ว่าแม้แต่ประเทศที่พึ่งพาไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์เป็นหลักอย่างญี่ปุ่นเอง ก็สามารถ“อยู่ได้”โดยใช้พลังงานไฟฟ้าจากแหล่งอื่น และเมื่อประชาชนพร้อมใจกันลดปริมาณการใช้ไฟฟ้าลง แม้จะเป็นเพียงระยะเวลาชั่วคราว โดยญี่ปุ่นนั้นลดสัดส่วนพลังงานที่มากจากพลังงานนิวเคลียร์ลงกว่าร้อยละ 90ก่อนภัยพิบัติฟุกุชิมะ

ที่สำคัญ องค์กรระหว่างประเทศที่พยายามจะลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของอุตสาหกรรมพลังงานโดยการตั้งเป้าลดก๊าซเรือนกระจก อาจจะต้องทบทวนถึงวิธีการที่จะบรรลุเป้าหมายของตนอีกครั้ง เพราะหากมาตรการที่หลายๆประเทศใช้เพื่อลดก๊าซเรือนกระจกนั้นเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ ความความเสี่ยงที่จะเกิดภัยพิบัตินิวเคลียร์อย่างเมืองฟุกุชิมะก็อาจจะเพิ่มสูงขึ้น และถ้าหากเกิดขึ้น ผลด้านลบที่รุนแรงและส่งผลระยะยาวต่อสิ่งแวดล้อมและมนุษย์นั้นอาจจะส่งผลบั่นทอนต่อจุดประสงค์ที่ต้องการในภาพรวม ภัยพิบัติฟุกุชิมะนั้นเป็นโศกนาฎกรรมที่จะต้องจดจำไว้ และเป็นโอกาสในการทบทวนทิศทางของนโยบายด้านอุตสาหกรรมพลังงานและสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย

ที่มาของข้อมูล: Global Dependence on Nuclear Energy Drops

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: